เข้าสู่ระบบครึ้มฟ้าฝนแลหนาวแห้งๆ เป็นบรรยากาศภายในรัฐขนาดกลางแห่งนี้ ภายในมหาวิทยาลัยนามว่า FOREST ยิ่งอึมครึมเนื่องจากเป็นบริเวณใกล้กับผืนป่าชื้นรวมถึงหุบเขา... เนรา หญิงสาวเอเชียผู้มาศึกษาได้อาทิตย์กว่า เดินตามแมวน้อยสีขาวปุยรูปร่างน่าฟัดไปทางตึกวิทยาศาสตร์ ซึ่งในส่วนแผนกทั้งหมดของวิทยาศาตร์นั้นเป็นบริเวณใกล้กับป่ามากกว่าตึกอื่นๆ ... เมื่อเห็นเจ้าตัวจ้อยหยุดเลียขนข้างตัว เธอจึงค่อยๆ ย่องเข้าไปใกล้พลางลูบหัวเกาคางอย่างเอ็นดู เพราะตั้งแต่มาถึงสุนัขสักตัวในพื้นที่มหาวิทยาลัยที่ควรจะมีหรือรั้วรอบนอกกลับไม่ปรากฎ
แง่ว! ง่าว! ...อาการขู่ฟ่อพลางกัดยังนิ้วเรียวของคนกำลังลูบคางก่อนจะตะปบทิ้งท้าย เนราสะดุ้งเมื่อรู้สึกถึงความเจ็บเข้ามา แต่นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอถูกสัตว์ขึ้นชื่อว่าเอาแต่ใจข่วน มือบางสลัดเลือดที่เริ่มออกมามากตกพื้นไป และหันหลังกลับมา ไม่แปลกใจเลยที่สัตว์ตัวนั้นจะตกใจจนเผลอทำร้ายเธอ เพราะมีชายคนหนึ่งยืนตรงตระหง่านฉายแววตาสีแดงราวกับโลหิตอยู่ด้านหลังเธอเมื่อไรไม่รู้ ร่างสูงราว 185 ใบหน้าดูซีดเซียว ขอบตาดำ ดูอิดโรย สวมชุดหนังสีน้ำตาลคลุมทับเสื้อคอกลม เธอถอยหลังสามก้าวเพื่อรักษาระยะห่าง แต่เหมือนกลับถูกตรึงให้จ้องมองลงไปในแววตาพิศวงสีแดงก่ำ หญิงสาวกลืนน้ำลายอึกใหญ่พยายามข่มความกลัวตรงหน้า พลันรู้สึกเหมือนกำลังจะถูกจู่โจมด้วยแววตาซ่อนแรงปรารถนา ทว่าร่างสูงที่ทำให้ดวงใจของเธอสั่นระรัวกลับโค้งคำนับลงพอประมาณ ไม่ใช่สำหรับเธอแน่นอน แต่เป็นอีกคนที่อยู่ข้างหลัง เนราเอ่ยในใจเมื่อสัมผัสได้ถึงการเข้ามาของใครสักคน เธอหันไปพร้อมๆ กับคนคนนั้นได้คำนับ แววตาจากเบื้องหลังราวกับเป็นคำบัญชาทรงอำนาจมองอีกฝ่ายให้ถอยหนี ดวงตาสีโลหิตของผู้ที่มาช่วยเธอ เปลี่ยนกลับเป็นสีนิลแบบเดียวกันก่อนจะมองลงมา
" เนรา! ... น้ำเสียงปนตกใจแต่ไม่วายทิ้งความอ่อนนุ่มเป็นน้ำเสียงเดิมพูดขึ้น เขาเรียกชื่อเธอทั้งๆ ที่เธอไม่เคยพบเขามาก่อน... ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ได้..." เนราผู้ดูอ่อนกว่ายังคงตะลึงกับนามของเธอยามถูกเอ่ยแผ่วเบาแต่กังวาน แน่นอนว่าเธอไม่เคยพบเขา เธอตอบในใจ แต่ทำไมเสียงเรียกกลับคุ้น ดวงตาคู่คมคายดำสนิทของร่างสูงเบือนลงมามองยังปลายนิ้วที่มีเลือดออกของเธอ ไม่ใช่แผลที่เตะตาแต่เป็นเพราะกลิ่นเลือด ความรู้สึกของเขาไล่ตามกลิ่นเลือดไปยังต้นเหตุ รีบดึงมือบางที่ดูเล็กกว่าฝ่ามือเขาเข้าไปหาและบรรจงจูบลงเบาๆ บริเวณนิ้วชี้... อยากถอยห่าง ทว่าขากลับไม่เดินราวกับถูกดวงตาคู่นั้นตรึงร่างไว้หากเป็นคนอื่นคงได้เจอคาราเต้ของเธอแล้ว...
