เข้าสู่ระบบ"คุณฉิน วันที่สิบเจ็ดมกราคมเวลาหกโมงเย็น คุณอยู่ที่ไหนคะ" เสียงหวานปนดุดันของมู่ปิงปิงดังขึ้น
"คนสวย คุณใช้น้ำหอมของผมด้วยเหรอครับ ผมชอบนะกลิ่นนี้ มีกลิ่นทะเลหน่อย ๆ มันชวนให้รัญจวนใจดี ว่าแต่เวลาสอบปากคำนี่ ต้องปิดตากันด้วยเหรอครับ แหม…แบบนี้ก็อดเห็นใบหน้าสวย ๆ ของคุณเลย"
ฉินฟ่านสูดกลิ่นนี้อย่างช้า ๆ คล้ายต้องการเก็บไว้ในความทรงจำ คิดไม่ถึงว่าเธอจะใช้น้ำหอมของเขาด้วย
มู่ปิงปิงก็คิดไม่ถึงว่าจะเป็นน้ำหอม ที่เขาเป็นคนผลิต เธอฝากเพื่อนซื้อมา แต่เพราะมีคนต้องการมาก กว่าจะได้มาจึงไม่ใช่เรื่องง่าย
พอเธอลองใช้แล้วก็รู้สึกติดใจ จนไม่สนใจน้ำหอมยี่ห้ออื่น ที่วางไว้จนเต็มโต๊ะเครื่องแป้งอีกเลย
"ฉันถามอะไรคุณก็ตอบอย่างนั้น ไม่ต้องมาทำเป็นเฉไฉ รีบ ๆ ตอบมาซะดี ๆ"
ที่มู่ปิงปิงปิดตาเขา เป็นการป้องกันเอาไว้ก่อน เพราะกลัวเขาจะเห็นกางเกงในเธอ
"คราวนี้ผมยอมให้ก็ได้ แต่คราวหน้าคุณต้องเป็นฝ่ายถูกปิดตาบ้างนะ"
เขายิ้มทะเล้นที่มุมปาก
ลูกน้องสองคนของเธอที่นั่งประกบอยู่ด้วย มองหน้ากันเลิ่กลั่ก นี่มันสอบปากคำติดเรทหรือไงกัน อย่างกับมานั่งฟังคนพลอดรักกันเลย
"พูดมา"
เธอตวาดใส่เขาเสียงดัง สงสัยว่าอีกหน่อย เธอคงจะเป็นโรคความดันสูง ไมเกรน กรดไหลย้อน ก็เพราะอีตาบ้านี่
"โอเค ๆ ผมพูดแล้ว นี่เห็นว่าเป็นคุณนะผมถึงยอมร่วมมือด้วย เย็นวันนั้นผมอยู่ที่ร้าน MAX 34"
"คุณไปทำอะไรที่นั่น"
"แหมคุณเรื่องส่วนตัวนี่ ก็ต้องพูดด้วยเหรอครับ"
ปัง!
มู่ปิงปิงตบโต๊ะเสียงดัง
"พูด"
"พอดีผมไปปิ๊งรักกับสาวสวยฝาแฝดพี่น้องคู่หนึ่ง ที่ไปเล่นฟิตเนทที่นั่น จากนั้นก็แหม...ผมก็ว่าจะพาพวกเธอมารู้จักคุณอยู่ จะได้สนิทสนมกัน เผื่อวันหลังจะได้ไปเที่ยวสามัคคีหมู่ด้วยกันสี่คน"
คำพูดกำกวมสองแง่สามง่ามแบบนี้ พอได้ยินก็ถึงกับเครียดขึ้น จนเธอต้องกุมขมับ ไอ้บ้านี่พูดไปพูดมา ไม่พ้นเรื่องใต้สะดือเลย
"คุณรู้จักหลี่เจี๋ยหัวหน้าแก๊งขันทีหลี่ได้ยังไง คุณฆ่าเขาใช่ไหม"
เธอล่อถามเขา
"นี่คุณล้อผมเล่นหรือไง ท่าทางผมเหมือน
กู๋หว่าไจ๋ เป็นสมาชิกแก๊งหงสิ่งหรือไง แล้วหัวหน้าแก๊งส่วนใหญ่ ก็มีลูกน้องตั้งมากมายเป็นโขยง ฝีมือชั้นปลายแถวอย่างผมจะไปฆ่าเขาได้ยังไง
ต่อให้หน่วยคอมมานโดจะบุกถล่มแก๊ง ที่มีลูกสมุนเป็นร้อยคน ยังต้องคิดดูก่อนเลยไม่ใช่เหรอครับ"
"คุณรู้จักลู่เจี้ยนหัวหน้าแก๊งกิเลนลู่หรือไม่"
มู่ปิงปิงพยายามเค้นหาพิรุธของเขาอย่างมุ่งมั่น
"รู้สิ เขาเป็นพี่ชายร่วมสาบานผม คงไม่ผิดกฎหมายกระมัง"
"เล่าปี่ยังบอกว่าพี่น้องเปรียบเสมือนแขนขา ความแค้นของพี่ชายที่ถูกลอบฆ่า หรือว่าคุณไม่มีความคิด ที่จะล้างแค้นให้กับพี่ชายบ้าง"
