เข้าสู่ระบบข้าวหอมกดลิฟต์ไปยังชั้นแผนกบุคคล เพราะเธอเคยมาที่นี่ครั้งหนึ่งแล้วจึงไม่ได้ถามรายละเอียดอะไรกับใครอีก แล้วก็ตรงไปที่ชั้นนั้นทันที
ข้าวหอมระมัดระวังตัวเองมากขึ้น ทุกย่างก้าวต้องมีสติจะผิดพลาดแบบที่ผ่านมาไม่ได้อีกแล้ว
"เริ่มทำงานวันนี้ได้เลยนะ เดี๋ยวจะให้คนนำทางไปที่ฝ่ายการตลาด"
"ของคุณมากนะคะ" ข้าวหอมยกมือไหว้ด้วยความนอบน้อม ก่อนจะเดินตามคนนำทางไปที่ห้องของฝ่ายการตลาดซึ่งต้องขึ้นลิฟต์ไปอีกหลายชั้น
"เด็กคนนี้ใช่คนที่โดนบอสไล่ออกตั้งแต่วันแรกที่มาสมัครงานเมื่อวันก่อนหรือเปล่า"
"จริงหรือ ฉันก็ว่าอยู่หน้าตาคุ้น ๆ นะ"
"ใช่แน่นอน เพราะฉันเป็นคนพาน้องเขาออกไปจากบริษัทเอง ฉันจำหน้าตาได้แม่น ใช่เด็กคนนั้นอย่างแน่นอน"
"แปลกนะ ทั้ง ๆ ที่โดนไล่ออกแล้วแต่ทำไมยังกลับเข้ามาทำงานที่นี่ได้อีกล่ะ"
"เป็นเด็กเส้นหรือเปล่านะ หรือไม่ก็พ่อแม่มีเงิน เป็นลูกคุณหนูงี้หรือเปล่า"
"นั่นสิ จะใช่ไหมนะ ทำบอสหัวเสียขนาดนั้นแต่กลับเข้ามาทำงานที่นี้ได้ก็ไม่ธรรมดาแล้วล่ะ"
"อย่ามัวแต่นินทาอยู่เลย เดี๋ยวบอสมาได้ยินก็เป็นเรื่องหรอก แยกย้ายกันไปทำงานได้แล้ว"
"ทำงานได้ดีเลยนี่ เคยทำงานที่ไหนมาก่อนหรือเปล่า"
"ไม่มีประสบการณ์เลยค่ะ ตั้งแต่เรียนจบมาเพิ่งจะได้ทำงานที่นี่เป็นที่แรกเลย แต่ตอนที่ฝึกงานช่วงปีสี่ก่อนเรียนจบเคยไปฝึกงงานที่บริษัทมาสองเดือนค่ะ ก็เลยได้ประสบการณ์จากตรงนั้นมานิดหน่อย"
"ถือว่าเริ่มต้นได้ดีเลย ค่อย ๆ ฝึกทำรายละเอียดปลีกย่อยแล้วศึกษาการทำงานของปีก่อน ๆ ไปก่อนนะ เดี๋ยวพอเข้าใจแล้วก็จะให้ลองทำในขั้นตอนที่ยากขึ้น ลองทำแบบนี้ไปสักหนึ่งสัปดาห์ก่อนแล้วกัน"
"ขอบคุณมากค่ะหัวหน้า ฉันจะตั้งใจทำงานอย่างสุดความสามารถเลยล่ะค่ะ"
"ดี ถ้าไปได้สวยเดี๋ยวอีกหนึ่งสัปดาห์จะพาไปเลี้ยงต้อนรับน้องใหม่ก็แล้วกัน"
"จริงหรือเปล่าหัวหน้า เลี้ยงเนี่ย ต้องไปทั้งแผนกเลยหรือเปล่าคะ"
"ก็ต้องไปทั้งแผนกแน่นอนอยู่แล้วสิ แน่นอนว่าฉันเลี้ยงเอง"
"เยี่ยมไปเลย ต้องขอบใจเด็กใหม่นะที่ทำให้เราได้ไปดื่มฟรีน่ะ ฉันจะดื่มให้เมาจนหาทางกลับบ้านไม่เจอเลย แต่ขอเป็นวันศุกร์นะครับหัวหน้า วันเสาร์จะได้นอนเต็มที่ไปเลย"
"พวกนายนี่ลืมไปหรือเปล่าว่าพาเด็กใหม่ไปเลี้ยง พวกนายแค่ตัวแถมก็เพลา ๆ หน่อย เกรงใจเงินในกระเป๋าของฉันบ้างสิ"
