LOGIN"ทำไมคุณถึงทำบ้า ๆ อะไรแบบนี้ คุณไม่กลัวตายบ้างเลยหรือไง แล้วเราก็เพิ่งจะพบหน้า รู้จักกันไม่ถึงชั่วโมงเลยนะ"
คุณหนูสี่โวยวายเสียงดังลั่นบ้านใส่เขาอย่างไม่รู้ตัว จนทุกคนต่างมองเธอเป็นตาเดียว เพราะปกติเธอจะเป็นคนนิ่ง ๆ สุภาพเรียบร้อย ไม่ค่อยแสดงอารมณ์อะไรออกมา หรือว่าน้องสาวของพวกเขา เกิดปิ๊งรักชายหนุ่มคนนี้แบบไม่รู้ตัว
"ฮ่า ๆ เพราะผมเป็นคนบ้าแถมยังโง่
อีกด้วย ก็เลยคิดหาวิธี ที่ฉลาดกว่านี้ไม่ได้ไง"
ฉินฟ่านตอบแบบยียวนกวนบาทา
"คุณช่วยชีวิตพ่อฉันได้ แต่คุณต้องมาตายไป มันจะมีความหมายอะไร"
"มีสิครับ คุณลุงมีคุณ มีครอบครัวอันเป็นที่รัก ส่วนผมอยู่ตัวคนเดียวบนโลกใบนี้ ถ้าหากต้องตายไปจริง ๆ มันก็คงไม่แย่สักเท่าไร หรือว่าคุณจะร้องไห้ให้กับผม" ฉินฟ่านตอบเสร็จ เอาแต่ยืนอมยิ้ม
มองหน้าสวย ๆ ของเธอ
เอหรือว่าคุณหนูสี่ผู้เลอโฉม จะตกบ่วงเสน่ห์ของเขากันนะ ยังไม่ทันที่จะได้คำตอบจากคุณหนูสี่ ก็มีเสียงคุณชายรอง มาขัดจังหวะเสียก่อน
"เอาล่ะทุกคนคงจะหิวกันแล้ว ลงไปทานอาหารกันก่อนเถอะ"
คุณชายรองยื่นข้อเสนอ
บนโต๊ะที่เต็มไปด้วยอาหารชั้นเลิศมากมายส่งกลิ่นหอมยั่วความหิว ฉินฟ่านเองก็ไม่เกรงอกเกรงใจ เขาต้องกินตุนเอาไว้ก่อน เพราะถ้ารักษาติดพัน ก็ไม่รู้ว่าจะมีเวลาว่างกินมื้อต่อไปเมื่อไร
"เสี่ยวฟ่าน ผมรู้สึกคุ้นหน้าคุณมากเลยนะ พวกเราเคยเจอกันก่อนหรือเปล่า"
คุณชายสามย่นคิ้วพยายามนึก
"ผมคิดว่าคงไม่เคยเจอพี่สามหรอกครับ เพราะผมเพิ่งจะมาอยู่ที่ซูโจว"
ฉินฟ่านตอบพลางหยิบน่องเป็ดปักกิ่งเข้าปาก แล้วเคี้ยวตุ้ย ๆ ท่าทางสบาย ๆ ราวกับกำลังกินข้าวอยู่ที่บ้านของตัวเอง
"แล้วเมื่อก่อนคุณอาศัยอยู่ที่เมืองไหน
เหรอครับ"
คุณชายรองสนใจเรื่องของเขามาก
ฉินฟ่านนิ่งไปสักพัก เพราะกำลังคิดว่าจะตอบอย่างไรดี
"ขอบอกพี่รองตามตรง ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกัน"
"ไม่รู้เหรอ หมายความว่ายังไง"
"เพราะว่าผมประสบอุบัติเหตุล้มหัวฟาดพื้น ก็เลยความจำเสื่อม
แหม…พูดแล้วก็น่าอายนะครับ รักษาคนอื่นให้หายได้ แต่กลับรักษาตัวเองไม่ได้ ฮ่า ๆ"
จะให้บอกว่าเขาตายแล้วเกิดใหม่หรือไง คนบ้านนี้คงมองว่า เขาเป็นเด็กเลี้ยงแกะแน่ ๆ
"โถน่าสงสารจริง ๆ ต้องอยู่ลำพังตัวคนเดียว ยามมีความสุขจะหาคนหัวเราะด้วย ก็ไม่มี ยามเสียใจอยากจะร้องไห้หาคนปรับทุกข์ด้วยก็ไม่มี
ต่อไปเธอก็มานั่งเล่นที่นี่บ่อย ๆ เถอะนะ จะได้ไม่เหงา เดี๋ยวป้าจะทำขนมอร่อย ๆ ไว้รอเธอเอง"
คุณนายเย่เป็นคนขี้สงสาร
ทุกคนก็รู้สึกแบบนั้น จึงพร้อมใจกันพยักหน้าเห็นด้วย
"ขอบคุณมากครับคุณป้าที่เอ็นดูผม เอาไว้คราวหน้า ผมจะเอาน้ำหอมที่ผมปรุงเองมาฝากนะครับ รับรองเลยว่า น้ำหอมของผม กลิ่นหอมเป็นหนึ่งไม่มีสอง เชื่อเถอะครับ ผมไม่เอาสินค้าค้างสต๊อก ที่ขายไม่หมด มาให้คุณป้าแน่นอน"
ทุกคนต่างหัวเราะกันครืนใหญ่ บรรยากาศดีขึ้นทันตาเห็น ราวกับมีสายลมที่สดชื่น พัดพาความกังวลให้เลือนหายไป
"เออ...ใช่ ๆ พูดถึงน้ำหอมในทีวีไง คุณเล่นโฆษณาน้ำหอม IMPLUSE นี่นา มิน่าล่ะถึงว่าเคยเห็นหน้าคุณ"
คุณชายสามพูด พร้อมกับตบลงที่เข่าฉาดใหญ่อย่างดีใจ ที่นึกออกซะที
พอพูดจบ ทุกคนต่างค่อยนึกออก
"โอ้โห! เสี่ยวฟ่านของเราเป็นถึงนาย
แบบด้วยหรือนี่ ก็หล่อเหลาซะขนาดนี้ แมวมองคงวิ่งชนกันจนเกร่อ"
คุณชายใหญ่ยิ้ม พลางลูบพุงตัวเองด้วยความอิ่ม
"พูดไปคงต้องอายพี่ใหญ่เปล่า ๆ ผมไม่ใช่นายบ่งนายแบบอะไรหรอกครับ น้ำหอมนั่นเป็นสูตรของผมเอง
แล้วหุ้นส่วนของผมก็มัดมือชก จับผมยัดใส่หลังรถ พาไปถึงชายทะเล บังคับให้ถ่ายโฆษณาจนเสร็จ ไม่อย่างนั้นห้ามกลับบ้าน"
ทุกคนต่างหัวเราะกันยกใหญ่ ที่คนเก่งอย่างเขา ถึงกับเสียท่าให้กับหุ้นส่วน
"หุ้นส่วนคนนั้นเป็นผู้หญิงเหรอคะ"
คุณหนูสี่จ้องเขาเขม็งราวกับรอคำตอบ
ยังไม่ทันที่เขาจะตอบ เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น
"ฮัลโหลเป็นไงบ้างพี่คัง ได้เรื่องไหมครับ
"โชคดีที่ทำตามคำสั่งพี่ฟ่านลุล่วง
พิษนี้ชื่อ "ลิ้นนกยูงสีชาดกับหญ้าเจ็ดยมทูต" ผู้น้องขอเตือนสักคำหนึ่ง จงอยู่ห่างจากเจ้าเฒ่าพิษนี้เอาไว้ ถึงวรยุทธของมันจะแค่ชั้นปลายแถว แต่เรื่องพิษมันเป็นอันดับหนึ่งในใต้หล้าจริง ๆ
เพราะสิทธิ์ขาดในการปลิดชีวิตพี่ฟ่าน จะต้องเป็นของผู้น้องแต่เพียงผู้เดียว
แล้วค่อยพบกันใหม่ ในวันที่พระจันทร์เป็นใจนะฮ๊า ผู้น้องจะไปเลือกอาวุธไว้สักสองสามเล่ม ลับให้คม ๆ เตรียมเอาไว้เจี๋ยนไข่พี่ฟ่าน บาย"
ซีเหมินคังวางสายอย่างอารมณ์ดี
ทุกคนที่นั่งอยู่ได้ยินอย่างชัดเจน จนขนต้องลุกเกรียว เมื่อครู่ทั้งสองพูดคุยกันราวกับเพื่อนสนิท แต่ในคำพูดกับแฝงความคิดฆ่าฟันเอาไว้จนเปี่ยมล้น
"คุณจะไม่เป็นไรจริง ๆ เหรอคะ ท่าทางเขาต้องการฆ่าคุณจริง ๆ นะคะ"
แววตาและน้ำเสียงคุณหนูสี่แฝงความห่วงใย ชวนให้เขารู้สึกอบอุ่นใจ
"ไม่ต้องห่วงผมหรอกครับ ตอนนี้เรา
ต้องโฟกัส ไปที่คุณพ่อของคุณก่อน เวลาเหลือน้อยลงทุกที เราจะเริ่มทำการรักษากันเลย"
ฉินฟ่านจดชื่อยาสมุนไพรอย่างรวดเร็ว มากถึงยี่สิบห้าชนิด ให้โจวเปิ่นจัดหามาพร้อมอุปกรณ์ โจวเปิ่นใช้เวลาเพียงชั่วโมงเดียวก็นำมาส่งให้เขา ในตอนที่ฉินฟ่านปักเข็มเงินเล่มสุดท้ายเสร็จพอดี เพื่อคุ้มครองชีพจรหัวใจ