ฉินฟ่านถอนหายใจเฮือกใหญ่ ทำคอตกเหมือนกับคนจนแต้ม
"โอ้ย อยากจะบ้าตาย คิดจะยัดข้อหากันหรือยังไง พูดยังไงคุณก็ไม่ยอมฟัง ก็ได้ผมกลัวคุณแล้ว"
ฉินฟ่านพูดเสียงอ่อย ๆ พลางใช้ปากกาจดเบอร์โทรศัพท์ลงบนกระดาษแล้วยื่นให้เธอ
"เอ้านี่ "
"นี่อะไร" เธองุนงง
"เบอร์โทรศัพท์ของพี่น้องฝาแฝด ผมจู๋จี๋อยู่กับพวกเธอสองวันสองคืน ถ้าไม่เชื่อก็ลองโทรไปถามพวกเธอดู ที่ไม่อยากจะพูดเพราะกลัว คุณจะหึงเอานะสิ"
"นี่คุณ...พูดให้ดี ๆ นะ ฉันกับคุณไม่ได้มีความสัมพันธ์อะไรกันนะ"
เธอเม้มริมฝีปากกำหมัดแน่น
"โธ่...คุณ นี่คิดจะตัดบัวไม่ให้เหลือใยจริง ๆ เหรอ คุณเห็นผมเป็นแค่ของเล่นริมทางหรือเนี่ย ทำแบบนี้ผมเสียใจนะครับ"
"ของเล่นอะไร อย่ามาพูดบ้าๆ"
มู่ปิงปิงยิ่งพูดยิ่งเหมือนแก้ตัว ยิ่งสาวด้ายก็ยิ่งยุ่งเหยิง
"คุณเพิ่งจะขโมยจูบผมไป ไม่คิดรับผิดชอบกันบ้างเลยหรือไง เขาถึงบอกว่าคนสวยใจดำ คุณเห็นผมเป็นดอกไม้ริมทางเหรอ พอมาลองคิด ๆ ดูแล้ว
ตอนนี้ผมชักจะเริ่มเชื่อแล้วสิ ว่าผมมันก็แค่ดอกไม้"
จูบ
จูบกันแล้ว
ลูกน้องสองคนของเธอ ทำหน้าเหวอเหมือนเห็นผี นี่...นี่ผู้หมวดเคยจูบกับผู้ชายคนนี้ด้วย
พวกตำรวจหนุ่มมองเขาด้วยสายตาชื่นชมแกมอิจฉา
สุดยอด!
นี่ข่าวใหญ่ยิ่งกว่า บิลลาเดนถูกหน่วย
ซีล ทีมหกของอเมริกาเก็บซะอีก พวกเขาต่างพากันมองหน้าเธอแบบเหลือเชื่อ โธ่...นางฟ้าในดวงใจของพวกเขา แปดเปื้อนราคีคาวซะแล้ว
"นี่คุณอย่ามาพูดพล่อย ๆ นะ" เธอตาแดงก่ำ โมโหจนอยากจะเข้าไปถลกหนังของเขา
"หรือว่าคุณจะปฏิเสธ" เขานั่งกระดิกเท้าอย่างสบายอารมณ์
"ฉัน…ฉัน" มู่ปิงปิงรู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ถ้าเธอปฏิเสธว่า นั่นเป็นแค่การผายปอด
เรื่องที่เธอเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจเอาแป๊บเหล็ก ฟาดหัวพลเมืองจวนเจียนตายก็อาจถูกเปิดโปงออกมาด้วย ไม่ว่ามองมุมไหน เธอก็คงต้องรับโทษ
แต่ถ้ายอมรับก็แสดงว่าเธอเคยจูบกับเขาจริง ๆ งานนี้เสียเปรียบทั้งขึ้นทั้งล่อง
ลูกน้องเธอสองคนมองตา แล้วพยักหน้าให้กัน แบบนี้ชัวร์ไม่มีมั่วนิ่ม ทันใดนั้นประตูห้องสอบสวนก็ถูกเปิดออก เค่อตงหยางหัวหน้าสถานีเดินยิ้มเข้ามา เมื่อครู่เขายืนฟังอยู่ห้องข้าง ๆ ที่มีกระจกมองเห็นด้านเดียวติดตั้งอยู่
"สวัสดีครับคุณชายต้องรบกวนให้มาถึงที่นี่ ต้องขอโทษด้วยจริง ๆ แต่เสี่ยวปิงก็เหมือนลูกสาวของผม บางครั้งถึงผมจะห้าม แต่เธอก็ดื้อไม่ค่อยยอมฟัง ทำให้คุณต้องเสียเวลามาที่นี่อีกจนได้"
"โธ่ หัวหน้าเค่อเราเป็นคนกันเองเรียกว่าผมว่าเสี่ยวฟ่านเถอะครับ"
ลูกน้องสองคนของมู่ปิงปิงทำหน้าเหวอเหมือนเห็นผีอีกครั้ง นี่หัวหน้าสถานีแสดงความเกรงอกเกรงใจ แถมสนิทสนมกับชายหนุ่มคนถึงเพียงนี้ เขาเป็นใครกันแน่
