LOGIN"ทำไมคุณถึงทำบ้า ๆ อะไรแบบนี้ คุณไม่กลัวตายบ้างเลยหรือไง แล้วเราก็เพิ่งจะพบหน้า รู้จักกันไม่ถึงชั่วโมงเลยนะ"
คุณหนูสี่โวยวายเสียงดังลั่นบ้านใส่เขาอย่างไม่รู้ตัว จนทุกคนต่างมองเธอเป็นตาเดียว เพราะปกติเธอจะเป็นคนนิ่ง ๆ สุภาพเรียบร้อย ไม่ค่อยแสดงอารมณ์อะไรออกมา หรือว่าน้องสาวของพวกเขา เกิดปิ๊งรักชายหนุ่มคนนี้แบบไม่รู้ตัว
"ฮ่า ๆ เพราะผมเป็นคนบ้าแถมยังโง่
อีกด้วย ก็เลยคิดหาวิธี ที่ฉลาดกว่านี้ไม่ได้ไง"
ฉินฟ่านตอบแบบยียวนกวนบาทา
"คุณช่วยชีวิตพ่อฉันได้ แต่คุณต้องมาตายไป มันจะมีความหมายอะไร"
"มีสิครับ คุณลุงมีคุณ มีครอบครัวอันเป็นที่รัก ส่วนผมอยู่ตัวคนเดียวบนโลกใบนี้ ถ้าหากต้องตายไปจริง ๆ มันก็คงไม่แย่สักเท่าไร หรือว่าคุณจะร้องไห้ให้กับผม" ฉินฟ่านตอบเสร็จ เอาแต่ยืนอมยิ้ม
มองหน้าสวย ๆ ของเธอ
เอหรือว่าคุณหนูสี่ผู้เลอโฉม จะตกบ่วงเสน่ห์ของเขากันนะ ยังไม่ทันที่จะได้คำตอบจากคุณหนูสี่ ก็มีเสียงคุณชายรอง มาขัดจังหวะเสียก่อน
"เอาล่ะทุกคนคงจะหิวกันแล้ว ลงไปทานอาหารกันก่อนเถอะ"
คุณชายรองยื่นข้อเสนอ
บนโต๊ะที่เต็มไปด้วยอาหารชั้นเลิศมากมายส่งกลิ่นหอมยั่วความหิว ฉินฟ่านเองก็ไม่เกรงอกเกรงใจ เขาต้องกินตุนเอาไว้ก่อน เพราะถ้ารักษาติดพัน ก็ไม่รู้ว่าจะมีเวลาว่างกินมื้อต่อไปเมื่อไร
"เสี่ยวฟ่าน ผมรู้สึกคุ้นหน้าคุณมากเลยนะ พวกเราเคยเจอกันก่อนหรือเปล่า"
คุณชายสามย่นคิ้วพยายามนึก
"ผมคิดว่าคงไม่เคยเจอพี่สามหรอกครับ เพราะผมเพิ่งจะมาอยู่ที่ซูโจว"
ฉินฟ่านตอบพลางหยิบน่องเป็ดปักกิ่งเข้าปาก แล้วเคี้ยวตุ้ย ๆ ท่าทางสบาย ๆ ราวกับกำลังกินข้าวอยู่ที่บ้านของตัวเอง
"แล้วเมื่อก่อนคุณอาศัยอยู่ที่เมืองไหน
เหรอครับ"
คุณชายรองสนใจเรื่องของเขามาก
ฉินฟ่านนิ่งไปสักพัก เพราะกำลังคิดว่าจะตอบอย่างไรดี
"ขอบอกพี่รองตามตรง ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกัน"
"ไม่รู้เหรอ หมายความว่ายังไง"
"เพราะว่าผมประสบอุบัติเหตุล้มหัวฟาดพื้น ก็เลยความจำเสื่อม
แหม…พูดแล้วก็น่าอายนะครับ รักษาคนอื่นให้หายได้ แต่กลับรักษาตัวเองไม่ได้ ฮ่า ๆ"
จะให้บอกว่าเขาตายแล้วเกิดใหม่หรือไง คนบ้านนี้คงมองว่า เขาเป็นเด็กเลี้ยงแกะแน่ ๆ
"โถน่าสงสารจริง ๆ ต้องอยู่ลำพังตัวคนเดียว ยามมีความสุขจะหาคนหัวเราะด้วย ก็ไม่มี ยามเสียใจอยากจะร้องไห้หาคนปรับทุกข์ด้วยก็ไม่มี
ต่อไปเธอก็มานั่งเล่นที่นี่บ่อย ๆ เถอะนะ จะได้ไม่เหงา เดี๋ยวป้าจะทำขนมอร่อย ๆ ไว้รอเธอเอง"
