เข้าสู่ระบบบทที่ 7
พันธนาการกุหลาบขาว
บรรยากาศภายในคฤหาสน์ตระกูลไวท์หลังจบงานจิบน้ำชาเยือกเย็นเสียจนนาวินรู้สึกหนาวสั่นไปถึงขั้วหัวใจ แม้แสงแดดยามบ่ายสาดส่องผ่านกระจกบานสูงเข้ามาในทางเดินหินอ่อน แต่กลิ่นอายความกดดันที่แผ่ออกมาจากร่างสูงใหญ่ที่เดินนำหน้าอยู่นั้นกลับทำให้นาวินรู้สึกเหมือนกำลังเดินเข้าสู่ห้องประหาร
ลีออนไม่ได้พานาวินกลับไปยังห้องนอนอย่างที่ควรจะเป็น แต่กลับกระชากข้อมือเขาให้เดินตามมาด้านในคฤหาสน์ ในพื้นที่ส่วนตัวของเจ้าบ้าน
แรงบีบที่ข้อมือทำให้นาวินนิ่วหน้าด้วยความเจ็บ แต่กลับไม่ยอมปริปากประท้วงออกมาแม้แต่คำเดียว ร่างโปร่งทำได้เพียงก้าวตามแรงดึงนั้นไปอย่างขัดใจ จนกระทั่งมาถึงประตูไม้โอ๊คหนักอึ้งสลักลวดลายสวยงามที่ตั้งเด่นอยู่สุดทางเดิน
ปัง!
เสียงประตูห้องทำงานส่วนตัวปิดลงพร้อมกับเสียงล็อกอัตโนมัติที่ดังขึ้นในความเงียบ ลีออนเหวี่ยงร่างของนาวินโยนไปที่โต๊ะทำงานไม้ตัวใหญ่ทันที
“โอ๊ย!! ปล่อยนะ”
นาวินร้องลั่นทันทีที่แผ่นหลังชนกับขอบโต๊ะ เขาพยายามจะสะบัดตัวเดินหนี แต่ลีออนกลับรวดเร็วกว่า อัลฟ่าหนุ่มขยับเข้ามาประชิดกักขังเขาไว้ในวงแขนแกร่งทั้งสองข้าง แล้ววางมือลงบนโต๊ะ บีบให้พื้นที่ขยับเขยื้อนของนาวินเหลือเพียงพื้นที่แคบๆ ระหว่างอกกว้างกับขอบไม้เย็น
“เจ็บสิจะได้จำ! จะได้เลิกทำตัวอวดดีจนเอาชีวิตตัวเองไปแขวนอยู่บนเส้นด้ายสักที!”
ลีออนตวาดกลับ เสียงทุ้มต่ำนั้นสั่นพร่าด้วยความโกรธจัดที่พยายามอดกดกลั้นไว้ ดวงตาสีฟ้าอ่อนที่เคยเรียบเฉยบัดนี้กลับวาววับด้วยเพลิงอารมณ์ที่นาวินไม่เคยเห็นมาก่อน มันไม่ใช่แค่ความโกรธ แต่มันคือความกราดเกรี้ยวที่ผสมปนเปไปด้วยความห่วงใยที่เจ้าตัวอาจไม่รู้สึก
“ฉันไม่ได้อวดดี ฉันแค่ต้องการความจริง!”
นาวินเชิดหน้าสบตากับอัลฟ่ายีนเด่นอย่างไม่ลดละ แม้ว่าตอนนี้ฟีโรโมนกลิ่นมิ้นต์ที่เย็นจัดจะพลุ่งพล่านออกมาจากตัวลีออนจนเขารู้สึกเหมือนถูกแช่แข็ง ขนลุกซู่ไปทั้งตัว เพราะร่างกายโอเมก้าเริ่มตอบสนองต่อแรงกดดันนั้นโดยสัญชาตญาณ
“นายก็แค่กลัว... กลัวว่าถ้าฉันหาหลักฐานเจอเร็วกว่าที่นายวางแผนไว้ แล้วนายจะควบคุมหมากตัวนี้ไม่ได้ ใช่ไหมล่ะ!”
