LOGIN“สาหร่าย!”
เสียงเข้มของนิพนธ์ดังขึ้นทันทีที่เขาเดินเข้ามาในห้องรับรองแขก ทำให้สาวใช้ที่นั่งอยู่รีบกุลีกุจอลุกขึ้นจากพื้นหินอ่อนแทบจะทันที พร้อมกวักมือเรียกเพื่อนให้ลุกตามอย่างลนลาน “คะ คุณท่าน!?” “เดี๋ยวไปบอกป้าดวงว่าไม่ต้องทำอาหารเย็นนะ” นิพนธ์เอ่ยสั่งเรียบ ๆ แต่สายตากลับมองเลยไปยังหญิงสาวตัวเล็กอีกคนที่ยืนอยู่ด้านหลัง “วันนี้ฉันจะพาลูกๆออกไปดินเนอร์ข้างนอก” “ค่ะ!” สาหร่ายรับคำอย่างรวดเร็ว “แล้วก็...” เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนพูดต่อ “พาเพื่อนไปรอที่ห้องทำงานของฉัน” “ได้เลยค่ะ” ทว่า... ยังไม่ทันที่นิพนธ์จะเดินออกไป เขาก็เหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้ จึงหันกลับมาอีกครั้ง “อ้อ แล้วก็บอกทะเลกับภาด้วยนะ เมื่อกี้ฉันลืมบอก” “ค่ะคุณท่าน” นิพนธ์เดินขึ้นชั้นสองของบ้านด้วยท่าทีสงบนิ่ง ท่ามกลางสายตาของน้ำชาที่มองตามแผ่นหลังกว้างนั้นไม่วาง ริมฝีปากเล็กค่อย ๆ ยกยิ้มมุมปากบาง ๆ ราวกับกำลังคิดอะไรบางอย่างอยู่ในใจ ก่อนเธอจะเดินตามสาหร่ายออกไปทางห้องครัว บนชั้นสอง ห้องทำงานของนิพนธ์เป็นเพียงห้องเดียวในบ้านที่ไม่มีระบบสแกนลายนิ้วมือ เพราะมันแทบไม่มีของมีค่าหรือเอกสารสำคัญอะไรอยู่เลย ทุกอย่างถูกเก็บไว้ในตู้เซฟขนาดใหญ่ภายในห้องนอนของเขาแทน จึงทำให้ห้องนี้กลายเป็นพื้นที่ที่ใคร ๆ ก็สามารถเข้าออกได้โดยไม่ต้องระวังมากนัก “แกรอคุณท่านอยู่ตรงนี้นะ” สาหร่ายบอกเพื่อน พลางวางถาดกาแฟลงบนโต๊ะทำงาน “แล้วอย่ามือไวล่ะ บ้านนี้กล้องเยอะจะตาย” “เออ ๆ” น้ำชาตอบปัด ๆ แต่สายตากลับกวาดมองรอบห้องอย่างสนใจ ก่อนจะหันกลับมาหาเพื่อนอีกครั้ง “แล้วเรื่องนั้นล่ะ...” เธอลดเสียงลง “ถ้าฉันทำให้คุณท่านพอใจ เขาจะรับฉันเข้าทำงานไหม?” สาหร่ายหลุดหัวเราะในลำคอเบา ๆ ก่อนเอียงหน้าไปทางมุมเพดานที่ซ่อนกล้องวงจรปิดเอาไว้ “แกอายกล้องไหมล่ะ?” น้ำชามองตามสายตาเพื่อน ก่อนเม้มริมฝีปากแน่นเล็กน้อย สาหร่ายอาจดูใสซื่อในสายตาคนอื่น แต่เรื่องบนเตียง เธอสุดๆราวกับนางเสือ เงินเดือนที่สูงกว่าเดิม กับการแลกบางอย่างที่ไม่เคยมีใครบอกตรง ๆ สำหรับเด็กผู้หญิงที่ต้องดิ้นรนหาเงินเลี้ยงตัวเอง มันก็คุ้มพอจะเสี่ยงอยู่แล้ว “แกนี่มันร้ายจริง ๆ อีสาหร่าย” “หึ... ไม่ต้องห่วงหรอก” สาหร่ายยักไหล่ “บ้านนี้ทุกอย่างเป็นความลับ คุณท่านดูแลพวกเราอย่างดี ถ้าใครกล้าเอาเรื่องคลิปไปปล่อย คนนั้นไม่ตายดีแน่” “ก็จริง...” น้ำชาพยักหน้าเบา ๆ “ใครมันจะอยากเสียชื่อกัน” “แกก็แค่ทำตัวดี ๆ ให้ท่านเอ็นดูเข้าไว้” สาหร่ายพูดต่อ พลางจับมือเพื่อน “แล้วป้าๆที่ดูถูกแกจะหุบปากหมดเลยแหละ” “อือ... ขอบใจมากนะ ที่ช่วยฉัน” สองสาวโอบกอดกันแน่น ก่อนสาหร่ายจะเดินออกจากห้องไป พร้อมเสียงประตูที่ปิดลงเบา ๆ น้ำชาถอนหายใจยาว พยายามรวบรวมสติให้ตัวเอง แต่ยังไม่ทันจะได้เตรียมใจนานนัก แกร๊ก... เสียงเปิดประตูก็ดังขึ้นอีกครั้ง “สวัสดีค่ะคุณท่าน” เธอรีบยกมือไหว้ชายวัยกลางคนอย่างนอบน้อม และทันทีที่นิพนธ์พยักหน้าเป็นเชิงอนุญาต น้ำชาก็ค่อย ๆ หย่อนตัวลงนั่งบนโซฟา “เป็นเพื่อนสาหร่ายเหรอ?” นิพนธ์ถาม พลางยกแก้วกาแฟขึ้นจิบช้า ๆ แล้วเดินมานั่งที่โซฟาตรงข้ามกับหญิงสาว “ค่ะ เรียนมาด้วยกัน” “งั้นก็คงสนิทกันมาก” เขาวางแก้วลงเบา ๆ ก่อนทอดสายตามองหญิงสาวตรงหน้าอย่างเงียบ ๆ “แล้วสาหร่ายไม่ได้บอกเหรอ ว่าฉันไม่รับญาติหรือเพื่อนสนิทของคนในบ้านเข้ามาทำงาน” “คุณท่านอย่าว่าสาหร่ายเลยนะคะ” น้ำชารีบลุกเดินเข้ามาคุกเข่าลงตรงหน้าเขา มือทั้งสองพนมแน่น สีหน้าร้อนรนอย่างเห็นได้ชัด “หนูเป็นคนขอให้มันช่วยเอง” นิพนธ์มองเธอนิ่ง ๆ อยู่ครู่หนึ่ง โน้มตัววางแก้วกาแฟลง ก่อนเอนตัวพิงพนักโซฟาช้า ๆ “ถ้าฉันรับเธอเข้ามา...” น้ำเสียงของเขาเรียบเฉยจนเดาอารมณ์ไม่ออก “เธอก็ต้องทำงานหนักกว่าสาหร่าย ทนได้ไหมล่ะ?” “ได้ค่ะ” เสียงหวานตอบกลับทันที ดวงตาเริ่มเอ่อคลอไปด้วยน้ำตา ขณะเธอเงยหน้ามองเขาอย่างอ้อนวอน “หนูทำได้ทุกอย่างค่ะ... ไม่ว่าคุณท่านจะสั่งอะไร” นิพนธ์เหลือบมองหญิงสาวตรงหน้าเพียงเล็กน้อย ก่อนเอื้อมมือไปคว้าซองเอกสารสีน้ำตาลที่วางอยู่บนโต๊ะฝั่งเดียวกับที่น้ำชานั่งอยู่ขึ้นมา เขาเปิดซองออกอย่างไม่รีบร้อน แล้วดึงเอกสารด้านในขึ้นมาอ่านทีละแผ่น นัยน์ตาคมกวาดมองข้อมูลในประวัติอย่างเงียบ ๆ ตั้งแต่สำเนาบัตรประชาชน ประวัติการศึกษา ไปจนถึงผลตรวจสุขภาพ ก่อนจะพลิกไปยังเอกสารหน้าถัดไป “ตรวจเลือดมาเมื่อวาน?” นิพนธ์เอ่ยขึ้นเรียบ ๆ พลางเหลือบสายตามองหญิงสาวผ่านขอบกระดาษ “สาหร่ายบอกมาดีนะเนี่ย” ว่าจบ เขาก็โยนเอกสารลงบนโต๊ะอย่างไม่ใส่ใจนัก แม้น้ำเสียงก่อนหน้าของนิพนธ์จะฟังดูเรียบเฉย