คุณนายเย่เป็นคนขี้สงสาร
ทุกคนก็รู้สึกแบบนั้น จึงพร้อมใจกันพยักหน้าเห็นด้วย
"ขอบคุณมากครับคุณป้าที่เอ็นดูผม เอาไว้คราวหน้า ผมจะเอาน้ำหอมที่ผมปรุงเองมาฝากนะครับ รับรองเลยว่า น้ำหอมของผม กลิ่นหอมเป็นหนึ่งไม่มีสอง เชื่อเถอะครับ ผมไม่เอาสินค้าค้างสต๊อก ที่ขายไม่หมด มาให้คุณป้าแน่นอน"
ทุกคนต่างหัวเราะกันครืนใหญ่ บรรยากาศดีขึ้นทันตาเห็น ราวกับมีสายลมที่สดชื่น พัดพาความกังวลให้เลือนหายไป
"เออ...ใช่ ๆ พูดถึงน้ำหอมในทีวีไง คุณเล่นโฆษณาน้ำหอม IMPLUSE นี่นา มิน่าล่ะถึงว่าเคยเห็นหน้าคุณ"
คุณชายสามพูด พร้อมกับตบลงที่เข่าฉาดใหญ่อย่างดีใจ ที่นึกออกซะที
พอพูดจบ ทุกคนต่างค่อยนึกออก
"โอ้โห! เสี่ยวฟ่านของเราเป็นถึงนาย
แบบด้วยหรือนี่ ก็หล่อเหลาซะขนาดนี้ แมวมองคงวิ่งชนกันจนเกร่อ"
คุณชายใหญ่ยิ้ม พลางลูบพุงตัวเองด้วยความอิ่ม
"พูดไปคงต้องอายพี่ใหญ่เปล่า ๆ ผมไม่ใช่นายบ่งนายแบบอะไรหรอกครับ น้ำหอมนั่นเป็นสูตรของผมเอง
แล้วหุ้นส่วนของผมก็มัดมือชก จับผมยัดใส่หลังรถ พาไปถึงชายทะเล บังคับให้ถ่ายโฆษณาจนเสร็จ ไม่อย่างนั้นห้ามกลับบ้าน"
ทุกคนต่างหัวเราะกันยกใหญ่ ที่คนเก่งอย่างเขา ถึงกับเสียท่าให้กับหุ้นส่วน
"หุ้นส่วนคนนั้นเป็นผู้หญิงเหรอคะ"
คุณหนูสี่จ้องเขาเขม็งราวกับรอคำตอบ
ยังไม่ทันที่เขาจะตอบ เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น
"ฮัลโหลเป็นไงบ้างพี่คัง ได้เรื่องไหมครับ
"โชคดีที่ทำตามคำสั่งพี่ฟ่านลุล่วง
พิษนี้ชื่อ "ลิ้นนกยูงสีชาดกับหญ้าเจ็ดยมทูต" ผู้น้องขอเตือนสักคำหนึ่ง จงอยู่ห่างจากเจ้าเฒ่าพิษนี้เอาไว้ ถึงวรยุทธของมันจะแค่ชั้นปลายแถว แต่เรื่องพิษมันเป็นอันดับหนึ่งในใต้หล้าจริง ๆ
เพราะสิทธิ์ขาดในการปลิดชีวิตพี่ฟ่าน จะต้องเป็นของผู้น้องแต่เพียงผู้เดียว
แล้วค่อยพบกันใหม่ ในวันที่พระจันทร์เป็นใจนะฮ๊า ผู้น้องจะไปเลือกอาวุธไว้สักสองสามเล่ม ลับให้คม ๆ เตรียมเอาไว้เจี๋ยนไข่พี่ฟ่าน บาย"
ซีเหมินคังวางสายอย่างอารมณ์ดี
ทุกคนที่นั่งอยู่ได้ยินอย่างชัดเจน จนขนต้องลุกเกรียว เมื่อครู่ทั้งสองพูดคุยกันราวกับเพื่อนสนิท แต่ในคำพูดกับแฝงความคิดฆ่าฟันเอาไว้จนเปี่ยมล้น
"คุณจะไม่เป็นไรจริง ๆ เหรอคะ ท่าทางเขาต้องการฆ่าคุณจริง ๆ นะคะ"
แววตาและน้ำเสียงคุณหนูสี่แฝงความห่วงใย ชวนให้เขารู้สึกอบอุ่นใจ
"ไม่ต้องห่วงผมหรอกครับ ตอนนี้เรา