ขณะเดียวกันความเร็วปริศนาเข้ามาพาตัวเธอออกจากชายผู้คุ้นเคยก่อนจะตั้งสติได้ว่าเป็นพี่สาวอย่างเคธี่และโครว์ ทั้งสองยืนบังเธอ ด้านเคธี่ถือมีดเล่มสีเงินในมือพร้อมจ้วงชายผู้ช่วยเธอไว้ เนรามองผ่านหลังกว้างของชายรุ่นพี่ที่ดูจะกลายเป็นพี่ชายเธอไปแล้วดื้อๆ อย่างโครว์ อารมณ์ของชายหนุ่มนั้นไม่ธรรมดา เธอรับรู้ได้ถึงแรงดันขับเคลื่อนบางอย่าง โดยเฉพาะความไม่ไว้วางใจ
" จะทำอะไรเธอ " โครว์เอ่ยขึ้นด้วยเสียงเข้ม
" ขอตัว... เขาไม่ตอบซ้ำยังหันหลังให้โครว์ทันที ร่างสูงในเสื้อโค้ทยาวสีเทาเข้มส่งเสียงอันแฝงความรู้สึกปริศนากลับมา ทว่าทั้งโครว์และเคธี่ตีความว่าคงไม่พอใจที่เข้ามาขัด... เลือดของเธอจะเรียกพวกหิวกระหายมา อย่าได้บาดเจ็บอีกหละ " คำเตือนนั่นทำให้สองสามีภรรยาหยุดความคิดก่อนหน้า มันเปี่ยมไปด้วยความห่วงใย
" เน ไม่เป็นอะไรใช่ไหม " เคธี่ถามขึ้นพร้อมสำรวจ หมุนตัวเนราไปมาจนเธอรู้สึกว่าโลกหมุนเร็วขึ้น
" ไม่ค่ะ "
" แวมไพร์นั่นรู้เรื่องเลือดของเนได้ยังไง..." โครว์เอ่ยขึ้นในใจพลางเก็บมีดพกในมือที่เผลอนำออกมาพร้อมกับภรรยาตน
" ระวังตัวหน่อย อย่าไปอยู่ในที่ลับตาคน " เขาหันหลังกลับมาตักเตือนสาวรุ่นน้องที่เสมือนเป็นน้องแท้ๆ ของเขาไปเสียแล้ว
" ขอโทษค่ะเนเดินตามแมวมา... ทว่านั่นไม่ใช่คำแก้ตัวที่ดีเท่าไรสำหรับชายรุ่นพี่ที่มองลงมาอย่างกล่าวโทษเป็นนัย... เอ่อ คนเมื่อครู่..." เธอหันมาใส่ใจกับความสงสัยหลังจากพบเจอคนครอบครองดวงตาสีแดงชั่วขณะ
" แวมไพร์... เขาตอบอย่างไม่พอใจเท่าไร ไม่ใช่เพราะไม่ถูกกัน แต่เพราะการกระทำเมื่อเขาเห็นคาตา คือนิ้วของเนราดันไปอยู่บนปากชายผู้นั้นได้ แววตาสีเทาเลื่อนลงมองปลายนิ้วของเนราพลางจับขึ้นสำรวจรอยแผล... มันยังไม่ได้ดูดเลือดเธอสินะ"
" แวมไพร์ไม่ดื่มเลือดมนุษย์ไม่ใช่หรอคะ ที่พี่โครว์เคยเล่าให้ฟัง "
" ถึงจะบอกว่าบริโภคเลือดสัตว์ แต่เลือดมนุษย์ตอบสนองความอ่อนล้าของร่างกายได้ดีในกลุ่มที่ไม่ใช่เลือดแท้ ยังไงพวกนั้นก็ยังนิยมของสด... เขาอธิบายให้คนที่ไม่ได้ดูจะกลัวได้เกรงบ้าง เพื่อความปลอดภัย... กลับไปที่อาคารเรียนได้แล้ว " เนราก้มหน้านิ่งลงเหมือนกับเด็กถูกพ่อแม่ดุ เพราะตอนนี้คนที่เป็นผู้ปกครองเธอคือเคธี่และโครว์จึงไม่แปลกที่จะรู้สึกเช่นนั้น ด้านเคธี่ถอนหายใจเฮือกใหญ่อยากจะค้านไปเพื่อไม่ให้เนราต้องรู้สึกแย่ยามถูกสามีตนดุ แต่ที่โครว์ตักเตือนไปมันก็ไม่ผิดซะทีเดียว
" นายไม่ควรใช้เสียงเข้มดุเนรานะ พูดแบบปกติก็พอ " หญิงสาวเอ่ยขึ้นเมื่อแผ่นหลังเนราลับหายเข้าตึกไป
" ยัยเนกลัวอะไรซะที่ไหนหละเมื่อกี้ยังยืนให้คนนั้นจะกัดนิ้วอยู่แล้ว แวมไพร์คนนั้นรู้เรื่องเลือดของเน " เขานึกถึงคำพูดที่แลดูจะเป็นห่วงก่อนร่างนั้นจะเดินหายไปอย่างรวดเร็วด้วยความไวที่ต่างกับพวกตน
" ด็อกเตอร์คาร์สันแค่ให้ระวังเธอบาดเจ็บไม่ใช่เหรอ ถ้าปกติกลิ่นเลือดของเธอก็ทานยาที่สั่งเรามาควบคุมไว้ " เคธี่นึกย้อนถึงเหตุการณ์ก่อนจะพาตัวเนรามายังประเทศตน ด็อกเตอร์คาร์สันเรียกตน โครว์ และสเวนเข้าไปคุยถึงเรื่องปริศนาเลือดของเนรา เมื่อต้องกินยาควบคุมไว้ เพื่อไม่ให้ส่งออร่ากลิ่นไปมากโดยที่เจ้าตัวไม่รู้ ทางด็อกเตอร์คาร์สันนั้นอ้างกับเจ้าตัวว่าเป็นยาที่เนราต้องทานอาทิตย์ละครั้งเนื่องจากจะรักษาโรคประจำตัวเกี่ยวกับระบบเลือด ไม่ใช่แค่ด็อกเตอร์คาร์สันแต่รวมไปถึงย่าของสเวนหมอดูประจำเผ่า หญิงสาวอาวุโสเรียกโครว์กับสเวนเข้าไปคุยเรื่องโลหิตปริศนา กลิ่นหอมหวนชวนให้น่าลิ้มลองสำหรับสิ่งมีชีวิตที่มีสัญชาตญาณล่า ความพิเศษนั้นจะเป็นอันตรายต่อตัวเธอ...
" ยังไงเราก็ควรระวัง กลิ่นเลือดของเนรานับวัน ฉันว่ายาของด็อกเตอร์ก็เริ่มเอาไม่อยู่ "
เนราเดินตามทางมายังตึกคณะตน พลางมองดูแผลบริเวณนิ้วแม้แต่ฝ่ามือที่มีรอยข่วนก็หายไปราวกับไม่เคยมีมาอยู่ก่อน พลันนึกถึงพลังของแวมไพร์ที่ว่ากันว่าฟื้นตัวเร็ว...