“ใช่! นายคือหมากของฉัน!”
ลีออนโน้มตัวลงมาจนปลายจมูกแทบจะสัมผัสกัน กลิ่นมิ้นต์ที่เข้มข้นขึ้นทำให้นาวินเริ่มหายใจติดขัด สมองเริ่มมึนงงเพราะอิทธิพลของฟีโรโมน
“และเพราะนายเป็นของฉัน ฉันถึงไม่ยอมให้ใครหน้าไหนมาแตะต้องนายได้ แม้แต่คนอย่างมาร์คัส ไวท์! นายรู้ไหมว่าสิ่งที่นายทำเมื่อกี้มันคือการฆ่าตัวตายชัดๆ ถ้าฉันไปไม่ถึงตัวนายก่อน นายคิดว่าคนอย่างมาร์คัสจะปล่อยนายไว้เหรอ? เขาจะฆ่านายทิ้งทันทีโดยไม่สนว่านายเป็นคู่หมั้นของใคร หรือเป็นน้องชายใครทั้งนั้น!”
นาวินชะงักไปครู่ใหญ่ ความจริงที่ลีออนพ่นออกมาทำให้นาวินรู้สึกหนาวเยือกในช่องท้อง เขาเกลียดตัวเองที่ร่างกายสั่นเทาไม่ใช่เพราะความกลัวต่อความตาย แต่เพราะแรงดึงดูดจากอัลฟ่าตรงหน้าที่เข้มข้นขึ้นทุกวินาที กลิ่นวานิลลาอ่อนหวานเริ่มรั่วไหลออกมาจากร่างโปร่งอย่างห้ามไม่ได้ มันคือกลิ่นของการยอมจำนนที่นาวินเกลียดชังที่สุด
“รอยกัดสวะนี่ มันทำให้นายอยากรู้อยากเห็นจนลืมตัวขนาดนี้เลยเหรอ!”
ลีออนจ้องมองไปที่ลำคอของนาวิน มือแกร่งเชยคางมนขึ้นอย่างแรง บังคับให้สบตากับความว่างเปล่าที่แฝงไปด้วยความหึงหวงลึกๆ
“หรือว่าจริงๆ แล้ว นายแอบหวังให้มาร์คัสเป็นคนมาทำลายรอยนี่ให้กันแน่ อยากให้เขากัดซ้ำลงไปเพื่อให้แผนการของนายจบลงเร็วๆ งั้นเหรอ?”
“นายมันบ้าไปแล้วลีออน! ฉันเกลียดรอยนี่จะตายอยู่แล้ว!”
นาวินพยายามผลักอกอีกฝ่ายออก แต่แขนของลีออนกลับแข็งแกร่งดุจคีมเหล็ก
“ถ้าเกลียดมันนัก ก็อยู่เฉยๆ แล้วทำตามที่ฉันสั่ง!”
ลีออนกระซิบเสียงต่ำลอดไรฟัน ความร้อนจากลมหายใจเป่ารดผิวจนนาวินใจสั่น
“คืนพรุ่งนี้ในงานเลี้ยงเปิดตัว แขกทุกคนในสมาคมอัลฟ่าจะมาที่นี่ และมาร์คัสจะจับตาดูนายเหมือนแร้งที่รอกินซาก นายต้องใส่ชุดที่ฉันเตรียมไว้ และห้ามห่างจากตัวฉันแม้แต่ก้าวเดียว ถ้าฉันเห็นนายพยายามแส่หาเรื่องอีก... ฉันจะไม่แค่ขังนายไว้ในห้อง แต่ฉันจะทำให้นายหนีไปไหนไม่ได้ตลอดชีวิต!”
