LOGINยามเช้าที่อากาศในเมืองหลวงยังคงแฝงความเย็นเยียบ หลินชิงเหยายืนเผชิญหน้ากับมารดาในโถงเรือนที่ไร้แสงแดดส่องถึงเนื่องจากม่านไม้ของจวนกั๋วกงบดบังทัศนียภาพ นางเอ่ยปากขออนุญาตออกไปหาซื้อวัตถุดิบเพื่อทำเครื่องหอม ทว่าหลี่ซูเยี่ยนกลับขมวดคิ้วด้วยความวิตก"ชิงเหยา เมืองหลวงมิใช่เมืองมู่หานที่หลับตาเดินก็จำทางได้ อีกทั้งพี่สาวเจ้าก็สงบเสงี่ยมปานนั้น หากไปหลงทางหรือถูกผู้ใดรังแกเข้า แม่จะทำเช่นไร" หลี่ซูเยี่ยนเอ่ยพลางกุมมือบุตรสาวคนเล็กไว้แน่น"ท่านแม่เจ้าคะ หากเรามัวแต่ขลาดกลัวเพียงเพราะกำแพงที่เขาสร้างกั้น เราก็คงต้องอดตายอยู่ในจวนผุพังแห่งนี้" หลินชิงเหยาเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลทว่าหนักแน่น "พี่ใหญ่ไปกับข้าย่อมดูแลกันได้ อีกทั้งข้าเพียงจะไปสำรวจตลาดหาซื้อขี้ผึ้งและสมุนไพรพื้นบ้านเท่านั้น ไม่ได้ไปก่อเรื่องที่ใด"หลังจากการหว่านล้อมอยู่ครู่ใหญ่ ในที่สุดสองพี่น้องตระกูลหลินก็ได้ก้าวพ้นธรณีประตูจวน หลินเม่ยหลิงพี่สาวคนโตเดินก้มหน้า มือข้างหนึ่งเกาะแขนน้องสาวไว้แน่น ท่าทางสงบเสงี่ยมเรียบร้อยตามแบบฉบับกุลสตรีเมืองแถบชายแดนทำให้พอดูออกว่านางไม่คุ้นเคยที่จะเผชิญกับสายตาผู้คนณ ตลาดทิศตะวันออกอันคึก
หลังจากความเงียบสงบกลับคืนสู่ห้องนอนของหลี่ซูเยี่ยนด้วยฤทธิ์เทียนหอมบำบัดของหลินชิงเหยา มารดาของนางก็เริ่มมีสีหน้าผุดผ่องขึ้นในเช้าวันถัดมา หลินเวินเซิ่งเห็นดังนั้นจึงตัดสินใจว่า แม้จะหวาดหวั่นเพียงใด แต่การอยู่เป็นเพื่อนบ้านกันโดยไม่ผูกมิตรย่อมมิใช่หนทางที่ยั่งยืน เขาจึงรวบรวมความกล้าพาภรรยาและบุตรสาวทั้งสองเดินทางไปคารวะเพื่อนบ้านผู้ยิ่งใหญ่ที่จวนกั๋วกงเมื่อก้าวพ้นธรณีประตูจวนกั๋วกงอันโอ่อ่า ครอบครัวตระกูลหลินกลับพบกับความประหลาดใจ ท่านกั๋วกงประมุขของจวนกลับไม่ได้มีท่าทีปั้นปึ่งดั่งขุนนางใหญ่ทั่วไป เขาต้อนรับขับสู้ด้วยรอยยิ้มที่เป็นมิตรและแววตาที่เต็มไปด้วยความเมตตา"ใต้เท้าหลิน ยังไม่ทันได้พบกันก็ย้ายมาอยู่เมืองหลวงเสียแล้ว จวนเก่าหลังนั้นหากมีสิ่งใดขาดเหลือบอกกล่าวข้าได้ไม่ต้องเกรงใจ" ท่านกั๋วกงเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มกังวานทว่าบรรยากาศอันอบอุ่นกลับถูกแช่แข็งในพริบตา เมื่อร่างระหงขององค์หญิงสิบเจ็ดหรือฮูหยินใหญ่ เยื้องกรายเข้ามาในห้องโถง นางชายตามองครอบครัวตระกูลหลินด้วยความรังเกียจก่อนจะแค่นยิ้มเย็น"ท่านพี่จะเมตตาผู้ใดก็ควรดูฐานะเสียบ้าง ขุนนางปลายแถวที่ไร้หัวนอนปลายเท้าเช่นนี้ จ
