เข้าสู่ระบบช่างเถิด รอให้นางแต่งออกไปแล้ว การจะจัดการเจียงโย่วหนิงยังจะยากเย็นอันใดอีก?เจียงโย่วหนิงตามนางหานขึ้นรถม้าไปอีกครั้งนางนั่งอยู่ด้านข้าง ใบหน้าหันตรงไปเบื้องหน้า เม้มริมฝีปากไม่เอ่ยวาจาใดเบื้องหน้าปรากฏใบหน้าอันเย็นชาของจ้าวหยวนเช่อ ภาพความไร้เยื่อใยของเขาวนเวียนไปมาอยู่ร่ำไปนางพยายามห้ามมิให้ตนเองคิดถึงเขาทว่าเพียงชั่วลมหายใจที่ข่มกลั้นความคิดไว้ได้ ลมหายใจถัดมากลับหวนนึกถึงเขาอย่างมิอาจห้ามใจไม่อาจควบคุมตนเองได้เลยแม้แต่น้อยส่วนนางหานก็ลอบสำรวจนางเงียบ ๆ อยู่ด้านข้างปิ่นปักผมที่เพิ่งเลือกไปเมื่อครู่หล่อหลอมขึ้นจากทองคำบริสุทธิ์ทั้งอัน ส่วนยอดสลักเป็นรูปดอกโบตั๋น วันนี้เจียงโย่วหนิงแต่งกายมิได้ดูซอมซ่อ เมื่อจับคู่กันแล้วจึงดูมีสง่าราศีอยู่บ้างนางเอนกายพิงผนังรถม้า พลางครุ่นคิดถึงเรื่องที่จะเกิดขึ้นต่อไป“ฮูหยิน ถึงแล้วเจ้าค่ะ”เมื่อรถม้าหยุดลง เสียงของเฝิงมามาก็ดังขึ้นเจียงโย่วหนิงก้าวลงจากรถม้า กวาดสายตามองซ้ายขวาโรงรับจำนำเป่าซิงนางรู้จักโรงรับจำนำแห่งนี้ดี สำหรับเมืองหลวงแล้วนับว่าเป็นโรงรับจำนำระดับกลางค่อนไปทางสูง ทว่าสำหรับนางหานแล้ว นี่คือกิจการที่ทำกำ
ซูอวิ๋นชิงปักปิ่นระย้าลงบนมวยผมของตน จงใจยืนเคียงข้างเจียงโย่วหนิง แล้วหันไปมองจ้าวหยวนเช่ออีกคราว่ากันตามตรง กลิ่นอายของนางเหนือกว่าเจียงโย่วหนิงอยู่มากโข อย่างไรเสียในฐานะบุตรีเพียงคนเดียวของหวยหนานอ๋อง นางย่อมเป็นที่โปรดปรานรักใคร่มาตั้งแต่เล็กความเย่อหยิ่งเอาแต่ใจของนาง เป็นสิ่งที่เจียงโย่วหนิงมิอาจเลียนแบบได้เลยทว่ารูปโฉมของเจียงโย่วหนิงนั้นงดงามถึงขีดสุด ผิวพรรณขาวกระจ่างใสดุจหยกมันแกะชั้นดี ดวงหน้ายิ่งดูผุดผ่องพิลาสล้ำ ราวกับถูกปกคลุมด้วยหมอกควันบางเบา ดูหลุดพ้นจากโลกีย์ แม้สตรีบอบบางขี้อายผู้นี้จะไร้ซึ่งกลิ่นอายข่มขวัญ ทว่ากลับมีท่วงทีที่เหนือกว่าซูอวิ๋นชิงอยู่ขั้นหนึ่งยามยืนหยัดเคียงข้างซูอวิ๋นชิง นางกลับมิได้ดูด้อยกว่าแม้แต่น้อยตรงกันข้าม ยิ่งพิศมองนานเพียงไร ยิ่งทำให้ผู้คนไม่อาจละสายตาได้เลย“ย่อมต้องเป็นเจ้า”น้ำเสียงของจ้าวหยวนเช่อเยือกเย็น สายตาจับจ้องเพียงซูอวิ๋นชิงโดยมิได้มองไปทางอื่นถ้อยคำทั้งสี่คำนี้ราวกับก้อนหินก้อนใหญ่ ที่หล่นทุบลงบนศีรษะของเจียงโย่วหนิงทีละก้อนกระแทกจนนางหน้ามืดตาลาย หัวใจปวดแปลบขึ้นมาเป็นระลอกนางสมควรโดนแล้วผู้ใดใช้ให้นางไม่เจี