ลีออนหันหลังผละออกไปอย่างรวดเร็วราวกับกลัวว่าหากอยู่นานกว่านี้เขาจะคุมตัวเองไม่อยู่ ทิ้งให้นาวินยืนหอบหายใจอยู่ข้างโต๊ะทำงาน หัวใจเต้นรัวด้วยความสับสนที่สุมอยู่ในอก ทั้งโกรธ ทั้งเกลียด และทั้งกลัว... กลัวว่าจิตวิญญาณของเขาจะยอมศิโรราบให้กับชายคนนี้เข้าจริงๆ
วันงานเลี้ยง...
นาวินตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกมึนงง แสงแดดที่ลอดผ่านผ้าม่านไม่ได้ทำให้ความขุ่นมัวในใจจางลงไป บนปลายเตียงกว้างมีชุดสูทสีขาวมุกวางไว้อย่างประณีต ข้างๆ กันเป็นกล่องเครื่องประดับราคาแพง นาวินลุกขึ้นลูบไล้เนื้อผ้าชั้นดี มันถูกออกแบบมาให้ปิดบังมิดชิดตั้งแต่ช่วงคอไปจนถึงข้อมือ ปกเสื้อถูกตัดเย็บมาให้ตั้งสูงเพื่อบดบังรอยแผลเป็นที่น่ารังเกียจนั่นโดยเฉพาะ
เขาสวมชุดนั้นด้วยความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูก เมื่อมองดูตัวเองในกระจกเงาบานยักษ์ นาวินเห็นเงาของชายหนุ่มที่ดูสง่างามราวกับเจ้าชายในนิยาย แต่แววตากลับหม่นแสงและเต็มไปด้วยความหวาดระแวง เขาเหมือนนกต่อที่ถูกชุบตัวให้ดูมีราคาเพื่อล่อให้ศัตรูติดกับ
ก๊อก ก๊อก...
ลีออนเดินเข้ามาในห้องโดยไม่รอเสียงอนุญาต เขาอยู่ในชุดสูทสีดำสนิทที่ตัดเย็บอย่างเรียบกริบ ขับเน้นรูปร่างกำยำและอำนาจที่แผ่ออกมาจนน่าเกรงขาม ทั้งคู่ยืนสบตากันผ่านกระจกเงา ลีออนเดินเข้ามาหยุดซ้อนหลังนาวิน ความสูงที่แตกต่างกันทำให้เงาของเขาโอบล้อมนาวินไว้ทั้งหมด
“ดูเหมือนหมากตัวนี้จะแต่งตัวเสร็จแล้ว”
ลีออนเอ่ยเสียงเรียบพลางมองดูภาพสะท้อนของนาวิน เขาหยิบเข็มกลัดเพชรทรงกุหลาบออกมาจากกล่องเพชร แสงไฟในห้องสะท้อนกับอัญมณีจนเกิดประกายระยิบระยับ
“ฉันติดเอง”
นาวินพยายามจะเอื้อมไปหยิบ แต่ลีออนกลับเบี่ยงหลบ
“อยู่นิ่งๆ”
ลีออนบรรจงติดเข็มกลัดลงที่อกเสื้อด้านซ้ายของนาวิน ตำแหน่งที่ตรงกับหัวใจพอดี ปลายนิ้วแกร่งสัมผัสผ่านหน้าอกของนาวินอย่างจงใจ ความร้อนจากปลายนิ้วทำให้นาวินเผลอกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว กลิ่นมิ้นต์จางๆ จากตัวลีออนเริ่มทำให้เขารู้สึกผ่อนคลายอย่างน่าประหลาดแม้พยายามต่อต้านเพียงใดก็ตาม
“กุหลาบขาวดอกนี้คือสัญลักษณ์ของฉัน”
ลีออนเงยหน้าขึ้นสบตาผ่านกระจก แววตาของเขาดูหนักแน่นและมั่นคง
