LOGIN"ตาภู ทำไมถึงได้ทำหน้าตาน่ากลัวแบบนั้นล่ะ แม่แค่ชวนมาทานดินเนอร์และจะได้ถือโอกาสแนะนำว่าที่เจ้าสาวให้รู้จักแท้ ๆ อย่าทำสีหน้าบอกบุญไม่รับแบบนั้นสิ"
"นี่คุณแม่เอาจริงหรือครับ มันหมดยุคสมัยคลุมถุงชนกันแล้วนะครับ ผมก็นึกว่าคุณแม่จะพูดเล่นเสียอีก"
"พูดเล่นที่ไหนกันล่ะ แล้วนี่อย่าบอกนะว่าลูกลืมไปหมดแล้วน่ะตาภู เรื่องแต่งงานที่เราเคยพูดกันก่อนหน้านี้"
"นี่คุณแม่เอาจริงหรือครับเนี่ย"
"แม่ก็บอกอยู่นี่ไงว่าแม่ไม่ได้พูดเล่น เรื่องแบบนี้ใครจะไปพูดเล่นกัน งั้นแม่ไปดูในครัวก่อนนะ แม่ให้แม่บ้านทำของโปรดลูกด้วย" ภูผาหย่อนกายลงนั่งบนโต๊ะอาหารระหว่างรอมารดาเดินไปในครัว ส่วนข้าวหอมที่เดินลงจากห้องนอนชั้นบนก็เดินลงไปที่ห้องอาหารตามที่กานดาสั่ง
"เธอมันคนเมื่อตอนเช้านี่ มาทำอะไรที่บ้านของฉัน!"
"คุณ...เอ่อ...คุณคนเมื่อเช้านี่คะ"
"ฉันถามว่าเธอมาทำอะไรที่นี่" ร่างสูงลุกขึ้นแล้วเดินไปคว้าต้นแขนเล็กอย่างแรงโดยไม่ยั้งมือ ใบหน้าใสนิ่วหน้าด้วยความเจ็บแล้วเซไปตามแรงดึงของคนตัวสูง
"ฉันเจ็บค่ะคุณ"
"หวังว่าเธอคงจะไม่ใช่ผู้หญิงที่ฉันจะแต่งงานด้วยหรอกนะ คงไม่ใช่สินะ จริงไหม!" ข้าวหอมที่ได้ยินแบบนั้นก็ตกใจยิ่งกว่า เพราะที่เขาถามแบบนี้ก็แสดงว่าคนที่เธอต้องแต่งงานด้วยจะต้องเป็นคน ๆ นี้อย่างแน่นอน
"คุณคือลูกชายของป้าดาหรือคะ"
"ใช่! ฉันถามไปเมื่อกี้เธอไม่ได้ยินหรือไง ถามว่าเธอมาทำอะไรที่นี่น่ะ"
"อ้าว...นี้ทั้งสองคนรู้จักกันแล้วสินะ ดีเลย...งั้นก็ไม่ต้องพูดอะไรมาก เดี๋ยวทานข้าวเสร็จก็คุยรายละเอียดของงานแต่งได้เลย"
"อย่าบอกนะครับคุณแม่ ผู้หญิงที่จะให้ผมแต่งงานด้วยคือคนนี้"
"ใช่แล้วตาภู ทำไมล่ะ ก็ลูกรู้จักกันอยู่แล้วไม่ใช่หรือไง แบบนี้ก็ยิ่งคุยง่ายเลยสิ"
"ใครบอกว่าผมรู้จักกับผู้หญิงคนนี้กันล่ะครับ"
"อ้าว ก็เห็นคุยกันจับมือถือแขน แม่ก็นึกว่าสนิทสนมกันแล้วน่ะสิ เอาล่ะ ไหน ๆ ก็มากันครบแล้ว เรามาทานข้าวกันเถอะ แม่หิวแล้วล่ะ ส่วนเรื่องแต่งงานเดี๋ยวเราค่อยคุยกัน"
