로그인ชิงหลิวอธิบายด้วยความรู้สึกผิดเรื่องที่นายท่านเพิ่งกระทำลงไปกลางตลาดเมื่อครู่ เขายังมิกล้ามองแล้วคุณหนูจะไม่โกรธได้อย่างไร?ทว่า นายท่านเองก็คงจะโกรธมากเช่นกัน ในเมื่อโคมไฟนั่นใต้เท้าตู้เป็นผู้มอบให้คุณหนูแถมคุณหนูยังอาลัยอาวรณ์ไม่ยอมปล่อยมือนายท่านไม่โกรธถึงจะแปลก“เจ้าหยุดรถเดี๋ยวนี้!”เจียงโย่วหนิงเกิดความขุ่นเคืองในใจ จึงเอ่ยปากสั่งเขาจ้าวหยวนเช่อเพิ่งจะแย่งโคมดอกบัวของนางไปเอาใจซูอวิ๋นชิง ยามนี้กลับให้คนพานางไปที่ตลาดอีกไปทำสิ่งใดกัน?ไม่ว่าเขาจะทำสิ่งใด นางก็ไม่ไปเด็ดขาด!“คุณหนู ท่านอย่าโกรธเลยขอรับ ข้าไม่รู้เรื่องอันใด เป็นเพียงผู้รับใช้ทำตามคำสั่ง ท่านอย่าทำให้ข้าลำบากใจเลย...”ชิงหลิวร้องขอความเห็นใจไปพลาง เร่งม้าให้วิ่งเร็วขึ้นไปพลางในใจของเจียงโย่วหนิงยิ่งขุ่นเคืองนัก นางลุกขึ้นชะโงกหน้ามองเบื้องล่าง ก้าวเท้าออกจากรถม้าแล้วกระโดดลงไปยามนี้มาถึงบริเวณที่มีผู้คนสัญจรพลุกพล่าน รถม้าจึงวิ่งไม่เร็วนักนางกระโดดลงไปย่อมไม่เป็นอันตรายจ้าวหยวนเช่อเห็นนางเป็นสิ่งของไร้ค่าอันใดกัน ถึงได้ทำตามอำเภอใจ นึกอยากรังแกก็รังแก นึกอยากให้มาตลาดก็บังคับให้มาแต่นางไม่
แผ่นหลังบอบบางแลดูอ้างว้างน่าเวทนา ราวกับสูญเสียที่พึ่งพิงไปในชั่วพริบตา ถูกสูบเรี่ยวแรงและจิตวิญญาณไปจนสิ้น“พี่หญิงเจียง...”จ้าวเยว่ไป๋รีบวิ่งตามไป ก่อนจะหันขวับกลับมาแอบถลึงตาใส่ซูอวิ๋นชิงและพี่ใหญ่ของตนเองซูอวิ๋นชิงช่างร้ายกาจนัก พี่ใหญ่ก็เลวทราม! ภายนอกร่ำลือกันว่าพี่ใหญ่เป็นผู้ที่เที่ยงธรรมที่สุดในเมืองหลวง ทว่าการกระทำกลับไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย!“ขอบคุณซื่อจื่อเจ้าค่ะ”ซูอวิ๋นชิงรับโคมไฟมาจากมือของจ้าวหยวนเช่อ ปรายตามองแผ่นหลังของเจียงโย่วหนิงที่เดินจากไป ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มเจิดจ้าครานี้เจียงโย่วหนิงคงประจักษ์แล้วกระมัง ว่าในสายตาของจ้าวหยวนเช่อนั้นผู้ใดสำคัญกว่ากัน? ช่างไม่เจียมตัวเอาเสียเลย ความคิดเล็กคิดน้อยที่ไม่ควรมีเหล่านั้น เจียงโย่วหนิงควรจะรีบเก็บพับไปเสียแต่เนิ่น ๆจ้าวหยวนเช่อเพียงแต่นิ่งเงียบไม่พูดจา“พี่หญิงเจียง ท่านอย่าได้โกรธเคืองไปเลย ข้ามอบโคมไฟลูกท้อให้ท่านดีหรือไม่?”จ้าวเยว่ไป๋ประคองโคมไฟลูกท้อสุดหวงแหนของตนไปตรงหน้าเจียงโย่วหนิง“ข้าไม่เอา เจ้าเล่นเถิด”เจียงโย่วหนิงคลี่ยิ้มบาง ๆ ทำทีประหนึ่งไม่มีอันใดเกิดขึ้น ทว่ากลับต้องข่มความปวดหนึบในใจ