"เสี่ยวปิงพอแค่นี้เถอะ"
เค่อตงหยางหันไปสั่งเธอ
มู่ปิงปิงพยักหน้าอย่างจนปัญญา
เพราะอาวุธที่สังหารสไนเปอร์ต่างชาติคนนั้น หน้าตาเป็นยังไงเธอยังไม่รู้เลย แถมเวลาขึ้นศาลจะให้บอกว่า เขาใช้กรงเล็บเจาะกะโหลกเฉินเจี๋ย จนเป็นรูกลวงโบ๋วอย่างงั้นเหรอ ศาลจะยอมรับฟังหรือเปล่าก็ไม่แน่ใจ
ฉินฟ่านดึงผ้าปิดตาออก
"ฮ่า ๆ ยินดีด้วย ยินดีด้วย หัวหน้า
เค่อมีสีหน้าผุดผ่อง หน้าผากเอิบอิ่ม ดวงตามีประกาย แสดงให้เห็นถึงสุขภาพที่แข็งแรงฟิตปั๋ง"
"ฮ่า ๆ ต้องขอบคุณยาของน้องเสี่ยวฟ่าน มันเยี่ยมจริง ๆ แฮะ ๆ ไม่ทราบว่ายังพอมีแบ่งปันให้กับพี่ชายคนนี้ อีกสักเล็กน้อยหรือไม่"
เค่อตงหยางยิ้มแก้มปริ แต่พอพูดถึงประโยคสุดท้ายกับเหมือนเสียงกระซิบ
ลูกน้องสองคนของมู่ปิงปิงทำหน้าเหวอเหมือนเห็นผีเป็นครั้งที่สาม นี่มันอะไรกัน เค่อตงหยางหัวหน้าสถานีตำรวจ ฉายา "แม่ค้าตลาดสดเค่อ" คนที่ด่าลูกน้องไฟแลบเวลาทำงานไม่ถูกใจ ถึงกับทำเสียงอ่อนเสียงหวาน เรียกพี่เรียกน้องกับชายหนุ่มคนนี้
"แน่นอนอยู่แล้ว พี่เค่อหาใช่คนอื่นคนไกลไม่ วันหน้าหากผมมีวาสนาได้ตกแต่งเสี่ยวปิงเป็นภรรยา พี่เค่อก็จะเปรียบเสมือนญาติผู้ใหญ่ของผม เรื่องยาสูตรลับทั้งหลายของผม รับรองว่าจะทยอยออกมา
ส่งมอบให้พี่เค่ออย่างไม่ขาดสาย ขอให้พี่เค่อวางใจได้เลย"
ฉินฟ่านยื่นขวดหยกสีขาวให้กับเค่อตงหยาง
เค่อตงหยางยิ้มจนหน้าระรื่นอย่างออกหน้าออกตาพลางกล่าวขอบคุณ รีบซุกของดีเก็บเข้ากระเป๋า แล้วหันไปทางมู่ปิงปิง
"เสี่ยวปิง ลุงเองก็เอ็นดูเธอเหมือนลูกสาว ลุงดีใจที่เธอพบรักกับคนดี ๆ แบบนี้ เอางี้แล้วกันเธอก็ถึงวัยอันสมควรแล้ว แต่งกันเดือนหน้านี้เลย
เดี๋ยวลุงหาฤกษ์มงคลให้ ค่าจัดงานเลี้ยงต่าง ๆ สถานที่ฮันนีมูน โรงแรมที่พัก เธออยากไปประเทศไหน บอกมาได้เลย บาหลีดีไหม เดี๋ยวลุงจ่ายให้หมดเลย แถมเงินติดกระเป๋าตอนไปฮันนีมูนด้วย เฮ้...เดี๋ยวสิลุงยังพูดไม่จบเลย เธอจะรีบเดินไปไหน"
เค่อตงหยางพูดยังไม่ทันจบ มู่ปิงปิงสะบัดหน้า เดินออกจากห้องไปแล้ว
"ฮ่า ๆ น้องเสี่ยวฟ่านอย่าได้ถือสา สาว ๆ ก็ขี้อายแบบนี้แหละ"
ฉินฟ่านเดินบิดขี้เกียจอยู่ที่สนามหญ้าหน้าลานกว้างของสถานีตำรวจ กำลังจะเดินไปเรียกแท็กซี่
เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น
"สวัสดีครับอาจารย์ ผมอยากจะเชิญอาจารย์ ให้ไปช่วยรักษาคนไข้คนหนึ่ง เขาเป็นเพื่อนเก่าแก่ของผม ผมทนเห็นเขาจากไปแบบนี้ไม่ได้จริง ๆ อาจารย์ช่วยผมสักครั้งเถอะนะครับ"
"ได้ ผมจะพยายามช่วยอย่างเต็มที่ แต่ผมไม่ใช่หมอเทวดา ถ้ารักษาไม่ได้คุณอย่าถือโทษโกรธผมก็แล้วกัน"
