LOGINทุกคนเดินเข้าไปในวิลล่าของฉินฟ่านด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสโยโย่อวดผลงานชิ้นโบว์แดงให้พวกเหลียนฟ่งฟังว่าได้ปรับลุคเปลี่ยนโฉมให้กับลู่เจี้ยนใหม่ จนหล่อสมาร์ทขนาดไหนส่วนอิ๋งอิ๋งเล่าเรื่องสาวนักล้วงให้ทุกคนฟัง ทุกคนถึงกับปรบมือชอบใจ
ฝีมือของเสี่ยวจงประณีตมากแถมยังมีไอเดียสร้างสรรค์ แต่เขาคิดว่าเงินทองกินคนเดียวอาจจะท้องแตกตาย งานนี้จะต้องสุดฝีมือ ทำให้ฉินฟ่านเกิดความพึงพอใจในผลงานของเขาให้ได้ไม่แน่ว่าอาจจะมีงานคราวหน้ามาใช้บริการจากเขาอีก
เขาจึงชวนเพื่อนที่คณะ ที่เก่งในแต่ละด้านมาร่วมทีมอีกถึงห้าคน เขาใส่ใจในทุกรายละเอียด ตั้งแต่คัดเลือกหินการแกะสลัก การขนย้ายหิน เพื่อนำไปจัดวางที่บ้านฉินฟ่าน
เขาใส่เส้นผมหนวดเครา ขนตาให้กับรูปปั้น ดวงตาก็ทำมาจากลูกแก้วแล้วติดคอนแทคเลนส์ ผิวกายทำจากซิลิโคนที่มีความยืดหยุ่นสมจริง ในยามที่แตะสัมผัสเรียกช่างเสริมสวยมือหนึ่งมาแต่งหน้าทาปากจัดแต่งทรงผมให้กับรูปปั้นจนดูเหมือนคนจริงทุกประการ
เขาเคยถามฉินฟ่านว่า ทำไมไม่ทำเป็นหุ่นขี้ผึ้งฉินฟ่านตอบว่า เขาอยากให้รูปปั้นนี้คงอยู่ไปอีกร้อยปีพันปีเสี่ยวจงติดตั้งไฟดาวน์ไลท์เสร็จ ก็ไปวิ่งซื้ออุปกรณ์เครื่องใช้ จำพวกกาเหล้าจานชาม
ส่วนอาหารที่จัดวางอยู่บนโต๊ะ เขาเรียกผู้เชี่ยวชาญด้านโมเดลอาหาร ที่ทำจากดินปั้นมาช่วยจัดการให้เครื่องประดับ เครื่องแต่งกายของนางฟ้าฉางเอ๋อและคนอื่น ๆ ก็จัดทำจัดซื้อจากบริษัทแบรนด์เนมชื่อดัง แน่นอนว่ามันต้องแพงจนหูฉี่ บาร์เหล้าเหล้าที่วางโชว์ป้ายไฟ ทุกอย่างเป็นของจริงหมด
เขาจัดวางรูปปั้นอย่างพิถีพิถัน บ้างนั่งบ้างยืน ไว้ที่อาคารหลังบ้านรายละเอียดทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งบาร์เหล้าโต๊ะเก้าอี้ถอดแบบมาจากความทรงจำของฉินฟ่านไม่มีผิดเพี้ยนแม้แต่น้อย เสี่ยวจงยกกาแฟขึ้นจิบพลางพยักหน้าหงึก ๆ ด้วยความภาคภูมิใจในผลงานชิ้นโบว์แดง
ฉินฟ่านกำลังเดินคุยเฮฮามาพร้อมกับสาว ๆ ทุกคนพอได้เห็นผลงานปานเนรมิตของเสี่ยวจง เขาก็หยุดกึกเอาซะดื้อ ๆ เขาผงะไปชั่วขณะ ในความทรงจำของเขานี่เป็นฉากที่เทพทั้งเจ็ดนั่งล้อมวงดื่มสุรากันอย่างครื้นเครง
จู่ ๆ ฉินฟ่านก็วิ่งเข้าไปกอดเสี่ยวจงจนแน่น จนเสี่ยวจงตกใจทำกาแฟร้อนหกรดอกเสื้อของฉินฟ่าน ทำไมฉินฟ่านไม่ร้องเอะอะโวยวายว่าร้อนๆๆๆบ้างเลยล่ะเขาไม่ร้อนเลยรึไงเขากำลังจะอ้าปากขอโทษแต่กลับถูกฉินฟ่านตบหลังตบไหล่อย่างแรงไปหลายที
“ขอบใจนายมากจริงๆนะเสี่ยวจงผลงานของนายนี่มัน…โคตรสุดยอดเลย”
แล้วฉินฟ่านก็เดินเข้าไปหารูปปั้นอย่างช้า ๆ คล้ายกับว่าละเมอเดินอยู่ในความฝัน
เขานึกย้อนไปในอดีตนรกแห่งนั้น เทพเหล่านี้รวมถึงทุกเรื่องราวผุดขึ้นมาเป็นฉาก ๆ ในม่านแห่งความนึกคิด
ทุกคนต่างพากันประหลาดใจในท่าทางของเขา ไม่รู้ว่าอยู่ดี ๆ ทำไมฉินฟ่านให้แกะสลักรูปปั้นคนเหล่านี้ขึ้นมา พวกเขาเป็นใครกันแน่ ผู้หญิงสวย ๆ นั่นเมียเก่าเขาเหรอ แต่ต้องยอมรับว่าเธอสวยจริง ๆ แม้แต่คุณหนูสี่ที่ว่างามหยดย้อยแล้วยังเทียบกับหญิงงามคนนี้ไม่ติดเลย
"ฮ่า ๆ ในที่สุดพวกท่านก็มาหาข้าซะที ดี ๆ เหลียนฟ่งจัดสุราอาหารที่ดีที่สุดมาเยอะ ๆ เลยผมจะดื่มกินกับพวกเขาให้สะใจไปเลย"