" แวมไพร์เป็นนักล่าไม่ต่างกับพวกเราแต่ไม่สามารถกลายร่างเป็นอย่างอื่นได้ ไม่ใช่ซากศพเดินได้ พวกเขามีวันตายแบบคนทั่วไป... เธอย้อนนึกถึงประโยคที่โครว์พูด... พวกเขามีชีวิตคล้ายหมาป่า ออกล่า กินเนื้อไม่ชอบพวกพืช ว่องไวในประสาทสัมผัสไม่ว่าจะจมูก หู ดวงตา และมีสัมผัสพิเศษเฉพาะตัวของแต่ละคน ไม่กลัวแสงแดด กระเทียม ไม้กางเขน น้ำมนต์ พริก เกลือเสก แน่นอนว่าพวกเขากลัวการถูกฆ่าตายไม่มีใครไม่กลัว... เขาพูดหมายถึงสิ่งมีชีวิตทุกชนิด และนั่นทำให้เนรายิ้มหัวเราะอีกครั้งกับความรู้ใหม่ที่เปลี่ยนรูปลักษณ์แวมไพร์แบบที่เธอเคยรู้... เอาปืนมาจ่อ ใช้เหล็กมาทิ่มไม่มีใครรอดหรอก เผลอๆ พวกเขาก็กัดลิ้นตัวเองไม่ก็กลั้นหายใจให้ตายก่อนจะถูกตอก มันเจ็บจะตายไปไม่ต้องตอกลงหัวใจหรอกแค่ทิ่มเข้าไปบริเวณท้องหรือจุดสำคัญอย่างคอ ก็เสียเลือดตายได้ แวมไพร์ไม่ได้ดื่มเลือดทุกคนแต่ใช่ว่าจะไม่มีพวกดื่มเลือด และมีสองกลุ่มนั่นคือพวกเลือดแท้และพวกพัฒนา..."
ไม่ทันที่เธอจะย้อนนึกถึงการบอกเล่าเรื่องแวมไพร์จากโครว์จนจบ ชายที่เธอไม่อยากเจอได้ปรากฏขึ้น ใบหน้าหยิ่งยโส ปนความทะนงตนยืนกอดอกพิงผนังปูนขาว ราวกับว่ากำลังรอใครบางคน และมันเป็นเส้นทางเดียวยามเธอต้องเดินข้ามอาคารเชื่อมไป หญิงสาวตัดสินใจเดินผ่านไปโดยไม่ทักทายเพื่อนร่วมห้อง ทำทีเป็นมองไม่เห็น
" หมาป่า วันนี้ก็แวมไพร์งั้นเหรอ... เสียงถากถางปนเย้ยหยันเอ่ยขึ้น เขาเชื่อมั่นว่าจะทำให้คนที่เดินดุ่มๆ ผ่านหน้าไปนั้นหยุดและมันก็เป็นไปตามที่คาด... คราวหน้าจะอะไรดี พวกงู จิ้งจอก เงือก เป็นมนุษย์ที่เข้ากับกลุ่มครึ่งคนครึ่งสัตว์ได้ดีจริงๆ "
" แล้วทำไมคะ... เธอหันกลับไปถามด้วยใบหน้าตายผสมกับความไม่สนใจในคำพูดเขา... รู้สึกว่าคุณจะมีปัญหากับการเลือกคบเพื่อนของฉัน "
" ผมไม่ได้สนใจเธอขนาดนั้น แค่คิดว่าหากใช้เป็นสะพานเชื่อมต่อไปถึงเจ้าหมาป่านั่นได้คงจะดี จะได้ควบคุมพฤติกรรมได้ง่าย "
" ทำไมต้องควบคุมพฤติกรรม พวกเขาไม่ได้จะกระทำอะไรผิด "
" ก็ไม่แน่ เพราะถ้าพวกนั้นทำผิด เธอในฐานะมนุษย์ผู้อยู่กับพวกมันก็จะต้องรับโทษไปด้วย... ร่างสูงถอยจากผนังเดินเข้ามาประชิดคนตัวเล็กที่รีบถอยเท้าก้าวเข้าติดผนังกำแพงแทน... ทางที่ดีออกห่างจากมันจะดีกว่า " ประโยคท้ายสุดไม่ใช่ถากถางเย้ยหยันหรือล้อเลียน แต่จริงจังเชิงคำสั่ง แววตาสีน้ำตาลอ่อนดูเข้มขึ้นถนัดตาฉายแววนักฆ่าทำให้เธอรู้สึกกลัวไปเฉยๆ ทั้งที่เขายังไม่สัมผัสจนเธอตระหนกแบบครั้งก่อน
" นี่คุณ Hunter ฉันไม่ทราบว่าคุณทำไมถึงได้ชอบพูดจาดูถูกพวกเขานัก พวกเขาเป็นเพียงมนุษย์มีความสามารถพิเศษไม่ใช่สิ่งแปลกหรือปีศาจ เพียงเพราะจำนวนประชากรของเขาน้อยกว่ามนุษย์ทั่วไปที่มากกว่าก็แค่นั้น " เธอมองเขากลับไม่วางตาเช่นกัน ใช่ว่าจะมาสั่งการเธอได้หากมาตักเตือนในฐานะของ Hunter เธอเองพอเข้าใจแต่หลายอารมณ์ของชายผู้นี้ คนนั่งจ้องเธอหลังห้องเรียนทุกคาบไม่ได้ทำให้ตัวเธอรู้สึกดีแม้แต่น้อยกับท่าทีจับผิดบางอย่างของเขา
" เน... เสียงเรียกของเพื่อนสาวที่เพิ่งสนิทกันเรียกขึ้นพร้อมโบกมือไปมา... เห็นหายไปนานนึกว่าหลงห้องน้ำอีก "
" พอดีวิ่งตามแมวไปหนะเลยออกไปไกลหน่อย... ไปกันเถอะ " เธอรีบเดินจ้ำอ้าวทันทีเมื่อมีคนมาช่วยให้หลุดจากสถานการณ์น่าอึดอัด
" แวนนายคิดจะทำอะไร " มีนาเปลี่ยนสีหน้าจากรอยยิ้มสดใสยามอยู่ข้างกายเนรา เมื่อเอ่ยกับชายผู้หนึ่งยามที่ตนหันกลับมาปะทะหน้า
" เธอเองก็กำลังทำแบบเดียวกับฉันมีน... แววตาคมกริบสีน้ำตาลอ่อนของชายคนเอ่ยหรี่ลงจนดูเคร่งขรึมผิดปกติ... Hunter ระดับ Diamond อย่างเธอคงไม่ต้องสงสัยว่าฉันกำลังทำอะไร "
" เด็กคนนั้นไม่มีส่วนเกี่ยวพันกับแผนที่เราได้รับมอบหมาย นายไม่ควรยุ่งกับเธอ "
" ใจอ่อนกับยัยซื่อนั่นเหรอ ระวังจะถูกตลบหลังเอาหละ... " เขากระตุกยิ้มก่อนเดินเอามือล้วงกระเป๋าก้าวผ่านสาวข้างตัวไป มีนาได้แต่ถอนหายใจลูบใบหน้าตนเองหนึ่งที พลางส่ายหน้าไปมาราวกับสลัดหน้ากากเมื่อครู่ออก เมื่อต้องรีบตามเนราผู้เดินลับไปก่อน
17.50 น.