ก่อนหน้านี้ นางหานเคยมอบเครื่องประดับให้นางสองสามชิ้น ทว่าหากมิใช่ดูแก่เกินวัยก็หรูหราจนเกินงาม นางล้วนไม่ชอบเลยสักชิ้นส่วนของที่จ้าวหยวนเช่อมอบให้ นางย่อมไม่สวมใส่เช่นกันดังนั้น นางจึงหยิบปิ่นเงินอันเดิมกลับมาปักไว้การเก็บกวาดข้าวของในครานี้ นางได้จัดเตรียมของที่นางหานมอบให้แยกเอาไว้ต่างหาก โดยวางทิ้งไว้ในเรือนเยาเยว่ นางมิได้ตั้งใจจะนำมันติดตัวไปด้วย“สิ้นเปลืองอันใดกัน? เจ้าลองดูเถิดว่าชอบชิ้นไหน แม่จะซื้อให้เจ้าเอง”ขณะที่เอ่ยปาก นางหานก็พานางมาถึงหน้าตู้จัดแสดงสินค้าแล้วหากจะว่าไปแล้ว เจียงโย่วหนิงเคยมาที่หอเป่าชุ่ยแห่งนี้เพียงไม่กี่ครั้งตู้จัดแสดงด้านในทำจากเปลือกหอยมุกโปร่งใส ภายในประดับประดาด้วยเครื่องประดับงดงามวิจิตรหลากชนิด ละลานตาจนผู้คนมองดูแทบลายตาเหล่าผู้ดูแลร้านล้วนเป็นสตรีหน้าตาพริ้มเพรา ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้ม ชวนให้ผู้คนรู้สึกประทับใจ“ฮูหยินเจิ้นกั๋วกง ท่านนี้คือ...”มีพนักงานหญิงเดินเข้ามาต้อนรับเห็นได้ชัดว่า นางหานเป็นลูกค้าประจำของที่นี่ เหล่าพนักงานล้วนจดจำนางได้“บุตรสาวของข้าเอง” นางหานดันตัวเจียงโย่วหนิงไปด้านหน้าเล็กน้อย “เจ้าช่วยเลือกปิ่นให้น
หากเผยพิรุธออกไป นางย่อมไม่อาจล่วงรู้เจตนาที่แท้จริงของนางหานได้ทว่านางมิใช่คู่ต่อกรของนางหานเลยแม้แต่น้อย ต่อให้ล่วงรู้จุดประสงค์ของอีกฝ่ายแล้ว เกรงว่าก็คงมิอาจขัดขืนได้อยู่ดีแต่นางยังคงต้องลงมือทำตามที่จ้าวหยวนเช่อสอนสั่ง เช่นนี้จึงจะไม่ทำให้นางหานเกิดความระแวดระวังนางได้ง่าย ๆ ซึ่งย่อมดีกว่ามิได้ทำสิ่งใดเลย“ไม่ต้องนั่งหรอก” นางหานกุมมือทั้งสองข้างเข้าด้วยกัน พลางเอ่ยกลั้วรอยยิ้มว่า “ข้าทำเรื่องผิดพลาดไปเรื่องหนึ่ง โย่วหนิง เจ้าอย่าได้โทษข้าเลยนะ”นางจ้องมองเจียงโย่วหนิง ในใจลอบดีดลูกคิดรางแก้วอย่างเงียบ ๆนังเด็กชั้นต่ำผู้นี้ถูกนางเลี้ยงดูจนกลายเป็นคนไร้ค่า ต่อให้ไปแล้วก็คงจะดูไม่ออกว่ามีสิ่งใดผิดปกติ“ท่านแม่กล่าวเช่นนี้ ช่างบั่นทอนอายุขัยข้าแล้ว” เจียงโย่วหนิงรีบโบกมือปฏิเสธ “ท่านมีเรื่องอันใด ไยไม่กล่าวมาตามตรงเล่าเจ้าคะ?”