ดื่มกินกับรูปปั้นนี่เหรอพวกเธอต่างพากันมึนงง แต่ก็พากันไปจัดเตรียมอาหารแต่โดยดี
ฉินฟ่านเดินเข้าไปคุกเข่าหมอบกราบสามครั้งด้วยความเคารพนอบน้อมพอเงยหน้าขึ้นมาน้ำตาของเขาถึงกับไหลรินอาบสองแก้ม ยิ่งสร้างความประหลาดใจให้กับทุกคน จนโยโย่อดไม่ได้ จึงแอบกระแซะเข้ามาใกล้ ๆ แล้วเอ่ยปากถาม
"พวกเขาเป็นใครเหรอคะ"
"พวกเขาคือพ่อแม่ผู้ให้กำเนิด คือผู้มีพระคุณล้นฟ้าคืออาจารย์ที่เคารพ ไม่มีพวกเขาก็คงไม่มีผมในวันนี้ขอโทษทีนะ แต่ตอนนี้ขอผมอยู่คนเดียวเถอะ พวกเราไม่ได้เจอกันมานานแล้ว คงมีเรื่องต้องคุยกันอีกเยอะ"
ในเมื่อฉินฟ่านเปรียบรูปปั้นเหล่านี้เป็นญาติผู้ใหญ่ พวกเธอจึงพากันคุกเข่าหมอบกราบสามครั้งเช่นเดียวกัน จากนั้นทุกคนจึงค่อย ๆ จากไป
"ในที่สุดวันนี้ก็มาถึงฮ่ะ ๆ วันที่พวกเราได้มาพบกันอีกครั้ง พวกท่านคิดถึงข้าบ้างรึเปล่าข้าคิดถึงพวกท่านยิ่งนักตอนนี้ข้ามีผู้หญิงที่ข้ารักแล้วนะ มีชีวิตที่ดีมีความสุขมากจริง ๆ ฮ่า ๆ พวกท่านไม่ต้องเป็นห่วงข้าฮือ…."
ฉินฟ่านบัดเดี๋ยวร่ำไห้บัดเดี๋ยวหัวร่อ
ราวกับคนเสียสติเขาพร่ำเพ้อกรีดมือวาดเท้าอยู่คนเดียว
"ข้าจะเป็นคนดี ไม่ทำให้พวกท่านผิดหวังในตัวข้า ข้าช่วยชีวิตคนใกล้ตาย ข้าช่วยตำรวจจับผู้ร้ายข้ากำลังจะผลิตยารักษาโรคราคาถูกให้กับชาวบ้าน ข้าจะสร้างโรงเรียนให้พวกเด็ก ๆ ได้เรียนฟรีอีกด้วย ข้าจะกินนมเปรี้ยวทุกวันไม่ให้ขาดอีกด้วยฮือ ๆ ข้าจะเป็นตัวแทนของพวกท่านช่วยเหลือผู้คนที่ตกทุกข์ได้ยากเอง"
อาหารร้อน ๆ ส่งกลิ่นหอมกรุ่น ทยอยมาจัดวางจนเต็มโต๊ะ ฉินฟ่านรินสุราให้กับทุกคน
"มา ๆ ถึงนี่จะไม่ใช่ หนึ่งหยดรัญจวนจิต ของนาจาแต่ก็เป็นเหมาไถเก่าเก็บชั้นเลิศ ข้าขอดื่มก่อนเพื่อเป็นการคารวะพวกท่านสามจอก"
ฉินฟ่านดื่มติดต่อกันสามจอกจนสีหน้าเริ่มแดงระเรื่อ
"พี่สาวนางฟ้าคนสวยของข้า นาน ๆ เราจะได้พบเจอกันสักทีท่านเองก็ต้องดื่มซักจอก"
"ท่านตือโป๊ยก่าย ท่านยี่หนึงจินกุนและทุก ๆ ท่านขาหมูจักรพรรดิ รังนกตุ๋นมะพร้าวอ่อน ข้าวโพดอ่อนผัดเต้าหู้ทรงเครื่อง หมูย่างรมควัน อาหารพวกนี้คนรักของข้าเข้าครัวปรุงขึ้นมาเอง หวังว่ารสชาติจะถูกปากพวกท่านต้องชิมให้มาก ๆ หน่อย พูดแล้วจะหาว่าคุยเหลียนฟ่งคนรักของข้าเป็นคนชอบทำอาหารเธอทำซาลาเปาไส้หมูแดงจานนี้ได้อร่อยมากเลยละ"
"ราชาวานรถึงท่านจะชอบทำสีหน้าเคร่งขรึมชอบเก๊กหล่อแต่ข้ารู้ว่าท่านเป็นคนดีมีน้ำใจขอบคุณในความเมตตาของท่าน ที่มีต่อมนุษย์ตัวกระจ้อยร่อยอย่างข้า อ้อ แล้วก็เนตรอัคคีของท่านเจ๋งจริง ๆ ข้าน้อยขอซูฮก ฮ่า ๆ "
"ท่านไท่ซ่างเหล่าจวินวันนี้ถึงจะไม่มี หยดน้ำตาแห่งความทุกข์ตรม แต่ท่านไม่ต้องเป็นห่วงข้ามี หยดน้ำตาแห่งความสุขสันต์ มามอบให้ท่านเผื่อจะใช้มันเป็นกระสายยาได้เพราะว่าวันนี้ข้ามีความสุขมาก"
ฉินฟ่านล้วงหยิบขวดหยกออกมาจากแหวนมิติรองน้ำตาของเขาสามหยดแล้วยัดเข้าไปในอกเสื้อของไท่ซ่างเหล่าจวิน
"ท่านเสินหนงข้ามีของดีจะมอบให้ท่านด้วย แท่น แท๊น ข้าเก็บหนังสือ
กายวิภาคที่ให้ความรู้เกี่ยวกับสรีระของผู้หญิงไว้ให้ท่านมานานแล้วแน่นอน…ว่า เพื่อใช้ในกรณีศึกษาหวังว่าจะถูกใจท่านนะฮ่า ๆ วันไหนมีเล่มเด็ด ๆ ข้าจะเก็บไว้ให้ท่านอีก"