แต่กลับทำให้น้ำชารู้สึกกดดันจนเผลอกำชายกระโปรงแน่นโดยไม่รู้ตัว ผู้ชายคนนี้ดูน่าเกรงขามเกินกว่าจะสบตาตรง ๆ ได้นาน ทั้งท่าทาง น้ำเสียง และสายตา ล้วนแฝงอำนาจบางอย่างที่ทำให้คนตรงหน้ารู้สึกเหมือนถูกกดเอาไว้ตลอดเวลา แต่เพียงไม่กี่วินาที แววตาประหม่าของน้ำชาก็ค่อย ๆ เลือนหายไป หญิงสาวยืดตัวขึ้นช้า ๆ ราวกับเรียกความมั่นใจของตัวเองกลับมาได้อีกครั้ง “แต่หนูมีดีมากกว่าสาหร่ายอีกนะคะ” นิพนธ์ยกยิ้มมุมปากบาง ๆ ทันที สิ่งที่ทะเลพูดไว้ ดูเหมือนจะจริงทุกอย่าง ผ่านไปไม่ถึงนาที น้ำชาก็เริ่มเผยตัวตนที่แท้จริงออกมาแล้ว ทั้งความทะเยอทะยานและความต้องการจะก้าวขึ้นมาเหนือคนอื่น “ลูกสาวฉันบอกว่าเธอดูไม่น่าไว้ใจ” เขาเอ่ยเรียบ ๆ พลางมองสำรวจหญิงสาวตรงหน้าอย่างไม่ปิดบัง “แต่หนูชอบคุณทะเลนะคะ” น้ำชาค่อย ๆ ลุกขึ้นจากโซฟา ก่อนเดินเข้ามาใกล้เขาช้า ๆ น้ำเสียงหวานลงอย่างจงใจ “เธอดูมั่นใจ... สวย... แล้วก็มีเสน่ห์มาก” นิพนธ์ยังคงนั่งนิ่ง ไม่ได้ตอบอะไรกลับไป มีเพียงรอยยิ้มบาง ๆ ตรงมุมปากเท่านั้นที่บอกว่าเขากำลังมองเกมของเธอออกทุกอย่างและเขาก็พร้อมจะเล่นเกมกับเธอเช่นกัน “ถ้าอย่างนั้นก็ถอดสิ” น้ำเสียงทุ้มต่ำของนิพนธ์ดังขึ้นช้า ๆ หนักแน่นและเต็มไปด้วยอำนาจ ขณะยกแก้วกาแฟขึ้นจิบอย่างไม่รีบร้อน นัยน์ตาคมมองหญิงสาวผ่านขอบแก้วนิ่ง ๆ ราวกับกำลังทดสอบว่าเธอจะกล้าทำได้จริงแค่ไหน บรรยากาศภายในห้องเงียบลงทันที มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศเบา ๆ กับหัวใจของน้ำชาที่เต้นแรงจนแทบทะลุออกมานอกอก หญิงสาวชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนเม้มริมฝีปากแน่น มือเรียวค่อย ๆ เลื่อนไปจับชายเสื้อของตัวเอง แววตาที่เคยมั่นใจเริ่มสั่นไหวเล็กน้อยเมื่อถูกสายตาของเขากดดันอย่างเงียบ ๆ นิพนธ์ยังคงนั่งเอนหลังอยู่ที่เดิม สีหน้าเรียบนิ่งจนเดาไม่ออกว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่กันแน่ แต่ยิ่งเขานิ่งมากเท่าไร มันกลับยิ่งทำให้น้ำชารู้สึกเหมือนตัวเองกำลังถูกควบคุมมากขึ้นเท่านั้น “แต่หนูอยากให้คุณท่านถอดให้มากกว่านะคะ...” น้ำเสียงหวานแฝงความยั่วยวนดังขึ้นเบา ๆ ขณะน้ำชาก้าวเข้ามาใกล้ ก่อนจะถือวิสาสะแย่งแก้วกาแฟออกจากมือของนิพนธ์ แล้วนำไปวางลงบนโต๊ะอย่างไม่เกรงกลัว