ต้องโฟกัส ไปที่คุณพ่อของคุณก่อน เวลาเหลือน้อยลงทุกที เราจะเริ่มทำการรักษากันเลย"
ฉินฟ่านจดชื่อยาสมุนไพรอย่างรวดเร็ว มากถึงยี่สิบห้าชนิด ให้โจวเปิ่นจัดหามาพร้อมอุปกรณ์ โจวเปิ่นใช้เวลาเพียงชั่วโมงเดียวก็นำมาส่งให้เขา ในตอนที่ฉินฟ่านปักเข็มเงินเล่มสุดท้ายเสร็จพอดี เพื่อคุ้มครองชีพจรหัวใจ
เนื่องจากยาพิษและยาแก้พิษต่างมีฤทธิ์ที่รุนแรง ฉินฟ่านจึงเกรงว่าหัวใจของ
เย่หมิงทงจะทนไม่ไหว
เขาคัดยา บดยา ปรุงยา ต้มยาอย่างรวดเร็ว เนื่องจากเย่หมิงทงทั้งกินอาหารและดื่มน้ำไม่ได้ ขยับตัวเคลื่อนไหวก็ไม่ได้ เขาจึงขอให้คุณชายใหญ่ จัดหาถังไม้ขนาดใหญ่มาให้สองใบก่อนนำน้ำสมุนไพร สีเหลืองอ่อน ๆ คล้ายสีน้ำชาเติมลงไป จนเกือบเต็มในถังไม้ใบแรก แล้วนำร่าง
เย่หมิงทงลงไปแช่ ส่วนน้ำยาถังที่สองกลับมีสีเขียวขุ่นคลั่ก
หลังจากนั้นนำมีดเงินด้ามเล็ก ๆ กรีดปลายนิ้วทั้งสิบ เลือดสด ๆ ไหลออกมาเป็นเส้นสายสีดำ ซึ่งเป็นลักษณะของอาการถูกพิษ มันแลดูสวยงาม ลี้ลับแปลกตา
เขาไล่ทุกคนออกจากห้อง สั่งห้ามทุกคนเข้ามาในห้องอย่างเด็ดขาด ไม่ว่าจะได้ยินเสียงหรือเกิดอะไรขึ้น
ฉินฟ่านเริ่มทำการรักษา เขาเดินพลังลมปราณรูปเกลียว แล้วตวาดเสียงดังก้อง ประกบนิ้วชี้และนิ้วกลางจี้ใส่กึ่งกลางหน้าผากของเย่หมิงทง แล้วถ่ายเทพลัง เพื่อรีดพิษลงไปช้า ๆ อย่างเนิ่นนาน จนหน้าผากของเขาผุดไปด้วยหยาดเหงื่อ เหนือศีรษะถึงกับมีควันขาวลอยกรุ่นวนเวียนไปทั่ว
เขาค่อย ๆ รีดพิษอย่างช้า ๆ พลางใช้เนตรอัคคีสำรวจร่องรอยของพิษร้ายเป็นระยะ ๆ จนกระทั่งเวลาล่วงเลยไปนานเท่าไรก็ไม่รู้ จนแน่ใจว่าพิษร้าย ถูกขับออกมาจากร่างกายจนหมดสิ้นแล้ว จึงค่อยเบาใจลง เมื่อครู่พิษร้ายค่อย ๆ ไหลปนออกมากับเลือดที่ปลายนิ้ว จนน้ำสมุนไพรสีน้ำชา เปลี่ยนเป็นสีหมึกเข้ม เวลาผ่านไปไม่นาน เขาก็เห็นเลือดที่ปลายนิ้วเป็นสีแดง
ฉินฟ่านตวาดก้องอีกครั้ง เคลื่อนย้ายร่าง กระโดดไปมา จี้ดรรชนีฝ่าอากาศ ใส่จุดต่าง ๆ ทั่วร่างของเย่หมิงทงอีกยี่สิบสี่ครั้ง เพื่อกระตุ้นการทำงานของประสาทสัมผัส ดวงตาของเขาแดงก่ำ เหงื่อไคลไหลย้อยดั่งสาดน้ำใส่ จนเสื้อผ้าของเขาเปียกชุ่มโชก
เขาย้ายร่างเย่หมิงทง ไปแช่ในถังน้ำยาสีเขียวขุ่นถังที่สอง น้ำยาถังนี้จะช่วยปรับสมดุลลมปราณในร่างกาย จะช่วยให้
เย่หมิงทงฟื้นตัวได้เร็วขึ้น งานนี้เล่นเอาเหนื่อยน่าดู แต่ก็ได้ผลสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ
ทุกคนรอคอยนานถึงสี่ชั่วโมง ในที่สุดประตูห้องถูกเปิดออก คุณนายเย่รีบเข้ามาถาม
"เสี่ยวฟ่าน คุณท่านเป็นยังไงบ้าง"
"ถอนพิษได้แล้วครับ พักผ่อนสักสองวันก็จะหายดีเป็นปกติ"
ทุกคนพอได้ยินต่างดีใจกันยกใหญ่
คุณนายเย่รีบไปห้องพระ จุดธูปขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์
"เสี่ยวฟ่านเธอนี่เก่งจริง ๆ คู่ควรกับชื่อหมอเทวดาที่สุด"
คุณชายรองยกนิ้วให้
"เธอคงจะเหนื่อยมาก ไปนอนพักผ่อนก่อนเถอะ"
คุณชายใหญ่มองใบหน้าที่ซีดเผือดของเขาด้วยความเป็นห่วง
"ไม่ต้องหรอกครับ ผมขอตัวกลับเลยจะดีกว่า เพราะต้องกลับไปปรุงยาอีก"
คุณชายใหญ่กับคุณชายรองและคุณชายสาม เดินไปส่งฉินฟ่านกับคุณหมอโจวเปิ่นขึ้นรถ จนรถค่อย ๆ แล่นลับสายตาไป
"อัจฉริยะในวัยหนุ่ม"
"ม้าวิเศษพันลี้"
"หล่อไม่ยั้ง"
สามพี่น้องยังยืนอยู่ที่เดิม ต่างคนต่างให้คำจำกัดความในตัวฉินฟ่าน
"ขอแสดงความยินดีกับพี่ใหญ่ด้วย"
จู่ ๆ คุณชายรองก็พูดขึ้นมา แบบไม่มีปี่มีขลุ่ย
"หืม…ยินดีเรื่องอะไรของแกวะ"
คุณชายใหญ่ถามเพราะสงสัย พลางยกมือเสยผมให้เข้าทรง
"ยินดีที่พี่ใหญ่จะมีว่าที่น้องเขยเป็นหมอเทวดา แถมมีวรยุทธล้ำเลิศ ผู้มากความสามารถนั่นไง"
"นี่แกพูดเรื่องบ้าอะไร"
"โบราณกล่าวไว้ว่า ลงมือก่อนย่อมได้เปรียบ หากพวกเราไม่รีบฉกฉวยเอาไว้ก่อน ด้วยฝีมือที่เก่งกาจของเขา อีกไม่นานเรื่อง ของเขาจะต้องโด่งดังไปทั่วหล้า
ถ้าหากล่วงรู้ไปถึงหูของตระกูลซือถู ตระกูลอวี้เหวิน ตระกูลมู่หยง ที่มีอิทธิพลครอบคลุมทั้งการเงินและอำนาจ มีหรือที่พวกเขาจะยอมพลาดโอกาสทองในการเชื่อมสัมพันธ์ผ่านการสมรส ต่อให้มีแค่หลานสาวอายุสิบสาม พวกเขาก็พร้อมจะเข็นออกมาจับคู่กัน
พูดกันตามตรง ตอนนี้ยังจะมีชายหนุ่มคนไหน ที่เหมาะสมกับน้องสี่เท่าเขา พี่ใหญ่ว่าจริงไหม"
คุณชายใหญ่พอได้ยิน ถึงกับตาสว่าง เรื่องนี้เขาไม่ทันได้คิดจริง ๆ
"จริง! แกพูดถูก"
"น้องเขยอย่างงั้นหรือ ไม่เลว"
เมื่อสามพี่น้องสบตากัน ถึงกับหัวเราะออกมาดัง ๆ
ห้าวันต่อมาคฤหาสน์ตระกูลเย่ กลับมาสู่วันที่สดใสอีกครั้ง เงาร่างหนึ่งกำลังรำมวยไท้เก๊กอย่างเชื่องช้าเนิบนาบ ดูจากท่วงท่าที่กลมกลืนต่อเนื่องแล้ว เขาคงฝึกมานานปีเลยทีเดียว
เขาก็คือเย่หมิงทงคนป่วย ที่ถูกพิษทำร้าย แต่น่าแปลกที่ตอนนี้เขากลับรู้สึกแข็งแรงขึ้นกว่าเมื่อก่อนซะอีก เขาฝึกเสร็จ ก็มีคนยื่นผ้าเช็ดหน้าให้ซับเหงื่อ
"ว่ามาได้เรื่องอะไรบ้าง"