"ขอแค่อาจารย์ยอมไปดูอาการของเขา
ก็พอแล้วครับ เดี๋ยวผมจะขับรถไปรับ ว่าแต่ตอนนี้อาจารย์อยู่ที่ไหนเหรอครับ"
"มีร้านกาแฟเล็ก ๆ อยู่ตรงหัวมุมสถานีตำรวจ ชื่อแม๊กเนทคอฟฟี่ชอป ผมจะรออยู่ที่นั่น แล้วช่วยเตรียมเครื่องมือฝังเข็มให้ผมด้วยนะครับ"
ครึ่งชั่วโมงต่อมาโจวเปิ่นก็ขับรถมารับฉินฟ่าน
ขับไปนอกเมืองอีกห้ากิโลเมตรก็มาถึงคฤหาสน์หลังหนึ่ง ที่ครองอาณาเขตกินพื้นที่กว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา สวนหน้าคฤหาสน์ที่ประดับด้วยไม้ดอก ไม้ใบนานาพรรณ ก็ใหญ่เกือบเท่าสนามฟุตบอล แถมเลี้ยงนกยูงปล่อยให้เดินเล่นอวดรำแพนหางไว้สิบตัว มีสระเลี้ยงปลาคาร์ป โต๊ะหินสำหรับเดินหมากล้อม เก๋งแปดเหลี่ยมไว้นั่งพักผ่อนชมวิว
เมื่อคุณหมอโจวเปิ่นจอดรถเรียบร้อย หันไปด้านข้างจะหยิบกระเป๋าเครื่องมือ กลับกลายเป็นว่าฉินฟ่านแย่งถือไปเรียบร้อยแล้ว
"อาจารย์ให้ผมถือกระเป๋าเองเถอะครับ"
"ไม่เป็นไร แค่นี้ไม่หนักหรอก"
ขณะที่ทั้งสองกำลังเกี่ยงกัน ชายหนุ่มหน้าตาดีแต่งตัวด้วยเสื้อผ้า เครื่องประดับแบรนด์หรู ราวกับอาเสี่ยเพลย์บอย ก็เดินมาทางพวกเขา
"สวัสดีครับคุณหมอ ผมหวังว่าคุณหมอจะมีข่าวดีให้พวกเรา เชิญเลยครับ"
"สวัสดีครับคุณชายสาม"
ในห้องโถงที่ตกแต่งอย่างเรียบง่าย แต่ดูหรูหรามีรสนิยม แจกันโบราณ ภาพวาดทิวทัศน์ ของตกแต่งล้วนจัดวางอย่างลงตัว ฉินฟ่านเห็นยังต้องชื่นชมในใจอย่างอดไม่ได้ แน่นอนว่าของแต่ละชิ้นคงแพงหูฉี่ ไม่งั้นคงไม่มีหน่วยรักษาความปลอดภัยร่วมยี่สิบคน ที่ทำการตรวจตราความปลอดภัยอย่างเข้มงวด
คนในห้องโถงเห็นฉินฟ่านถือกระเป๋าเดินตามหลังคุณหมอมา ต่างเข้าใจว่าเขาเป็นนักศึกษาแพทย์ ที่คอยติดตามรับใช้อาจารย์ จึงไม่ได้สนใจอะไร
เมื่อทุกคนนั่งลงที่โซฟาหนานุ่ม ยกเว้นคุณหมอโจวเปิ่น ที่ไม่ยอมนั่งลง แต่เลือกที่จะยืนอยู่ข้างฉินฟ่าน ซึ่งทุกคนก็ไม่ได้เอะใจอะไร
"ผมขอแนะนำให้รู้จักกันก่อน ท่านนี้คือคุณนายเย่ คุณชายใหญ่ คุณชายรอง คุณชายสาม" โจวเปิ่นแนะนำเรียงคน
"สวัสดีครับทุก ๆ ท่าน เป็นเกียรติที่ได้พบ"
ฉินฟ่านยิ้มที่มุมปาก พลางก้มศีรษะเล็กน้อย เขากวาดตามองทุกคน
รูปโฉมคุณนายเย่ยังจัดได้ว่าพริ้งพราวอยู่ แม้จะมีร่องรอยเหี่ยวย่นไปบ้าง แต่ก็เป็นไปตามวัย เธอสวมชุดกีเพ้าสีเลือดหมู มีดิ้นทองปักเป็นลายดอกโบตั๋น สวมจี้หยกสีเขียวจักรพรรดิล้อมเพชร
คุณชายใหญ่หน้าผากกว้าง ติ่งหูใหญ่ดูมีสง่าราศี เสียแต่เริ่มลงพุง คงเป็นเพราะการเข้าสังคม ต้องดื่มสังสรรค์กินเลี้ยงอยู่บ่อยครั้ง
คุณชายรองรูปงามราวกับบัณฑิตจีน
ถ้าสะพายตะกร้าไม้ไผ่ไว้ข้างหลัง ถือตำราสักเล่ม ส่ายหัวไปมาท่องโคลงกลอนแล้วละก็ ใช่เลย!