ฉินฟ่านแยกเขี้ยวหัวเราะฮิ ๆ ฮะ ๆ ล้วงหยิบเอาหนังสือโป๊ playboy กับ penthouse เล่มล่าสุดที่วางแผงขายออกมาจากแหวนมิติ ยัดใส่เข้าไปในอกเสื้อของเทพเสินหนง
อย่างทะนุถนอมราวกับกลัวว่ามันจะยับ
ราวกับเกิดความรู้สึกหลอน เมื่อครู่เทพเสินหนงคล้ายกับยักคิ้วหลิ่วตาให้เขาด้วยโอ…นี่เขาคงเมาจนตาลายไปแล้วใช่ไหม
“ไฉ่ซิงเอี๊ยท่านสมกับฉายาเทพแห่งโชคลาภจริง ๆ ทุกวันนี้ข้ากินหรูอยู่สบายก็เพราะท่าน ขอบคุณมากจริง ๆ ส่วนแม่ไก่
อลิซาเบธข้าดูแลเป็นอย่างดี”
ฉินฟ่านซดเหล้าเข้าปาก นึกหาคำพูดอยู่ครู่หนึ่ง
“ท่านพญายม ข้าชอบบาร์เหล้าของท่านนะ ฮ่ะ ๆ ความจริงแล้วข้าไม่เคยโทษท่านเลย เพราะข้าชอบชีวิตในโลกใบนี้มาก
ชอบจริง ๆ”
พวกเราคงไม่มีโอกาสพบกันอีกแล้วใช่ไหม ข้ารู้ดี แต่ไม่เป็นไร ข้าจะมาพูดคุย
กับพวกท่านที่นี่บ่อย ๆ หากข้ามีลูกมีหลานข้าจะพาพวกเขามากราบไหว้พวกท่าน ข้าจะ…จะ"
ฉินฟ่านดื่มไปมาก จนเมาฟุบหลับคาโต๊ะ จวบจนตะวันขึ้นสายโด่ง เขารู้สึกตัวเนื่องจากรู้สึกว่าขากางเกงเปียกน้ำอุ่น ๆ จนชุ่มโชก
เขาลืมตาขึ้นมาก็เห็นเจ้าแอนโทนี่เจ้าเก่า
กำลังยืนยกขาข้างหนึ่งฉี่รดขาของเขา เขายกขาเตะเจ้าแอนโทนี่ จนมันกระเด็นไปติดข้างฝา ร้องเสียงดังเอ๋ง เอ๋ง
เขาอาบน้ำแต่งตัวลงมากินข้าว สาว ๆ รีบยกอาหารมาให้
"ที่รักคะวันนี้เราต้องไปอวยพรวันเกิดคุณนายเย่ตอนเย็นนะคะ คุณอย่าลืมซะล่ะ"
"โอ้…ผมลืมไปเลย ดีนะที่คุณเตือน
ไม่งั้นมีหวัง ว่าที่แม่ยายคงเคืองแย่เลย แล้วนี่พวกคุณจะไปไหนกัน"
“เป็นความลับของสาวงามอย่างพวกเรา คุณคงไม่อยากรู้หรอก ไปนะคะ”
เหลียนฟ่งรีบเตือนเขาหลังจากที่ทุกคนไปชมการประลอง ที่บ้านตระกูลเย่ในคราวก่อนพวกเขาจึงสนิทสนมคุ้นเคยกันมากขึ้น พวกเธอเองก็ได้รับเชิญทั้งบ้านเช่นเดียวกัน วันนี้สาว ๆ ต่างพากันไปเสริมสวย ที่ร้านทำผมชื่อดังในเมือง ตอนนี้่เขาจึงว่าง กลายร่างเป็นหนุ่มโสดอีกครั้งพลางคิดในใจว่าไปเดินเล่นฆ่าเวลาในเมืองดีกว่า
ฉินฟ่านเดินยิ้มเข้าไป ที่แผนกประชาสัมพันธ์ของโรงพยาบาลประชาชน
ซูโจว
“สวัสดีครับ ผมอยากจะพบกับ ผอ.
โจวเปิ่น”
“คุณได้นัดเอาไว้รึเปล่าคะ”
พนักงานสาวกำลังครุ่นคิดในใจว่ารูปหล่อคนนี้ทำไมถึงคุ้นหน้าจังเลยเป็นไอดอล รึว่านายแบบนะ
“ไม่ได้นัดหรอกครับ พอดีผ่านมาทางนี้ก็เลยแวะมาหา”
ขณะที่ฉินฟ่านกำลังยืนคุยกับพนักงานสาว อีกมุมหนึ่งของอาคารหัวหน้าแผนกและแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากสาขาต่าง ๆ สวมชุดกาวน์สีขาวสิบสองคน กำลังเดินตามกันเป็นพรวนอยู่ที่ชั้นหนึ่ง ติดตามอยู่ข้างหลังผู้อำนวยการโจวเปิ่นเพื่อจะขึ้นลิฟท์ไปที่ชั้นสี่
ผอ.โจวเปิ่นหันไปถามทางรอง ผอ. มู่เฉิน
“มู่เฉิน งานสัมมนาทางการแพทย์ ที่เราจะเป็นเจ้าภาพอาทิตย์หน้า เตรียมการไปถึงไหนแล้ว”
“ทุกอย่างเรียบร้อยดีครับไม่ต้องเป็นห่วงครับ”
“อย่าลืมเตรียมของขวัญดี ๆ ให้กับผู้บรรยายด้วยล่ะ”
“ทราบแล้วครับ”
ทันใดนั้นสายตาของ ผอ. โจวเปิ่นก็เหลือบไปเห็นชายหนุ่มคนหนึ่ง ทางโต๊ะประชาสัมพันธ์เขาถึงกับรีบซอยเท้าถี่ ๆ เปลี่ยนทิศทางไปที่โต๊ะประชาสัมพันธ์อย่างเร่งรีบทันที
เขาหยุดอยู่ข้างหลังผู้ชายคนหนึ่ง แล้วโค้งคำนับพลางทักทายเสียงเบา ๆ ราวกับกลัวว่าถ้าเรียกเสียงดังเกินไปชายหนุ่มคนนั้นจะตกใจตาย
“สวัสดีครับอาจารย์”
กิ๊ง!