ทั้งนางและนางหานต่างรู้ดีแก่ใจ ว่าความผูกพันฉันแม่ลูกระหว่างพวกเขานั้นเป็นเพียงเรื่องจอมปลอมนางหานกำลังเล่นงิ้วฉากใดอยู่อีกเล่า?“ต้องโทษข้าเอง ที่หลายปีมานี้ละเลยเจ้าไป” นางหานทอดถอนใจ “วันนี้พ่อของเจ้าตำหนิข้า ว่าหลายปีมานี้กระทั่งเรื่องดูแลร้านค
ยามเลิกงานเลี้ยง ดวงจันทร์ก็ลอยเด่นเหนือยอดไม้เสียแล้วเมื่อออกจากวังเจียงโย่วหนิงเพิ่งจะขึ้นรถม้า ก็ได้ยินเสียงคนเรียกนางจากด้านหลัง“คุณหนูเจียง”ชิงเจี้ยนเดินมาที่ข้างรถม้า“มีเรื่องอันใดหรือ?”เจียงโย่วหนิงนั่งถามอยู่ภายในรถม้า มิได้เลิกม่านขึ้นมองเขาชิงเจี้ยนนับว่าเป็นคนดีผู้หนึ่งทว่าเพราะเหตุอันเกี่ยวเนื่องกับจ้าวหยวนเช่อ ยามนี้นางจึงไม่อยากเห็นหน้าชิงเจี้ยนแม้แต่น้อย“นายท่านให้ผู้น้อยนำมามอบให้ท่านขอรับ”ชิงเจี้ยนยื่นกล่องอาหารเข้ามา“ข้าไม่เอา เจ้าเอากลับไปเถิด”เจียงโย่วหนิงรู้สึกอึดอัดในอก ปฏิเสธไปโดยมิต้องคิดเขากับซูอวิ๋นชิงอีกเพียงสิบสี่วันก็จะแต่งงานกันแล้ว ยังจะมาสนใจนางอีกทำไมกัน?ต่อให้นางต้องอดตาย ก็มิได้เกี่ยวอันใดกับเขาชิงเจี้ยนลังเลเล็กน้อย ก่อนจะขยิบตาให้ฟู่อวี้ที่กำลังบังคับรถม้าฟู่อวี้ชะงักไปครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า “คุณหนู เมื่อครู่ในงานเลี้ยงพระราชวังท่านแทบจะมิได้ทานสิ่งใดเลยมิใช่หรือเจ้าคะ? อย่างไรเสียสุขภาพก็สำคัญที่สุด ท่านยังมีเรื่องต้องทำอีกมากนะเจ้าคะ”ยามนี้นางย่อมรู้ดีว่า หากคุณหนูทุกข์ใจเมื่อใดก็จะทานสิ่งใดไม่ลงในวังมีข่าวลือออก
“ท่านพ่อ ท่านจะรีบร้อนไปไยเจ้าคะ?”ซูอวิ๋นชิงหน้าแดงก่ำ เอ่ยปากด้วยน้ำเสียงแผ่วเบานางดูราวกับกำลังเอียงอาย ทว่าแท้จริงแล้วภายในใจกลับประหม่ายิ่งนักนางรู้ดีว่าฝ่าบาททรงให้ความสำคัญกับท่านพ่อเป็นพิเศษ แต่ท่านพ่อก็ไม่ควรหยิ่งผยองเพราะความโปรดปรานเช่นนี้การกล่าววาจาเช่นนี้ต่อหน้าพระพักตร์ท่ามกลางผู้คนมากมาย เกรงว่าฝ่าบาทคงจะไม่พอพระทัยเป็นแน่เมื่อหันไปมองพระชายาหวยหนาน กลับพบว่านางยังมีรอยยิ้มประดับบนใบหน้า ราวกับคุ้นชินที่หวยหนานอ๋องเป็นเช่นนี้ไปเสียแล้วเจียงโย่วหนิงอดมิได้ที่จะปรายตามองจ้าวหยวนเช่อคราหนึ่งทว่ากลับเห็นเพียงใบหน้าเรียบเฉย เขาก้มมองอาหารเบื้องหน้า ไม่รู้ว่ากำลังครุ่นคิดสิ่งใดอยู่เจียงโย่วหนิงมองเพียงแวบเดียว ก็ชักสายตากลับมาเขาจะเป็นเช่นไร แล้วเกี่ยวอันใดกับนางเล่า?