ส่วนคุณชายสามก็คือพ่อหนุ่มเพลย์บอยนั่นเอง
แกรก!
หญิงสาวที่แหวกม่านไข่มุกเดินออกมา สะดุดสายตาของเขาเข้าอย่างจัง จนฉินฟ่านลืมตัวลืมตน ถึงกับผุดลุกขึ้นยืน
"โอ้…คุณหนูสี่มาพอดีเลย"
คุณหนูสี่เย่เฉียว ผู้มีใบหน้างดงาม ละม้ายคล้ายคลึงกับนางฟ้าฉางเอ๋อถึงเจ็ดส่วน
พริบตานั้นความทรงจำก็ผุดขึ้นมาเป็นฉาก ๆ ในห้วงความคิดคำหนึ่งของเขา
(พี่สาวนางฟ้า โปรดให้ความเป็นธรรมกับข้าน้อยด้วย)
(เจ้าทุกข์ใจเรื่องอันใด จนต้องหลั่งน้ำตาแห่งความทุกข์ตรมออกมา)
(พวกท่านก็เอาของเล่นออกมาคนละชิ้นมอบให้แก่เขาเถอะ)
"พี่สาวนางฟ้า ข้าคิดถึงท่านยิ่งนัก"
ฉินฟ่านถึงกับจิตใจเหม่อลอย ลืมตัวพูดออกมาเบา ๆ พร้อม ๆ กับหยาดน้ำตาที่ค่อย ๆ ไหลรินลงมาอาบสองแก้ม
ริมฝีปากสีชมพูน้อย ๆ รูปกระจับ ผมดำขลับเหยียดตรง ยาวสลวยดุจม่านน้ำตกปักด้วยปิ่นทอง ใส่ต่างหูเล็ก ๆ ชวนให้รู้สึกกระจุ๋มกระจิ๋ม แต่เข้ากันดีอย่างบอกไม่ถูก แต่งกายด้วยชุดฮั่นฝูสีงาช้าง แซมด้วยลายดอกไม้สีเบจ ที่สายคาดเอวมีแผ่นหยกประดับลายดอกไม้
คงต้องใช้คำว่าโฉมตรูงามซึ้ง จนแทบกระชากวิญญาณของเขาไป ทำให้เขาเหม่อลอย คิดถึงนางฟ้าฉางเอ๋ออย่างไม่ตั้งใจ
คุณหนูสี่ก็มองเขาอย่างตกใจอยู่พักหนึ่ง แล้วก็เบือนหน้าหนีแบบไม่พอใจ
นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันแน่ ผู้ชายคนอื่นมีแต่หลงใหลในความงามของเธอ แต่ผู้ชายคนนี้ดูจะสติไม่ดี พอเขาเห็นหน้าเธอ จู่ ๆ ก็หลั่งน้ำตาออกมาซะงั้น
ถึงเขาจะดูหล่อเหลาดี แต่ก็คงเป็นแค่ลูกชายเศรษฐีบ้านไหนสักหลัง ที่วัน ๆ เอาแต่ควงผู้หญิงไม่ซ้ำหน้า ผู้ชายแบบนี้มีให้เห็นจนเกร่อ ไม่เห็นจะน่าสนใจตรงไหน
ตอนที่เธอเป็นนักศึกษา มีเพื่อนผู้ชายหล่อ ๆ มาจีบตั้งมากมาย เธอยังไม่สนเลย สเปคของเธอค่อนข้างสูง โดยเฉพาะเธอชอบคนเก่ง ที่โดดเด่นเหนือใคร
"น้องชายเป็นอะไรหรือเปล่า"
คุณชายรองค่อนข้างไม่พอใจในท่าทีของฉินฟ่าน ที่เมื่อครู่จ้องน้องสาวของเขา
แต่ตอนนี้เขาอดถามฉินฟ่านด้วยความเป็นห่วงไม่ได้ เพราะฉินฟ่านไม่ได้ทำท่าทางรุ่มร่ามเจ้าชู้กับน้องสาวของเขา แต่
ฉินฟ่านกลับหลั่งน้ำตา
ลูกผู้ชายหลั่งเลือดไม่หลั่งน้ำตาไม่ใช่เหรอ แล้วนี่มันอารมณ์แบบไหน เพราะอะไรจึงหลั่งน้ำตา ในเมื่อทั้งสองฝ่ายเพิ่งพบหน้ากันเป็นครั้งแรก
อะแฮ่ม!
ฉินฟ่านได้ยินเสียงกระแอมเตือนสติของคุณหมอโจวเปิ่น ที่กำลังยื่นทิชชูมาให้ เขาถึงค่อยดึงสติกลับมาได้
"น่าอายจริง ๆ ขอโทษด้วยที่ผมเสียมารยาท" ฉินฟ่านเช็ดน้ำตาอย่างรวดเร็ว
"ทุก ๆ ท่านผมขอบอกตามตรงเลยว่า ผมเองก็จนปัญญา ที่จะรักษาคุณเย่ ให้กลับมาหายดีได้ดังเดิม ใช้ชีวิตตามปกติสุขได้"
คุณหมอโจวเปิ่นพูดด้วยสีหน้าละลายใจ
"คุณเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญระดับสูงของประเทศจีน ลูกศิษย์คุณที่เป็นนายแพทย์ชื่อดังก็มีทั่วบ้านทั่วเมือง มันจะไม่มีหนทางอื่นเลยหรือไงคะ
นี่เราก็เชิญแพทย์ชื่อดังทั้งในประเทศและต่างประเทศมารักษาคุณท่าน แต่อาการกลับไม่ดีขึ้นเลย แล้วจะทำยังไงดี คุณต้องหาทางช่วยเราให้ได้นะคะ" คุณนายเย่โอดครวญพลางซับน้ำตา จนคุณหนูสี่ต้องคอยปลอบใจ
ขณะที่ทุกคนกำลังมืดแปดด้าน ที่จะหาหนทางรักษานายท่านเย่ ฉินฟ่านกลับรู้สึกหิวขึ้นมาซะอย่างนั้น
เขาค่อย ๆ เอื้อมมือไปหยิบขนมขบเคี้ยวประเภทอบกรอบ ที่วางอยู่บนโต๊ะรับแขกขึ้นมา ค่อย ๆ ฉีกซองออกอย่างเบามือ แล้วล้วงหยิบขนมยัดเข้าปากทันที
กรุบ! กรุบ!
กรอบ! กรอบ!
ทุกคนหันมามองเขาเป็นตาเดียว ด้วยความไม่พอใจ โดยเฉพาะคุณหนูสี่ เธอรู้สึกขุ่นเคืองในใจมาก
นี่มันเวลาไหนกัน คนอื่นกำลังปรึกษากันหน้าดำเคร่งเครียด แต่ผู้ชายคนนี้กลับนั่งกินขนมส่งเสียงดังรบกวนหน้าตาเฉย มารยาทถูกหมูกินไปหมดแล้วหรือไงกัน
แต่มันช่วยไม่ได้จริง ๆ นี่เป็นขนมมันฝรั่งอบกรอบไม่ใช่ขนมเทียน ขนมเข่ง เวลาเคี้ยวจึงเกิดเสียงดังกรอบแกรบ แบบเลี่ยงไม่ได้จริง ๆ
รถของลู่เจี้ยนมาถึงคฤหาสน์ตระกูลเย่วันนี้พนักงานรักษาความปลอดภัยคงต้องทำงานกันหนัก ไหนจะดูแลเรื่องความปลอดภัย ไหนจะต้องบริการโบกรถ เพื่ออำนวยความสะดวก เพราะมีแขกเหรื่อคหบดีนักการเมืองระดับประเทศมาร่วมแสดงความยินดี ในงานนี้เป็นจำนวนมากแต่เพราะความใหญ่โตกว้างขวางของคฤหาสน์แห่งนี้ ถึงจะมีแขกหลายร้อยคน ก็ไม่รู้สึกแออัด แต่อย่างใดงานฉลองวันเกิดของภรรยาเศรษฐีหมื่นล้านจะธรรมดาได้ยังไง งานนี้จึงอลังการเลิศหรูทุกอย่างพวกเขาเดินเข้าไปในบริเวณงานก็เจอครอบครัวตระกูลเย่ยืนอยู่กันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา เพื่อคอยทักทายต้อนรับแขกเหรื่อฉินฟ่านทักทายทุกคนอย่างสนิทสนม เพราะว่าในตอนนี้เขาเป็นถึงว่าที่ลูกเขยป้ายแดงเชียวนะแถมวันนี้เขาอารมณ์ดีอยากเปลี่ยนลุคดูบ้าง จึงฉีดสเปรย์แต่งผมเยอะหน่อยแล้วหวีผมเสยไปข้างหลัง สวมชุดสูทสีดำทับด้วยเสื้อคลุมโอเวอร์โค้ทสีขาว มีผ้าพันคอสีดำคล้องเอาไว้สวมแว่นตาดำเดินเข้ามาในงานอย่างช้า ๆ ด้วยรูปร่างที่สูงโปร่งสง่างามมาดของเขาเหมือนเจ้าพ่อมากกว่าตัวลู่เจี้ยนซะอีกจนแขกเหรื่อละแวกนั้นต้องรีบแหวกเป็นทางให้กับเขาคุณหนูสี่เดินยิ้มเข้