โคมดอกบัวดวงนี้ดูงดงามไม่เลวเลยทว่าของล้ำค่าอันใดบ้างที่นางไม่เคยพานพบ? มิใช่ว่าขาดโคมดวงนี้แล้วจะอยู่มิได้เสียหน่อยแต่นางเพียงต้องการให้เจียงโย่วหนิงขุ่นข้องหมองใจ เจียงโย่วหนิงไม่เบิกบานใจ นางถึงจะเบิกบานใจเจียงโย่วหนิงช้อนนัยน์ตาสีดำขลับขึ้นมองนางแวบหนึ่ง แล้วก้มหน้าลงดังเดิมนางไม่อยากให้คนทั้งหลายต่างเงียบงันไปชั่วขณะเจียงโย่วหนิงรับรู้ได้ว่าจ้าวหยวนเช่อกำลังมองมาที่นางเขาคงกำลังรอ รอให้นางมอบโคมดอกบัวให้แก่ซูอวิ๋นชิงหากเป็นดั่งเมื่อก่อนที่นางขลาดเขลาและไม่ชอบก่อเรื่อง ยามนี้คงประคองโคมดอกบัวส่งให้อย่างนอบน้อมไปแล้วทว่าตอนนี้นางไม่อยากโอนอ่อนผ่อนตามอีกโคมดอกบัวนี้ตู้จิ่งเฉินมอบให้นาง ย่อมต้องเป็นของนาง หากนางไม่เต็มใจ ก็ย่อมไม่ให้ผู้ใดทั้งสิ้นซูอวิ๋นชิงชาติตระกูลดี บิดามารดารักใคร่ถนอม ทั้งยังมีงานมงคลที่ดียิ่ง นางมีพร้อมทุกสิ่ง กลับยังดุดันบีบคั้นผู้อื่น นางมีทุกอย่างแล้ว เหตุใดยังต้องมาแย่งชิงโคมของนางด้วยเล่า?แท้จริงแล้วนางกระจ่างแจ้งแก่ใจ ซูอวิ๋นชิงมิได้ต้องการโคม แต่ต้องการให้นางปวดใจต่างหาก“ซื่อจื่อ น้องหญิงเจียงไม่เอ่ยกระไร ย่อมแปลว่าตกลงมอบโคมให้ข้
ภายในใจนางมีความเป็นปรปักษ์ต่อเจียงโย่วหนิง ทว่าบนใบหน้ากลับมิได้แสดงออกมาให้เห็นเจียงโย่วหนิงมิใช่เพียงเกิดมามีใบหน้างดงามหรอกหรือ? ถึงกับล่อลวงบุตรชายของนางจนหลงใหลไม่ได้สติ จากคนที่เคยเชื่อฟังและกตัญญูที่สุด บัดนี้กลับกล้าขัดใจนาง แอบไปพบเจียงโย่วหนิงเป็นการส่วนตัวจ้าวซือรุ่ยล้วนบอกนางหมดแล้ว เรื่องที่การแต่งงานระหว่างบุตรชายของนางกับจวนเจิ้นกั๋วกงต้องพังทลายลง ล้วนเป็นเพราะเจียงโย่วหนิงชักใยอยู่เบื้องหลังยามนี้ เจียงโย่วหนิงขับไล่จ้าวซือรุ่ยไปแล้ว ซ้ำยังเป็นที่ต้องตาของรุ่ยอ๋องจนกำลังจะเข้าไปเป็นอนุในจวนอ๋องหรือว่ายังคิดจะมาหน่วงเหนี่ยวบุตรชายของนางอีกกระนั้นหรือ?