“ในงานเลี้ยงคืนนี้ ไม่ว่ามาร์คัสจะพูดอะไร หรือใครจะเข้าหาทำให้นายกลัวแค่ไหน จงจำไว้ว่านายคือคนของฉันอย่างสมบูรณ์ อย่ากังวลเรื่องอื่น... เข้าใจไหม”
“เข้าใจ นายสัญญาแล้วนะ ถ้างานนี้ผ่านไปได้ นายจะคืนแล็ปท็อปให้ฉัน แล้วจะให้ข้อมูลเกี่ยวกับ Project L-K มากกว่าที่ฉันมี”
นาวินพยายามรักษาน้ำเสียงให้มั่นคงเพื่อปกปิดความสั่นไหวในใจ
“ฉันรักษาคำพูดเสมอ จนกว่านายจะเป็นฝ่ายร้องขอสิ่งอื่นแทนที่แล็ปท็อปนั่นเอง”
ลีออนโน้มลงมากระซิบที่ข้างหูจนเส้นผมนุ่มสีบลอนด์ทองของเขาคลอเคลียกับใบหูของนาวิน
ลีออนผละตัวออกก่อนยื่นแขนมาให้นาวินคล้อง
นาวินมองแขนนั้นด้วยความสับสนที่สุมอยู่ในอก ทั้งปมเรื่องพี่ชาย ปมเรื่องฆาตกร และปมความรู้สึกที่เริ่มยุ่งเหยิง แต่เขาก็ต้องสลัดมันไปแล้วตัดสินใจคล้องแขนอัลฟ่าหนุ่ม ก้าวเดินออกจากห้องพักที่เหมือนกรงทอง มุ่งหน้าสู่ห้องโถงกลางที่ตอนนี้เริ่มมีเสียงดนตรีคลาสสิกดังแว่วขึ้นมา พร้อมกับเสียงชัตเตอร์รัวๆ ของนักข่าวที่รอคอยการปรากฏตัวของ 'คู่หมั้นปริศนา' แห่งตระกูลไวท์
นี่คือก้าวแรกเข้าสู่สงครามที่ไม่รู้ว่าใครจะชนะ แต่ที่แน่ๆ นาวินรู้ดีว่าคืนนี้ชีวิตของเขาจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
ขอบคุณนักอ่านทุกคนที่แวะมาอ่านนะคะ
บทที่ 13ความรู้สึกผิดคืออาวุธที่ดีที่สุดเสียงล้อรถลีมูซีนบดลงบนกรวดหินหน้าคฤหาสน์ตระกูลไวท์ดังแว่วเข้ามาในโสตประสาทของนาวินเป็นจังหวะสม่ำเสมอ มันเป็นเสียงที่ย้ำเตือนว่าเขากำลังกลับเข้าสู่สมรภูมิที่ไร้เสียงปืน แต่เต็มไปด้วยคมดาบที่ซ่อนอยู่ใต้รอยยิ้มพรมเช็ดเท้าผืนหรูนาวินมองลอดกระจกหน้าต่างรถออกไป เห็นคฤหาสน์หินอ่อนสีขาวนวลที่ทอประกายภายใต้แสงจันทร์ มันดูสง่างามทว่าเยือกเย็นไม่ต่างจากเจ้าของกลิ่นมิ้นต์ที่นั่งอยู่ข้างกายเขาในขณะนี้ลีออน ไวท์ นั่งนิ่งราวกับรูปสลัก สายตาจับจ้องไปที่เอกสารในแท็บเล็ต แต่กลิ่นฟีโรโมนมิ้นต์ที่แผ่ออกมากลับมีความว้าวุ่นจางๆ มันส่งผ่านพันธะหลังคอนาวินมาอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่คืนนั้นที่เซฟเฮาส์ริมหน้าผา สายใยที่มองไม่เห็นนี้ทำให้นาวินรับรู้ถึงอารมณ์ของลีออนได้ลึกซึ้งจนน่ากลัว