ข้าวหอมรู้สึกดีใจมากที่ทุกคนในแผนกต่างก็ให้การต้อนรับเธอเป็นอย่างดี จนมีรอยยิ้มที่ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเธออย่างธรรมชาติ เธอรู้สึกโล่งใจที่ไม่ได้
การเริ่มต้นทำงานวันแรกก็ผ่านไปด้วยดี ข้าวหอมไปยืนรอรถโดยสารประจำทางที่หน้าบริษัทเพื่อจะได้ประหยัดค่าใช้จ่าย เนื่องจากบริษัทที่เธอทำงานอยู่ถึงคอนโดก็ไม่ได้ไกลมาก ซึ่งถ้านั่งแท็กซี่ทุกวันก็จะสิ้นเปลืองมากเกินไป
วันนี้ทั้งวันเธอก็ไม่ได้เจอภูผาเลย ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะห้องระดับผู้บริหารจะอยู่ชั้นบนสุดของตึกและไม่ใช่ทุกคนที่จะสามารถขึ้นไปบนชั้นนั้นได้ นอกจากพนักงานที่ตำแหน่งสูง ๆ ระดับหัวหน้าแผนกขึ้นไปและแขกระดับวีไอพีเท่านั้น ถ้าเป็นพนักงานทั่วไปก็ต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของก่อน
ข้าวหอมเปิดประตูห้องเข้าไปแล้วดูที่ชั้นวางรองเท้าซึ่งยังมีช่องว่างอยู่ นั้นก็หมายถึงเจ้าของห้องนี้ยังไม่ได้กลับมา ข้าวหอมจึงหยิบกระเป๋าสัมภาระของเธอเข้าไปในห้องนอนหรูของเขาเพื่อจะได้จัดการเก็บเสื้อผ้าให้เข้าที่ก่อนที่เขาจะกลับมา
ของทุกอย่างในห้องนอนของเขาดูหรูหราและมีราคาทั้งนั้น จนเธอไม่กล้าแตะต้องอะไรเลยนอกจากตู้เสื้อผ้าขนาดใหญ่หลายตู้ที่ยังมีพื้นที่เหลือให้เธอได้เอาเสื้อผ้าไปแขวนไว้ได้
ข้าวหอมมองดูเตียงหรูขนาดใหญ่ประมาณสิบฟุต เป็นครั้งแรกที่เธอเห็นเตียงที่กว้างใหญ่ขนาดนี้ แถมเตียงก็ยังเป็นของนำเข้าจากต่างประเทศที่เธอเคยเห็นในโทรทัศน์ทั้งนั้น ซึ่งเธอก็ไม่คาดคิดเหมือนกันว่าเธอจะมีโอกาสได้นอนบนเตียงหรูหราราแบบนั้นด้วย
"ปัง!" เสียงประตูห้องที่ถูกกระแทกเสียงดังพร้อมกับคนตัวสูงที่เดินเข้ามาหาเธอด้วยสายตาที่เกรี้ยวกราด ข้าวหอมรู้สึกหวาดหวั่นกับสายตาคมดุคู่นั้นเหลือเกิน เพราะมันคมกริบราวกับจะเชือดเฉือนเนื้อตัวเธอได้ทุกเมื่อ
"คะ...คุณภูผามีอะไรหรือเปล่าคะ" แขนเรียวของเธอถูกมือหนารั้งเข้าหาตัวของเขาแน่น แรงที่มือของเขาทำให้เธอเจ็บจนแทบน้ำตาร่วง แต่ข้าวหอมก็ยังทำใจดีสู้เสือและข่มความกลัวไว้อย่างสุดกำลัง ถึงแม้ในใจเธอตอนนี้จะกลัวมากขนาดไหนก็ตาม
"หึ! ยังจะกล้าถามแบบนี้อีกนะ เธอก็รู้อยู่แก่ใจนี่ว่าอะไร ยังจะทำหน้าซื่อตาใสอีกหรือ ไม่พอใจอะไรฉันล่ะ ไม่พอใจที่ฉันไม่ให้เธอร่วมโต๊ะอาหารในตอนเช้า หรือไม่พอใจที่ฉันไม่ให้เธอนั่งรถไปที่บริษัทด้วย เอ้า! ว่ามาสิ!"