เนื่องจากยาพิษและยาแก้พิษต่างมีฤทธิ์ที่รุนแรง ฉินฟ่านจึงเกรงว่าหัวใจของ
เย่หมิงทงจะทนไม่ไหว
เขาคัดยา บดยา ปรุงยา ต้มยาอย่างรวดเร็ว เนื่องจากเย่หมิงทงทั้งกินอาหารและดื่มน้ำไม่ได้ ขยับตัวเคลื่อนไหวก็ไม่ได้ เขาจึงขอให้คุณชายใหญ่ จัดหาถังไม้ขนาดใหญ่มาให้สองใบก่อนนำน้ำสมุนไพร สีเหลืองอ่อน ๆ คล้ายสีน้ำชาเติมลงไป จนเกือบเต็มในถังไม้ใบแรก แล้วนำร่าง
เย่หมิงทงลงไปแช่ ส่วนน้ำยาถังที่สองกลับมีสีเขียวขุ่นคลั่ก
หลังจากนั้นนำมีดเงินด้ามเล็ก ๆ กรีดปลายนิ้วทั้งสิบ เลือดสด ๆ ไหลออกมาเป็นเส้นสายสีดำ ซึ่งเป็นลักษณะของอาการถูกพิษ มันแลดูสวยงาม ลี้ลับแปลกตา
เขาไล่ทุกคนออกจากห้อง สั่งห้ามทุกคนเข้ามาในห้องอย่างเด็ดขาด ไม่ว่าจะได้ยินเสียงหรือเกิดอะไรขึ้น
ฉินฟ่านเริ่มทำการรักษา เขาเดินพลังลมปราณรูปเกลียว แล้วตวาดเสียงดังก้อง ประกบนิ้วชี้และนิ้วกลางจี้ใส่กึ่งกลางหน้าผากของเย่หมิงทง แล้วถ่ายเทพลัง เพื่อรีดพิษลงไปช้า ๆ อย่างเนิ่นนาน จนหน้าผากของเขาผุดไปด้วยหยาดเหงื่อ เหนือศีรษะถึงกับมีควันขาวลอยกรุ่นวนเวียนไปทั่ว
เขาค่อย ๆ รีดพิษอย่างช้า ๆ พลางใช้เนตรอัคคีสำรวจร่องรอยของพิษร้ายเป็นระยะ ๆ จนกระทั่งเวลาล่วงเลยไปนานเท่าไรก็ไม่รู้ จนแน่ใจว่าพิษร้าย ถูกขับออกมาจากร่างกายจนหมดสิ้นแล้ว จึงค่อยเบาใจลง เมื่อครู่พิษร้ายค่อย ๆ ไหลปนออกมากับเลือดที่ปลายนิ้ว จนน้ำสมุนไพรสีน้ำชา เปลี่ยนเป็นสีหมึกเข้ม เวลาผ่านไปไม่นาน เขาก็เห็นเลือดที่ปลายนิ้วเป็นสีแดง
ฉินฟ่านตวาดก้องอีกครั้ง เคลื่อนย้ายร่าง กระโดดไปมา จี้ดรรชนีฝ่าอากาศ ใส่จุดต่าง ๆ ทั่วร่างของเย่หมิงทงอีกยี่สิบสี่ครั้ง เพื่อกระตุ้นการทำงานของประสาทสัมผัส ดวงตาของเขาแดงก่ำ เหงื่อไคลไหลย้อยดั่งสาดน้ำใส่ จนเสื้อผ้าของเขาเปียกชุ่มโชก
เขาย้ายร่างเย่หมิงทง ไปแช่ในถังน้ำยาสีเขียวขุ่นถังที่สอง น้ำยาถังนี้จะช่วยปรับสมดุลลมปราณในร่างกาย จะช่วยให้
เย่หมิงทงฟื้นตัวได้เร็วขึ้น งานนี้เล่นเอาเหนื่อยน่าดู แต่ก็ได้ผลสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ
ทุกคนรอคอยนานถึงสี่ชั่วโมง ในที่สุดประตูห้องถูกเปิดออก คุณนายเย่รีบเข้ามาถาม
"เสี่ยวฟ่าน คุณท่านเป็นยังไงบ้าง"
"ถอนพิษได้แล้วครับ พักผ่อนสักสองวันก็จะหายดีเป็นปกติ"
ทุกคนพอได้ยินต่างดีใจกันยกใหญ่
คุณนายเย่รีบไปห้องพระ จุดธูปขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์
"เสี่ยวฟ่านเธอนี่เก่งจริง ๆ คู่ควรกับชื่อหมอเทวดาที่สุด"
คุณชายรองยกนิ้วให้
"เธอคงจะเหนื่อยมาก ไปนอนพักผ่อนก่อนเถอะ"
คุณชายใหญ่มองใบหน้าที่ซีดเผือดของเขาด้วยความเป็นห่วง