"เรียนนายท่าน คนผู้นี้ชื่อฉินฟ่านอายุสิบแปดปียังโสด เพิ่งจะมาอยู่ที่ซูโจวได้ไม่นานเท่าไร แต่เพราะความจำเสื่อม จึงจดจำบ้านเดิม พ่อแม่พี่น้องของตัวเองไม่ได้ จึงไม่สามารถติดต่อกับครอบครัวได้เลย
เขาเคยช่วยชีวิตลู่เจี้ยนหัวหน้าแก๊งกิเลนลู่ ด้วยเจ็ดเข็มกระตุกวิญญาณ จนกลายเป็นที่โด่งดังชั่วข้ามคืน
หลังจากนั้นทั้งสองคน ได้สาบานเป็นพี่น้องกัน รอบตัวเขามีผู้หญิงที่สนิทสนมอยู่สี่คนครึ่ง"
"หือ...ทำไมจึงเป็นสี่คนครึ่งล่ะเลขาโหว"
"พวกเธอสามคนเหลียนฟ่ง อิ๋งอิ๋ง โยโย่อาศัยอยู่บ้านเดียวกันกับเขา ซูหลิงเป็น
ซีอีโอของบริษัทเครื่องสำอางเมมโมรี่ เธอเป็นหุ้นส่วนกับเขา ผลิตและจัดจำหน่ายน้ำหอมชื่อดัง ที่กำลังติดเทรนด์มาแรงในขณะนี้ และเขายังเป็นนายแบบถ่ายโฆษณาน้ำหอมนี้อีกด้วย อาจจะเพราะความหล่อขั้นเทพ เขาจึงเป็นขวัญใจของสาว ๆ มากมาย
ส่วนหมวดมู่ปิงปิงนั้น ความสัมพันธ์ค่อนข้างซับซ้อนคลุมเคลือ กึ่งมิตรกึ่งศัตรูจ้องจะจับเขาเข้าคุกให้จงได้ แต่กลับเคยจูบกับเขาซะงั้น เรื่องนี้ลือกันให้แซดทั่วสถานีตำรวจ จึงเป็นสี่คนครึ่งครับนายท่าน"
"ฮ่า ๆ เจ้าชู้ไม่เบาเลยนะพ่อหนุ่มคนนี้"
"นอกจากนี้ ยังมีคลิปเหตุการณ์ช่วยชีวิตเด็กนักเรียนสาว ตอนนั้นเขาถูกรถชนเข้าอย่างจัง ถ้าเป็นคนธรรมดาคงตายไปสามหน แต่เขากลับลุกขึ้นยืนได้อย่างไม่มีปัญหา
แถมยังมีฉากวิ่งกระโดดไปมา บนหลังคารถหลายคัน เจ้าสำนักมวยสกุลเฉินที่เห็นเหตุการณ์ยังได้โพสต์ว่า วรยุทธของเขาล้ำลึกสุดจะหยั่ง กำลังภายในยิ่งสูงล้ำแกร่งกล้า"
พวกลูก ๆ ของเขาเอง ก็เคยเล่าอย่างตื่นเต้นให้ฟังว่า ฉินฟ่านแค่ถือถ้วยชาเอาไว้ในมือเฉย ๆ เพียงแค่พริบตาเดียว น้ำชาถึงกับเดือดพล่านจนควันลอยฉุย อีแบบนี้กำลังภายใน ต้องกล้าแข็งระดับปรมาจารย์จริง ๆ จึงจะทำได้
เขาพบเห็นผู้คนมามาก แต่พอฟังประวัติของฉินฟ่านแล้ว รู้สึกว่าพ่อหนุ่มคนนี้น่าสนใจดี คนหนุ่มที่เก่งแบบนี้หาไม่ได้อีกแล้ว
"เลขาโหว คนหนุ่ม ๆ สมัยนี้ชอบอะไรกันบ้าง"
"เงินทอง หญิงงาม ซูเปอร์คาร์ครับนายท่าน"
เลขาโหวโค้งศีรษะตอบอย่างนอบน้อม
"ดีส่งเงินไปให้เขาเป็นค่ารักษาหนึ่งร้อยล้านหยวน ถ้าเขาไม่ยอมรับ ก็ให้สาวงามและถ้าไม่ยังยอมรับอีก ก็ให้ซูเปอร์คาร์ จำไว้ไม่ว่าจะยังไง ต้องให้เขารับไว้สิ่งหนึ่งให้ได้"
…
เลขาโหวชายวัยสี่สิบ สวมสูทแบรนด์เนม สีน้ำตาลเข้ม หวีผมเรียบแปล้ สวมแว่นตา
กรอบทองดูเนี้ยบตั้งแต่หัวจรดเท้า คล้ายกับคนระเบียบจัด กำลังยืนยันว่าเป็นคำสั่งของเย่หมิงทง ที่สั่งให้นำกุญแจรถไฮเปอร์คาร์มามอบให้