"หมายถึงอะไรหรือคะ คุณหมายถึงเรื่องอะไรคะ ฉันไม่เข้าใจน่ะค่ะ"
"โห! ขนาดนี้แล้วยังทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นอีกว่าเรื่องอะไร แสดงได้ตีบทแตกจริง ๆ เลยนะ ทำให้แม่ต้องมาดุฉันทั้ง ๆ ที่แม่ของฉันไม่เคยพูดอะไรแรง ๆ ใส่ฉันขนาดนี้ ใช้มารยาอะไรล่ะ ต้องการอะไรจากฉัน บอกมาสิ!"
"โอ๊ย...คุณภูผาคะ ฉันเจ็บ อ๊ะ! ฉันเจ็บค่ะ"
"ฉันต้องการให้เธอเจ็บไง บอกมาสิว่าทำแบบนี้ต้องการอะไรกันแน่"
"ฉันไม่ทราบจริง ๆ นะคะว่าอะไรเป็นอะไร แต่ฉันยังไม่ได้คุยกับแม่ของคุณเลยนะคะ ตั้งแต่วันที่ส่งตัวเข้าหอเมื่อคืนน่ะค่ะ"
"อย่ามาตอแหล ถ้าเธอไม่พูดแล้วใครจะพูด เรื่องที่เธอยังสวมชุดเจ้าสาวนอนอยู่ห้องรับแขกทั้งคืนน่ะ ถ้าเธอไม่บอกแล้วใครจะบอก ห๊ะ!"
"ฉันไม่ทราบจริง ๆ นะคะ เชื่อฉันเถอะค่ะ ฉันไม่ได้พูดอะไรจริง ๆ ค่ะคุณภูผา"
"ได้...ยังไงก็ยังยืนกรานจะไม่ยอมรับสินะ งั้นฉันจะง้างปากให้เธอพูดออกมาเอง"
"อ๊ะ!" ร่างเล็กถูกมือหนากดลงบนเตียงหรูด้วยแรงมหาศาล ก่อนที่เขาจะโน้มตัวลงไปตามแนบชิดคนตัวเล็กเพื่อเค้นความจริงออกมาจากปากเธอให้ได้
"จะยอมรับมาดี ๆ หรือจะให้ฉันง้างปากเธอออกมา!"
"ฉะ...ฉันไม่ได้บอกจริง ๆ นะคะคุณภูผา เชื่อฉันเถอะค่ะ"
"ได้...ไม่บอกสินะ ยังไงก็จะยังยืนกรานไม่บอกสินะ"
"กรี๊ด..." เสื้อของข้าวหอมถูกกระชากด้วยมือแกร่งจนกระดุมกระเด็นออกจากชุด เผยให้เห็นเนินอกขาวผ่องที่โผล่ออกมาหมิ่นเหม่จากชุดชั้นในสีหวาน ข้าวหอมทำสีหน้าตื่นกลัวและตัวสั่น ถ้าเธอไม่ยอมรับออกไป เสื้อผ้าของเธออาจจะถูกถอดออกไปอีกก็ได้
"จะร้องเสียงดังทำไม! ฉันถามไม่ได้ยินหรือไง จะยอมรับมาดี ๆ หรือจะให้ฉันทำมากกว่านี้" มือแกร่งออกแรงกดที่ไหล่ของเธอมากขึ้น เพื่อให้ร่างเล็กจนหนทางแล้วสารภาพในสิ่งที่ทำออกมาให้หมด
"ก็ได้ค่ะ ฉันจะบอกก็ได้ค่ะ ยอมแล้วค่ะคุณภูผา แต่ว่าปล่อยฉันก่อนเถอะนะคะ" ร่างหนาก็ผละออกตามที่เธอร้องขอทันที ร่างเล็กรีบดันตัวขึ้นนั่ง ก่อนจะใช้มือทั้งสองข้างจับเสื้อผ้าที่ขาดวิ่นปิดบังเนินอกไว้ ก่อนที่จะพูดออกมาด้วยน้ำเสียงสั่น ๆ
"ฉันเป็นคนบอกคุณแม่ของคุณเองค่ะ ขอโทษด้วยนะคะ แต่ฉันไม่คิดว่าท่านจะว่าคุณด้วย ขอโทษด้วยจริง ๆ ค่ะ" ข้าวหอมรีบโกหกคนตรงหน้าไปอย่างรวดเร็วเพราะจะได้จบเรื่องสักที ถ้าเธอยังยืนกรานไม่ยอมรับอยู่แบบนั้น เธอก็คงจะโดนหนักกว่านี้อีกเป็นแน่
