LOGINตอนที่ 5: ความหวาดระแวงของคนกลัวแพ้
แสงทองของรุ่งอรุณสาดส่องผ่านแนวกระจกบานใหญ่ของเพนต์เฮาส์หรู ทอดเงายาวพาดผ่านเตียงคิงไซส์ที่ยับยู่ยี่และหลงเหลือกลิ่นไอความชื้นแฉะของค่ำคืนที่เพิ่งผ่านพ้น เจตนิพัทธ์ลืมตาขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน สิ่งแรกที่กระทบความรู้สึกไม่ใช่แสงแดดแยงตา แต่เป็นความเย็นชืดของพื้นที่ว่างเปล่าข้างกาย ฟูกหนานุ่มฝั่งตรงข้ามไร้เงาของคนที่ควรจะนอนพักผ่อน มือหนายกขึ้นลูบผ่านผืนผ้าปูเตียง ความเย็นที่ซึมผ่านปลายนิ้วบอกชัดเจนว่าคนที่เคยนอนครางสะอื้นอยู่ใต้ร่างได้ลุกออกจากเตียงไปนานนับชั่วโมงแล้ว เจตน์ยันกายลุกขึ้นนั่ง แผ่นอกเปลือยเปล่ามีรอยข่วนตื้นๆ สองสามรอยที่แผ่นหลัง เขาสะบัดศีรษะไล่ความหนักอึ้ง พลางขมวดคิ้วแน่นเมื่อภาพความทรงจำเมื่อคืนย้อนกลับเข้ามาในหัวเป็นฉากๆ รอยช้ำใต้ร่มผ้า เสียงครางสั่นพร่าที่เขาบังคับให้เรียกชื่อ… และที่เลวร้ายที่สุด คือการที่เขาเป็นฝ่ายก้มลงไปบดจูบริมฝีปากคู่นั้นด้วยความกระหาย ชายหนุ่มบดขากรรไกรแน่นจนเป็นสันนูน สบถออกมาเบาๆ ในลำคออย่างหงุดหงิดกับความไร้การควบคุมของตัวเอง เขาก้าวลงจากเตียง คว้าเสื้อคลุมผ้าซาตินสีเทาเข้มมาสวมอย่างลวกๆ แล้วเปิดประตูก้าวออกจากห้องนอน กลิ่นหอมกรุ่นของเมล็ดกาแฟคั่วบดลอยมาปะทะจมูกพร้อมกับเสียงน้ำเดือดปุดๆ จากฝั่งเคาน์เตอร์ครัว ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าคือธันยกรในสภาพที่ไร้ที่ติตั้งแต่หัวจรดเท้า เลขาฯ หนุ่มสวมเสื้อเชิ้ตสีฟ้าอ่อนตัวใหม่ที่เตรียมไว้ในตู้เก็บของสำรอง กลัดกระดุมมิดชิดจนถึงคอหอย ผูกเนกไทสีกรมท่าเรียบร้อย กางเกงสแล็กเข้ารูปไร้รอยยับ ร่องรอยการตีตราอันป่าเถื่อน รอยฟัน และรอยจ้ำแดงเข้มที่เจตน์จงใจฝากไว้ทั่วแผ่นอกและไหปลาร้าเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน ถูกซ่อนไว้ใต้เนื้อผ้าอย่างมิดชิดราวกับไม่เคยเกิดขึ้นจริง ธันย์กำลังยืนรอให้น้ำร้อนหยดผ่านกาแก้วทรงกระบอก ใบหน้าขาวสะอ้านสงบนิ่ง แววตาหลังกรอบแว่นสายตาเรียบเฉย ไร้ระลอกคลื่นแห่งความอ่อนแอ เจตน์หยุดยืนมองแผ่นหลังบางนั้นอยู่เงียบๆ ทันใดนั้น สายตาคมกริบก็เหลือบไปเห็นซองชาบนถาดไม้ข้างเตาไฟฟ้า ชาขาวกลิ่นพีชผสมดอกคาโมมายล์ โดยที่ไม่มีใครเอ่ยปากบอก สมองของเจตน์กลับประมวลผลรายละเอียดเหล่านั้นออกมาเองโดยอัตโนมัติ… ธันย์ไม่ดื่มกาแฟในตอนเช้าเพราะเคยเป็นแผลในกระเพาะอาหาร ธันย์ชอบชากลิ่นผลไม้ที่ไม่หวาน ธันย์จะแช่ถุงชาไว้เพียงสองนาทีครึ่งเพราะไม่ชอบรสฝาดติดโคนลิ้น และถ้าวันไหนต้องโหมงานดึก ธันย์จะหยดน้ำผึ้งป่าลงไปเพียงปลายช้อนชาเพื่อเคลือบกระเพาะ ความคุ้นชินพวกนี้ผุดขึ้นมาในหัวของเจตน์อย่างแม่นยำ ราวกับมันถูกบันทึกไว้ในรอยหยักสมองมานานนับปี ความเงียบงันเข้าปกคลุมห้องครัวชั่วขณะ วินาทีนั้นเองที่ความเย็นเยียบสายหนึ่งแล่นพล่านไปทั่วอกของซีอีโอหนุ่ม เจตน์ชะงักฝีเท้า หัวใจกระตุกวูบด้วยความรู้สึกที่ไม่คุ้นเคยและน่ารังเกียจที่สุด มันคือความหวาดระแวง ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่เขาเริ่มจำรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ของผู้ชายคนนี้ได้? ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่เขาเริ่มรู้ว่าคนตรงหน้าชอบอะไร ไม่ชอบอะไร หรือแม้กระทั่งรู้ว่าจังหวะการหลุบสายตาแบบไหนแปลว่าอีกฝ่ายกำลังเหนื่อยล้า? คนอย่างเจตนิพัทธ์เติบโตมาในโลกธุรกิจที่อำมหิต ธนาธิปผู้เป็นพ่อตอกย้ำใส่หัวเขาทุกวันว่า ‘ความรู้สึกคือจุดอ่อนที่อันตรายที่สุด คนที่เริ่มแคร์คนอื่นคือคนที่ยื่นมีดให้ศัตรูมาจ่อคอตัวเอง’ ตลอดสามสิบเอ็ดปีที่ผ่านมา เขาจึงยึดถือความสัมพันธ์แบบแลกเปลี่ยนมาโดยตลอด มีเงิน มีข้อตกลง มีผลประโยชน์ และเมื่อหมดสัญญาก็จบกันไปอย่างสะอาดสะอ้าน แต่สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับธันยกรในตอนนี้… มันกำลังล้ำเส้นความปลอดภัยที่เขาสร้างไว้ “ตื่นแล้วหรือครับ” เสียงทักทายเรียบเรื่อยดึงเจตน์ออกจากภวังค์ ธันย์หันกลับมาเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้า ใบหน้าขาวสะอ้านส่งยิ้มตามมารยาทมาให้ เป็นรอยยิ้มระดับองศาเดียวกับที่ใช้ต้อนรับแขกวีไอพีในงานเลี้ยงธุรกิจ ไร้ร่องรอยของความผูกพัน ไร้ประกายของความชิดใกล้ “กาแฟดำของคุณเสร็จแล้วครับ อุณหภูมิกำลังพอดีดื่ม เอกสารสรุปงานโครงการบางนาที่ปรับแก้เมื่อคืน ผมพิมพ์ใส่แฟ้มวางไว้ให้บนโต๊ะทำงานตัวเล็กข้างหน้าต่างแล้วครับ” ธันย์พูดพลางยกแก้วกาแฟเซรามิกมาวางลงบนเคาน์เตอร์หินอ่อน ท่วงท่าคล่องแคล่ว มือไม้นิ่งสนิท ไม่มีอาการขัดเขินหรือสั่นไหวให้เห็นแม้แต่น้อย ทั้งที่เมื่อคืนนี้คนตรงหน้าเพิ่งจะครางเรียกชื่อเขาจนแทบขาดใจอยู่บนเตียง ความนิ่งเฉยที่ไร้รอยต่อยิ่งทำให้ความปั่นป่วนในอกของเจตน์ทวีความรุนแรงขึ้น เจตน์ก้าวเท้าเข้ามาใกล้ รับแก้วกาแฟขึ้นมาจิบโดยไม่ละสายตาไปจากใบหน้าของเลขาฯ “เมื่อคืน… พักผ่อนพอไหม” คำถามหยั่งเชิงที่แฝงความหมายลึกซึ้งหลุดออกจากปาก ทว่าธันย์กลับเพียงแค่กะพริบตาเบาๆ สบตากับเขานิ่งผ่านเลนส์แว่นใส “เรียบร้อยดีครับ ขอบคุณที่เป็นห่วง” ธันย์ตอบสั้นห้วน ก่อนจะก้มลงหยิบกระเป๋าเอกสารของตัวเองขึ้นมาถือ “ถ้าท่านประธานไม่มีอะไรจะเรียกใช้เพิ่มเติมแล้ว