"ไม่ต้องหรอกครับ ผมขอตัวกลับเลยจะดีกว่า เพราะต้องกลับไปปรุงยาอีก"
คุณชายใหญ่กับคุณชายรองและคุณชายสาม เดินไปส่งฉินฟ่านกับคุณหมอโจวเปิ่นขึ้นรถ จนรถค่อย ๆ แล่นลับสายตาไป
"อัจฉริยะในวัยหนุ่ม"
"ม้าวิเศษพันลี้"
"หล่อไม่ยั้ง"
สามพี่น้องยังยืนอยู่ที่เดิม ต่างคนต่างให้คำจำกัดความในตัวฉินฟ่าน
"ขอแสดงความยินดีกับพี่ใหญ่ด้วย"
จู่ ๆ คุณชายรองก็พูดขึ้นมา แบบไม่มีปี่มีขลุ่ย
"หืม…ยินดีเรื่องอะไรของแกวะ"
คุณชายใหญ่ถามเพราะสงสัย พลางยกมือเสยผมให้เข้าทรง
"ยินดีที่พี่ใหญ่จะมีว่าที่น้องเขยเป็นหมอเทวดา แถมมีวรยุทธล้ำเลิศ ผู้มากความสามารถนั่นไง"
"นี่แกพูดเรื่องบ้าอะไร"
"โบราณกล่าวไว้ว่า ลงมือก่อนย่อมได้เปรียบ หากพวกเราไม่รีบฉกฉวยเอาไว้ก่อน ด้วยฝีมือที่เก่งกาจของเขา อีกไม่นานเรื่อง ของเขาจะต้องโด่งดังไปทั่วหล้า
ถ้าหากล่วงรู้ไปถึงหูของตระกูลซือถู ตระกูลอวี้เหวิน ตระกูลมู่หยง ที่มีอิทธิพลครอบคลุมทั้งการเงินและอำนาจ มีหรือที่พวกเขาจะยอมพลาดโอกาสทองในการเชื่อมสัมพันธ์ผ่านการสมรส ต่อให้มีแค่หลานสาวอายุสิบสาม พวกเขาก็พร้อมจะเข็นออกมาจับคู่กัน
พูดกันตามตรง ตอนนี้ยังจะมีชายหนุ่มคนไหน ที่เหมาะสมกับน้องสี่เท่าเขา พี่ใหญ่ว่าจริงไหม"
คุณชายใหญ่พอได้ยิน ถึงกับตาสว่าง เรื่องนี้เขาไม่ทันได้คิดจริง ๆ
"จริง! แกพูดถูก"
"น้องเขยอย่างงั้นหรือ ไม่เลว"
เมื่อสามพี่น้องสบตากัน ถึงกับหัวเราะออกมาดัง ๆ
ห้าวันต่อมาคฤหาสน์ตระกูลเย่ กลับมาสู่วันที่สดใสอีกครั้ง เงาร่างหนึ่งกำลังรำมวยไท้เก๊กอย่างเชื่องช้าเนิบนาบ ดูจากท่วงท่าที่กลมกลืนต่อเนื่องแล้ว เขาคงฝึกมานานปีเลยทีเดียว
เขาก็คือเย่หมิงทงคนป่วย ที่ถูกพิษทำร้าย แต่น่าแปลกที่ตอนนี้เขากลับรู้สึกแข็งแรงขึ้นกว่าเมื่อก่อนซะอีก เขาฝึกเสร็จ ก็มีคนยื่นผ้าเช็ดหน้าให้ซับเหงื่อ
"ว่ามาได้เรื่องอะไรบ้าง"
"เรียนนายท่าน คนผู้นี้ชื่อฉินฟ่านอายุสิบแปดปียังโสด เพิ่งจะมาอยู่ที่ซูโจวได้ไม่นานเท่าไร แต่เพราะความจำเสื่อม จึงจดจำบ้านเดิม พ่อแม่พี่น้องของตัวเองไม่ได้ จึงไม่สามารถติดต่อกับครอบครัวได้เลย
เขาเคยช่วยชีวิตลู่เจี้ยนหัวหน้าแก๊งกิเลนลู่ ด้วยเจ็ดเข็มกระตุกวิญญาณ จนกลายเป็นที่โด่งดังชั่วข้ามคืน
หลังจากนั้นทั้งสองคน ได้สาบานเป็นพี่น้องกัน รอบตัวเขามีผู้หญิงที่สนิทสนมอยู่สี่คนครึ่ง"
"หือ...ทำไมจึงเป็นสี่คนครึ่งล่ะเลขาโหว"
"พวกเธอสามคนเหลียนฟ่ง อิ๋งอิ๋ง โยโย่อาศัยอยู่บ้านเดียวกันกับเขา ซูหลิงเป็น
ซีอีโอของบริษัทเครื่องสำอางเมมโมรี่ เธอเป็นหุ้นส่วนกับเขา ผลิตและจัดจำหน่ายน้ำหอมชื่อดัง ที่กำลังติดเทรนด์มาแรงในขณะนี้ และเขายังเป็นนายแบบถ่ายโฆษณาน้ำหอมนี้อีกด้วย อาจจะเพราะความหล่อขั้นเทพ เขาจึงเป็นขวัญใจของสาว ๆ มากมาย