"ไปซื้อของหรือคะ""นาน ๆ ทีก็ไปช้อปปิ้งบ้างก็ดีนะครับ""แต่ว่าหนูไม่ได้อยากได้อะไรหรอกค่ะ ชุดที่มีอยู่ก็เยอะแยะ แถมใส่แค่ครั้งสองครั้งเอง แล้วยังเป็นชุดที่พี่สั่งมาให้แบบมัดมือชกอีก ทั้ง ๆ ที่หนูก็บอกพี่ตลอดว่าไม่ได้อยากได้แท้ ๆ""ก็นี่ไงครับ พี่ถึงจะพาหนูไปเดินเลือกด้วยตัวเองไง ก็ถ้าชอบตัวไหนหนูก็เลือกเอาเลย""หนูเพิ่งบอกไปเองนะคะว่าชุดในตู้เสื้อผ้าก็ยังมีเยอะแยะ เสียดายของค่ะ""หนูนี่ยังไง เมื่อห้าปีที่แล้วกับตอนนี้ก็ไม่ต่างกันเลยนะ ตอนนั้นก็ต้องให้แม่พี่บังคับถึงจะพาไปซื้อได้""พี่ภูยังจำเหตุการณ์ตอนนั้นได้อีกหรือคะ ตอนที่เห็นบิลค่าเสื้อผ้าส่งมาที่คอนโด หนูยอมรับเลยว่าหนูตกใจจนแทบจะเป็นลม เพราะค่าชุดค่ากระเป๋ารองเท้าเกือบล้าน คือตอนนั้นหนูอึ้งมากจริง ๆ นะคะ""ก็นั่นไง มันก็ผ่านมาตั้งนานแล้วที่เราไปเดินห้างด้วยกันน่ะ พี่ก็เลยอยากจะพาหนูไปเดินอีกสักรอบ เพื่อถือเป็นการระลึกถึงความหลังของเราสองคนด้วยไง""หนูจะยอมไปด้วยก็ได้ค่ะ แต่หนูขอถามคำถามพี่สักหนึ่งคำถามได้ไหมคะ คือหนูอยากจะฟังคำตอบจากปากของพี่เอง""ไม่ต้องถามคำถามเดียวหรอกครับ จะกี่คำถามก็ถามมาเถอะ พี่จะตอบให้ฟังจนเบื่อเลย""ตอนท
งานแต่งงานถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่สมฐานะของครอบครัวฝ่ายชาย ซึ่งงานแต่งถูกจัดขึ้นที่โรงแรมหรูโดยเปิดห้องบอลรูมขนาดใหญ่เพราะมีแขกที่มาร่วมงานเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะแวดวงนักธุรกิจแทบทุกวงการ เพราะลูกค้าของธุรกิจนำเข้ารถหรูส่วนมากก็จะเป็นคนมีหน้ามีตาในสังคมและเป็นคนที่มีฐานะร่ำรวยติดอันดับเป็นส่วนมากแล้วก็ยังมีคนในวงการบันเทิงไม่น้อยที่มาร่วมงาน จึงมีนักข่าวมาทำข่าวในงานแต่งครั้งนี้ จึงถือเป็นงานแต่งที่ยิ่งใหญ่ เพราะตระกูลของภูผาก็เป็นตระกูลของลูกหลานนักการเมืองรุ่นเก่าด้วย จึงมีคนแขกระดับแนวหน้ามาร่วมงานกันอย่างล้นหลามงานแต่งที่ยิ่งใหญ่แต่อบอวลไปด้วยความอบอุ่น เพราะมีพยานรักตัวน้อยที่คอยสร้างเสียงหัวเราะให้กับแขกทุกคนที่มาร่วมงานอยู่ตลอดเวลา