เมื่อวิชาสุดท้ายแล้วเสร็จในวันนี้ เนราผู้อยากเดินเล่นตามร้านค้าอันเป็นโซนตึกแถวภายในเมืองของรัฐแห่งนี้ขออนุญาตเคธี่และโครว์ ด้วยความโชคดีที่ทั้งคู่มีสอนภาคค่ำจึงอนุุญาต และที่เธอเลือกไม่ไปขอสเวน เพราะยังขุ่นเคืองไม่พูดคุยกันมาตลอดสามวันตั้งแต่เขาหายเข้าป่าไปทั้งคืนจนกลับมารุ่งเช้า โดยเฉพาะการแยกรถนั่งมาเรียน สเวนใช้รถอีกคันแยกตัวจากโครว์ เคธี่ จาเว็คและบลัดที่ปกติจะมาด้วยกันเพราะการแยกตัวไม่ใช่เรื่องดีเท่าไร เมื่อตลอดระยะเส้นทางที่ขับมาเรียนภายในเมืองของรัฐก็ปาไปเกือบ 40 นาที นับว่าพวกเขาอาศัยอยู่ในพื้นที่ค่อนข้างจะสุดปลายรัฐแล้ว...
" เป็นอะไรหรือเปล่า หน้าเธอไม่ค่อยโอเคหรือว่า โดนผู้ปกครองดุ ตอนขอมากับฉัน "
" โอ๊ะ เปล่าทั้งสองท่านโอเค... เธอตอบรับด้วยรอยยิ้มอย่างเคยเพื่อกลบเกลื่อนความไม่สบายใจเล็กๆ พร้อมแทนสถานะอาวุโสให้กับผู้ปกครองรุ่นพี่ของเธอทั้งสอง เพราะเวลาอยู่ด้วยกันลำพังเท่านั้นเธอจะวางตัวสนิทสนมด้วย หากอยู่ต่อหน้าคนอื่นคำแทนที่เธอจะใช้เรียกคือ ด็อกเตอร์ ตามคุณวุฒิของทั้งคู่ให้เหมือนกับเพื่อนๆ รุ่นเดียวกันของเธอเรียก... แม้จะมีเรื่องจดหมายที่ครอบครัวทิ้งไว้ให้เธอต้องขบคิดและแลจะสำคัญที่สุดในเวลาแบบนี้ แต่เรื่องของสเวนก็ทำเอาเธอไม่มีสมาธิเรียนหรืออ่านหนังสือเลย เธอไม่รู้เหตุผลยามเขาทำตัวแปลกไป จะว่าเขาอิจฉาเมื่อเธอเห็นจดหมายครอบครัวที่เสียไปแล้วสำคัญกว่าคงไม่ใช่ มันจะเห็นแก่ตัวเกินไปสำหรับผู้ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นนายท่านของบรรดาหมาป่าในหมู่บ้านหรือกลุ่มที่เขาปกครองดูแล สเวนน่าจะมีเหตุผลกว่านี้ และท้ายที่สุดแล้ว ผู้อาสาพาเธอกลับประเทศคือเคธี่และโครว์... ร้านนี้น่านั่งดีนะ " เธอเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นป้ายไฟระยิบระยับในร้านเล็กๆ ดูเงียบสงบภายใต้แสงไฟอำพันแสนอบอุ่น
" ใจตรงกันเลย ฉันจะพาเนมากินร้านนี้แหละ สเต็กนี่อร่อยอย่าบอกใครเลย "
" งั้นลุ! " เนรารีบเข้าไปหามุมนั่ง ซึ่งเธอเลือกโต๊ะโซฟายาวขนาดสูงแทนโต๊ะไม้สลักบริเวณอื่น ก่อนจะลงมือเขียนเมนูที่ไม่น่าจะกินกันเพียงสองคนลงไป มันบด สลัดทูน่าเพิ่มผักพิเศษ สเต็กปลาของเธอ และเนื้อของมีน ซุปข้าวโพด ปีกไก่ทอดบาบีคิว โซดามะนาวสองแก้วอันเป็นน้ำโปรดของทั้งคู่ มีนตะลึงกับชุดอาหารยามประเคนบนโต๊ะเอาเป็นว่าที่จะวางแขนพิงก็ยากแล้ว
" นายหญิงต้องการอะไรเพิ่มสั่งได้นะครับ ทางร้านเรายินดีบริการ และมีส่วนลดของลูกค้า VIP ให้ด้วย " ชายวัย 40 ผู้หนึ่งเอ่ยขึ้นหลังจากคนเสิร์ฟเดินมาส่งอาหารจานสุดท้าย หญิงสาวทั้งคู่มองหน้ากัน ด้านเนราพอจะคาดเดาในคำตอบได้อยู่ ทว่าทางมีนาทำหน้าสงสัยเมื่อตนเคยมา แต่ไม่เคยได้รับการต้อนรับในลักษณะแทบจะประเคนนี้
" ขอบคุณค่ะ " เนราได้แต่ตอบกลับไปด้วยรอยยิ้มเพราะไม่อยากพูดอะไรมาก แม้ใจจริงอยากจะตอบกลับไปว่าช่วยพูดคุยกับดิฉันแบบคนทั่วไปที
" เน... เธอสั่งมา..." ด้านมีนาที่สงสัยเรื่องตำแหน่งของเพื่อนสาวตรงหน้าไม่ใช่เพราะไม่รู้แต่คิดว่าไม่มีทางเป็นไปได้ที่มนุษย์ปกติอย่างเธอจะไปเป็นคนรักของหมาป่า เธอเก็บคำถามนั่นไว้และเบี่ยงไปยังอาหารบนโต๊ะ หากไม่หมดคงได้เทใส่กล่องกลับ
" วันนี้เดี๋ยวเนเลี้ยงเอง กินเลย " เธอพอจะรู้ว่ามีนาจะกล่าวอะไรแต่หนึ่งในนั้นคงเป็นเรื่องปริมาณอาหาร
" เปล่า ฉันจะช่วยเธอออกก็ได้ แต่มันเยอะไปหรือเปล่า..."