ใบหน้าคมหล่อเหลาก็ทำสีหน้าไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด ส่วนข้าวหอมก็ทำอะไรไม่ถูก ไม่คิดเลยว่าทำไมโลกถึงกลมขนาดนี้ เธอเพิ่งโดนเขาไล่ออกมาจากบริษัทยังไม่ถึงวันด้วยซ้ำ แต่ตอนนี้เธอกลับกลายมาเป็นว่าที่ภรรยาของเขาเสียแล้ว
"แล้วนี่คุณพ่อไปไหนล่ะครับ ผมเห็นออกมาจากบริษัทก่อนผมอีก"
"ไปงานเลี้ยงของเจ้าสัวสุพจน์น่ะ แต่วันนี้แม่ไม่ได้ไปด้วยเพราะต้องมารอต้อนรับว่าที่เจ้าสาวของลูกไง"
"เดี๋ยวผมขอคุยกับคุณแม่หน่อยนะครับหลังจากทานอาหารเสร็จ"
"ได้สิลูก" บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเป็นไปด้วยความอึมครึมจนทุกคนรับประทานอาหารเสร็จ ข้าวหอมก็รีบไปช่วยแม่บ้านเก็บโต๊ะอาหารเพราะเธอไม่อยากขัดการสนทนาระหว่างคนทั้งสองที่น่าจะอยากคุยกันแบบส่วนตัวมากกว่า
"หนูไม่ต้องเก็บหรอก ให้แม่บ้านจัดการเถอะ"
"ไม่เป็นไรเลยค่ะ ให้หนูช่วยเถอะนะคะ"
"งั้นก็ตามใจหนูเถอะ"
"ขอบคุณมากค่ะ" หลังจากข้าวหอมเดินเข้าไปในครัวแล้ว ภูผาก็รีบถามมารดาด้วยสีหน้าไม่พอใจทันที
"นี่มันอะไรกันครับคุณแม่ แต่งงานนี่เอาจริงหรือครับ"
"คิดว่าแม่พูดเล่นหรือไงกันตาภู เลิกได้แล้วนะนิสัยที่รักสนุกแต่ไม่ผูกพันกับใครน่ะ แล้วตอนนี้แม่ก็เลือกผู้หญิงให้เรียบร้อยแล้ว แม่ไม่เอาหรอกนะผู้หญิงแบบที่ผ่าน ๆ มาของลูกน่ะ อายุก็สามสิบแล้วควรจะจริงจังกับผู้หญิงแค่คนเดียวแล้วสร้างชีวิตคู่ได้แล้วนะลูก"
"จะมีภาระผูกพันให้มันยุ่งยากทำไมล่ะครับ ผมก็อยู่ของผมแบบนี้มาตลอด แล้วก็ไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้ใครด้วย ผู้หญิงก็เหมือนของกิน ถ้ากินแต่ของเดิม ๆ ซ้ำ ๆ มันก็น่าเบื่อและจำเจจะตาย ถ้าเบื่อก็แค่เปลี่ยรสชาติใหม่ไปเรื่อย ๆ แบบนี้มันดีกว่ากันเป็นไหน ๆ นะครับ"
"แม่ไม่เคยสอนให้ลูกดูถูกผู้หญิงแบบนี้เลยนะ แบบนี้มันก็เหมือนดูถูกแม่เหมือนกันนะตาภู เพราะแม่ก็เป็นผู้หญิงเหมือนกัน แต่แม่ก็ผิดเองที่ตามใจลูกทุกอย่างมากเกินไปจนทำให้เสียนิสัยแบบนี้"
"ผมไม่ได้หมายถึงแบบนั้นนะครับ ผมจะไปว่าคุณแม่ได้ยังไง ผมก็แค่ยกตัวอย่างแค่นั้นเอง อย่าคิดว่าผมจะยอมรับข้อเสนอบ้า ๆ แบบนี้นะครับ จะให้ผมแต่งงานแล้วซื่อสัตย์กับผู้หญิงแค่คนเดียวแบบนั้น ผมไม่มีวันทำแน่นอน ถ้าเป็นแบบนั้นจริงชีวิตคงจะน่าเบื่อมากแน่ ๆ ผมไม่มีทางทำอะไรอย่างนั้นแน่นอน แบบนี้ชีวิตผมก็ขาดสีสันพอดีสิครับ"