พยานตัวน้อยแก้มยุ้ยที่วิ่งเล่นไปทักทายแขกทั่วงานด้วยความตื่นเต้น"ขุนเขาหลับปุ๋ยเลยนะคะ""แน่ล่ะสิ ก็เล่นวิ่งทักทายแขกไปทั่วงานแบบนี้ ถ้าไม่เพลียก็คงไม่แปลกหรอกนะหนูว่าไหมล่ะ""ใช่ค่ะ""แต่ว่าพักคุยเรื่องของขุนเขาก่อนดีกว่านะครับ" ภูผาสวมกอดภรรยาสาวจากด้านหลัง ก่อนจะจูบไปที่ซอกคอขาวไปทั่วเบา ๆ ด้วยความหลงใหล"พี่ภูคะ หนูจั๊กจี้""ถึงจะจั๊กจี้แต่พี่ก็ไ
"ว๊าว...ป๊ะป๋า หม่ามี๊ มีลูกโป่งกับดอกไม้เยอะมากเลยคับ" ขุนเขาวิ่งเข้าไปในบริษัทชั้นแรกที่เป็นจุดบริการลูกค้า เนื่องจากวันนี้เป็นวันหยุด ขุนเขาก็มักจะมาเล่นที่บริษัททุกครั้ง แถมยังเป็นขวัญใจของพนักงานในบริษัทอีกด้วย"ขุนเขาชอบหรือครับลูก""ชอบคับป๊ะป๋า ขุนชอบลูกโป่ง แล้วป๊ะป๋าจะพาขุนไปเล่นของเล่นในห้างอีกวันไหนคับ""วันพรุ่งนี้ครับลูก ก็ป๋าพาขุนเขาไปเล่นของเล่นทุกสัปดาห์อยู่แล้วนี่ครับ วันนี้เพิ่งวันเสาร์เองนะลูก""งั้นวันนี้ขุนจะไปเล่นกับป้า ๆ ที่เป็นเพื่อนของหม่ามี๊นะคับ""คงไม่ต้องไปแล้วมั้งลูก โน่นไงครับ พวกลุง ๆ ป้า ๆ มารอต้อนรับขุนเขาแล้ว""จริงด้วย เย้...ลุงวายุ ป้าเอ๋ ขุนเขามาแล้วคับ" ร่างป้อมวิ่งเข้าไปกอดขาของคนทั้งสอง ก่อนที่วายุจะรวบเด็กตัวเล็กขึ้นขี่คอของตัวเองทันที"หัวหน้าก็ชอบตามใจขุนเขาอยู่เรื่อยเลยค่ะ เพราะแบบนี้ไงคะ ถึงติดหัวหน้าแจเลย พี่เอ๋ก็ด้วย หิ้วถุงขนมมาให้ขุนเขาอีกแล้วสินะคะ""บอกแล้วว่าอย่าเรียกผมว่าหัวหน้าน่ะ ตอนนี้คุณเป็นถึงภรรยาของคุณภูผานะครับ จะเรียกผมว่าหัวหน้าอีกหรือไง""ก็หัวหน้ายังเรียกแทนข้าวว่าคุณอยู่เลยนี่คะ เรียกข้าวว่าเธอเหมือนปกติก็ได้แท้ ๆ""ท
"สวัสดีครับคุณจักร คุณพาฝัน เชิญนั่งก่อนนะครับ""ขอบคุณครับคุณภูผา นี่รอพวกผมนานไหมครับ พอดีว่ารถติดเล็กนิดหน่อยน่าจะช้ากว่าที่นัดหมายสิบนาทีได้ ขอโทษด้วยนะครับ""ไม่เป็นไรเลยครับ ผมก็เพิ่งมาถึงเมื่อไม่นานนี้แหละครับ สบายมาก แล้วนี่จะทานอะไรเลยไหมครับ เดี๋ยวผมจะเรียกบริกรมารับออเดอร์ของคุณทั้งสองคนก่อน แล้วระหว่างนี้เราจะได้คุยกันไปด้วยรับประทานอาหารกันไปด้วยเลยดีไหมครับ""ก็ดีเหมือนกันนะครับ ผมก็ยังไม่ได้ทานอาหารตอนเที่ยงเลยเหมือนกัน""แล้วคนที่มากับคุณภูผาเนี่ยใครหรือคะ เป็นเลขาของคุณหรือเปล่า หน้าตาน่ารักเชียวค่ะ ผิวพรรณก็ดีมากด้วย"'อีกแล้วสินะ เวลาเขาพาภรรยาไปที่ไหนก็มักจะไม่มีใครรู้ว่าข้าวหอมคือภรรยาของเขา นี่เขากำลังลืมเรื่องสำคัญบางอย่างไปแน่ ๆ' ภูผาคิดในใจก่อนที่จะรีบอธิบายทันที"คนนี้คือข้าวหอม ภรรยาผมเองครับ""คุณภูผามีภรรยาแล้วหรือคะ เพิ่งเคยรู้เลยนะคะเนี่ย ขอโทษนะคะที่ไม่รู้มาก่อนแบบนี้""ไม่เป็นไรหรอกครับ งั้นผมจะขอแนะนำให้รู้จักอย่างเป็นทางการนะครับ ผู้หญิงคนนี้ชื่อข้าวหอม เป็นภรรยาของผมเอง แล้วตอนนี้ผมก็มีลูกชายแล้วนะครับ เกือบสามขวบแล้วด้วย""จริงหรือคะเนี่ย ทำไมถึงไม
หลังจากที่ภูผาได้ซื่อสัตย์กับหัวใจตัวเองแล้ว เขาก็ได้พาภรรยาและลูกชายอันเป็นที่รักกลับมาสู่อ้อมอกอีกครั้งเขาไม่ได้รู้สึกโดดเดี่ยวอีกต่อไปแล้ว ห้องที่เคยว่างเปล่าและกว้างใหญ่ ตอนนี้ได้มีภรรยาและลูกชายสุดที่รักเข้ามาเติมเต็มและทำให้บ้านกลับมาเป็นบ้านอีกครั้งสายตาคมจ้องมองไปที่ใบทะเบียนสมรส ถึงจะจดทะเบียนสมรสกันแล้ว เขาก็ยังรู้สึกค้างคาใจอยู่ แต่ก็คิดไม่ออกว่าเขากำลังรู้สึกค้างคาใจเรื่องอะไรกันแน่"คิดอะไรอยู่หรือคะพี่ภู หนูเห็นพี่นั่งจ้องใบทะเบียนสมรสอยู่สักพักแล้ว ที่ใบทะเบียนสมรสมันมีอะไรหรือเปล่าคะ หรือพี่ภูกำลังสงสัยอะไร""พี่ก็แปลกใจเหมือนกันนะว่าพี่กำลังคิดอะไรอยู่ มันยังรู้สึกค้างคาใจแต่ก็นึกไม่ออกว่าพี่ค้างคาใจเรื่องอะไร ถึงได้นั่งคิดอยู่นี่แหละ""อ๋อ...งั้นหนูไม่กวนแล้วล่ะค่ะ พี่ภูนั่งคิดไปก่อนก็ได้ แต่ตอนนี้อาหารเช้าเสร็จแล้วนะคะ หนูตั้งโต๊ะไว้รอแล้วค่ะ เดี๋ยวหนูจะพาขุนเขาไปนั่งทานข้าวรอที่โต๊ะก่อนนะคะ กว่าจะทานอิ่มคงอีกนาน""ไม่เป็นไรหรอก เดี๋ยวถ้านึกออกได้ก็คงจะนึกออกเองแหละ พยายามคิดมากไปก็ปวดหัว งั้นเราไปที่ครัวกันเถอะ""ป๊ะป๋า อุ้ม อุ้ม" ขุนเขาที่จับมือมารดาอยู่ก็ผละไปก
"ป๊ะป๋า ป๊ะป๋า ป๊ะป๋า" ขุนเขารีบกระโดดใส่บิดาทันทีเมื่อเจอหน้าคนที่แสนคิดถึง ภูผาแทบน้ำตาคลอที่ได้เจอหน้าลูกชายที่เขาแสนรัก เขาไม่เคยคิดเลยว่าจะมีโอกาสได้รับลูกชายกลับเข้ามาอยู่ในอ้อมกอดอีกครั้งเลยด้วยซ้ำ"ป๋าคิดถึงลูกมากเลยนะ" ใบหน้าคมหอมแก้มยุ้ยของลูกชายฟอดใหญ่ มันคือความสุขในชีวิตที่เขาไม่สามารถหามันได้จากที่ไหนอีกแล้วในชีวิตนี้ พอคิดได้แบบนี้ก็ตั้งมั่นกับตัวเองว่าจะรักษาและทะนุถนอมคนข้างกายและให้ความสำคัญกับคนที่เขารักให้มากที่สุด"มาไม่บอกไม่กล่าวกันแบบนี้ ยังไงก็ต้องค้างที่นี่ก่อนนะ อย่าพึ่งรีบกลับล่ะ""ได้สิ แต่ว่าคงอยู่ได้ไม่นานนะ เพราะไม่มีคนดูแลงานที่บริษัทเลยน่ะสิ ก็ตาภูอยากมาที่นี่กะทันหันจนไม่ได้เตรียมตัวอะไรเลย แล้วฉันก็ตื่นเต้นจนไม่ได้เตรียมอะไรมาเหมือนกัน พอได้ยินความต้องการของตาภูก็รีบไปสนามบินอย่างเร่งด่วนเลยน่ะสิ""แล้วนี่ลูกจะเอายังไงต่อล่ะ ปรับความเข้าใจกันแล้ว แล้วคิดหรือยังว่าจะทำอะไรต่อไป""ครับคุณแม่ ที่ผมมาที่นี่ก็มีความตั้งใจที่จะพาลูกสาวของคุณแม่กลับไปอยู่ที่กรุงเทพฯ กับผมเหมือนเดิมครับ ผมสัญญาว่าผมจะดูแลคนที่สำคัญของผมให้ดีที่สุด ผมอยากจะดูแลลูกและเมียให้ด
งานแต่งงานถูกจัดขึ้นอย่างเรียบง่าย โดยมีผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่ายและคนในครอบครัวของแต่ละฝ่ายที่มาร่วมเป็นสักขีพยานเท่านั้น เพราะนั่นคือคำขอของภูผาเองหลังจากที่สวมแหวนแต่งงานและถ่ายรูปเสร็จ งานแต่งงานเล็ก ๆ แต่อบอวลไปด้วยกลิ่นอายของครอบครัวอย่างเต็มเปี่ยมก็ทำให้ข้าวหอมยิ้มออกมาได้บ้าง แต่ก็ยิ้มได้เพียง
"ตาภู ทำไมถึงได้ทำหน้าตาน่ากลัวแบบนั้นล่ะ แม่แค่ชวนมาทานดินเนอร์และจะได้ถือโอกาสแนะนำว่าที่เจ้าสาวให้รู้จักแท้ ๆ อย่าทำสีหน้าบอกบุญไม่รับแบบนั้นสิ""นี่คุณแม่เอาจริงหรือครับ มันหมดยุคสมัยคลุมถุงชนกันแล้วนะครับ ผมก็นึกว่าคุณแม่จะพูดเล่นเสียอีก""พูดเล่นที่ไหนกันล่ะ แล้วนี่อย่าบอกนะว่าลูกลืมไปหมดแล้ว
"คุณแม่คะ เรื่องแต่งงานนี่มันยังไงกันคะ ทำไมหนูไม่เห็นรู้เรื่องเลย แล้วที่คุณแม่อยากให้หนูมาทำงานที่กรุงเทพฯ นี่ ความจริงแล้วอยากให้หนูมาแต่งงานหรือเปล่าคะ""แม่รู้ก็จริงลูก แต่แม่อยากให้หนูตัดสินใจเอง อีกอย่างพ่อของลูกก็ไม่กล้าปฏิเสธเพราะเป็นรุ่นพี่ที่มีบุญคุณกับพ่อของลูก แม่จึงให้หนูเป็นคนตัดสินใ
"สวัสดีค่ะคุณแม่ เพิ่งมาถึงขนส่งค่ะ ใช่ค่ะ เพิ่งลงจากรถตอนนี้กำลังจะไปเรียกแท็กซี่ค่ะ""แล้วนี่ลูกจะไปที่บริษัททันไหม เข้าทำงานวันนี้วันแรกไม่ใช่หรือไง""หนูว่าจะฝากสัมภาระไว้ที่หมอชิตก่อนน่ะค่ะ แล้วค่อยกลับมาเอาตอนเลิกงาน เดี๋ยวหนูจะหาที่อาบน้ำก่อนแล้วจะได้เข้าไปที่บริษัทเลย""ถ้าเลิกงานแล้วอย่าลื