ส่วนหมวดมู่ปิงปิงนั้น ความสัมพันธ์ค่อนข้างซับซ้อนคลุมเคลือ กึ่งมิตรกึ่งศัตรูจ้องจะจับเขาเข้าคุกให้จงได้ แต่กลับเคยจูบกับเขาซะงั้น เรื่องนี้ลือกันให้แซดทั่วสถานีตำรวจ จึงเป็นสี่คนครึ่งครับนายท่าน"
"ฮ่า ๆ เจ้าชู้ไม่เบาเลยนะพ่อหนุ่มคนนี้"
"นอกจากนี้ ยังมีคลิปเหตุการณ์ช่วยชีวิตเด็กนักเรียนสาว ตอนนั้นเขาถูกรถชนเข้าอย่างจัง ถ้าเป็นคนธรรมดาคงตายไปสามหน แต่เขากลับลุกขึ้นยืนได้อย่างไม่มีปัญหา
แถมยังมีฉากวิ่งกระโดดไปมา บนหลังคารถหลายคัน เจ้าสำนักมวยสกุลเฉินที่เห็นเหตุการณ์ยังได้โพสต์ว่า วรยุทธของเขาล้ำลึกสุดจะหยั่ง กำลังภายในยิ่งสูงล้ำแกร่งกล้า"
พวกลูก ๆ ของเขาเอง ก็เคยเล่าอย่างตื่นเต้นให้ฟังว่า ฉินฟ่านแค่ถือถ้วยชาเอาไว้ในมือเฉย ๆ เพียงแค่พริบตาเดียว น้ำชาถึงกับเดือดพล่านจนควันลอยฉุย อีแบบนี้กำลังภายใน ต้องกล้าแข็งระดับปรมาจารย์จริง ๆ จึงจะทำได้
เขาพบเห็นผู้คนมามาก แต่พอฟังประวัติของฉินฟ่านแล้ว รู้สึกว่าพ่อหนุ่มคนนี้น่าสนใจดี คนหนุ่มที่เก่งแบบนี้หาไม่ได้อีกแล้ว
"เลขาโหว คนหนุ่ม ๆ สมัยนี้ชอบอะไรกันบ้าง"
"เงินทอง หญิงงาม ซูเปอร์คาร์ครับนายท่าน"
เลขาโหวโค้งศีรษะตอบอย่างนอบน้อม
"ดีส่งเงินไปให้เขาเป็นค่ารักษาหนึ่งร้อยล้านหยวน ถ้าเขาไม่ยอมรับ ก็ให้สาวงามและถ้าไม่ยังยอมรับอีก ก็ให้ซูเปอร์คาร์ จำไว้ไม่ว่าจะยังไง ต้องให้เขารับไว้สิ่งหนึ่งให้ได้"
…
เลขาโหวชายวัยสี่สิบ สวมสูทแบรนด์เนม สีน้ำตาลเข้ม หวีผมเรียบแปล้ สวมแว่นตา
กรอบทองดูเนี้ยบตั้งแต่หัวจรดเท้า คล้ายกับคนระเบียบจัด กำลังยืนยันว่าเป็นคำสั่งของเย่หมิงทง ที่สั่งให้นำกุญแจรถไฮเปอร์คาร์มามอบให้
"นี่คือกุญแจ koenisegg gemera สีเขียวนำเข้ามาจากสวีเดน หนึ่งพันเจ็ดร้อยแรงม้า ทั้งโลกผลิตออกมาแค่สามร้อยคัน ราคาสามล้านสองแสนยูโรหรือราว ๆ ยี่สิบสี่ล้านหยวน"
"ผมบอกแล้วไง ว่าไม่รับค่ารักษา"
เลขาโหวพยักหน้าแล้วเก็บกุญแจใส่กระเป๋า แต่เขากลับปรบมือเบา ๆ สองที
ชายห้าคนสวมสูทสีดำ ถือกระเป๋าที่หนักอึ้งมาคนละสองใบ พอเปิดออกก็เห็นเงินเป็นฟ่อนเต็มกระเป๋า แล้วพวกเขาก็เดินออกไป
"เงินสดหนึ่งร้อยล้านหยวนนี้ จะเป็นของคุณทันที แค่คุณพยักหน้าก็พอครับ"
เลขาโหวยังคงพูดด้วยสีหน้านอบน้อม