ทุกคนพอเห็นสภาวะผู้นำของเธอเสียงดังฟังชัดแบบตัดไม้ข่มนาม แถมยังเผด็จการ ผู้คนสี่ห้าสิบคนได้แต่พากันพยักหน้าหงึก ๆ โดยไม่รู้ตัว ราวกับต้องมนต์สะกด“ดี วันนี้ฉันเห็นแก่หน้าคนเฒ่าคนแก่อายุเจ็ดสิบห้าแบบลุงหมิงที่กำลังจะลงโลงอยู่แล้ว ยังอุตส่าห์ถ่อสังขารออกหน้ามาช่วยพูดให้พวกแกดังนั้นฉันจะให้โอกาสพวกแกสักครั้ง”พอกวนอิมเผ็ดพูดถึงตรงนี้ สายตาของเธอมองไปที่มีดบนพื้นทุกคนต่างเริ่มคาดเดาความคิดของเธอออก“พวกแกเอามีดเสียบพุงอีกฝ่าย ให้ตับไตไส้พุงค่อย ๆ ไหลทะลักออกมากองกับพื้น เอาให้สุดแรงเกิดเลยนะ ไม่ต้องมาเกรงใจฉัน ฉันไม่ใช่คนใจจืดใจดำเลือดหมูเลือดหมาแค่นี้ ฉันล้างพื้นแป๊บเดียวก็เสร็จแล้ว เอ้า อย่ามัวแต่ยืนบื้อเป็นไอ้โง่สิลงมือกันได้แล้ว”คู่กรณีต่างยืนนิ่งตัวแข็งทื่อเป็นหุ่นไล่กาได้แต่มองหน้ากันพร้อมกับทำตาปริบ ๆ ล้อเล่นน่าเอามีดเสียบพุงสุดแรงเกิด แบบนี้มันถึงตายเลยนะ“นี่ พวกแกเป็นลูกผู้ชายรึเปล่าไม่กล้ารึไง”กวนอิมเผ็ดเดินไปหยิบมีด แล้วยัดใส่มือทั้งสองคน“กำมีดให้มันแน่น ๆ หน่อย
ทุกคนเดินเข้าไปในวิลล่าของฉินฟ่านด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสโยโย่อวดผลงานชิ้นโบว์แดงให้พวกเหลียนฟ่งฟังว่าได้ปรับลุคเปลี่ยนโฉมให้กับลู่เจี้ยนใหม่ จนหล่อสมาร์ทขนาดไหนส่วนอิ๋งอิ๋งเล่าเรื่องสาวนักล้วงให้ทุกคนฟัง ทุกคนถึงกับปรบมือชอบใจฝีมือของเสี่ยวจงประณีตมากแถมยังมีไอเดียสร้างสรรค์ แต่เขาคิดว่าเงินทองกินคนเดียวอาจจะท้องแตกตาย งานนี้จะต้องสุดฝีมือ ทำให้ฉินฟ่านเกิดความพึงพอใจในผลงานของเขาให้ได้ไม่แน่ว่าอาจจะมีงานคราวหน้ามาใช้บริการจากเขาอีกเขาจึงชวนเพื่อนที่คณะ ที่เก่งในแต่ละด้านมาร่วมทีมอีกถึงห้าคน เขาใส่ใจในทุกรายละเอียด ตั้งแต่คัดเลือกหินการแกะสลัก การขนย้ายหิน เพื่อนำไปจัดวางที่บ้านฉินฟ่านเขาใส่เส้นผมหนวดเครา ขนตาให้กับรูปปั้น ดวงตาก็ทำมาจากลูกแก้วแล้วติดคอนแทคเลนส์ ผิวกายทำจากซิลิโคนที่มีความยืดหยุ่นสมจริง ในยามที่แตะสัมผัสเรียกช่างเสริมสวยมือหนึ่งมาแต่งหน้าทาปากจัดแต่งทรงผมให้กับรูปปั้นจนดูเหมือนคนจริงทุกประการเขาเคยถามฉินฟ่านว่า ทำไมไม่ทำเป็นหุ่นขี้ผึ้งฉินฟ่านตอบว่า เขาอยากให้รูปปั้นนี้คงอยู่ไปอีกร้อยปีพันปีเสี่ยวจงติดตั้งไฟดาวน์ไลท์เสร็จ ก
ตื่นขึ้นมาในตอนบ่ายของอีกวันหนึ่งฉินฟ่านอาบน้ำแต่งตัวเสร็จ ก็ชวนอิ๋งอิ๋งกับโยโย่ออกไปซื้อของที่ร้านสะดวกซื้อติ๊งต่อง ติ๊งต่อง !