นิพนธ์เหลือบตามองการกระทำนั้นเล็กน้อย ก่อนเอนตัวพิงพนักโซฟา สีหน้ายังคงนิ่งเรียบ “เธอคิดว่าคนอย่างฉัน... จะถูกสั่งได้งั้นเหรอ?” น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยช้า ๆ แต่เต็มไปด้วยแรงกดดัน จนคนฟังรู้สึกเหมือนถูกบีบเอาไว้ทั้งตัว แม้น้ำชาจะหวั่นกับสายตาของเขาอยู่ไม่น้อย แต่เธอก็รู้ดีว่าตัวเองถอยไม่ได้แล้ว ในเมื่อเลือกก้าวเข้ามาเอง ก็ไม่มีทางกลับไปเป็นคนเดิมได้อีก “ก็หนูแค่อยากให้คุณท่านสนใจนี่คะ” หญิงสาวยิ้มบาง ๆ พลางปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตของตัวเองช้า ๆ และเดินเข้าไปนั่งคร่อมตักของเขาอย่างใจกล้า สองแขนโอบล้อมต้นคอของชายวัยกลางคน และจงใจบดเบาๆให้ใจกลางสาวโดนท่อนเอ็นใหญ่ที่กำลังขยายตัวอยู่ภายใต้กางเกงวอล์มสีเข้มของเขา “อ่ะ....” น้ำชาตกใจครางออกมาเบาๆ เมื่อจู่ๆ นิพนธ์ก็แยกขาออกกว้าง ทำให้เธอที่นั่งคร่อมเขาอยู่ ขาฉีกออกกว้างไม่ต่างกัน ใบหน้าสวยเชิดขึ้นเล็กน้อยและตามมาด้วยเสียงพ่นลมหายใจออกเบาๆ ยิ่งสัมผัสจากมือหนาค่อยๆลูบไล้ไปตามความยาวของต้นขาขาวเนียน หัวใจดวงน้อยๆก็เต้นแรงมากขึ้น ผีเสื้อนับล้านกำลังบินวนอยู่ในท้องของเธอ “อื้อออออ คุณท่าน” มือหนาข้างถนัดล้วงเข้าไปด้านในกระโปรงพีทตัวจิ๋ว ลูบไล้เบาๆ และจงใจบดเม็ดทับทึบสีแดง เพียงเท่านั้นเสียงครางของน้ำชาก็ดังลั่น เธอเกร็งไปหมดจนเผลอบีบมือตัวเองอย่างแน่น “เธอถอดออกตั้งแต่เมื่อไร?” เขากระตุกยิ้มมุมปากอย่างเจ้าเล่ห์ แล้วสอดนิ้วใหญ่เข้าไปด้านในช่องทางชุ่มช่ำของเธอ ท่านี้มันทำให้เขาสอดใส่ได้ง่ายมากและยิ่งเธอไม่ตอบ นิ้วร้ายก็ขยับอย่างรวดเร็วๆ “อะ อะ อะ คุณท่านนนน อื้ออออออ” ร่างบางสั่นสะท้าน ตัวเกร็งจนแทบจะควบคุมตัวเองไม่อยู่ ยิ่งนิ้วยาวกระแตก กระทันเข้าหนักหน่วงมากเท่าไร น้ำสีใสกระเซ็น กระจายออกมาเต็มไปหมดจนเธอกระตุก เสร็จสมคานิ้วของเจ้านาย“เรื่องนี้…ผมว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับการบริหารงานของบริษัทนะครับ” นิพนธ์เอ่ยแทรกขึ้น ท่ามกลางสายตาของผู้สื่อข่าวและแขกเหรื่อทั้งงานที่กำลังจับจ้องมาทางเขา “และตามหลักแล้ว ทะเลกับภาคินไม่ได้มีสายเลือดเดียวกัน การที่ผมอนุญาตให้ลูกทั้งสองคนคบหากัน ก็ไม่ได้มีอะไรผิดนี่ครับ” “จริงด้วย…” เสียงซุบซิบดังขึ้นจากกลุ่มนักข่าวทันทีที่สิ้นคำพูดของนิพนธ์ หลายคนเริ่มหันไปมองหน้ากันอย่างเข้าใจสถานการณ์มากขึ้น “อีกอย่าง เมื่อไม่นานมานี้ ภาคินกับทะเลเพิ่งจะหมั้นหมายกันไป” นิพนธ์กล่าวต่อด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ทว่า…แววตากลับทอดมองตรงไปยังฤทธิ์ชัยและไวท์ซึ่งยืนอยู่ไม่ไกล ราวกับจงใจให้ใครบางคนได้รับรู้ถึงความหมายของคำพูดนั้น “งั้นแสดงว่าคลิปที่กำลังว่อนอยู่ในโลกอินเทอร์เน็ต…” นักข่าวชายคนหนึ่งรีบเอ่ยถามขึ้น “ครับ” ภาคินรับคำ น้ำเสียงของเขายังคงหนักแน่นไร้ความลังเล “วันนั้นผมกับทะเลไปเลี้ยงฉลองกันที่คลับ และการที่ผมจะจูบว่าที่ภรรยานั้น มันผิดตรงไหนครับ?” นักข่าวแต่ละคนมีสีหน้าเจื่อนลงไปตาม ๆ กัน เมื่อไม่อาจโต้แย้งคำพูดของภาคินได้ เพราะสิ่งที่เขาพูดล้วนเป็นความจริง ทะเลกับภาคินไม่ได้มีสายเลือดเดีย
เสียงดนตรีภายในห้องบอลรูมค่อย ๆ เปลี่ยนจังหวะ ก่อนแสงไฟบนเวทีจะหรี่ลง จอ LED ขนาดใหญ่ด้านหลังเวทีพลันสว่างขึ้น พร้อมตัวอักษรสีทองปรากฏบนพื้นหลังสีดำสนิท PONGWARIN 25th ANNIVERSARY 25 YEARS OF EXCELLENCE ภาพความทรงจำตลอดระยะเวลา 25 ปีค่อย ๆ ปรากฏขึ้นบนจอ ตั้งแต่จุดเริ่มต้นของ Velvet Skin ผลิตภัณฑ์รุ่นแรก รางวัลและความสำเร็จต่าง ๆ ไล่เรียงมาจนถึงภาพขององค์กรในปัจจุบัน ก่อนภาพจะเปลี่ยนเป็นโลโก้ VELVET SKIN และ OCEAN GROUP ที่ปรากฏเคียงคู่กัน เสียงบรรยายดังขึ้นอย่างนุ่มนวล “ยี่สิบห้าปีแห่งความมุ่งมั่น…ยี่สิบห้าปีแห่งการเติบโต และยี่สิบห้าปีแห่งความภาคภูมิใจของพงศ์วารินทร์” ภาพสุดท้ายหยุดลงที่โลโก้ PG พร้อมภาพสมาชิกครอบครัวพงศ์วารินทร์ในอดีต ก่อนค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นภาพปัจจุบัน เสียงปรบมือดังขึ้นทั่วทั้งห้อง พิธีกรหญิงก้าวออกมาด้านหน้า พร้อมรอยยิ้ม “และตลอดระยะเวลา 25 ปีที่ผ่านมา บุคคลสำคัญผู้เป็นทั้งผู้ก่อตั้งและผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของพงศ์วารินทร์ กรุ๊ป…” เธอเว้นจังหวะเล็กน้อย ขณะที่แสงสปอตไลต์ค่อย ๆ สาดไปยังชายวัยกลางคนบริเวณที่นั่งด้านหน้า “ขอเรียนเชิญ คุณนิพนธ์ พงศ์วารินท