"จำที่เราเคยคุยกันได้หรือเปล่า"
"เรื่องอะไรครับ"
"ถ้าลูกยังไม่มีครอบครัวหรือมีลูกให้แม่ก่อนอายุสามสิบ แม่จะหาผู้หญิงให้ไง"
"แต่ผมยังอยากมีอิสระนะครับ แต่งงานอะไรนั่นมันไม่ต่างอะไรจากคุกเลย มันทำให้ชีวิตขาดอิสระและสีสัน เป็นคนมีพันธะมันวุ่นวายจะตาย กระดิกตัวไปไหนก็ไม่ได้ ชีวิตแบบนี้มันสนุกตรงไหน แบบนี้มันยิ่งกว่าต้นไม้เหี่ยวเฉาอีกนะครับ"
"แต่จนป่านนี้แล้วลูกก็ยังมีหลานให้แม่ไม่ได้ แถมยังไม่พาลูกสะใภ้เป็นตัวเป็นตนมาแนะนำให้แม่รู้จักอีก แล้วผู้หญิงแต่ละคนที่เป็นข่าวก็จัดจ้านกันทั้งนั้น แบบนี้จะเป็นแม่ของลูกไหวไหม จะดูแลหลานของแม่ได้ดีหรือเปล่า"
"หวังว่าคงจะจำได้นะ ถ้าลูกไม่มีทายาท ทรัพย์สมบัติทั้งหมดของตระกูลเรา พ่อของลูกก็คงไม่มีวันวางมือจากธุรกิจนี้เด็ดขาด ยังไงก็สงสารสภาพร่างกายของพ่อบ้างนะ จะให้โหมงานหนักเหมือนวัยหนุ่มสาวมันไม่ได้แล้ว หรือลูกอยากจะเห็นพ่อล้มป่วยไปก่อนล่ะ"
"แต่การใช้ชีวิตอิสระมันก็ไม่ได้เสียหายอะไรนี่ครับ ส่วนผมถ้าไม่มีทายาทแล้วมันจะเป็นผลกระทบอะไรกับบริษัทเราล่ะครับคุณแม่ การไม่มีทายาทของผมมันจะทำให้ธุรกิจของเราเดินหน้าไปไม่ได้เลยหรือครับ"
"มันจะเดินหน้าไปได้ยังไงล่ะ ถ้าไม่มีคนสืบทอดต่อจากลูก แล้วธุรกิจที่บรรพบุรุษของเราสร้างขึ้นมาด้วยนำพักน้ำแรงอย่างยากลำบากล่ะ จะต้องมาจบลงในรุ่นของลูกแบบนั้นหรือไง"
"แต่คุณแม่ครับ"
"แม่จะพูดอีกครั้งเดียว ถ้าลูกอยากมีแนวทางชีวิตเป็นของตัวเองก็ตามใจ แต่แม่ก็จะตัดหางปล่อยวัดลูกเหมือนกัน ชีวิตเสเพลแบบนั้นมันดีตรงไหน มันก็แค่ความสนุกชั่วครั้งชั่วคราว แม่คงจะไม่ยอมให้คนที่อยู่อย่างไร้จุดหมายไปวัน ๆ และไม่มีระเบียบแบบแผนในชีวิตมาบริหารกิจการครอบครัวของเราได้หรอกนะ แบบนี้แม่จะกล้าฝากอนาคตของธุรกิจเราให้ลูกได้ยังไง"
"คุณแม่ครับ"
"เอาล่ะ ไม่มีเวลาคิดแล้วนะ ถ้าจะตัดสินใจยังไงก็บอกแม่มาตอนนี้เลย ถ้าลูกไม่ตกลงแม่ก็จะได้บอกหนูข้าวหอมให้ยกเลิกงานแต่งไป ทุกอย่างมันไม่ใช่เรื่องล้อเล่น จะเอายังไงก็รีบบอกมาเถอะ แม่ไม่มีเวลาว่างมากนักหรอกนะ"