นางไม่ควรใส่ใจเขาบรรยากาศภายในตำหนักหนักอึ้งตึงเครียดหวยหนานอ๋องจ้องมองเฉียนเจิ้งตี้โดยมิได้เอ่ยสิ่งใดครู่ต่อมา เฉียนเจิ้งตี้พลันแย้มพระสรวล “หวยหนานอ๋องช่างใจร้อนเสียจริง”เมื่อพระองค์ตรัสขึ้น ทุกคนก็พลันผ่อนคลายลง ต่างหัวเราะผสมโรงตามไปด้วย“โดยหลักเป็นเพราะชายแดนใต้ยังมีกิจธุระอีกมาก
“เจ้าช่างมีน้ำใจ มานั่งกับข้าตรงนี้มา”นางหานยิ้มพร้อมกวักมือเรียกเจียงโย่วหนิง ส่งสัญญาณให้นางมานั่งลงข้างตัวเองตอนนี้อยู่ข้างนอก ต้องดีกับเจียงโย่วหนิงหน่อย จะได้สร้างชื่อเสียงดีงามให้ตัวเองด้วยเจียงโย่วหนิงเดินเข้าไปหาอย่างว่าง่าย แล้วยื่นล่วมยาให้หมอจางหมอจางสบตากับนางแวบหนึ่ง แล้วพยักหน้
“โย่วหนิง? ไปไหนแล้วล่ะ?”นางหานเดินมาหลังฉากกั้น“ท่านแม่ ท่านอย่าเข้ามาเจ้าค่ะ ข้าไม่ระวังทำน้ำนมเลอะตัว กำลังเช็ดอยู่เจ้าค่ะ”ภายใต้ความคับขัน เจียงโย่วหนิงรีบหาข้ออ้าง ฝ่ามือชื้นไปด้วยเหงื่อนางหานได้ยินดังนั้นจึงหยุดฝีเท้า ถามนาง “พี่ชายเจ้าล่ะ?”เจียงโย่วหนิงหันมองจ้าวหยวนเช่อ ในดวงตาคือค
นางหานชำเลืองมองเจียงโย่วหนิงแวบหนึ่งหางตาเจียงโย่วหนิงเห็นจ้าวหยวนเช่อเงยหน้า เหมือนจะมองมาทางนี้เช่นกันนางแสร้งทำใจเย็น คีบขนมพุทราขึ้นมาใหม่แล้ววางหน้าตัวเอง แล้วกัดคำเล็กไปหนึ่งคำจืดชืดราวกับเคี้ยวขี้ผึ้งเหตุใดนางหานจึงถามเช่นนี้กะทันหัน? ไม่ได้ตั้งใจหรือ? หรือดูบางอย่างออก จึงจงใจเหยียด
เมื่อเดินตามร่างสูงใหญ่ของจ้าวหยวนเช่อที่อยู่ข้างหน้าออกจากศาลบรรพบุรุษ นางถึงพบว่าด้านนอกฝนตกแล้วฝนพรำโปรยปราย ความเปียกชื้นที่เจือความเย็นพัดมา ทำให้นางอดตัวสั่นไม่ได้“นายท่าน”ด้านข้าง ชิงเจี้ยนที่ติดตามจ้าวหยวนเช่อมาหลายปียื่นร่มกระดาษไขให้คันหนึ่งจ้าวหยวนเช่อกางร่มออก ปรายตาส่งสัญญาณให้เ







![ขย่มรัก ขย่มบัลลังก์ [NC30+]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)