“ฮูหยิน”เจียงโย่วหนิงย่อกายคารวะนางด้วยความนอบน้อม“แม่นางเจียงเกรงใจไปแล้ว” มารดาตู้เผยรอยยิ้มส่งให้นาง “ข้าดูเสื้อผ้าชุดหนึ่งไว้ทางฝั่งโน้น จึงจะให้เฉินเอ๋อร์ไปช่วยเลือกเสียหน่อย”ระหว่างที่เอ่ยปาก นางก็ดึงตัวตู้จิ่งเฉินให้เดินจากไป“ท่านแม่ ข้า...”ตู้จิ่งเฉินขัดขืน หมายจะชักแขนกลับเขาอยากอยู่กับเจียงโย่วหนิงต่ออีกสักครู่หากคิดจะพบหน้านางในคราวหน้า ก็ไม่รู้ว่าจะเป็นยามใด“ไปเถิด ไปกันได้แล้ว”มารดา
“ท่านมาผู้เดียวหรือ?”เจียงโย่วหนิงมีรอยยิ้มในดวงตาคู่ดำขลับ นางมองซ้ายขวาข้างกายตู้จิ่งเฉินไม่เห็นผู้ใดอื่นตู้จิ่งเฉินยังคงรู้จักวางตัวอย่างเหมาะสมเมื่อก่อนเขาเคยเรียกขานนางว่า “อาหนิง” ทว่าพบหน้ากันในวันนี้กลับเรียกนางว่า “แม่นางเจียง” เสียแล้ว เขามีบุคลิกอ่อนโยนละมุนละไม การเรียกขานเช่นนี้จึงมิได้ดูห่างเหิน กลับกันยังดูสุภาพนอบน้อม ทำให้ผู้คนรู้สึกอบอุ่นในหัวใจ“อืม มารดาข้าเดินไปทางด้านโน้นแล้ว” ตู้จิ่งเฉินมองนาง ใบหน้าเจือสีแดงระเรื่อ น้ำเสียงทุ้มกังวานใส “เหตุใดเจ้าจึงมิได้ซื้อโคมไฟสักดวงเล่า?”ใบหน้าที่งดงามสะดุดตาของนางเป็นทุนเดิม ถูกอาบไล้ด้วยแสงส่องสว่างนวลตาจากโคมไฟรอบด้าน คิ้วและดวงตาที่งดงามราวกระดาษวาดโค้งขึ้นน้อย ๆ นัยน์ตาดำขลับราวกับบรรจุแสงดาวดวงน้อยใหญ่เอาไว้จนเต็มเปี่ยมยิ่งขับเน้นให้รูปโฉมเปล่งประกายงดงาม หาผู้ใดเปรียบมิได้เขาอยากเรียกนางว่า “อาหนิง”แต่มันไม่เหมาะสมเขาไม่อยากทำให้ชื่อเสียงของนางต้องมัวหมอง“ยังไม่เห็นอันที่ถูกใจเลย”เจียงโย่วหนิงกลอกดวงตาดำขลับมองดูซ้ายขวา ก่อนจะตอบเขากลับด้วยรอยยิ้มแท้จริงแล้ว นางเพียงไม่อยากสิ้นเปลืองเงินทอง จึ
จ้าวหยวนเช่อจูงมือนางเดินไปที่เตียง“ท่านอย่าได้รั้งอยู่กับข้าที่นี่เลย...”เจียงโย่วหนิงได้ยินดังนั้นก็ขมวดคิ้วนิ่วหน้า สะบัดมือออกจากการเกาะกุมของเขาอย่างแรงนางถอยหลังไปหลายก้าว เอนกายพิงโต๊ะหนังสือพลางมองเขาด้วยแววตาต่อต้านกลางวันอยู่เป็นเพื่อนหญิงในดวงใจ ตกกลางคืนนึกจะมาค้างอ้างแรมที่นี่ก็มา เขาเห็นนางเป็นภรรยานอกสมรสจริง ๆ แล้วใช่หรือไม่?