"แล้วแม่จะให้ผมแต่งงานกับผู้หญิงบ้านนอกเซ่อซ่าคนนั้นเนี่ยนะครับ"
"หยุดเดี๋ยวนี้นะ ถ้ายังว่าหนูข้าวหอมแบบไม่ให้เกียรติอีกก็ไม่ต้องมาคุยกันแล้ว หนูข้าวหอมน่ะไม่เหมือนผู้หญิงแบบที่แกเคยเล่น ๆ ด้วยหรอกนะตาภู ผู้หญิงที่มีความอ่อนน้อมถ่อมตนกับผู้ใหญ่และนิสัยน่ารักแบบนี้น่ะหาไม่ได้ง่าย ๆ หรอกนะ ถ้าได้รู้จักกับหนูข้าวหอมมากขึ้น ลูกจะต้องหลงรักอย่างแน่นอน"
"ไม่มีทาง! ผู้หญิงแบบนั้นไม่ใช่สเปกของผมเลยด้วยซ้ำ เจอครั้งแรกก็ไม่ถูกชะตาแล้วครับ จะให้กล้ำกลืนฝืนทนแต่งงานด้วยก็พอได้อยู่ แต่ถ้าให้มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งด้วย แถมยังต้องมีลูกด้วยกันอีก ผมนึกภาพไม่ออกเลยด้วยซ้ำว่ามันจะเป็นยังไง"
"เลิกพูดให้ร้ายคนอื่นได้แล้วนะตาภู ตกลงจะเอายังไง"
"พูดอย่างกับว่าผมมีทางเลือกมากมายนักแหละครับ"
"งั้นก็เป็นอันตกลงตามนี้นะ จำที่เราเคยพูดกันได้ไหม"
"อะไรอีกล่ะครับคุณแม่"
"ภายในหนึ่งปีต้องมีหลานให้แม่ด้วย หวังว่าคงยังไม่ลืมนะ"
"ทำไมมันยุ่งยากวุ่นวายแบบนี้นะ"
"ถ้าไม่ทำแม่ก็ไม่ได้ว่าอะไร ถ้ามันยากนักก็ไม่ต้องทำหรอกนะ"
"เฮ้อ...อะไรกันเนี่ย แล้วผมมีสิทธิ์เลือกอะไรได้บ้างล่ะ"
"นี่แม่เป็นห่วงอนาคตลูกจริง ๆ นะ ถ้าขืนยังควงสาวไม่ซ้ำหน้าอยู่แบบนี้ไปเรื่อย ๆ ใช้ชีวิตเหลวไหลแบบนี้ต่อไป อนาคตก็คงต้องอยู่คนเดียวอย่างโดดเดี่ยวไปจนตายแน่ ๆ"
"พอเถอะครับ ผมเข้าใจแล้วครับ อยากจะทำอะไรก็เชิญเลย แค่มีหลานให้คุณแม่เท่านั้นก็พอใช่ไหมล่ะครับ ถ้ามีหลานให้แม่แล้ว ผมจะทำยังไงกับชีวิตของตัวเอง แม่ก็จะไม่ห้ามแล้วใช่ไหมครับ"
"ก็ตามนั้นแหละ"
"ไปซื้อของหรือคะ""นาน ๆ ทีก็ไปช้อปปิ้งบ้างก็ดีนะครับ""แต่ว่าหนูไม่ได้อยากได้อะไรหรอกค่ะ ชุดที่มีอยู่ก็เยอะแยะ แถมใส่แค่ครั้งสองครั้งเอง แล้วยังเป็นชุดที่พี่สั่งมาให้แบบมัดมือชกอีก ทั้ง ๆ ที่หนูก็บอกพี่ตลอดว่าไม่ได้อยากได้แท้ ๆ""ก็นี่ไงครับ พี่ถึงจะพาหนูไปเดินเลือกด้วยตัวเองไง