" ไม่หรอกเชื่อสิ กินไปคุยไปก็หมด ไก่ทั้งตัวเนก็กินหมดนะ... " ประโยคท้ายเธอพูดแบบติดหัวเราะเพื่อไม่ให้เพื่อนที่เริ่มสนิทใจกันกังวลไปกับหลายเมนูบนโต๊ะ ว่าแล้วเธอก็ลงมือหั่นสเต็กปลาในจานก่อนจะนำเข้าปากด้วยความอร่อยทันที การกินของเนราดูอร่อยจริงๆ มีนาคิดแบบนั้นเลยอดอมยิ้มไม่ได้และเธอก็ตามความอร่อยนั้นไป
" เมื่อกี้ ทำไมเขาเรียกเนว่านายหญิงหละ "
" เอ่อ..." คนถูกถามตรงๆ นิ่งไปนิดก่อนจะใช้ส้อมเสียบมะเขือเทศลูกแดงขนาดเล็กเข้าปาก
" เธอคงไม่ใช่ภรรยาของสเวน ผู้ชายที่ได้ยินแว่วๆ ว่าเป็นหัวหน้ากลุ่มหมาป่าของเขาหรอกนะ "
" เรื่องมันซับซ้อนหนะ... เคยได้ยินเรื่องการผูกจิตไหม " เธอเปิดประเด็นขึ้นมาเองเมื่อเห็นใบหน้าเพื่อนที่ไว้ใจได้ ยังคงทำหน้าแปลกใจและต้องการคำตอบ
" เคยจากในโบสถ์อยู่ ที่บอกว่าหมาป่าบางตัวจะมีคู่แท้ของตัวเอง..."
" แบบนั้นแหละ..." เนราหันมาสนใจปีกไก่ทอดต่อเพราะคิดว่าคงไม่ต้องอธิบายหรือให้เหตุผลว่าทำไมเธอถึงไปอยู่กับพวกเขาได้ คำตอบสั้นๆ นั้นก็สามารถอธิบายได้ยืดยาวจนไม่รู้จักจบสิ้น แน่นอนว่ารวมถึงการที่มีคนเดินผ่านโต๊ะเธอแล้วต้องโค้งก้มเล็กๆ เพื่อทำความเคารพร่วมด้วย จะเป็นอะไรไปได้เพราะกลิ่นของสเวนดันวนอยู่รอบกาย แม้แต่สัตว์มีพิษอย่างงูยังต้องรีบเลื้อยเข้าป่าหายวับไปกับตา
" แล้วเนก็เชื่อเหรอ " มีนาดูท่าทางตกใจปนตื่นเต้นยื่นหน้าเข้ามาใกล้จนเนราชะงัก
" ก็ไม่อยากจะเชื่อเช่นกัน แต่มีเรื่องมหัศจรรย์เกิดขึ้นมากมาย ทั้งรอยบนนิ้วนี่แล้วก็...หญิงสาวเงียบไปก่อนจะดูดน้ำในแก้ว... อะไรหลายๆ อย่าง " สีหน้าดูหมองไปถนัดตาเช่นนี้ ทำให้มีนาเกาคางตัวเองและคิดว่าควรเปลี่ยนประเด็น
" ไปกินขนมไหม มีร้านขนมอร่อยๆ อย่างแพนเค้ก เครปเย็น ไอศกรีม... และมันก็ได้ผลจริงๆ ดวงตาเป็นประกายของผู้ที่ชื่นชอบขนมหวานดูรื้นขึ้นทันที... งั้นเช็คบิลเลยแล้วกัน " ทั้งคู่หยิบโค้ทส่วนตัวคุมกายพลันหยิบกระเป๋าเป้สะพายข้างสวมลงหัวทันที
ขณะออกจากร้านไปด้วยรอยยิ้มของความอิ่มเอมในอาหาร มีชายคนหนึ่งสวมแจ๊กเก็ตหนังสีน้ำตาลแก่คลุมเสื้อในสีดำสนิทเดินตามพวกเธอไปด้วยโดยที่เจ้าตัวไม่รู้ว่ามีคนเดินสะกดรอย แต่อาจจะเป็นเพราะฝีเท้าของผู้คนเดินสวนไปมา ไม่ได้ทำให้บรรยากาศดูไม่ปลอดภัย
" โอ๊ะ หอนาฬิกาสวยจัง " เนราพูดพลางชี้ไปยังหอสีขาวแขวนระฆังลูกยักษ์ ประดับนาฬิกาฝาผนังทรงกลมใหญ่ชี้เวลาไปที่หนึ่งทุ่มตรง
" มันจะเปิดไฟสว่างสุดหนึ่งทุ่มหนะ "
" โห ดูๆ ไปแม้จะเป็นเพียงรัฐเล็กๆ แต่ว่าในเขตเมืองนี่ สว่างไสวยังกับเมืองหลวงเลย " ฟังดูน่าตื่นเต้นสำหรับเธอ ที่เพิ่งเคยออกมาเดินเล่นในสถานที่แห่งนี้ ตึกแถวหลากสีสันมีทั้งเป็นหลังคาสามเหลี่ยมหน้าจั่ว แบบตัดตรง หรือแบบสถาปัตยกรรมในยุคคลาสิคแซมกันไปมาตามตรอกซอยที่ไม่ได้แคบ และพอกว้างจะเอารถเข้าไปได้ เป็นร้านอาหารไปจนถึงบาร์ แถมยังมีแม่น้ำตัดผ่านพร้อมสะพานข้าม โดยมีเสาไฟแสงอุ่นเรียงร้อยอย่างสวยงาม ไม่ใช่เพียงภาพสวยงามเท่านั้นที่ดวงตาคู่กลมของเธอได้พบ ตามตรอกซอยบางจุดก็มีกลิ่นปัสสาวะ กลุ่มคนนั่งดื่มดูหน้าตาโหดเหี้ยมพร้อมรถบิ๊กไบค์คันโตจอดเรียงรายแถมยังส่งยิ้มชวนสยองให้เธอทั้งคู่ยามเดินผ่าน สถานที่แห่งนี้ไม่ใช่ย่านเก่าโบราณหรือเมืองที่ต้องขึ้นมรดกโลกแต่เป็นเพียงย่านจำลองบรรยากาศเก่าๆ มาเท่านั้น เมื่อเดินออกไปก็จะเป็นเส้นถนนเล็กๆ ปกติและไม่ถึง 500 เมตรก็จะเป็นมหาวิทยาลัยสำคัญภายในรัฐ...
...ระหว่างการเดินเที่ยวเล่นไปร้านขนมหวานที่มีนาแนะนำ ไม่วายที่เธอจะต้องถูกเคารพจากมนุษย์หมาป่าสาว พวกเคารพเธอคงเป็นกลุ่มของสเวนตามเคธี่สาวรุ่นพี่เคยบอก หากต่างกลุ่มอาจจะแค่เกรง แปลกกว่านั้นคือสาวรุ่นราวคราวเดียวกับเธอมีเลื่อมๆ ส่วนใบหน้าขึ้นมาแวบหนึ่ง จ้องเธอระหว่างเดินสวนทางโดยที่แววตานั้นไม่ได้ทิ้งห่างแม้จะเดินผ่านไปไกลแล้ว เมื่อไม่มองทางข้างหน้าจึงได้ชนกับสิ่งกีดขวางตรงช่วงตึกที่คดโค้งเล่นเอาเนรากลั้นหัวเราะไม่ได้จนมีนาต้องถามถึงที่ไปที่มา คำสงสัยของมีนาทำให้ตัวเธอรู้ว่าเพื่อนผู้นี้มองไม่เห็นในแบบที่เธอได้พบ สิ่งที่ทำเอาเนราขนลุกคือคนที่เดินผ่านเธอไปและหันกลับมาพลางโชว์ลิ้นยาวสองแฉกคล้ายงูทำเอาซะรีบหันหน้ากลับมาไม่ทัน... ทว่าเสียงหัวเราะ ความเพลิดเพลินได้จบลงเมื่อมีชายสามคนในชุดสีดำทั้งตัวเดินเข้ามาขวางทาง น่าแปลกคือ ทำไมต้องใช้ผ้าดำปิดดบริเวณจมูกปากปรากฏเพียงดวงตาคู่เรียวคม การเพ่งเล็งมายังตัวเนราคือความต้องการอันส่งผ่านการกระทำชัดเจน สายตาของ
สเวนลุกขึ้นจากที่นั่ง เหมือนว่าตนเข้าใจและรับรู้แต่ไร้ซึ่งเสียงเอ่ยตอบใดนอกจากแววตากลัดกลั้นความโศกเศร้าพร้อมจำนนต่ออีเมอร์สันไว้ เนราไม่สามารถอยู่กับเขาได้ ด้วยเหตุผลทางด้านร่างกายและลมหายใจที่จะดำเนินในอนาคต นั่นคือเหตุผลเดียว ซึ่งเขาต้องยอมแม้เนราจะอยู่ไกล แต่อย่างน้อยเธอยังอยู่ ขอเพียงเธอยังมีลมหายใจ และเชื่อว่าความรักที่เขามีให้เธอจะกระตุ้นความทรงจำคืน หรือหากคิดถึงเขา อาจแวะไปหาเธอได้ในบางโอกาส หากอีเมอร์สันพร้อมอีริคอนุญาต หรือถ้าเนราจะขับไล่ เขาจะมุดดินแอบไม่ก็แฝงตัวบนต้นไม้ คิดปลอบตัวเองเช่นนั้น ซึ่งมันชั่งยากเย็น..." ท่านคะ " ซิลวี่เดินเข้ามาหลังจากผู้มาเยือนเคลื่อนย้ายไปกันหมด" กำหนดการเหมือนเดิม ผมไม่ได้ใจร้ายพอจะให้เขาไปส่งเนราทั้งที่จะตายแบบนั้น การไม่เห็นเนราจากไปกับตาคงดีสำหรับเขาในตอนนี้ "" รับทราบค่ะ..."เมื่อตะวันคล้อยได้ถึงเวลาต้องกลับไปยังที่เดิม ในจุดแรกที่จากมา เนราเดินถือสัมภาระช่วยซิลวี่ใส่หลังรถแวนสีดำคันยาวก่อนถูกอีเมอร์สันรีบพาขึ้นไปนั่งข้างกาย เพราะจะเลยเวลานัดเครื่องมารับรวมถึงเวลาไปถึงทรานซิลเวเนีย ขณะรถแวนเคลื่อนตัวออกจากรั้วบ้านพักตากอากาศ สเวนชายผู