"นี่คือกุญแจ koenisegg gemera สีเขียวนำเข้ามาจากสวีเดน หนึ่งพันเจ็ดร้อยแรงม้า ทั้งโลกผลิตออกมาแค่สามร้อยคัน ราคาสามล้านสองแสนยูโรหรือราว ๆ ยี่สิบสี่ล้านหยวน"
"ผมบอกแล้วไง ว่าไม่รับค่ารักษา"
เลขาโหวพยักหน้าแล้วเก็บกุญแจใส่กระเป๋า แต่เขากลับปรบมือเบา ๆ สองที
ชายห้าคนสวมสูทสีดำ ถือกระเป๋าที่หนักอึ้งมาคนละสองใบ พอเปิดออกก็เห็นเงินเป็นฟ่อนเต็มกระเป๋า แล้วพวกเขาก็เดินออกไป
"เงินสดหนึ่งร้อยล้านหยวนนี้ จะเป็นของคุณทันที แค่คุณพยักหน้าก็พอครับ"
เลขาโหวยังคงพูดด้วยสีหน้านอบน้อม
รถของลู่เจี้ยนมาถึงคฤหาสน์ตระกูลเย่วันนี้พนักงานรักษาความปลอดภัยคงต้องทำงานกันหนัก ไหนจะดูแลเรื่องความปลอดภัย ไหนจะต้องบริการโบกรถ เพื่ออำนวยความสะดวก เพราะมีแขกเหรื่อคหบดีนักการเมืองระดับประเทศมาร่วมแสดงความยินดี ในงานนี้เป็นจำนวนมากแต่เพราะความใหญ่โตกว้างขวางของคฤหาสน์แห่งนี้ ถึงจะมีแขกหลายร้อยคน ก็ไม่รู้สึกแออัด แต่อย่างใดงานฉลองวันเกิดของภรรยาเศรษฐีหมื่นล้านจะธรรมดาได้ยังไง งานนี้จึงอลังการเลิศหรูทุกอย่างพวกเขาเดินเข้าไปในบริเวณงานก็เจอครอบครัวตระกูลเย่ยืนอยู่กันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา เพื่อคอยทักทายต้อนรับแขกเหรื่อฉินฟ่านทักทายทุกคนอย่างสนิทสนม เพราะว่าในตอนนี้เขาเป็นถึงว่าที่ลูกเขยป้ายแดงเชียวนะแถมวันนี้เขาอารมณ์ดีอยากเปลี่ยนลุคดูบ้าง จึงฉีดสเปรย์แต่งผมเยอะหน่อยแล้วหวีผมเสยไปข้างหลัง สวมชุดสูทสีดำทับด้วยเสื้อคลุมโอเวอร์โค้ทสีขาว มีผ้าพันคอสีดำคล้องเอาไว้สวมแว่นตาดำเดินเข้ามาในงานอย่างช้า ๆ ด้วยรูปร่างที่สูงโปร่งสง่างามมาดของเขาเหมือนเจ้าพ่อมากกว่าตัวลู่เจี้ยนซะอีกจนแขกเหรื่อละแวกนั้นต้องรีบแหวกเป็นทางให้กับเขาคุณหนูสี่เดินยิ้มเข้
ทุกคนพอเห็นสภาวะผู้นำของเธอเสียงดังฟังชัดแบบตัดไม้ข่มนาม แถมยังเผด็จการ ผู้คนสี่ห้าสิบคนได้แต่พากันพยักหน้าหงึก ๆ โดยไม่รู้ตัว ราวกับต้องมนต์สะกด“ดี วันนี้ฉันเห็นแก่หน้าคนเฒ่าคนแก่อายุเจ็ดสิบห้าแบบลุงหมิงที่กำลังจะลงโลงอยู่แล้ว ยังอุตส่าห์ถ่อสังขารออกหน้ามาช่วยพูดให้พวกแกดังนั้นฉันจะให้โอกาสพวกแกสักครั้ง”พอกวนอิมเผ็ดพูดถึงตรงนี้ สายตาของเธอมองไปที่มีดบนพื้นทุกคนต่างเริ่มคาดเดาความคิดของเธอออก“พวกแกเอามีดเสียบพุงอีกฝ่าย ให้ตับไตไส้พุงค่อย ๆ ไหลทะลักออกมากองกับพื้น