ก็ถ้าชอบตัวไหนหนูก็เลือกเอาเลย""หนูเพิ่งบอกไปเองนะคะว่าชุดในตู้เสื้อผ้าก็ยังมีเยอะแยะ เสียดายของค่ะ""หนูนี่ยังไง เมื่อห้าปีที่แล้วกับตอนนี้ก็ไม่ต่างกันเลยนะ ตอนนั้นก็ต้องให้แม่พี่บังคับถึงจะพาไปซื้อได้""พี่ภูยังจำเหตุการณ์ตอนนั้นได้อีกหรือคะ ตอนที่เห็นบิลค่าเสื้อผ้าส่งมาที่คอนโด หนูยอมรับเลยว่าหนูตกใจจนแทบจะเป็นลม เพราะค่าชุดค่ากระเป๋ารองเท้าเกือบล้าน คือตอนนั้นหนูอึ้งมากจริง ๆ นะคะ""ก็นั่นไง มันก็ผ่านมาตั้งนานแล้วที่เราไปเดินห้างด้วยกันน่ะ พี่ก็เลยอยากจะพาหนูไปเดินอีกสักรอบ เพื่อถือเป็นการระลึกถึงความหลังของเราสองคนด้วยไง""หนูจะยอมไปด้วยก็ได้ค่ะ แต่หนูขอถามคำถามพี่สักหนึ่งคำถามได้ไหมคะ คือหนูอยากจะฟังคำตอบจากปากของพี่เอง""ไม่ต้องถามคำถามเดียวหรอกครับ จะกี่คำถามก็ถามมาเถอะ พี่จะตอบให้ฟังจนเบื่อเลย""ตอนท
งานแต่งงานถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่สมฐานะของครอบครัวฝ่ายชาย ซึ่งงานแต่งถูกจัดขึ้นที่โรงแรมหรูโดยเปิดห้องบอลรูมขนาดใหญ่เพราะมีแขกที่มาร่วมงานเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะแวดวงนักธุรกิจแทบทุกวงการ เพราะลูกค้าของธุรกิจนำเข้ารถหรูส่วนมากก็จะเป็นคนมีหน้ามีตาในสังคมและเป็นคนที่มีฐานะร่ำรวยติดอันดับเป็นส่วนมากแล้วก็ยังมีคนในวงการบันเทิงไม่น้อยที่มาร่วมงาน จึงมีนักข่าวมาทำข่าวในงานแต่งครั้งนี้ จึงถือเป็นงานแต่งที่ยิ่งใหญ่ เพราะตระกูลของภูผาก็เป็นตระกูลของลูกหลานนักการเมืองรุ่นเก่าด้วย จึงมีคนแขกระดับแนวหน้ามาร่วมงานกันอย่างล้นหลามงานแต่งที่ยิ่งใหญ่แต่อบอวลไปด้วยความอบอุ่น เพราะมีพยานรักตัวน้อยที่คอยสร้างเสียงหัวเราะให้กับแขกทุกคนที่มาร่วมงานอยู่ตลอดเวลา พยานตัวน้อยแก้มยุ้ยที่วิ่งเล่นไปทักทายแขกทั่วงานด้วยความตื่นเต้น"ขุนเขาหลับปุ๋ยเลยนะคะ""แน่ล่ะสิ ก็เล่นวิ่งทักทายแขกไปทั่วงานแบบนี้ ถ้าไม่เพลียก็คงไม่แปลกหรอกนะหนูว่าไหมล่ะ""ใช่ค่ะ""แต่ว่าพักคุยเรื่องของขุนเขาก่อนดีกว่านะครับ" ภูผาสวมกอดภรรยาสาวจากด้านหลัง ก่อนจะจูบไปที่ซอกคอขาวไปทั่วเบา ๆ ด้วยความหลงใหล"พี่ภูคะ หนูจั๊กจี้""ถึงจะจั๊กจี้แต่พี่ก็ไ