ภายในบ้านพักตากอากาศสองชั้นติดทะเลสาปแห่งหนึ่ง เนราเกาะอีเมอร์สันแน่นด้วยกลัวสายตาคู่สีเขียวอมเทา มองตนไม่วางตั้งแต่เดินออกจากสวนหย่อม ทุกย่างก้าวเขาจับจ้องแทบไม่กระพริบ จึงทำให้เจ้าตัวรู้สึกระแวง ถูกคุกคาม ซึ่งไม่อาจถอดความหมายของสายตาคู่นั้นได้" เน..." เคธี่ทักขึ้นขณะเด็กสาวรุ่นน้องเดินเกาะแขนอีเมอร์สันมา คนถูกทักเอียงคอ แม้คุ้นแต่กลับไม่สามารถบอกได้ว่าหญิงสาวรุ่นพี่ดวงตาสวยสีน้ำทะเลนั้นเป็นใคร ด้านเคธี่แปลกใจกับสีหน้าของเนราที่เต็มไปด้วยความตื่นตระหนกและประหลาดใจปนกลัว" นายหญิง..." จาเว็คกับบลัดทักขึ้นพร้อมทำความเคารพ เนราสำรวจทุกคนผู้มาเยือนรวมถึงชายรุ่นพี่ยืนข้างเคธี่ เธอเป็นแวมไพร์ที่ไม่ได้มีความสามารถด้านการแยกแยะกลิ่น แต่ด้วยความสามารถพิเศษของดวงตาในการจำแนกเผ่าพันธุ์แท้จริงอันได้มาจากการเป็นเนื้อคู่สเวน ภาพหมาป่าจึงซ้อนทับกลุ่มคนเหล่านั้นเพื่อให้คำตอบ" พวกเขาเป็นใครเหรอคะท่านพี่ " เธอถามขึ้นพลางจับแขนอีเมอร์สันแน่นกลัวว่าจะมีใครมาพาเธอออกไป ด้านผู้มาเยือนเบิกตาด้วยความตกใจเมื่อรับรู้ได้ว่าเนราจำพวกเขาไม่ได้" ด็อกเตอร์โครว์และด็อกเตอร์เคธี่เป็นผู้ปกครองเนหลังจากเนถูกพามาซิ
" มีอะไรซิลวี่ " หญิงสาวที่กำลังอธิบายเรื่องบางอย่างให้สเวนฟังหยุดลงพร้อมก้มหัวให้อีเมอร์สันเล็กน้อย" ท่านพี่ " เสียงเรียกย้ำอยู่แบบนั้นทำให้เขารู้คำตอบได้ทันที ร่างสูงขยับตัวเข้าไปในรถทางด้านสเวนหลีกทางให้แต่โดยดีเนื่องด้วยรู้เหตุผล ในตอนนี้ไม่มีที่ที่ตนสามารถเข้าไปแทรกแซงได้เลย เล็บแหลมของเขาปาดลึกพอประมาณบริเวณคอใกล้ไหปลาร้าเพื่อให้เลือดไหล เพียงรอร่างอ่อนแรงกำลังตะเกียกตะกายขึ้นมาหาเขาเพื่อดื่มกิน สเวนก้มหน้าราวกับทนเห็นคนรักในสภาพนั้นไม่ได้เนื่องจากเลือดของตนไม่ใช่ที่ปรารถนาของเธอ" จะหันไปผมไม่ได้ห้ามหรอกนะ... อีเมอร์สันเอ่ยขึ้นขณะให้เลือดน้องสาวของตน เนราเมื่อได้กลิ่นหอมนั่นยามความแดงฉานไหลผ่านช่วงคอก็ตรงเข้าดื่มกินอย่างโหยหาทันที... เนราไม่เหมือนแวมไพร์ตนอื่น เธอไร้เขี้ยวเลยเจาะเลือดกินเองไม่ได้ มันเป็นความต้องการแค่ช่วงแรกก่อนตื่นอย่างสมบูรณ์... ฝ่ามือใหญ่ประคองเอวกอดร่างโถมเข้ามาหาพลางใช้มือลูบหัวเจ้าตัว เสียงกลืนเลือดในบรรยากาศเงียบงำชั่งฟังชัด และทำให้สเวนเหมือนถูกกัดกร่อนกระดูกขาแทบไร้แรงยืน เขารู้ว่าทั้งคู่เป็นพี่น้อง แต่ยากนักที่จะทำใจ ในเมื่อพวกเลือดบริสุทธิ์หรือเลือด
ด้านอีเมอร์สัน ยามโลแกนกำลังขับรถเกือบผ่านประตูมหาวิทยาลัย ต้องถูกขัดขวางโดยคีอาร์น แวมไพร์ชนชั้นสูงผู้ใช้ความเร็วพาตนเองออกมา และกระโจนเหยียบหน้ากระโปรงรถจนยุบตัวลงไป" ท่านคีอาร์น หากไม่..." ไม่ทันที่โลแกนผู้ลงมาจากรถจะพูดจบความเหนือกว่าของคีอาร์นได้ฉายความแดงกร่ำทรงพลังผ่านดวงตา ทำให้เข่าโลแกนล้มลงไปกับพื้นอย่างเจ็บปวด" เป็นแค่แวมไพร์ระดับต่ำอย่าได้คิดมาสั่ง " ทันใด กระสุนปืนปริศนาได้ลั่นออกไปก่อนคีอาร์นใช้พลังสังหารโลแกน" พลาดงั้นเหรอ..." อีธานเพื่อนสนิทอีเมอร์สัน Hunter ระดับสูง เอ่ยขึ้นเมื่อตนเล็งบริเวณหัว แต่อีกฝ่ายใช้ความเร็วหลบทำให้ถากศีรษะด้านข้างออกไปแทน