เสียงปากกาในมือของพนักงานสาวประชาสัมพันธ์หล่นลงพื้นเพราะตกใจกับคำว่าอาจารย์
ชายหนุ่มคนนั้นหันกลับมา พร้อมรอยยิ้มอันสดใส
หล่อ เด็กหนุ่มคนนี้หล่อมาก เป็นพระเอกหนังซีรีส์เรื่องไหนเหรอ ผู้คนแถวนั้นถึงกับจุ๊ปากชมอยู่ในใจ
ส่วนคณะแพทย์ถึงกับทำตาโตเท่าไข่ไก่ อ้าปากค้าง ขาสั่น แทบพากันล้มทั้งยืนเป็นแถบ ๆ
เดี๋ยวก่อน พวกเขาคงไม่ได้หูฝาดไปใช่ไหม ท่าน ผอ. โจวผู้มีชื่อเสียงโด่งดังระดับประเทศเรียกเด็กหนุ่มรุ่นลูกรุ่นหลานว่า อาจารย์อย่างงั้นเหรอแล้ว ไหนจะไอ้ท่าทางยืนสำรวมของท่าน ผอ. นั่นอีก
“อ้าว เจอนายพอดีเลย เสี่ยวเปิ่น”
ฉินฟ่านเดินเข้าไปสวมกอดคุณหมอโจวเปิ่นอย่างดีใจ
เรื่องชวนช็อกหัวใจครั้งที่สองนี้ คณะแพทย์แทบกระอักเลือดออกมา ผอ. โจวผู้ที่ขึ้นชื่อเรื่องความดุเฮี๊ยบเถรตรง ไม่เคยไว้หน้าใครถูกเรียกว่าเสี่ยวเปิ่น
แถมท่าน ผอ. ยังไม่มีท่าทีที่จะโกรธเลย
แต่กลับดูภาคภูมิใจ กับคำเรียกหานี้ซะด้วยซ้ำ โอ๊ย…นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันอยากผูกคอตายใต้ต้นถั่วงอก
“อาจารย์มีอะไรให้ผมรับใช้ครับไม่เห็นจะต้องมาเองให้เหนื่อยเลย โทรมาก็
ได้ แล้วผมจะรีบไปหาทันทีเลย”
ฉินฟ่านยิ้มที่มุมปากเล็กน้อยแต่ก็เพียงพอที่จะทำให้แพทย์หญิงและพนักงานสาวประชาสัมพันธ์เอาเก็บไปฝันหวาน
“เอ้า…เอาไป”
ฉินฟ่านยื่นเช็คใบหนึ่งให้ ผอ. โจวเปิ่นได้แต่รับมาอย่างงง ๆ พออ่านดูตัวเลข เขาถึงกับเบิ่งตาโต
“หนึ่งร้อยล้านหยวนเงินตั้งมากมายขนาดนี้ นี่มันค่าอะไรเหรอครับ แล้วเอามาให้ผมทำไมครับ”
ผอ. โจวทั้งสงสัย ทั้งรู้สึกงง ๆ
“เงินนี้ให้นายไว้ใช้ช่วยเหลือผู้ป่วยสำหรับค่ายา ค่ารักษา ค่าเดินทาง แก่ผู้ยากไร้ทุนการศึกษานักเรียนแพทย์หรืออะไรก็ได้แล้วแต่นายเลย
นายใช้ได้ตามสบายเลยถ้าใช้หมดก็บอก เดี๋ยวจะเอามาให้ใหม่”
เรื่องชวนช็อกหัวใจครั้งที่สามนี้ทำให้ทุก ๆ คนรู้สึกเหมือนกับ ถูกน้ำที่เย็นจัดราดใส่ศีรษะนั้นไม่ใช่หนึ่งล้านนะ แต่เป็นเงินหนึ่งร้อยล้านหยวน
ทำไมชายหนุ่มคนนี้พูดเหมือนกับมีโหลผักกากดองใส่เงิน ฝังอยู่ที่สวนหลังบ้าน
อยากจะไปขุดเอามาตอนไหนก็ได้
ผอ. โจวถึงกับน้ำตาคลอเบ้าด้วยความดีใจเพราะเงินที่รัฐบาลอุดหนุนมา มันไม่เพียงพอจริง ๆ เขากำลังกลุ้มใจเรื่องนี้อยู่พอดี เขาไม่มีลูกไม่มีเมีย เงินเดือนออกมาก็ช่วยเหลือชาวบ้านหมดแม้แต่เสื้อผ้าใหม่ ๆ ก็ยังไม่มีสักตัว
“ขอบคุณครับ ผมจะใช้อย่างดีเลย”
“แล้วอ่านตำราแพทย์ถึงไหนแล้ว”
“ห้าอวัยวะตันหกอวัยวะกลวงครับ”
“ดี ไปก่อนนะ แล้วค่อยเจอกัน”
“ผมเดินไปส่งนะครับอาจารย์”
“อื้อ เอาสิ โอ๊ยเกือบลืม นี่ของฝากเนื้อแผ่นผัดเปรี้ยวหวานกับซุปปลาไหลเหลือง อย่าลืมกินข้าวให้ตรงเวลาด้วยล่ะ”
หลังจากทั้งสองเดินผละจากไป ทุกคนค่อยได้สติอีกครั้ง
“นี่ผมไม่ได้ฝันไปใช่ไหมครับทุกคนก็ ได้ยินเหมือนผมใช่ไหมครับ”
หัวหน้าแผนกศัลยกรรมมองทุกคน
กลุ่มแพทย์ต่างพากันพยักหน้าหงึก ๆ