ช่วงเช้าของวันใหม่ ข่าวของทะเลและภาคินยังคงแพร่กระจายไปทั่วโลกอินเทอร์เน็ตอย่างต่อเนื่อง หากแต่ทั้งสองคนกลับไม่ได้ให้ความสนใจมากนัก เพราะมีทีมกฎหมายและทีมไอทีคอยจัดการและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ภายในห้องแต่งตัว นิพนธ์กำลังยืนอยู่หน้ากระจกบานใหญ่ พลางจัดเนกไทให้เข้าที่ด้วยท่าทีสุขุม “งานเริ่มหกโมงเย็น” เขาพูดขึ้นเสียงเรียบ ขณะตรวจความเรียบร้อยของตัวเองผ่านเงาสะท้อนในกระจก “แต่พวกเธอสองคนต้องไปถึงก่อน เข้าใจไหม?” “แต่คุณท่านคะ…” สาหร่ายเดินเข้ามาพร้อมเสื้อสูทตัวนอก ก่อนจะชะงักเล็กน้อย “ให้หร่ายกับชาไปด้วยจะดีเหรอคะ?” “แล้วจะอยู่บ้านทำอะไร?” นิพนธ์หันกลับมามอง ก่อนเลิกคิ้วเล็กน้อย รับเสื้อสูทจากมือของเธอ แล้วเอื้อมไปจัดปกเสื้อให้เข้าที่ “ไปช่วยงานที่นั่นแหละ อย่างน้อยก็อยู่เป็นเพื่อนทะเลด้วย” “เปล่าหรอกค่ะ…” สาหร่ายยิ้มหวาน ก่อนเอ่ยเสียงออดอ้อน “ที่หร่ายค้านเพราะหร่ายกับชาไม่มีชุดสวย ๆ ที่เหมาะกับงานต่างหากค่ะ” นิพนธ์ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนหลุดหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ จริงด้วย เขาเกือบลืมไปว่าสองคนนี้เป็นสาวใช้ จะไปมีชุดราตรีสวย ๆ สำหรับออกงานใหญ่ได้อย่างไร “งั้นก็ไปที่ห้องเ
เวลาล่วงเลยเข้าสู่ห้าทุ่มกว่า ฤทธิ์ชัยยังคงนั่งอยู่บนโซฟาตัวใหญ่ภายในห้องนั่งเล่น ในมือของชายวัยกลางคนถือแก้วไวน์สีแดงเข้ม ค่อย ๆ แกว่งมันไปมาอย่างไร้จุดหมาย ใบหน้าเคร่งเครียด หัวคิ้วขมวดแน่นไม่คลาย สายตาเหลือบมองนาฬิกาบนผนังเป็นระยะ ราวกับกำลังรอใครบางคน แกร๊ก…เสียงประตูบ้านเปิดออก “เอ้า…” ไวท์เดินเข้ามาพร้อมสีหน้าอ่อนล้า เสื้อผ้ายังคงเป็นชุดเดิมตั้งแต่เมื่อวาน เพียงแต่ยับยู่ยี่จนดูออกว่าเจ้าตัวไม่ได้กลับบ้านทั้งคืน “ยังไม่นอนอีกเหรอพ่อ?” ฤทธิ์ชัยเงยหน้าขึ้นมองลูกชาย ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบ แต่เย็นเยียบ “ฉันมีเรื่องจะคุยกับแก” เขาชี้ไปยังโซฟาฝั่งตรงข้าม “นั่งลง” “เฮ้อ…” ไวท์ถอนหายใจอย่างเบื่อหน่าย ก่อนทิ้งตัวลงนั่ง “อะไรอีกล่ะพ่อ พรุ่งนี้ค่อยคุยไม่ได้เหรอ ผมเหนื่อย” “มึงไปทำเรื่องอะไรมา” “เรื่องอะไร?” “ไอ้ไวท์!” ฤทธิ์ชัยตวาดเสียงลั่น “อย่ามาทำเป็นไม่รู้ กูถามว่ามึงไปทำอะไรมา!” “ก็บอกแล้วไง…ไปดื่มกับเพื่อน เมาจนกลับไม่ไหว ก็เลยนอนห้องมัน” “แล้วมึงไปทำอะไร…นอกจากนั้น!” ปัง! แก้วไวน์ถูกวางกระแทกลงบนโต๊ะจนของเหลวกระเพื่อม “มึงรู้ไหม…วันนี้กูต้องเจออะไรบ้าง!”