เขารู้ว่าลีออนกำลังเครียดเรื่องการเผชิญหน้ากับมาร์คัส และเขาก็รู้ว่าลีออนกำลัง... รู้สึกผิดนาวินขยับตัวเล็กน้อย เสื้อคาร์ดิแกนตัวโคร่งของลีออนที่เขาจงใจสวมใส่ไว้ยังคงทำหน้าที่ของมันได้ดี กลิ่นมิ้นต์ที่อบอวลช่วยให้สัญชาตญาณโอเมก้าของเขาสงบลง และมันทำหน้าที่อีกอย่าง... คือเป็นเครื่องมือชั
บทที่ 12รอยร้าวในใจความเงียบเชียบในเซฟเฮาส์ริมหน้าผาเริ่มทำงานกับประสาทของนาวินอีกครั้ง หลังจากเสียงล็อกประตูห้องนอนเงียบหายไปพร้อมกับเงาของลีออน ร่างโปร่งในชุดคาร์ดิแกนตัวโคร่งที่อบอวลด้วยกลิ่นมิ้นต์ ทรุดกายลงนั่งบนขอบหน้าต่างกระจกบานยักษ์ เขามองออกไปที่เส้นขอบฟ้าที่น้ำทะเลและท้องฟ้าบรรจบกันเป็นเส้นเดียว มันไม่ได้ทำให้เขารู้สึกถึงอิสรภาพแม้แต่น้อยมือบางลูบไล้รอยกัดที่หลังคออย่างเผลอตัว ความเจ็บแปลบจางลงแล้ว แต่ความรู้สึกหน่วงที่เชื่อมโยงกับเจ้าของรอยกัดกลับเด่นชัดขึ้นทุกนาที มันเป็นความรู้สึกแปลกใหม่ที่เขาเกลียดแสนเกลียด... เขาสามารถสัมผัสได้ถึงกระแสอารมณ์ที่ขุ่นมัวและว้าวุ่นของลีออนที่ยังคงลอยวนอยู่ในบ้านหลังนี้ แม้เจ้าตัวจะออกไปแล้วก็ตาม“นายเห็นผมเป็นตัวแทนของพี่จริงๆ สินะ...”นาวินพึมพำกับความว่างเปล่าประโยคสุดท้ายของลีออนที่หลุดชื่อคามินออกมา มันยังคงดังก้องอยู่ในหัวนาวินรู้ดีว่านี่คือโอกาสทอง หากเขาอยากทำลายตระกูลไวท์ หรือสืบหาความจริงเรื่องการตายของพี่ชาย เขาต้องไม่ทำตัวเป็นศัตรูที่คอยแต่วิ่งหนี แต่เขาต้องกลายเป็นคนรักที่ลีออนโหยหา เพื่อที่จะได้เข้าไปสืบหาความจริงให้ได้ลึก
บทที่ 11กรงขังที่เรียกว่าพันธะความเงียบสงัดภายในเซฟเฮาส์ริมหน้าผาดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่จอมปลอมที่สุดในความรู้สึกของนาวิน ทันทีที่เขารู้สึกตัวตื่นขึ้นมาในตอนสายของวันใหม่ สิ่งแรกที่กระแทกเข้าสู่ประสาทรับรู้คือความหนักอึ้งที่แผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย ร่างกายของเขารู้สึกเหมือนถูกบดละเอียดและประกอบขึ้นใหม่ด้วยน้ำมือของลีออน ความเจ็บระบมที่ช่วงล่างและรอยเขี้ยวที่หลังคอยังคงส่งความรู้สึกวูบวาบราวกับมีกระแสไฟฟ้าแล่นผ่านอยู่ตลอดเวลานาวินพยายามหยัดกายลุกขึ้นจากเตียง แต่แค่ขยับตัวเพียงนิด ความเจ็บเจียนตายก็แล่นริ้ว จนเขาต้องหลุดเสียงครางออกมา ร่างกายที่เคยเป็นของเขา บัดนี้กลับให้ความรู้สึกเหมือนของแปลกปลอม สิ่งที่รบกวนใจเขามากกว่าความระบมทางกาย คือความเชื่อมโยงที่น่าสะอิดสะเอียน...