ภายในห้องโถงรับรองของจวนกั๋วกงอันวิจิตรตระการตา กลิ่นกำยานกฤษณาชั้นเลิศที่อบอวลอยู่ไม่อาจข่มไอร้อนระอุจากเพลิงโทสะที่แผ่ออกมาจากร่างของฮูหยินใหญ่หรือองค์หญิงสิบเจ็ดผู้สูงศักดิ์ได้ นางนั่งเหยียดกายบนตั่ง ดวงตาคมกริบดุจพญาหงส์จ้องมองกลุ่มบ่าวไพร่ที่คุกเข่าตัวสั่นงันงกอยู่บนพื้นเบื้องหน้าสภาพของพวกบ่าวเหล่านั้นช่างน่าเวทนาปนขบขัน ใบหน้าของแต่ละคนบวมปูดแดงก่ำราวกับถูกฝูงต่อรุมต่อย น้ำมูกน้ำตาไหลพรากไม่ขาดสาย พร้อมกับเสียงจามที่ดังสนั่นหวั่นไหวเป็นระยะ"โง่เง่า! พวกเจ้ามันพวกสุกรไร้ปัญญา" ฮูหยินใหญ่ตวาดลั่นพลางสะบัดถ้วยน้ำชาลายครามลงบนพื้นจนแตกกระจาย น้ำชาอุ่นร้อนกระเซ็นโดนใบหน้าของสาวใช้ชื่อหลัว ทว่านางกลับไม่กล้าแม้แต่จะยกมือขึ้นเช็ด "เสียทีที่ข้าชุบเลี้ยงพวกเจ้ามานาน กลับโดนเด็กสาวบ้านนอกคอกนาเล่นงานจนเสียชื่อเช่นนี้รึ""ฮะ... ฮูหยินใหญ่โปรดระงับโทสะด้วยเจ้าค่ะ" สาวใช้หลัวรายงานด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า "นังเด็กนั่น แม้ท่าทางจะยังไม่เป็นสาวเต็มตัวและดูผอมบาง แต่ความร้ายกาจช่างล้ำลึกนัก นางพ่นควันปีศาจใส่พวกเรา ทั้งยังกล้าเอ่ยปากท้าทายอำนาจของฮูหยินว่าต่อให้เป็นถึงเชื้อพระวงศ์นางก็ไม่เกร
เมื่อแสงตะวันเริ่มคล้อยต่ำ กลิ่นอายความเหนื่อยล้าคละคลุ้งไปทั่วบริเวณจวนเก่าที่บัดนี้เริ่มสะอาดตาขึ้นบ้างแล้ว หลี่ซูเยี่ยนและหลินเม่ยหลิงนั่งทรุดตัวลงบนม้านั่งไม้ที่ขัดถูจนขึ้นเงา ทั้งสองแม่ลูกหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาซับหยาดเหงื่อที่ไหลซึมตามไรผมพลางดื่มน้ำลอยดอกมะลิที่พกติดตัวมาเพื่อดับความกระหาย"ในที่สุดพื้นไม้ก็พอมองเห็นสีจริงเสียที" หลี่ซูเยี่ยนเอ่ยพลางทอดสายตามองไปรอบโถงเรือนที่ดูสงบลงกว่าเมื่อเช้ามากนัก "ชิงเหยา เจ้าพักเสียเถิดลูก เหงื่อโทรมกายเช่นนี้เดี๋ยวไข้จะกลับมาอีก"หลินชิงเหยา ยิ้มรับพลางยกจอกน้ำขึ้นจิบ ทว่าในขณะที่ความเงียบสงบกำลังปกคลุมจวนไม้ กลิ่นประหลาดอย่างหนึ่งกลับค่อย ๆ แทรกซึมผ่านรอยแตกของบานหน้าต่าง มันเป็นกลิ่นฉุนที่ชวนให้สะอิดสะเอียน ราวกับมีซากสัตว์เน่าเปื่อยถูกกองทิ้งไว้กลางแดดจัด"กลิ่นสิ่งใดกัน เหตุใดจึงเหม็นเน่าถึงเพียงนี้" หลินเม่ยหลิงยกมือขึ้นปิดจมูกพลางขมวดคิ้วมุ่นหลินชิงเหยาวางจอกน้ำลงทันที แววตาที่เคยอ่อนโยนกลับฉายแววสงสัย นางไม่ได้เพียงแค่ได้กลิ่น แต่สัญชาตญาณนักปรุงเครื่องหอมบอกนางว่านี่ไม่ใช่กลิ่นเน่าเสียตามธรรมชาติ "กลิ่นขี้วัวผสมกับดินเลนเน่า