หกโมงเย็นของวัน หลังเลิกงาน ภาคินแยกตัวจากทะเล โดยอ้างว่าจะไปทำธุระกับสิงห์ เพื่อนสนิทที่เป็นนายตำรวจ ส่วนทะเลก็ออกไปพร้อมกับเกวลิน โดยไม่เอะใจแม้แต่น้อย ไม่นานนัก รถยนต์สีดำคันหรูก็แล่นมาจอดสนิทอยู่หน้าบ้านพักของฤทธิ์ชัย บรรยากาศยามเย็นเงียบสงบ ตัดกับสีหน้าของชายทั้งสองที่เคร่งเครียดผิดปกติ ภาคินเอนตัวพิงเบาะ หลับตาลงครู่หนึ่ง ก่อนสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ แล้วค่อย ๆ ผ่อนออกช้า ๆ ราวกับกำลังสะกดอารมณ์ของตัวเอง “กูว่า…” สิงห์เอ่ยทำลายความเงียบ พลางมองบ้านหลังใหญ่เบื้องหน้า “ต่อให้มึงมีหลักฐาน ไอ้ไวท์มันก็ไม่ยอมรับหรอก” เขาหันมามองเพื่อนด้วยแววตาเป็นห่วง “กลับกันเถอะวะ กูว่ามันไม่คุ้ม ถ้ามันยอมรับง่าย ๆ ป่านนี้คงไม่กล้าปล่อยคลิปตั้งแต่แรกหรอก” ภาคินยังคงนิ่ง สายตาคมจับจ้องไปยังประตูรั้วของบ้าน ก่อนกำหมัดแน่นอยู่บนหน้าตัก “กูไม่ได้มาเพื่อให้มันยอมรับ” เขาพูดด้วยน้ำเสียงเย็นเฉียบ ก่อนเปิดประตูรถลงไป “กูมาเพื่อให้มันรับผิดชอบกับสิ่งที่มันทำ” ว่าจบ ภาคินก็ผลักประตูรถลงไปทันที สิงห์รีบเปิดประตูตามลงไป พลางเร่งฝีเท้าไล่หลังเพื่อน ก่อนจะเห็นภาคินยืนอยู่หน้าประตูรั้วบ้านของฤทธิ์ชัย
“อะ ๆ” นิพนธ์ยกมือขึ้นเป็นเชิงห้าม ก่อนวางไอแพดไว้ข้างตัว แล้วคลี่ผ้าเช็ดปูตักออกอย่างเป็นระเบียบ จังหวะเดียวกับที่น้ำชายกชามข้าวต้มมาวางตรงหน้า ชายวัยกลางคนพยักหน้ารับเบา ๆ ก่อนหันไปพูดกับลูกทั้งสอง “วันนี้พ่อมีนัดกับคุณเอกที่ห้องวิจัย ส่วนคุณสายจะเอาชุดเข้ามาให้ลอง” “ตอนไหนครับพ่อ?” ภาคินเงยหน้าถาม “วันนี้ผมกับเลมีประชุมกับฝ่ายการตลาดที่โอเชี่ยน กรุ๊ปเหมือนกัน” “งั้นเดี๋ยวพ่อให้คุณสายเอาชุดไปที่โอเชี่ยน กรุ๊ปก็แล้วกัน ยังไงพ่อก็ต้องแวะไปดูสถานที่จัดงานอยู่แล้ว” ภาคินกับทะเลพยักหน้ารับพร้อมกัน ก่อนที่ทั้งสามจะหันกลับมาตั้งใจรับประทานอาหารเช้าต่ออย่างเงียบ ๆ ทว่า…ไม่นาน เสียงโทรศัพท์ที่วางอยู่บนโต๊ะก็ดังขึ้น ทำให้สายตาของนิพนธ์และทะเลหันไปมองพร้อมกัน