ปัง ปัง ปัง ปัง!เสียงประทัดพวงยาวเหยียดดังสนั่นหวั่นไหวพร้อมเสียงรัวกลองเชิดสิงโตสร้างความครึกครื้นให้ผู้ชมที่มากันเนืองแน่น เพราะข่าวที่แพร่กระจายมาอย่างต่อเนื่อง ว่าโครงการโรงเรียน "พี่สาวนางฟ้า" ริเริ่มโดยหมอเทวดาฉินฟ่าน ซึ่งค่าเล่าเรียนทุกอย่างฟรีหมดจนคนที่ทราบข่าวต่างยกนิ้วชมเชย บางคนมีฐานะจึงยินดีที่จะบริจาคเงินทอง เพื่อสร้างชุมชนที่น่าอยู่ เพื่ออนาคตของลูกหลานชาวเมืองซูโจวถึงขนาดมีคนยุให้หมอเทวดาเล่นการเมือง เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร รับประกันว่าคะแนนเสียงถล่มทลาย แต่บรรดาอาซิ่มอาซ้อกลับอยากให้เขาเป็นพระเอกหนังซีรีส์ซะมากกว่า เพราะเขานั้นหล่อบาดลึกไปถึงขั้วหัวใจของพวกเธอคุณหนูสี่ขึ้นเวทีไปกล่าวเปิดงานในฐานะประธานกลุ่มทุน "พี่สาวนางฟ้า" เสียงปรบมือดังสนั่นหวั่นไหว ช่วงนี้มีผู้สื่อข่าวหลายสำนัก มาขอสัมภาษณ์เธอไม่เว้นวันจนเธอยุ่งหัวฟูหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่ที่ได้ยลโฉมงามล่มเมืองของคุณหนูสี่ ต่างคลั่งไคล้ขอเป็นแฟนคลับเธอ แต่ละคนต่างแย่งกันบริจาคเงินออกมาก้อนโต เพื่ออวดโอ่ฐานะความร่ำรวยเพราะถ้าได้แต่งกับเธอ มันเฮงยิ่งกว่าหนูตกถังข้าว
ทั้งสองส่งเสียงหัวเราะวิ่งหยอกล้อกันออกไป ตอนนี้ทุกอย่างสงบลงแล้ว คนตายก็ตายไป คนเจ็บก็ส่งโรงพยาบาล คนมอบตัวก็เตรียมไปกินข้าวแดงในคุกได้เลย ตำรวจเริ่มเคลียร์สถานที่ ยึดอาวุธสงครามได้เป็นจำนวนมาก มากพอที่จะเลื่อนยศเลื่อนตำแหน่งให้หลาย ๆ คนในศึกครั้งนี้ฉินฟ่านเดินกระแซะเข้าไปใกล้ ๆ กระซิบชวนมู่ปิงปิงไปจู๋จี๋ดู๋ดี๋กันที่น้ำตก แต่เธอค้อนขวับวงใหญ่ แถมแกล้งทำเสียงดุใส่"งานยังไม่เสร็จ ไปไม่ได้""น่านะ คนดียอดรักของฟ่าน เสร็จงานแล้ว ก็ต้องมีการตบรางวัลบิ๊กโบนัสกันบ้างสิ ใช่ไหมจ๊ะทูนหัวจ๋า"เขาพยายามออดอ้อน กะพริบตาปริบ ๆ ทำสีหน้าน่าสงสาร"ไม่รู้ไม่ชี้""น่านะ แป๊บเดียวเอง แค่สามนาทีก็เสร็จแล้ว"เขาพยายามต่อรอง"คิดว่าตัวเองเป็นอุลตร้าแมนแปลงร่างได้แค่สามนาทีรึไง คราวก่อนเป็นชั่วโมง เล่นเอาเหน็บชากินขาเลย"ไม่สนแล้วต้องใช้เส้นสายของเครือญาติให้เป็นประโยชน์ เขาหันไปหาเค่อตงหยางที่กำลังคุมลูกน้องทำงานอย่างแข็งขัน"คุณลุงเค่อที่เคารพครับ พอดีที่บ้านมีเรื่องด่วน ผม
ในห้องที่มืดมิด มีแสงเลือนรางไหววูบเป็นบางครั้ง จากเปลวไฟที่ลุกฮือโหมของการระเบิดครั้งใหญ่ ซีเหมินคังยืนถือทวนเงินสงบนิ่งดุจขุนเขา เพราะเขาสัมผัสได้ถึงอันตรายที่ซุกซ่อนอยู่ เมื่อมืดมิดจนมองไม่เห็น เขาเลยพาลหลับตาลง ใช้หูสดับฟังเสียงเคลื่อนไหวแทนฟิ้วววววเสียงกระแสลมของดาบ ที่ตวัดใส่ลำคอของซีเหมินคังแว่วมา เขาสะบัดควงทวนเงินเข้าต้านปะทะติดต่อกันเก้ากระบวนท่า จนเกิดประกายไฟแลบแปลบปลาบเสียงซัดอาวุธบางสิ่งออกมา ลางสังหรณ์ในใจของซีเหมินคัง ส่งสัญญาณเตือนภัยชนิดหนึ่ง