หนุ่มวัยสามสิบมาดเท่หวีผมแสกข้างสวมสูทราคาแพง ยืนถือดอกกุหลาบช่อใหญ่อยู่ที่หน้าประตูรั้วชื่อเหลียนซินซวง เป็นญาติห่าง ๆ ของเหลียนฟ่งดีกรีเป็นถึงดอกเตอร์จบจากฮาเวิร์ดทำธุรกิจนำเข้าและส่งออกจนร่ำรวย แต่รักแรกยากจะลืมเลือน ใช่ เธอคือรักแรกและรักเดียวของเขา วันนี้เขาจึงกลับมาเมืองเล็ก ๆ แห่งนี้อีกครั้ง เพื่อขอเธอแต่งงานเหลียนฟ่งออกมาเปิดประตูรั้วพอเห็นว่าใครมาเธอฉีกยิ้มกว้างอย่างดีใจ เขาโผเข้าไปกอดเธอให้หายคิดถึงถึง แม้เธอจะยังงง ๆ ที่จู่ ๆ เขาเข้ามากอดเธอ อ๋อ คงเป็นธรรมเนียมของพวกฝรั่งสินะ เธอก็เลยไม่ได้ติดใจอะไรรีบดึงแขนเขา ให้เข้ามานั่งที่สนามหญ้าหน้าบ้าน“พี่ใหญ่ซวงฉันดีใจจริง ๆ ที่ได้เจอพี่”“ฉันเองก็ดีใจ อืม…ไม่เจอกันตั้งหลายปีเธอโตขึ้นแถมยังสวยขึ้นอีกด้วยนะ”กรอบแกรบ!ฉินฟ่านเดินกลับมาใกล้จะถึงบ้าน พลางขบเคี้ยวมันฝั่งทอดกรอบอย่างเอร็ดอร่อยแล้วก็บังเอ
ต้นไม้สูงใหญ่มีกิ่งก้านหนาทึบ กลับถูกดัดแปลงเป็นห้างล่าสัตว์แบบง่าย ๆ แบทแมนกำลังนั่งกระดิกขากินขนมอย่างสบายอารมณ์ มันกำลังเลือกเหยื่ออยู่ มีสาว ๆ เดินผ่านมันไปหลายคน แต่มันไม่สนใจ มันชอบหญิงสาวที่หุ่นดี ๆ โดยเฉพาะสาวที่ใส่ชุดแดงตอนนี้ตาของมันกำลังลุกวาวจ้องมองมายังฉินฟ่าน หึ…หึ เจอเหยื่อชั้นเยี่ยมเข้าให้แล้วตั้งแต่มันก่อคดีมา เหยื่อคนนี้ถูกใจมันที่สุด ถ้าได้สัมผัสหน้าอกของเธอ คงฟินน่าดูฉินฟ่านได้ยินเสียงแหวกอากาศ พุ่งวาบเข้ามาใกล้อย่างรวดเร็วแบทแมนโผเข้ามาหาเขาว้ายยยยเสียงกรีดร้องของฉินฟ่านอาจจะฟังดูแปลก แตกต่างจากผู้หญิงอยู่บ้างรูปร่างก็สูงใหญ่เกินผู้หญิงแถมยังเดินด้วยเท้าเปล่า แต่เผอิญตอนนี้แบทแมนกำลังหลงระเริงในเหยื่อชั้นเยี่ยม จึงละเลยละเอียดปลีกย่อยเหล่านี้“ฮ่ะ ๆ น้องสาวอย่ากลัวไปเลย แค่ขอจูบนิด ๆ หน่อย ๆ เท่านั้นเอง”แบทแมนจู่โจมอีกครั้ง แต่ฉินฟ่านแกล้งทำเป็นหวาดกลัว“อย่านะอย่า ช่วยด้วยค่ะ”ฉินฟ่านพยายามร้องดัดเสียงให้เหมือนผู้หญิง เขาส่ายหัวหลบเลี่ยงริมฝีปากของแ
อาเฉียนเองก็เป็นผู้นิยมความงามดังนั้นเขาจึงรีบมองหาสาวสวยอาลี่รู้ดีว่า นี่เป็นความสุขเล็ก ๆ ของทีมเธอที่ช่วยให้คลายเครียดผ่านไปวัน ๆ ด้วยการเหล่สาวสวยแต่พออาเฉียนหันไปมองสาวชุดแดงที่กำลังเดินเข้ามาใกล้เขาก็ต้องตะลึงอ้าปากค้างจนขนมปังที่กัดอยู่คาปากต้องร่วงหล่นลงบนพื้นทั้งสามคนถึงกับพูดพร้อมกัน“เจ๊เหรอ”หมวดมู่ปิงปิงอุตส่าห์ลงทุนขับรถเข้าไปในเมืองเพื่อเช่าชุดเดรสสีแดงเปลือยไหล่ตัวสั้นจุดจู๋ ส่วนรองเท้าส้นสูงหายืมเพื่อนไม่ได้เลยต้องกัดฟันซื้อเอง“โอ้โห คืนนี้เจ๊แต่งมาเต็มยศ สวยสุด ๆ ไปเลย ถ้าไม่คิดจะเอาดีทางตำรวจ ฉันว่าเจ๊ไปประกวดมิสไชน่าได้เลยนะ”“โอ้โห สวยแบบหมวด แต่ไม่ยอมมีแฟนแบบนี้ เสียของชะมัดยาดเลย”“เฮ้อ ฉันอยากสวยแบบหมวดจังเลย”“อย่ามัวแต่พูดมาก รีบขึ้นรถกันได้แล้ว”เธอเองก็เขินเป็นเหมือนกันนะ…….ก๊อก ๆเสียงเคาะประตูห้องเค่อตงหยางดังขึ้นเขาเงยหน้าจากแฟ้มเอกสารด้วยความหงุดหงิด แต่ปากก