เขารับรู้ได้ถึงตำแหน่งของลีออนโดยสัญชาตญาณ เขารู้ว่าลีออนไม่ได้อยู่ในห้อง แต่กำลังยืนอยู่ที่ระเบียงด้านนอกเพื่อจัดการกับเรื่องวุ่นวายที่ทิ้งไว้ในงานเลี้ยงนาวินโซซัดโซเซเข้าไปในห้องน้ำ มือบางลูบไล้ไปตามรอยกัดที่หลังคอ มันบวมแดงมีรอยเลือดแห้งกรังติดอยู่ เขาเปิดฝักบัวให้แรงที่สุดหวังให้สายน้ำเย็นจัดชะล้างทุกร่องรอย ทุก
บทที่ 10พันธะนิรันดร์ภายในห้องนอนริมหน้าผาอันห่างไกล แสงจันทร์สลัวที่ลอดผ่านผนังกระจกบานยักษ์ส่องให้เห็นเงาของคนสองคนที่กำลังถูกพายุแห่งสัญชาตญาณซัดสาด บรรยากาศที่เคยเงียบสงัดถูกแทนที่ด้วยเสียงหอบหายใจหนักหน่วง กลิ่นวานิลลาที่หอมหวานจัดจ้านจากตัวนาวินบัดนี้ไม่ใช่เพียงแค่กลิ่นหอม แต่มันคือสารกระตุ้นที่รุนแรงกว่ายาเสพติดชนิดใดในโลก กลิ่นนั้นพลุ่งพล่านไปทั่วทุกอณูอากาศ มอมเมาประสาทสัมผัสของอัลฟ่าจ่าฝูงจนพังทลาย“อึก...”ลีออนขบกรามแน่นจนเส้นเลือดที่ขมับปูดโปน ดวงตาที่เคยเป็นสีฟ้าใสบัดนี้กลับวาวโรจน์ด้วยสีแดงฉานดุจทับทิมอาบเลือด ร่างกายของเขาร้อนรุ่มจนเหมือนมีลาวาไหลเวียนอยู่ในเส้นเลือด อาการรัทที่พุ่งสูงขึ้นอย่างฉับพลันจากการถูกกระตุ้นโดยโอเมก้าคู่แห่งโชคชะตาทำให้อารมณ์ผิดชอบชั่วดีถูกแผดเผาจนมอดไหม้ เหลือเพียงความปรารถนาครอบครองและตีตราเหยื่อตรงหน้าให้จมลงกับเขี้ยวเล็บ“นาวิน... นายทำฉันคลั่งเองนะ...”เสียงคำรามทุ้มต่ำพร่ามัวแฝงไปด้วยความดุร้าย ลีออนกระชากร่างโปร่งที่นอนหอบหายใจรวยรินบนเตียงกว้างให้เข้ามาประชิดตัว ฝ่ามือหนาบีบเคล้นลงบนสะโพกมนและแผ่นหลังเนียนละเอียดอย่างแรงจนเกิดรอยนิ้วม
บทที่ 9พันธะนิรันดร์เสียงเครื่องยนต์ของรถลีมูซีนคำรามเบาๆ ขณะที่มันพุ่งทะยานออกสู่ถนนสายเปลี่ยวมุ่งหน้าออกนอกเมือง แสงไฟจากเสาไฟฟ้าข้างทางสาดเข้ามาในรถราวกับภาพแฟลชแบ็กที่ย้ำเตือนถึงความวุ่นวายในงานเลี้ยงที่เพิ่งผ่านมาไม่กี่นาที แต่ภายในห้องโดยสารที่ถูกปิดตายด้วยกระจกกันเสียงและฟิล์มทึบกลับเต็มไปด้วยบรรยากาศที่ร้อนระอุจนแทบเผาไหม้ทุกอย่างให้เป็นจุณนาวินนอนบิดเร้าอยู่บนเบาะหนังสีดำสนิท