ขณะที่ภาคินรีบเอื้อมมือคว้าโทรศัพท์ขึ้นมา เขาเหลือบมองหน้าจอเพียงครู่เดียว ก่อนกดปิดเสียง แล้วเงยหน้ามองทั้งสองคน “ผมขอตัวสักครู่นะครับ” พูดจบ ภาคินก็ลุกจากโต๊ะอาหาร ก่อนเดินออกมาทางโซนห้องครัว เขากวาดสายตามองไปรอบ ๆ เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีสาวใช้หรือคนของบ้านอยู่แถวนั้น ก่อนก้านนิ้วยาวจะเลื่อนรับสาย “ว่ายังไงคุ
ทะเลถูกภาคินพาเดินออกจากห้องท่านประธาน มายังอีกฝั่งของชั้นเก้า ซึ่งอยู่ในระนาบเดียวกันกับห้องของนิพนธ์ ระหว่างสองห้องนั้น มีห้องประชุมบอร์ดบริหารระดับสูงขนาดใหญ่ตั้งอยู่ตรงกลาง ราวกับถูกออกแบบมาเพื่อเชื่อมการทำงานของคนทั้งสองเอาไว้อย่างสมบูรณ์แบบทันทีที่เข้ามาถึงหน้าห้องทำงานของรองประธาน ภาคินก็ใช
ทะเลมองพื้นบริเวณหน้าโซฟาที่เต็มไปด้วยคราบน้ำใสด้วยสายตารู้สึกผิด แก้มยังแดงระเรื่อไม่หาย เธอแทบไม่กล้าเงยหน้าสบตาแม่บ้านที่กำลังก้มเช็ดทำความสะอาดอยู่ตรงหน้า ต่างจากคนต้นเรื่องที่ตอนนี้กลับนั่งเอนหลังอยู่บนโต๊ะทำงานด้วยท่าทีสบายอารมณ์ แถมยังยกยิ้มมุมปากเหมือนผู้ชนะอย่างเห็นได้ชัด “เล... ขอโทษนะคะ
“เฮ้ย!!” ทะเลสะดุ้งสุดตัว รีบดึงผ้าห่มขึ้นมาปิดใบหน้าส่วนล่างเอาไว้แทบจะทันที ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความตกใจและเขินอาย เพราะจู่ ๆ นิพนธ์ก็มานั่งอยู่ข้างเตียงตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้ชายวัยกลางคนกำลังมองเธอด้วยรอยยิ้มบาง ๆ ที่ทั้งอ่อนโยนและเต็มไปด้วยความเอ็นดู“ป๋า... เลตกใจหมดเลย” เสียงหวานอู้อี้ลอดผ
นั่งพูดคุยกันได้ไม่นาน พนักงานก็เริ่มทยอยนำอาหารมาเสิร์ฟทีละจาน กลิ่นหอมของสเต๊ก เนื้อย่าง และไวน์ชั้นดีลอยคลุ้งไปทั่วโต๊ะ แสงไฟสีส้มอ่อนภายในร้านสะท้อนลงบนแก้วคริสตัลและช้อนส้อมสีเงินจนดูหรูหรายิ่งขึ้น“ทะเลทานอันนี้สิ” นิพนธ์พูดขึ้น พลางเลื่อนจานสลัดกุ้งตัวใหญ่ไปไว้ตรงหน้าเธอ ก่อนหยิบช้อนกลางตักอ







![เพลิงแค้นเจ้าสาวผิดตัว [Love Drama 18+]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)