“แล้วเด็กหนุ่มคนนั้นเป็นใครกันนะ”
หัวหน้าแผนกอายุรกรรมถาม
“เขาคือหมอเทวดาฉินฟ่านค่ะ”
พนักงานสาวยกมือขึ้นตอบ เธอเพิ่งจำได้ว่า เพื่อนของเธอเคยโชว์คลิปของเขาให้ดู
อ๋า หากว่าท่าน ผอ. โจวเปิ่น จะกราบใครสักคนเป็นอาจารย์ ก็คงต้องเป็นแค่คนนี้เท่านั้นสินะ
……
ย่านประตูผีเป็นย่านที่ครึกครื้นที่สุดของเมืองซูโจว ครอบคลุมพื้นที่กว้างไกลถึงหนึ่งส่วนสิบของเมือง ที่นี่มีการค้าที่หลากหลายรูปแบบทั้งวัดวาอาราม อาหารเจที่เลื่องชื่อ พุทธศาสนิกชนคนไหนได้มาชิม ก็เป็นต้องชมเปาะว่าอร่อยสุดยอด อีกทั้งยังมีบ่อน ซ่อง ผับบาร์ คาราโอเกะ สาวสวยเอาใจเก่งขอเพียงคุณมีเงินคุณก็สามารถมาหาความสุขได้จากที่นี่ราวกับตัวคุณเป็นพระเจ้า
ซอยลูกเป็ดน้อยเป็นหนึ่งในตรอกซอกซอยของย่านประตูผีนี้ผู้คนมักจะไม่ค่อยแวะเวียนกันมามากนักเพราะมันดูเก่าและทรุดโทรมแม้แต่ถนนหนหางก็ยังเป็นหลุมเป็นบ่อพอฝนตกทีไรน้ำก็จะขังเป็นแอ่งเวลาเดินก็เฉอะแฉะไปหมด
แต่ชุมชนเล็ก ๆ แห่งนี้ผู้คนกลับมีความสัมพันธ์ที่เหนียวแน่น ทุกคนต่างสามัคคีถ้อยทีถ้อยอาศัยกันโดยมีผู้นำชุมชน ที่ไม่ได้ถูกเลือกตั้ง แต่เป็นการยัดเยียดตำแหน่งเผือกร้อนลวกมือนี้ให้อย่างเป็นเอกฉันท์เมื่อสิบปีก่อน
เธอคือถังมี่ ฉายากวนอิมเผ็ด อายุสี่สิบ เอกลักษณ์อันโดดเด่นของเธอคือมีหน้าตาที่สะสวยดูดีมีสง่าราศีบริสุทธิ์ดุจบัวพ้นน้ำ ถึงแม้ว่าในตอนนี้จะมีริ้วรอยเหี่ยวย่นไปตามกาลเวลาบ้างก็ตาม
แต่เคยมีเรื่องเล่าลือ มาจนถึงทุกวันนี้ว่าสมัยสาว ๆ เธอมีความงามเป็นหนึ่งในเมืองนี้ถึงขนาดผู้ว่าราชการเมืองซูโจวมาเชื้อเชิญเธอด้วยตัวเองถึงสามครั้ง เพื่อให้ร่วมขบวนรถแห่พาเหรดประจำปี โดยให้เธอรับบทบาทเป็นเจ้าแม่กวนอิม
ซึ่งบทบาทนี้เองที่ได้สร้างชื่อเสียงอันลือลั่นให้เธอยามที่เธออยู่บนรถแห่แล้วโปรยยิ้มมาให้ฝูงชน ที่เบียดเสียดชมอยู่สองข้างทางแฝงมาด้วยความบริสุทธิ์ ความงดงาม ความเมตตาต่อมนุษย์โลกรัศมีของดวงตะวันที่เปล่งประกายบริสุทธิ์อยู่ที่ด้านหลังศีรษะของเธอ ได้แผ่ซ่านออกไป จนฝูงชนถึงกับลืมตัวลืมตนคุกเข่าลงกราบไหว้เธอ
ใช่ หลังจากนั้นถึงจะมีขบวนรถแห่แบบนี้ทุกปี แต่ไม่มีผู้หญิงคนไหน เทียบเคียงรัศมีของเธอได้เลยแม้แต่คนเดียว
แต่ที่ทุกคนต่างน้อมถวายตำแหน่งผู้นำชุนชนให้กับเธอไม่ใช่ความงามดั่งเจ้าแม่กวนอิม แต่เป็นนิสัยเถรตรงมีคุณธรรม ยอมหักไม่ยอมงอ รักความยุติธรรมพูดคำด่าแปดคำวาจาดุเดือดเผ็ดร้อนจนแสบไปถึงรูทวาร
แล้วถ้ามีใครทำให้เธอโมโห เกิดความไม่พอใจขึ้นมา เธอจะด่าลามไปถึงผีบรรพชนที่นอนอย่างสงบอยู่ในหลุมให้สะดุ้งตื่นขึ้นมา ชาวบ้านจึงพากันขนานนามเธอว่ากวนอิมเผ็ด
อาจื้อคนขายผักมีเค้าหน้ารูปสี่เหลี่ยมตาโปน จมูกแบน ตัดผมสั้นแบบทหาร หุ่นแบบคนเตี้ยล่ำเป็นมะขามข้อเดียวมักจะวางแผงขายผักเกินพื้นที่เข้ามาในแผงของ
อาปัง
อาปังคนขายซาละเปามีใบหน้ายาวเหมือนม้า ดวงตาตี่จมูกโด่งรูปร่างผอมสูงดูเก้งก้างทรงผมหยิกเป็นลอนเหมือนคุณป้า ชอบใส่เสื้อกล้ามสีขาวตุ่น ๆ