เอาให้สุดแรงเกิดเลยนะ ไม่ต้องมาเกรงใจฉัน ฉันไม่ใช่คนใจจืดใจดำเลือดหมูเลือดหมาแค่นี้ ฉันล้างพื้นแป๊บเดียวก็เสร็จแล้ว เอ้า อย่ามัวแต่ยืนบื้อเป็นไอ้โง่สิลงมือกันได้แล้ว”คู่กรณีต่างยืนนิ่งตัวแข็งทื่อเป็นหุ่นไล่กาได้แต่มองหน้ากันพร้อมกับทำตาปริบ ๆ ล้อเล่นน่าเอามีดเสียบพุงสุดแรงเกิด แบบนี้มันถึงตายเลยนะ“นี่ พวกแกเป็นลูกผู้ชายรึเปล่าไม่กล้ารึไง”กวนอิมเผ็ดเดินไปหยิบมีด แล้วยัดใส่มือทั้งสองคน“กำมีดให้มันแน่น ๆ หน่อย
ทุกคนเดินเข้าไปในวิลล่าของฉินฟ่านด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสโยโย่อวดผลงานชิ้นโบว์แดงให้พวกเหลียนฟ่งฟังว่าได้ปรับลุคเปลี่ยนโฉมให้กับลู่เจี้ยนใหม่ จนหล่อสมาร์ทขนาดไหนส่วนอิ๋งอิ๋งเล่าเรื่องสาวนักล้วงให้ทุกคนฟัง ทุกคนถึงกับปรบมือชอบใจฝีมือของเสี่ยวจงประณีตมากแถมยังมีไอเดียสร้างสรรค์ แต่เขาคิดว่าเงินทองกินคนเดียวอาจจะท้องแตกตาย งานนี้จะต้องสุดฝีมือ ทำให้ฉินฟ่านเกิดความพึงพอใจในผลงานของเขาให้ได้ไม่แน่ว่าอาจจะมีงานคราวหน้ามาใช้บริการจากเขาอีกเขาจึงชวนเพื่อนที่คณะ ที่เก่งในแต่ละด้านมาร่วมทีมอีกถึงห้าคน เขาใส่ใจในทุกรายละเอียด ตั้งแต่คัดเลือกหินการแกะสลัก การขนย้ายหิน เพื่อนำไปจัดวางที่บ้านฉินฟ่านเขาใส่เส้นผมหนวดเครา ขนตาให้กับรูปปั้น ดวงตาก็ทำมาจากลูกแก้วแล้วติดคอนแทคเลนส์ ผิวกายทำจากซิลิโคนที่มีความยืดหยุ่นสมจริง ในยามที่แตะสัมผัสเรียกช่างเสริมสวยมือหนึ่งมาแต่งหน้าทาปากจัดแต่งทรงผมให้กับรูปปั้นจนดูเหมือนคนจริงทุกประการเขาเคยถามฉินฟ่านว่า ทำไมไม่ทำเป็นหุ่นขี้ผึ้งฉินฟ่านตอบว่า เขาอยากให้รูปปั้นนี้คงอยู่ไปอีกร้อยปีพันปีเสี่ยวจงติดตั้งไฟดาวน์ไลท์เสร็จ ก
ตื่นขึ้นมาในตอนบ่ายของอีกวันหนึ่งฉินฟ่านอาบน้ำแต่งตัวเสร็จ ก็ชวนอิ๋งอิ๋งกับโยโย่ออกไปซื้อของที่ร้านสะดวกซื้อติ๊งต่อง ติ๊งต่อง !หนุ่มวัยสามสิบมาดเท่หวีผมแสกข้างสวมสูทราคาแพง ยืนถือดอกกุหลาบช่อใหญ่อยู่ที่หน้าประตูรั้วชื่อเหลียนซินซวง เป็นญาติห่าง ๆ ของเหลียนฟ่งดีกรีเป็นถึงดอกเตอร์จบจากฮาเวิร์ดทำธุรกิจนำเข้าและส่งออกจนร่ำรวย แต่รักแรกยากจะลืมเลือน ใช่ เธอคือรักแรกและรักเดียวของเขา วันนี้เขาจึงกลับมาเมืองเล็ก ๆ แห่งนี้อีกครั้ง เพื่อขอเธอแต่งงานเหลียนฟ่งออกมาเปิดประตูรั้วพอเห็นว่าใครมาเธอฉีกยิ้มกว้างอย่างดีใจ เขาโผเข้าไปกอดเธอให้หายคิดถึงถึง แม้เธอจะยังงง ๆ ที่จู่ ๆ เขาเข้ามากอดเธอ อ๋อ คงเป็นธรรมเนียมของพวกฝรั่งสินะ เธอก็เลยไม่ได้ติดใจอะไรรีบดึงแขนเขา ให้เข้ามานั่งที่สนามหญ้าหน้าบ้าน“พี่ใหญ่ซวงฉันดีใจจริง ๆ ที่ได้เจอพี่”“ฉันเองก็ดีใจ อืม…ไม่เจอกันตั้งหลายปีเธอโตขึ้นแถมยังสวยขึ้นอีกด้วยนะ”กรอบแกรบ!