“ข้าต้องออกจากเมืองหลวงสักหลายวัน พรุ่งนี้จะออกเดินทาง เจ้าจงทำตัวให้ว่าง่ายหน่อย”จ้าวหยวนเช่อก้าวเข้าไปกุมข้อมือนางไว้ หว่างคิ้วคล้ายแฝงความเหนื่อยล้าอยู่หลายส่วนเจียงโย่วหนิงลังเลไปชั่วครู่ ท้ายที่สุดก็มิได้ขัดขืนอีกบางทีช่วงหลายวันที่เขาจากไป นางก็อาจจะออกจากเมืองหลวงไปแล้วกระมัง?เช่นนั้นนี่คงเป็นการอยู่ร่วมกันครั้งสุดท้ายของพวกเขาแล้วหลังจากทั้งสองเอนกายพักผ่อน เรื่องที่นางกังวลก็มิได้เกิดขึ้น เขาโอบกอดนางไว้ นับว่าหาได้ยากยิ่งที่มือเท้าของเขาจะสงบเสงี่ยมเจียงโย่วหนิงซุกตัวอยู่ในอ้อมอกของเขา กลับหลับสนิทได้อย่างน่าประหลาดใจ……สามวันให้หลังนับแต่จ้าวหยวนเช่อจากไป เจียงโย่วหนิงจึงเพิ่งทราบว่าเขาเดินทางไปรับพ่อตาของตนกลาง
หลังจากเจียงโย่วหนิงรับปาก ก็คิดจะลุกขึ้นแล้วขอตัวนางหานลุกขึ้นแล้วหยิบเครื่องประดับสองสามชิ้นออกมา “เจียงโย่วหนิงเป็นผู้หญิงที่คนแรกในครอบครัวพวกเราที่ไปดูตัว เลือกมาสักชิ้นไว้ใส่พรุ่งนี้เถิด”เจียงโยว่หนิงหลุบตามองปิ่นปักผมที่อยู่บนโต๊ะ กล่าวด้วยเสียงแผ่วเบา “ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ที่เรือนของข้ามี”
หวังเยี่ยนหลิงร้องไห้อย่างน่าเวทนา คิดว่าคงล้มลงมาอย่างแรงจ้าวหยวนเช่อลงมาจากม้า ทุกคนก็ลงจากม้าตามเขาด้วยเจียงโย่วหนิงก้าวไปข้างหน้าก้าวหนึ่ง นางรู้วิชาแพทย์เล็กน้อย เดิมทีคิดจะไปข้างหน้าเพื่อดูตรวจดูทว่าคิดอยู่ชั่วครู่ สุดท้ายก็ชะงักฝีเท้าหวังเยี่ยนหลิงคงไม่เชื่อนาง หากนางไปเร็วเกินไป ในทา
“ไม่กลัวถูกขังในศาลบรรพบุรุษ แล้วกลัวไม้ตีมือหรือไม่?”จ้าวหยวนเช่อมือไพล่หลังเดินออกมาจากหลังฉากกั้น ดวงตาใสกระจ่างจ้องจ้าวเชียนหัว แววตาแผ่ซ่านความเยือกเย็น“ท่านซื่อจื่อ!”สาวใช้บ่าวหญิงเฒ่าคุกเข่าเต็มพื้นเจียงโย่วหนิงหน้าซีดจ้องมองจ้าวหยวนเช่อ ในใจเต็มไปด้วยความหวาดกลัว แม้เขาจะไม่อยู่ในต
เจียงโย่วหนิงไม่มีเวลาคิดว่าเขาเข้ามาตั้งแต่เมื่อใด ยื่นมือคิดจะปิดประตูแล้ววิ่งหนี แต่ช่วยไม่ได้ขาสองข้างไม่เอาไหน ไม่ฟังคำสั่งนางสักนิด ก้าวไม่ออกแม้แต่ก้าวเดียว“เข้ามา”จ้าวหยวนเช่อไม่หันหลัง แต่เหมือนมองเห็นการกระทำของนางเจียงโย่วหนิงกลัวถูกคนจับได้ เลยก้มหน้าเดินเข้าห้องด้านใน แล้วถามเสียง