ทั้งสองมักจะโต้เถียงกันอย่างดุเดือด อย่างไม่มีใครยอมใครตามประสาชายหนุ่มเลือดร้อนฮึ่ม ๆ ใส่กันหวิดจะวางมวยจะฆ่ากันตายก็หลายครั้ง
จนพ่อค้าแม่ค้าละแวกนั้นสุดจะทน ต้องจูงมือพวกมันมา ให้กวนอิมเผ็ดตัดสินคดีความให้
“ไปตายซะไอ้พวกบ้าบัดซบทั้งหลาย แห่แหนยกโขยงมาทำไมกันตั้งสี่ห้าสิบคนอยากจะดูละครลิงมากใช่ไหม ฉันไม่ใช่
เปาบุ้นจิ้น ที่นี่ก็ไม่ใช่ศาลไคฟง พวกแกจะแห่กันมาหาสวรรค์วิมานอะไรกันมากมาย พวกมันมีเรื่องกัน ก็พาไปสถานีตำรวจซะก็สิ้นเรื่อง พวกแกจะหาเหามาใส่หัวของฉันทำไม หาเรื่องมากวนใจแต่เช้า เดี๋ยวแม่ด่าให้ลืมบ้านเลขที่ซะเลย พากันไสหัวไปไกล ๆ เลยไป!”
กวนอิมเผ็ดขยับแว่นสายตาที่หนาเตอะโบกมือไล่แบบไม่สนใจใยดี เสียเวลาเธอทำมาหากินหมดแผงขายหมูของเธอก็ใช่ว่าจะขายดิบขายดีอะไรกันมากมาย มีแต่พวกตาเฒ่าหัวงูเมียเผลอ แวะเวียนกันมาอุดหนุนเพราะอยากจีบเธอจนเธอรำคาญต้องเอาน้ำถูพื้นสาดไล่ให้ตาแก่พวกนั้นให้กลับบ้าน
“ใจเย็น ๆ เจ๊ฟังลุงหมิงคนนี้พูดสักคำ”
ลุงหมิงกระแอมอยู่สองสามทีเพื่อไล่สเลด เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแบบรวบรัดให้เธอฟัง
“เฮ้อ พวกมันทะเลาะกันมาก็หลายครั้งพาไปสถานีตำรวจก็คงไม่จบเรื่องเผลอ ๆ ถูกขังถูกปรับอีกเสียทั้งเงินเสียทั้งเวลาพวกเราเองก็อับจนหนทางได้แต่บากหน้ามาให้เจ๊ช่วย เจ๊เป็นหัวหน้าชุมชนของพวกเรา เราจึงอยากให้เจ๊ช่วยตัดสินให้”
“ไอ้พวกลูกเป็ดบัดซบ ตำแหน่งหัวหน้าชุมชนซอยลูกเป็ดน้อยสับปะรังเค
อะไรนั่น ฉันไม่ได้อยากจะเป็นสักหน่อย อย่ามายัดเยียดให้ฉันตัดสงตัด
สินอะไร ฉันทำไม่เป็นหรอกมีแต่ไอ้นี่เอ้า…เอาไป”
เคร้ง เคร้ง
กวนอิมเผ็ดโยนมีดแล่หมูสองเล่มลงบนพื้นจนเกิดเสียงดัง
“เอ่อ เอามีดไปทำอะไร”
ลุงหมิงและชาวบ้านต่างงุนงงกับพฤติกรรมของเธอ
กวนอิมเผ็ดกวาดสายตามองหน้าพวกเขา
“ได้ ถ้าพวกก้อนอึอย่างพวกแกอยากให้ฉันตัดสินคดีความให้ เรามาตกลงกันก่อน ไม่ว่าฉันพูดอะไร รึทำอะไรก็ห้ามโต้เถียงโดยเด็ดขาด ฉันพูดคำไหนก็ต้องคำนั้นไม่อย่างงั้นก็อย่าสะเหร่อไสหัวมาที่นี่อีกเข้าใจไหม”
ทุกคนพอเห็นสภาวะผู้นำของเธอเสียงดังฟังชัดแบบตัดไม้ข่มนาม แถมยังเผด็จการ ผู้คนสี่ห้าสิบคนได้แต่พากันพยักหน้าหงึก ๆ โดยไม่รู้ตัว ราวกับต้องมนต์สะกด“ดี วันนี้ฉันเห็นแก่หน้าคนเฒ่าคนแก่อายุเจ็ดสิบห้าแบบลุงหมิงที่กำลังจะลงโลงอยู่แล้ว ยังอุตส่าห์ถ่อสังขารออกหน้ามาช่วยพูดให้พวกแกดังนั้นฉันจะให้โอกาสพวกแกสักครั้ง”พอกวนอิมเผ็ดพูดถึงตรงนี้ สายตาของเธอมองไปที่มีดบนพื้นทุกคนต่างเริ่มคาดเดาความคิดของเธอออก“พวกแกเอามีดเสียบพุงอีกฝ่าย ให้ตับไตไส้พุงค่อย ๆ ไหลทะลักออกมากองกับพื้น เอาให้สุดแรงเกิดเลยนะ ไม่ต้องมาเกรงใจฉัน ฉันไม่ใช่คนใจจืดใจดำเลือดหมูเลือดหมาแค่นี้ ฉันล้างพื้นแป๊บเดียวก็เสร็จแล้ว เอ้า อย่ามัวแต่ยืนบื้อเป็นไอ้โง่สิลงมือกันได้แล้ว”คู่กรณีต่างยืนนิ่งตัวแข็งทื่อเป็นหุ่นไล่กาได้แต่มองหน้ากันพร้อมกับทำตาปริบ ๆ ล้อเล่นน่าเอามีดเสียบพุงสุดแรงเกิด แบบนี้มันถึงตายเลยนะ“นี่ พวกแกเป็นลูกผู้ชายรึเปล่าไม่กล้ารึไง”กวนอิมเผ็ดเดินไปหยิบมีด แล้วยัดใส่มือทั้งสองคน“กำมีดให้มันแน่น ๆ หน่อย