ฉินฟ่านเดินกลับมาใกล้จะถึงบ้าน พลางขบเคี้ยวมันฝั่งทอดกรอบอย่างเอร็ดอร่อยแล้วก็บังเอ
ต้นไม้สูงใหญ่มีกิ่งก้านหนาทึบ กลับถูกดัดแปลงเป็นห้างล่าสัตว์แบบง่าย ๆ แบทแมนกำลังนั่งกระดิกขากินขนมอย่างสบายอารมณ์ มันกำลังเลือกเหยื่ออยู่ มีสาว ๆ เดินผ่านมันไปหลายคน แต่มันไม่สนใจ มันชอบหญิงสาวที่หุ่นดี ๆ โดยเฉพาะสาวที่ใส่ชุดแดงตอนนี้ตาของมันกำลังลุกวาวจ้องมองมายังฉินฟ่าน หึ…หึ เจอเหยื่อชั้นเยี่ยมเข้าให้แล้วตั้งแต่มันก่อคดีมา เหยื่อคนนี้ถูกใจมันที่สุด ถ้าได้สัมผัสหน้าอกของเธอ คงฟินน่าดูฉินฟ่านได้ยินเสียงแหวกอากาศ พุ่งวาบเข้ามาใกล้อย่างรวดเร็วแบทแมนโผเข้ามาหาเขาว้ายยยยเสียงกรีดร้องของฉินฟ่านอาจจะฟังดูแปลก แตกต่างจากผู้หญิงอยู่บ้างรูปร่างก็สูงใหญ่เกินผู้หญิงแถมยังเดินด้วยเท้าเปล่า แต่เผอิญตอนนี้แบทแมนกำลังหลงระเริงในเหยื่อชั้นเยี่ยม จึงละเลยละเอียดปลีกย่อยเหล่านี้“ฮ่ะ ๆ น้องสาวอย่ากลัวไปเลย แค่ขอจูบนิด ๆ หน่อย ๆ เท่านั้นเอง”แบทแมนจู่โจมอีกครั้ง แต่ฉินฟ่านแกล้งทำเป็นหวาดกลัว“อย่านะอย่า ช่วยด้วยค่ะ”ฉินฟ่านพยายามร้องดัดเสียงให้เหมือนผู้หญิง เขาส่ายหัวหลบเลี่ยงริมฝีปากของแ
อาเฉียนเองก็เป็นผู้นิยมความงามดังนั้นเขาจึงรีบมองหาสาวสวยอาลี่รู้ดีว่า นี่เป็นความสุขเล็ก ๆ ของทีมเธอที่ช่วยให้คลายเครียดผ่านไปวัน ๆ ด้วยการเหล่สาวสวยแต่พออาเฉียนหันไปมองสาวชุดแดงที่กำลังเดินเข้ามาใกล้เขาก็ต้องตะลึงอ้าปากค้างจนขนมปังที่กัดอยู่คาปากต้องร่วงหล่นลงบนพื้นทั้งสามคนถึงกับพูดพร้อมกัน“เจ๊เหรอ”หมวดมู่ปิงปิงอุตส่าห์ลงทุนขับรถเข้าไปในเมืองเพื่อเช่าชุดเดรสสีแดงเปลือยไหล่ตัวสั้นจุดจู๋ ส่วนรองเท้าส้นสูงหายืมเพื่อนไม่ได้เลยต้องกัดฟันซื้อเอง“โอ้โห คืนนี้เจ๊แต่งมาเต็มยศ สวยสุด ๆ ไปเลย ถ้าไม่คิดจะเอาดีทางตำรวจ ฉันว่าเจ๊ไปประกวดมิสไชน่าได้เลยนะ”“โอ้โห สวยแบบหมวด แต่ไม่ยอมมีแฟนแบบนี้ เสียของชะมัดยาดเลย”“เฮ้อ ฉันอยากสวยแบบหมวดจังเลย”“อย่ามัวแต่พูดมาก รีบขึ้นรถกันได้แล้ว”เธอเองก็เขินเป็นเหมือนกันนะ…….ก๊อก ๆเสียงเคาะประตูห้องเค่อตงหยางดังขึ้นเขาเงยหน้าจากแฟ้มเอกสารด้วยความหงุดหงิด แต่ปากก