ร่างกายที่เคยสง่างามในชุดสูทสีขาวมุกบัดนี้ดูยั่วยวนและปลุกเร้าอารมณ์ กระดุมเสื้อหลุดกระจายเผยให้เห็นแผ่นอกที่กระเพื่อมขึ้นลงตามจังหวะการหอบหายใจที่รุนแรง เหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดพรายจนเสื้อผ้าเปียกชุ่มแนบไปกับผิว กลิ่นวานิลลาที่เคยเป็นเพียงความหอมจางๆ บัดนี้มันเข้มข้นจนกลายเป็นกลิ่นที่หอมหวานจัดและนุ่มลึกผสมกับไม้หอมราวกับน้ำเชื่อมที่กำลังเคี่ยวบนไฟแรง มันเย้ายวนและบีบคั้นประสาทสัมผัสของอัลฟ่าทุกคนที่อยู่ใกล้“ฮึก... ลีออน... ฉัน... ทนไม่ไหวแล้ว...”เสียงครางอ้อนวอนของนาวินไม่ได้เป็นเพียงเสียงเรียกชื่อ แต่มันคือเสียงสะอื้นที่เต็มไปด้วยความทรมานจากส่วนลึกของสัญชาตญาณโอเมก้าที่กำลังถูกปลุกให้ตื่นจากการฮีทครั้
บทที่ 8งานเลี้ยงทันทีที่บานประตูคู่มหึมาของโถงจัดเลี้ยงเปิดออก แสงสว่างจ้าจากโคมไฟระย้าคริสตัลนับร้อยดวงก็สาดซัดเข้าใส่ร่างของคนทั้งคู่จนนาวินต้องหยีตาลงชั่วขณะ เสียงชัตเตอร์จากกล้องของเหล่านักข่าวรัวกระหน่ำขึ้นราวกับเสียงปืนกล พร้อมกับแสงแฟลชที่ระเบิดวาบไม่หยุดหย่อน ราวกับจะลอกหนังกำพร้าของเขาออกมาแฉให้คนทั้งโลกเห็นลีออนกระชับวงแขนที่โอบเอวนาวินไว้แน่นขึ้น แรงบีบที่มั่นคงนั้นสื่อความหมายถึงการปกป้องและการเตือนสติในเวลาเดียวกัน นาวินสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามบังคับไม่ให้ขาทั้งสองข้างสั่นเทาขณะก้าวเดินเคียงข้างอัลฟ่ายีนเด่นที่แผ่กลิ่นอายอำนาจออกมาอย่างน่ายำเกรงเขารู้ดีว่า เขากับคามินไม่มีความคล้ายคลึงกันในทางหน้าตา พี่ชายของเขาคือลูกเสี้ยวไทยญี่ปุ่นรัสเซียที่มีเครื่องหน้าคมชัดและดวงตาสีเทาที่ดูแปลกตา ทว่านาวินคือชายหนุ่มไทยแท้ที่มีดวงตาสีนิลสนิทดุจท้องฟ้ายามค่ำคืน แต่สิ่งที่เขารู้สึกได้ในตอนนี้คือสายตาของแขกเหรื่อที่มองมา... พวกเขาไม่ได้มองที่รูปร่างหน้าตา แต่มองหาบางอย่างที่ลีออนพยายามจะยื้อคืนมาจากความตาย“ยิ้มไว้... และอย่าลดสายตาลงเด็ดขาด”เสียงทุ้มของลีออนกระซิบชิดใบหู ท่าทางนั้น




![กรงแค้นขังรัก [Mpreg]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)