ทุกคนเดินเข้าไปในวิลล่าของฉินฟ่านด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสโยโย่อวดผลงานชิ้นโบว์แดงให้พวกเหลียนฟ่งฟังว่าได้ปรับลุคเปลี่ยนโฉมให้กับลู่เจี้ยนใหม่ จนหล่อสมาร์ทขนาดไหนส่วนอิ๋งอิ๋งเล่าเรื่องสาวนักล้วงให้ทุกคนฟัง ทุกคนถึงกับปรบมือชอบใจฝีมือของเสี่ยวจงประณีตมากแถมยังมีไอเดียสร้างสรรค์ แต่เขาคิดว่าเงินทองกินคนเดียวอาจจะท้องแตกตาย งานนี้จะต้องสุดฝีมือ ทำให้ฉินฟ่านเกิดความพึงพอใจในผลงานของเขาให้ได้ไม่แน่ว่าอาจจะมีงานคราวหน้ามาใช้บริการจากเขาอีกเขาจึงชวนเพื่อนที่คณะ ที่เก่งในแต่ละด้านมาร่วมทีมอีกถึงห้าคน เขาใส่ใจในทุกรายละเอียด ตั้งแต่คัดเลือกหินการแกะสลัก การขนย้ายหิน เพื่อนำไปจัดวางที่บ้านฉินฟ่านเขาใส่เส้นผมหนวดเครา ขนตาให้กับรูปปั้น ดวงตาก็ทำมาจากลูกแก้วแล้วติดคอนแทคเลนส์ ผิวกายทำจากซิลิโคนที่มีความยืดหยุ่นสมจริง ในยามที่แตะสัมผัสเรียกช่างเสริมสวยมือหนึ่งมาแต่งหน้าทาปากจัดแต่งทรงผมให้กับรูปปั้นจนดูเหมือนคนจริงทุกประการเขาเคยถามฉินฟ่านว่า ทำไมไม่ทำเป็นหุ่นขี้ผึ้งฉินฟ่านตอบว่า เขาอยากให้รูปปั้นนี้คงอยู่ไปอีกร้อยปีพันปีเสี่ยวจงติดตั้งไฟดาวน์ไลท์เสร็จ ก
ตื่นขึ้นมาในตอนบ่ายของอีกวันหนึ่งฉินฟ่านอาบน้ำแต่งตัวเสร็จ ก็ชวนอิ๋งอิ๋งกับโยโย่ออกไปซื้อของที่ร้านสะดวกซื้อติ๊งต่อง ติ๊งต่อง !หนุ่มวัยสามสิบมาดเท่หวีผมแสกข้างสวมสูทราคาแพง ยืนถือดอกกุหลาบช่อใหญ่อยู่ที่หน้าประตูรั้วชื่อเหลียนซินซวง เป็นญาติห่าง ๆ ของเหลียนฟ่งดีกรีเป็นถึงดอกเตอร์จบจากฮาเวิร์ดทำธุรกิจนำเข้าและส่งออกจนร่ำรวย แต่รักแรกยากจะลืมเลือน ใช่ เธอคือรักแรกและรักเดียวของเขา วันนี้เขาจึงกลับมาเมืองเล็ก ๆ แห่งนี้อีกครั้ง เพื่อขอเธอแต่งงานเหลียนฟ่งออกมาเปิดประตูรั้วพอเห็นว่าใครมาเธอฉีกยิ้มกว้างอย่างดีใจ เขาโผเข้าไปกอดเธอให้หายคิดถึงถึง แม้เธอจะยังงง ๆ ที่จู่ ๆ เขาเข้ามากอดเธอ อ๋อ คงเป็นธรรมเนียมของพวกฝรั่งสินะ เธอก็เลยไม่ได้ติดใจอะไรรีบดึงแขนเขา ให้เข้ามานั่งที่สนามหญ้าหน้าบ้าน“พี่ใหญ่ซวงฉันดีใจจริง ๆ ที่ได้เจอพี่”“ฉันเองก็ดีใจ อืม…ไม่เจอกันตั้งหลายปีเธอโตขึ้นแถมยังสวยขึ้นอีกด้วยนะ”กรอบแกรบ!ฉินฟ่านเดินกลับมาใกล้จะถึงบ้าน พลางขบเคี้ยวมันฝั่งทอดกรอบอย่างเอร็ดอร่อยแล้วก็บังเอ