เขาคงต้องตั้งรับให้ดีกว่าเดิม ด้วยอีกฝ่ายคงหัวฉุนแล้ว" Hunter กระจอกแบบนั้นคิดว่าจะเอาแวมไพร์อย่างฉันอยู่งั้นเหรอ " ด้านหลังคีอาร์นแตกแขนงเป็นเส้นสีแดงจากโลหิตตน สาดทิ่มลงยังร่าง Hunter อีธาน แต่ด้วยความสามารถล้นเหลือ เขาจึงกระโดดหลบตามความเร็วยามพุ่งเข้ามาก่อนจะพลาดถูกเฉี่ยวบริเวณแก้ม พร้อมๆ กันนั้นตนได้หยิบดาบสังหารแวมไพร์บริเวณเอวขึ้นมาใช้แทนปืนInferno คือชื่ออาวุธสังหารแวมไพร์อันเกิดจากการหลอมหัวใจของแวมไพร์เลือดบริ
เกล็ดน้ำแข็งขาวบริสุทธิ์เริ่มลงหนา ทว่าดวงจันทร์สีเลือดกลับไม่ถูกบดบังด้วยสิ่งอันใด จิตวิญญาณที่เชื่อมถึงกันกลับคืนแห่งฝาแฝดพี่น้อง ขณะเดียวกันผู้ผูกจิตถวายแม้ชีวิตมอบให้ผู้เป็นภรรยารู้สึกถึงความเจ็บปวดทรมานของอีกฝ่าย วิ่งแล่นออกจากห้อง เรียนทันที ความผิดปกติครั้งนี้ไม่เหมือนครั้งก่อนๆ มีบางอย่างเปลี่ยนแปลงกับตัวภรรยาของเขา" นาย... แวนยกด้ามวัตถุสีเงินคู่ใจขึ้น ภายในอัดกระสุนเต็มแม็กพร้อมลั่นไกเต็มที่เมื่อเห็นบริเวณคอของเพื่อนรักตนมีรอยเขี้ยวและยังคงปรากฏคราบเลือด... ปล่อยเธอลง " ร่างสูงอุ้มผู้หลับใหลในอ้อมแขนมองร่างชาย Hunter ตรงหน้าหลังพาตัวเองกระโดดลงมาจากชั้นบนสุด ฝ่ายมีนาที่เพิ่งมาถึงเมื่อเห็นสภาพเนราก็ยกปืนขึ้นไม่ต่างกัน" ผมเหรอ... เขาพูดขึ้นด้วยการหยันยิ้ม ก่อนแววตาสีแดงสดจะฉายทับดวงตาสีดำที่เป็นอยู่ก่อน สิ่งนั้นทะลวงผ่านความคิดของแวนและมีนาไปจนสุดของความทรงจำเมื่อนานมาแล้ว ประตูได้แตกออกทะลักเหตุการณ์วันที่ทั้งสองคนพาเนราและแม่ของเธอเข้าไปยังห้องทำพิธี... โอหังสิ้นดี ผมเคยบอกแล้วว่าอย่าหันเจ้าวัตถุโสโครกนั่นขณะปรากฏกายต่อหน้าเนรา " จบประโยคปืนด้ามเงินของทั้งคู่ลอยเคว้งกระทบพ
ห้องพักหนึ่งภายในโรงแรมเครือคาสเซล" แคทเทอลีน " เสียงชายคนเป็นพ่อเรียกลูกสาวขึ้นหลังเธอเดินออกมาจากห้องนอน ซึ่งนั่นทำให้เธอเผลอสะดุ้งไม่น้อยแม้จะมีพละกำลังในฐานะแวมไพร์เลือดบริสุทธิ์ เพราะน้ำเสียงกล่าวขานเรียกชื่อตนนั้นทรงพลังเหนือกว่า แล้วก็ไม่ใช่ใครคีอาร์นพ่อของหล่อนนั่นเอง" ท่านพ่อ! ทำไมถึงมาโรงแรมคะ นี่เป็นโรงแรมของท่านเมอร์สันหากท่านได้กลิ่น... "" พ่อบอกแล้วว่าเมอร์สันยังไม่ทำอะไรพ่อหรอก แค่รู้สึกอยากมาอยู่ใกล้ๆ กลิ่นเลือดหอมหวานของเด็กคนนั้น แม้บรรดาเลือดบริสุทธิ์จะมีกลิ่นพิเศษของแต่ละคน แต่กับลูกสาวของอีริคชั่งแตกต่างไม่ว่าจะตอนนั้นหรือตอนกลับมาเกิดใหม่ "" ความพิเศษเหนือความพิเศษงั้นเหรอคะ จะว่าไปท่านผู้นั้น... " ผู้เป็นพ่อปรายตาไปยังโซฟานั่งเล่น ปรากฏร่างหญิงสาวเจ้าของเรือนผมสีเงินยาวนอนหลับอยู่ ทำให้แคทเทอลีนเข้าใจในคำตอบโดยไม่หวังถามถึงอีก" เตรียมตัวให้พร้อมอีกไม่กี่วันพระจันทร์แดงจะฉายเด่นบนฟ้า คงเป็นราตรีแห่งแวมไพร์ที่สนุกน่าดู ครั้งนี้กลุ่มผู้อาวุโสยังส่งกำลังคนมาร่วมกับเราด้วย... "" ท่านพ่อเข้าไปพบคนพวกนั้นมาแล้วเหรอคะ "" เฉพาะพวกที่อยู่ฝั่งเรา กลุ่มปรารถนาต่อต้าน