"ว๊าว...ป๊ะป๋า หม่ามี๊ มีลูกโป่งกับดอกไม้เยอะมากเลยคับ" ขุนเขาวิ่งเข้าไปในบริษัทชั้นแรกที่เป็นจุดบริการลูกค้า เนื่องจากวันนี้เป็นวันหยุด ขุนเขาก็มักจะมาเล่นที่บริษัททุกครั้ง แถมยังเป็นขวัญใจของพนักงานในบริษัทอีกด้วย"ขุนเขาชอบหรือครับลูก""ชอบคับป๊ะป๋า ขุนชอบลูกโป่ง แล้วป๊ะป๋าจะพาขุนไปเล่นของเล่นในห้างอีกวันไหนคับ""วันพรุ่งนี้ครับลูก ก็ป๋าพาขุนเขาไปเล่นของเล่นทุกสัปดาห์อยู่แล้วนี่ครับ วันนี้เพิ่งวันเสาร์เองนะลูก""งั้นวันนี้ขุนจะไปเล่นกับป้า ๆ ที่เป็นเพื่อนของหม่ามี๊นะคับ""คงไม่ต้องไปแล้วมั้งลูก โน่นไงครับ พวกลุง ๆ ป้า ๆ มารอต้อนรับขุนเขาแล้ว""จริงด้วย เย้...ลุงวายุ ป้าเอ๋ ขุนเขามาแล้วคับ" ร่างป้อมวิ่งเข้าไปกอดขาของคนทั้งสอง ก่อนที่วายุจะรวบเด็กตัวเล็กขึ้นขี่คอของตัวเองทันที"หัวหน้าก็ชอบตามใจขุนเขาอยู่เรื่อยเลยค่ะ เพราะแบบนี้ไงคะ ถึงติดหัวหน้าแจเลย พี่เอ๋ก็ด้วย หิ้วถุงขนมมาให้ขุนเขาอีกแล้วสินะคะ""บอกแล้วว่าอย่าเรียกผมว่าหัวหน้าน่ะ ตอนนี้คุณเป็นถึงภรรยาของคุณภูผานะครับ จะเรียกผมว่าหัวหน้าอีกหรือไง""ก็หัวหน้ายังเรียกแทนข้าวว่าคุณอยู่เลยนี่คะ เรียกข้าวว่าเธอเหมือนปกติก็ได้แท้ ๆ""ท
"สวัสดีครับคุณจักร คุณพาฝัน เชิญนั่งก่อนนะครับ""ขอบคุณครับคุณภูผา นี่รอพวกผมนานไหมครับ พอดีว่ารถติดเล็กนิดหน่อยน่าจะช้ากว่าที่นัดหมายสิบนาทีได้ ขอโทษด้วยนะครับ""ไม่เป็นไรเลยครับ ผมก็เพิ่งมาถึงเมื่อไม่นานนี้แหละครับ สบายมาก แล้วนี่จะทานอะไรเลยไหมครับ เดี๋ยวผมจะเรียกบริกรมารับออเดอร์ของคุณทั้งสองคนก่อน แล้วระหว่างนี้เราจะได้คุยกันไปด้วยรับประทานอาหารกันไปด้วยเลยดีไหมครับ""ก็ดีเหมือนกันนะครับ ผมก็ยังไม่ได้ทานอาหารตอนเที่ยงเลยเหมือนกัน""แล้วคนที่มากับคุณภูผาเนี่ยใครหรือคะ เป็นเลขาของคุณหรือเปล่า หน้าตาน่ารักเชียวค่ะ ผิวพรรณก็ดีมากด้วย"'อีกแล้วสินะ เวลาเขาพาภรรยาไปที่ไหนก็มักจะไม่มีใครรู้ว่าข้าวหอมคือภรรยาของเขา นี่เขากำลังลืมเรื่องสำคัญบางอย่างไปแน่ ๆ' ภูผาคิดในใจก่อนที่จะรีบอธิบายทันที"คนนี้คือข้าวหอม ภรรยาผมเองครับ""คุณภูผามีภรรยาแล้วหรือคะ เพิ่งเคยรู้เลยนะคะเนี่ย ขอโทษนะคะที่ไม่รู้มาก่อนแบบนี้""ไม่เป็นไรหรอกครับ งั้นผมจะขอแนะนำให้รู้จักอย่างเป็นทางการนะครับ ผู้หญิงคนนี้ชื่อข้าวหอม เป็นภรรยาของผมเอง แล้วตอนนี้ผมก็มีลูกชายแล้วนะครับ เกือบสามขวบแล้วด้วย""จริงหรือคะเนี่ย ทำไมถึงไม