ต้นไม้สูงใหญ่มีกิ่งก้านหนาทึบ กลับถูกดัดแปลงเป็นห้างล่าสัตว์แบบง่าย ๆ แบทแมนกำลังนั่งกระดิกขากินขนมอย่างสบายอารมณ์ มันกำลังเลือกเหยื่ออยู่ มีสาว ๆ เดินผ่านมันไปหลายคน แต่มันไม่สนใจ มันชอบหญิงสาวที่หุ่นดี ๆ โดยเฉพาะสาวที่ใส่ชุดแดงตอนนี้ตาของมันกำลังลุกวาวจ้องมองมายังฉินฟ่าน หึ…หึ เจอเหยื่อชั้นเยี่ยมเข้าให้แล้วตั้งแต่มันก่อคดีมา เหยื่อคนนี้ถูกใจมันที่สุด ถ้าได้สัมผัสหน้าอกของเธอ คงฟินน่าดูฉินฟ่านได้ยินเสียงแหวกอากาศ พุ่งวาบเข้ามาใกล้อย่างรวดเร็วแบทแมนโผเข้ามาหาเขาว้ายยยยเสียงกรีดร้องของฉินฟ่านอาจจะฟังดูแปลก แตกต่างจากผู้หญิงอยู่บ้างรูปร่างก็สูงใหญ่เกินผู้หญิงแถมยังเดินด้วยเท้าเปล่า แต่เผอิญตอนนี้แบทแมนกำลังหลงระเริงในเหยื่อชั้นเยี่ยม จึงละเลยละเอียดปลีกย่อยเหล่านี้“ฮ่ะ ๆ น้องสาวอย่ากลัวไปเลย แค่ขอจูบนิด ๆ หน่อย ๆ เท่านั้นเอง”แบทแมนจู่โจมอีกครั้ง แต่ฉินฟ่านแกล้งทำเป็นหวาดกลัว“อย่านะอย่า ช่วยด้วยค่ะ”ฉินฟ่านพยายามร้องดัดเสียงให้เหมือนผู้หญิง เขาส่ายหัวหลบเลี่ยงริมฝีปากของแ
อาเฉียนเองก็เป็นผู้นิยมความงามดังนั้นเขาจึงรีบมองหาสาวสวยอาลี่รู้ดีว่า นี่เป็นความสุขเล็ก ๆ ของทีมเธอที่ช่วยให้คลายเครียดผ่านไปวัน ๆ ด้วยการเหล่สาวสวยแต่พออาเฉียนหันไปมองสาวชุดแดงที่กำลังเดินเข้ามาใกล้เขาก็ต้องตะลึงอ้าปากค้างจนขนมปังที่กัดอยู่คาปากต้องร่วงหล่นลงบนพื้นทั้งสามคนถึงกับพูดพร้อมกัน“เจ๊เหรอ”หมวดมู่ปิงปิงอุตส่าห์ลงทุนขับรถเข้าไปในเมืองเพื่อเช่าชุดเดรสสีแดงเปลือยไหล่ตัวสั้นจุดจู๋ ส่วนรองเท้าส้นสูงหายืมเพื่อนไม่ได้เลยต้องกัดฟันซื้อเอง“โอ้โห คืนนี้เจ๊แต่งมาเต็มยศ สวยสุด ๆ ไปเลย ถ้าไม่คิดจะเอาดีทางตำรวจ ฉันว่าเจ๊ไปประกวดมิสไชน่าได้เลยนะ”“โอ้โห สวยแบบหมวด แต่ไม่ยอมมีแฟนแบบนี้ เสียของชะมัดยาดเลย”“เฮ้อ ฉันอยากสวยแบบหมวดจังเลย”“อย่ามัวแต่พูดมาก รีบขึ้นรถกันได้แล้ว”เธอเองก็เขินเป็นเหมือนกันนะ…….ก๊อก ๆเสียงเคาะประตูห้องเค่อตงหยางดังขึ้นเขาเงยหน้าจากแฟ้มเอกสารด้วยความหงุดหงิด แต่ปากก
เวลาสามทุ่มที่ไร้เมฆหมอกบดบังดวงจันทร์ของคืนนี้ สวนสาธารณะยังคงมีผู้คนออกมาเดินเล่น ขี่จักรยานออกกำลังกาย เล่นบาสเกตบอล เจียงเซิงทนายความหนุ่มได้พาคู่หมั้นสาวม่านลี่ถี มาพร่ำพลอดบอกรักในมุมมืดสลัวอันห่างไกลจากผู้คนทั้งสองคบหาดูใจกันได้สองเดือนก็ตัดสินใจหมั้นกันเมื่อวานส่วนงานแต่งงานนั้นคงต้องรออีกสามสี่เดือนเพื่อให้ม่านลี่ถีเรียนจบมหาวิทยาลัยซะก่อนในขณะที่ทั้งสองเดินเกี่ยวก้อย ชมแสงจันทร์มาถึงมุมสวนที่ห่างไกลจากผู้คน ในหัวของเจียงเซิงเต็มไปด้วยแผนการ ที่คิดจะเอารัดเอาเปรียบเธอเจียงเซิงเป็นหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่สมาร์ท หน้าตาดี เขาเคยว่าความชนะมาหลายคดีเป็นดาวเด่นของบริษัทเลยก็ว่าได้ รายได้ของเขาจึงค่อนข้างสูง ขับรถสปอร์ต กินอาหารโรงแรมชื่อดังเมื่อรวมจุดเด่นเหล่านี้เข้าด้วยกัน การที่เขาจะหลอกล่อเหยื่ออย่างม่านลี่ถีเพื่อพาเข้าโรงแรมก็ไม่ใช่เรื่องยากหลังจากเล่นเธอจนเบื่อเจียงเซิง ก็จะหาเรื่องทะเลาะและขอเลิกกับเธอ ส่วนแผนวิวาห์ที่สวยหรูก็จะถูกยกเลิกไปโดยปริยาย แล้วเขาก็จะเริ่มเล็งหาเหยื่อคนใหม่อ้อเหยื่อคนใหม่นี้ไม่ต้องสวยมา