บีบให้เขาดีดตัวถอยไปหลบหลังเสาอย่างรวดเร็วบึ้ม…อาวุธที่ซัดออกมาก็คือระเบิดเพลิงขนาดเล็กของจิ้งจอกเพลิงนั่นเอง เล่นเอาเสื้อผ้าของซีเหมินคังไหม้ไปแถบหนึ่ง ไฟลวกหน้าแข้งเล็กน้อย"หึ ๆ เขาถึงว่าคู่แค้นทางคับแคบ ในที่สุดเราทั้งสองคนก็มาเจอกันอีกจนได้ กระสุนนัดนั้น ที่มึงยิงใส่ขากู กูยังจำได้ดี วันนี้มึงต้องตายสถานเดียว"จิ้งจอกเพลิงขยับดาบเก้าห่วง จนเกิดเสียงดังกรุ๊งกริ๊ง"ขอโทษจริง ๆ นะฮ๊า พอดียิงคนมาเยอะมากเลย
เงาร่างฉินฟ่านพุ่งฉวัดเฉวียน จนพวกเธอตาลายมองตามไม่ทัน เสียงฟาดแก้มก้นดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง เริ่มจากหมวดมู่คนแรก แถมแต่ละคนยังถูกลวมลามอีกหลายครั้งพวกสาว ๆ ต่างส่งเสียงร้องวี๊ดว้ายกระตู้วู๊ วิ่งหลบหนีจิ้งจอกเฒ่าจอมลามกกันจ้าละหวั่น ก่อนที่จะมีอะไรเลยเถิดไปกว่านั้น จน กบว. ต้องเซ็นเซอร์ภาพและเสียงทันใดนั้นก็มีเสียงฝีเท้าดังแว่วมาขัดจังหวะ ผัวหนุ่มเมียสาวที่กำลังหยอกเย้ากันอย่างสนุกสนาน ทำเอาทุกคนต้องกลับมาทำตัวสงบเสงี่ยมอีกครั้ง"อะแฮ่ม สวัสดีพี่สาวคนสวยทั้งหลาย เอ่อ…พี่เขยขอโทษที่ขัดจังหวะครับ มีคนมาหาพี่เขย บอกว่านี่เป็นเรื่องด๊วนด่วนนะครับ"เหลียนเฮ่อส่งเสียงดังแหบ เพราะอยู่ในวัยกำลังแตกเนื้อหนุ่ม นมเพิ่งจะแตกพานรายงานอย่างรวบกระชับทันที พร้อมทำสีหน้ากระดากแบบอาย ๆเพราะเขาโตพอที่จะรู้ว่า เมื่อครู่พี่เขยตัวดี ไอดอลขั้นเทพของเขากำลังทำเรื่องดีงามอะไร เขาสาบานกับตัวเองว่าโตขึ้น จะต้องเป็นแบบพี่เขย เอาดีในเรื่องผู้หญิงให้ได้ตอนนี้ทุกคนต่างพากันทำหน้าเขิน ๆ ขณะจัดแจงทรงผมที่ยุ่งเหยิงและเสื้อผ
พวกเขาเก็บอุปกรณ์กล้องอินฟาเรด แล้วเดินลัดเลาะชายป่าท่ามกลางแสงจันทร์ ที่พอเห็นเลือนรางไปอย่างเงียบ ๆ ประมาณหนึ่งชั่วโมงโยโย่เป็นสาวช่างจ้อ แบบที่เรียกว่าอะไรนะ ทอล์คกาทีฟเกิรล์ละมั้ง เดี๋ยวชวนคุยเรื่องโน้น เดี๋ยวเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง แถมมุกตลกของเธอมีเพียบอีก ช่วยทำให้เขาไม่รู้สึกเบื่อหน่ายจนกระทั่งทั้งคู่ถึงน้ำตกสายหนึ่ง จึงตัดสินใจที่จะพักเท้าชั่วคราว ทั้งคู่จึงนั่งลงที่โขดหินหยุดพักดื่มน้ำฉินฟ่านหยิบแผนที่ขึ้นมากางดู เพื่อศึกษาภูมิประเทศ งานนี้เขาทุ่มจนสุดตัว จะให้เกิดข้อผิดพลาดไม่ได้เป็นอันขาด ลมโชยเบา ๆ พัดผ่านตัวเย็นสบายเสียงน้ำจ๋อมแจ๋มแว่วดังมาเบา ๆ สะกิดความสนใจของเขา จนอดไม่ได้ที่จะต้องหันหน้าไปดูภาพที่เห็นทำให้เขาเลือดลมสูบฉีด หายใจถี่เร็ว ลืมสิ้นทุกสิ่งทุกอย่างโลกหล้าใบนี้ไปชั่วขณะร่างของโยโย่ที่เปลือยเปล่าขาวโพลนท่ามกลางแสงจันทร์ เรือนร่างของเธอโผล่พ้นขึ้นเหนือน้ำมาครึ่งตัว ทรวดทรงองค์เอวที่อ่อนช้อย เป็นเส้นสายชวนรัดรึงใจ พราวไปด้วยหยดน้ำเม็ดเล็ก ๆ ที่ไหลรวมหยดเป็นทางยาว ค่อย ๆ ไหลรินผ่านร่องอก