หลังจากที่ภูผาได้ซื่อสัตย์กับหัวใจตัวเองแล้ว เขาก็ได้พาภรรยาและลูกชายอันเป็นที่รักกลับมาสู่อ้อมอกอีกครั้งเขาไม่ได้รู้สึกโดดเดี่ยวอีกต่อไปแล้ว ห้องที่เคยว่างเปล่าและกว้างใหญ่ ตอนนี้ได้มีภรรยาและลูกชายสุดที่รักเข้ามาเติมเต็มและทำให้บ้านกลับมาเป็นบ้านอีกครั้งสายตาคมจ้องมองไปที่ใบทะเบียนสมรส ถึงจะจดทะเบียนสมรสกันแล้ว เขาก็ยังรู้สึกค้างคาใจอยู่ แต่ก็คิดไม่ออกว่าเขากำลังรู้สึกค้างคาใจเรื่องอะไรกันแน่"คิดอะไรอยู่หรือคะพี่ภู หนูเห็นพี่นั่งจ้องใบทะเบียนสมรสอยู่สักพักแล้ว ที่ใบทะเบียนสมรสมันมีอะไรหรือเปล่าคะ หรือพี่ภูกำลังสงสัยอะไร""พี่ก็แปลกใจเหมือนกันนะว่าพี่กำลังคิดอะไรอยู่ มันยังรู้สึกค้างคาใจแต่ก็นึกไม่ออกว่าพี่ค้างคาใจเรื่องอะไร ถึงได้นั่งคิดอยู่นี่แหละ""อ๋อ...งั้นหนูไม่กวนแล้วล่ะค่ะ พี่ภูนั่งคิดไปก่อนก็ได้ แต่ตอนนี้อาหารเช้าเสร็จแล้วนะคะ หนูตั้งโต๊ะไว้รอแล้วค่ะ เดี๋ยวหนูจะพาขุนเขาไปนั่งทานข้าวรอที่โต๊ะก่อนนะคะ กว่าจะทานอิ่มคงอีกนาน""ไม่เป็นไรหรอก เดี๋ยวถ้านึกออกได้ก็คงจะนึกออกเองแหละ พยายามคิดมากไปก็ปวดหัว งั้นเราไปที่ครัวกันเถอะ""ป๊ะป๋า อุ้ม อุ้ม" ขุนเขาที่จับมือมารดาอยู่ก็ผละไปก
"ป๊ะป๋า ป๊ะป๋า ป๊ะป๋า" ขุนเขารีบกระโดดใส่บิดาทันทีเมื่อเจอหน้าคนที่แสนคิดถึง ภูผาแทบน้ำตาคลอที่ได้เจอหน้าลูกชายที่เขาแสนรัก เขาไม่เคยคิดเลยว่าจะมีโอกาสได้รับลูกชายกลับเข้ามาอยู่ในอ้อมกอดอีกครั้งเลยด้วยซ้ำ"ป๋าคิดถึงลูกมากเลยนะ" ใบหน้าคมหอมแก้มยุ้ยของลูกชายฟอดใหญ่ มันคือความสุขในชีวิตที่เขาไม่สามารถหามันได้จากที่ไหนอีกแล้วในชีวิตนี้ พอคิดได้แบบนี้ก็ตั้งมั่นกับตัวเองว่าจะรักษาและทะนุถนอมคนข้างกายและให้ความสำคัญกับคนที่เขารักให้มากที่สุด"มาไม่บอกไม่กล่าวกันแบบนี้ ยังไงก็ต้องค้างที่นี่ก่อนนะ อย่าพึ่งรีบกลับล่ะ""ได้สิ แต่ว่าคงอยู่ได้ไม่นานนะ เพราะไม่มีคนดูแลงานที่บริษัทเลยน่ะสิ ก็ตาภูอยากมาที่นี่กะทันหันจนไม่ได้เตรียมตัวอะไรเลย แล้วฉันก็ตื่นเต้นจนไม่ได้เตรียมอะไรมาเหมือนกัน พอได้ยินความต้องการของตาภูก็รีบไปสนามบินอย่างเร่งด่วนเลยน่ะสิ""แล้วนี่ลูกจะเอายังไงต่อล่ะ ปรับความเข้าใจกันแล้ว แล้วคิดหรือยังว่าจะทำอะไรต่อไป""ครับคุณแม่ ที่ผมมาที่นี่ก็มีความตั้งใจที่จะพาลูกสาวของคุณแม่กลับไปอยู่ที่กรุงเทพฯ กับผมเหมือนเดิมครับ ผมสัญญาว่าผมจะดูแลคนที่สำคัญของผมให้ดีที่สุด ผมอยากจะดูแลลูกและเมียให้ด
ข้าวหอมกดลิฟต์ไปยังชั้นแผนกบุคคล เพราะเธอเคยมาที่นี่ครั้งหนึ่งแล้วจึงไม่ได้ถามรายละเอียดอะไรกับใครอีก แล้วก็ตรงไปที่ชั้นนั้นทันทีข้าวหอมระมัดระวังตัวเองมากขึ้น ทุกย่างก้าวต้องมีสติจะผิดพลาดแบบที่ผ่านมาไม่ได้อีกแล้ว"เริ่มทำงานวันนี้ได้เลยนะ เดี๋ยวจะให้คนนำทางไปที่ฝ่ายการตลาด""ของคุณมากนะคะ" ข้าวห
งานแต่งงานถูกจัดขึ้นอย่างเรียบง่าย โดยมีผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่ายและคนในครอบครัวของแต่ละฝ่ายที่มาร่วมเป็นสักขีพยานเท่านั้น เพราะนั่นคือคำขอของภูผาเองหลังจากที่สวมแหวนแต่งงานและถ่ายรูปเสร็จ งานแต่งงานเล็ก ๆ แต่อบอวลไปด้วยกลิ่นอายของครอบครัวอย่างเต็มเปี่ยมก็ทำให้ข้าวหอมยิ้มออกมาได้บ้าง แต่ก็ยิ้มได้เพียง
"คุณแม่คะ เรื่องแต่งงานนี่มันยังไงกันคะ ทำไมหนูไม่เห็นรู้เรื่องเลย แล้วที่คุณแม่อยากให้หนูมาทำงานที่กรุงเทพฯ นี่ ความจริงแล้วอยากให้หนูมาแต่งงานหรือเปล่าคะ""แม่รู้ก็จริงลูก แต่แม่อยากให้หนูตัดสินใจเอง อีกอย่างพ่อของลูกก็ไม่กล้าปฏิเสธเพราะเป็นรุ่นพี่ที่มีบุญคุณกับพ่อของลูก แม่จึงให้หนูเป็นคนตัดสินใ
"สวัสดีค่ะคุณแม่ เพิ่งมาถึงขนส่งค่ะ ใช่ค่ะ เพิ่งลงจากรถตอนนี้กำลังจะไปเรียกแท็กซี่ค่ะ""แล้วนี่ลูกจะไปที่บริษัททันไหม เข้าทำงานวันนี้วันแรกไม่ใช่หรือไง""หนูว่าจะฝากสัมภาระไว้ที่หมอชิตก่อนน่ะค่ะ แล้วค่อยกลับมาเอาตอนเลิกงาน เดี๋ยวหนูจะหาที่อาบน้ำก่อนแล้วจะได้เข้าไปที่บริษัทเลย""ถ้าเลิกงานแล้วอย่าลื