ภายในท้องพระโรงอันโอ่อ่า กลิ่นกำยานอบอวลข่มขวัญผู้มาเยือน หลินเวินเซิ่งหมอบกราบอยู่บนพื้นหินอ่อนเย็นเฉียบ หัวใจของเขาเต้นรัวยามที่สายพระเนตรคมกล้าของโอรสสวรรค์ทอดมองลงมา"การเดินทางจากมู่หานเป็นอย่างไรบ้าง นายอำเภอหลิน" สุรเสียงกังวานราบเรียบแต่แฝงไว้ด้วยอำนาจถามขึ้น"กราบทูลฝ่าบาท การเดินทางราบรื่นดีพะย่ะค่ะ แม้ระยะทางจะไกลแต่ด้วยพระบารมีของพระองค์ กระหม่อมและครอบครัวจึงมาถึงเมืองหลวงได้โดยสวัสดิภาพ" หลินเวินเซิ่งตอบด้วยน้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อยตามสัญชาตญาณ"แล้วจวนที่ข้าจัดหาให้เล่า พอใจหรือไม่"หลินเวินเซิ่งชะงักไปครู่หนึ่ง ภาพจวนผุพังที่แม้แต่หนูยังไม่อยากอยู่ลอยเข้ามาในหัว ทว่าเมื่อสบพระเนตรที่ดูคล้ายจะหยั่งเชิงนั้น เขาก็รีบก้มหน้าลงต่ำ "จวน... จวนกว้างขวางและสงบเงียบดียิ่งพะย่ะค่ะ กระหม่อมน้อมรับพระมหากรุณาธิคุณ""ดี! เพราะนั่นคือจวนที่ดีที่สุดที่ข้าจะให้ขุนนางจากแดนไกลเช่นเจ้าได้แล้ว ไม่ต้องยื่นเรื่องขอเปลี่ยนให้เสียเวลา เพราะข้าไม่มีที่อื่นให้เจ้าไป" ฮ่องเต้ตรัสตัดบทด้วยน้ำเสียงดุดัน จนหลินเวินเซิ่งได้แต่ขานรับอย่างจำนนทว่าภายใต้ใบหน้าที่เคร่งขรึม ฮ่องเต้กลับทรงลอบยิ้มในพ
บรรยากาศการเดินทางที่ยาวนานนับเดือนเริ่มผลัดเปลี่ยนจากทุ่งหญ้าแห้งแล้งสู่ความรุ่งเรืองของเมืองหลวงต้าฉี ทว่าความเหนื่อยล้าที่สะสมมาตลอดทางกลับถูกแทนที่ด้วยความอึ้งงัน เมื่อรถม้าหยุดลงที่หน้าธรณีประตูของจวนแห่งหนึ่งตามแผนที่ซึ่งทางการจัดสรรไว้ให้หลินเวินเซิ่งลงจากรถม้าด้วยความหวังเต็มเปี่ยม แต่ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้ากลับทำให้ลมหายใจของเขาสะดุด จวนไม้หลังใหญ่แต่ทว่าสีที่เคยฉาบไว้กลับหลุดลอกจนเห็นเนื้อไม้สีหม่น หลังคาบางส่วนมีหญ้าคาขึ้นรกเรื้อ บานประตูใหญ่ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดยามลมพัดผ่านราวกับเสียงโอดครวญของคนชรา"นี่หรือ จวนที่ทางการจัดไว้ให้หัวหน้ากองกรมพิธีการ" เขารำพึงเสียงแผ่วในลำคอในใจของขุนนางผู้ซื่อสัตย์รู้สึกขมขื่นอยู่ลึก ๆ ตำแหน่งใหม่ที่เขาได้รับนั้นมิใช่ขุนนางปลายแถว แต่จวนหลังนี้กลับดูรกร้างไร้การเหลียวแลมานับสิบปี ทว่าเมื่อนึกถึงพระเมตตาของฝ่าบาทที่ทรงประทานตำแหน่งนี้ให้ เขาก็ทำได้เพียงเม้มริมฝีปากแน่นและเก็บงำความน้อยเนื้อต่ำใจไว้ไม่ให้บุตรภรรยาได้เห็นหลี่ซูเยี่ยนและหลินเม่ยหลิงก้าวลงมาสมทบ พวกนางต่างลอบมองหน้ากันด้วยความรู้สึกที่คาดเดาไม่ได้ แม้จะผิดหวังจนอยากจะถอนหายใจออก