แต่ถ้าจะพูดถึงอีกคนหนึ่ง เมียหลวงเมียน้อยเมียเล็ก เมียใหญ่กลับสนับสนุนจนคะแนนเสียงท่วมท้น ให้ไปกระทืบสุยเก้ามีดให้จมดินโทษฐานที่มันบังอาจเหิมเกริมไม่ยอมแหกตาดูให้ดีว่าซอยลูกเป็ดน้อยนี้ใครคุมติ๋ง! ติ๋ง!หยดเลือดสด ๆ สีแดงคล้ำไหลออกจากปากของสุยเก้ามีดตกกระทบพื้นเป็นจังหวะเหมือนเสียงดนตรีร่างของสุยเก้ามีดนักเลงโตถูกมัดมือไพล่หลังและมัดข้อเท้าทั้งสองข้างด้วยเชือกก่อนจะชักรอกขึ้นไป ทำให้ตอนนี้มันตกอยู่ในสภาพห้อยหัวเมื่อครึ่งชั่วโมงก่อนนี้พวกมันกำลังล้อมชายหนุ่มคนหนึ่งด้วยอาวุธครบมือ โดยไม่ได้คาดคิดเลยแม้แต่น้อยว่าจะเป็นพวกมันเองที่ถูกยำจนเละเป็นโจ๊กเรื่องแก้แค้นคงไม่ต้องคิด มันไม่หวังจะไปต่อกรอะไรอีกแล้ว ตอนนี้ต้องรักษาชีวิตให้ได้ก่อนพลั่วะ! พลั่วะ!อ้ากก! อ้ากก!สุยเก้ามีดกำลังถูกไอ้ฟันเหยินลูกน้องคนสนิทใช้ไม้เบสบอลหวดฟาดใส่ลำตัวนี่เป็นการหวดครั้งที่ยี่สิบ ครบจำนวนพอดีเงาของชายหนุ่มพาดยาวกับพื้น เขายืนอยู่ริมหน้าต่าง กำลังดื่มน้ำอัดลมดับกระหายพลางเดินข้ามร่างของเจ้า
หมายเลขสิบสามกลับเดินเลี่ยงออกไปอย่างเงียบ ๆ เพียงลำพังซึ่งในตอนนี้ทุกคนกำลังเพลิดเพลินกับฉากอีโรติกที่ชวนตื่นเต้นเร้าใจอยู่จึงไม่มีใครสนใจเขาเขาไปที่เนินดินหลังห้องส้วม บริเวณนี้ผู้คนไม่ค่อยสัญจรผ่านไปมาเพราะรังเกียจความเหม็น เขาใช้มือขุดดินทรายจนเป็นหลุม แล้วก็เจอเป้ทหารใบหนึ่งที่ถูกฝัง
“สวัสดีครับแม่”“อ้าว อาเจี้ยนมาแต่เช้าเชียว”กวนอิมเผ็ดยิ้มให้เขาอย่างเอ็นดูตอนนี้เธอถือว่าลู่เจี้ยนเป็นลูกชายคนหนึ่งเช่นเดียวกัน“พี่ใหญ่มาหาฉันแต่เช้าเลย มีธุระอะไรรึเปล่าฮ๊า”ซีเหมินคังยิ้มร่าเดินนวยนาดเข้ามาหา
นับแต่โบราณกาลมีคนเคยกล่าวเอาไว้ว่าแม่ผัวกับลูกสะใภ้ยากที่จะอยู่ร่วมกันโดยสันติ เปรียบเสมือนน้ำกับไฟเหมือนหมากับแมว สุดแท้แต่ผู้คนจะเปรียบเปรยในสมัยก่อนฮูหยินผู้เฒ่าปกครองหลังบ้านมือเดียวค้ำฟ้า มีอำนาจเบ็ดเสร็จลูกสะใภ้คนไหนไม่ถูกใจจะสั่งเฆี่ยนตีหรือตบจนฟันหลุดร่วงออกจากปากก็ไม่มีใครกล้าหือเผลอ ๆ
ตอนที่ฉินฟ่านกำลังปลอบเธอก็มีคุณยายรูปร่างเล็กบอบบางคนหนึ่งที่เดินเหินแทบจะไม่ไหวมาเกาะแขนของเขา“พ่อหนุ่มช่วยหลานสาวตัวน้อยของยายด้วยเถอะคิดซะว่าเอาบุญเถอะนะยายขอร้องล่ะ เธอติดอยู่บนห้องนอนชั้นสามของตึกนั้นยังไม่มีใครช่วยลงมาเลย”เขาหันไปมองกวนอิมเผ็ด เป็นเชิงขอ