ผมขอตัวเดินทางไปบริษัทก่อนนะครับ จะได้ไปเตรียมเอกสารสำหรับบอร์ดบริหารรอบเช้า” “ธันย์” เจตน์เรียกเสียงเข้ม วางแก้วกาแฟกระแทกลงบนเคาน์เตอร์จนน้ำสีดำกระฉอกเปื้อนหินอ่อน ธันย์ชะงักฝีเท้า หันกลับมาเอียงคอเล็กน้อยด้วยสีหน้าตั้งคำถาม “ครับ? มีงานอะไรตกหล่นหรือครับท่านประธาน” สรรพนาม ‘ท่านประธาน’ ที่ถูกตอกย้ำซ้ำๆ ในพื้นที่ส่วนตัวอย่างเพนต์เฮาส์แห่งนี้ ทำให้เจตน์รู้สึกเหมือนถูกตบหน้าฉาดใหญ่ ทั้งที่เมื่อคืนเขาเพิ่งกอด เพิ่งจูบ และเพิ่งฝากรอยไว้ทั่วร่าง แต่อีกฝ่ายกลับสามารถดึงหน้ากากคนแปลกหน้ากลับมาสวมทับได้อย่างรวดเร็วและเลือดเย็น เจตน์จ้องลึกเข้าไปในดวงตาเรียว หวังจะเห็นเศษเสี้ยวของความน้อยใจ ความตัดพ้อ หรือความเรียกร้องแบบที่คู่นอนคนอื่นๆ มักจะแสดงออกมาหลังจากผ่านค่ำคืนที่เร่าร้อน แต่มันไม่มีเลย แววตาของธันย์ว่างเปล่า สงบนิ่ง และเหินห่าง ราวกับความสัมพันธ์ลึกซึ้งบนเตียงเมื่อคืนเป็นเพียงแค่ชั่วโมงการทำงานล่วงเวลาที่สิ้นสุดลงแล้ว “ไม่มีอะไร” เจตน์เค้นเสียงตอบผ่านลำคอ ข่มความไม่พอใจไว้ใต้สีหน้าเคร่งขรึม “ไปได้แล้ว” “ครับ ขอตัวครับ” ธันย์ก้มศีรษะลงเล็กน้อยตามมารยาท หมุนตัวเดินออกจากห้องไปอย่างเงียบเชียบ ประตูเพนต์เฮาส์ปิดลงพร้อมกับเสียงระบบล็อกอัตโนมัติ ทิ้งให้ความเงียบสงัดเข้ายึดครองพื้นที่ขนาดใหญ่รอบตัวเจตน์อีกครั้ง เจตน์ยืนนิ่งอยู่หน้าเคาน์เตอร์ครัว ดวงตาคมดุจ้องมองแก้วชาขาวที่ยังคงมีควันกรุ่นลอยขึ้นมาจางๆ มือหนากำแน่นจนเส้นเลือดปูดโปนบนหลังมือ เขากำลังกลัว ไม่ใช่กลัวว่าธันย์จะทรยศเรื่องงาน แต่เขากำลังกลัวความรู้สึกของตัวเอง ความคิดที่ว่าตัวเองกำลัง ‘ติดใจ’ ร่างกายนี้ ความคิดที่ว่าตัวเองกำลังเคยชินกับการมีคนคนนี้อยู่รอบตัว และความจริงที่ว่าเมื่อคืนเขาเป็นฝ่าย ‘จูบ’ ธันย์ก่อน… ทั้งหมดนี้กำลังส่งสัญญาณเตือนภัยในหัว ‘นายกำลังจะตกเป็นฝ่ายตาม เจตน์’ เสียงในหัวกระซิบบอกอย่างเย้ยหยัน ‘นายกำลังปล่อยให้ของเล่นชิ้นหนึ่งมีอิทธิพลเหนือความคิดของนาย’ ไม่ได้… เขาจะยอมให้มันเป็นแบบนั้นไม่ได้เด็ดขาด สำหรับเจตนิพัทธ์ เขาต้องเป็นผู้ควบคุมเกมเสมอ เขาต้องเป็นฝ่ายกำหนดกฎเกณฑ์ เป็นคนเลือกว่าจะดึงใครเข้ามาหรือเขี่ยใครทิ้งไป ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับธันย์จะต้องเป็นเพียงเรื่องของความสะดวกสบายทางกายและผลประโยชน์ทางหน้าที่การงานเท่านั้น จะไม่มีความรู้สึกงี่เง่าแทรกซึมเข้ามาทำลายระบบที่เขาสร้างไว้ ความพิเศษที่เขารู้สึกกับธันย์… มันต้องเป็นแค่ภาพลวงตา มันเป็นเพียงเพราะเขาไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับคนอื่นมานานเกือบปี เป็นเพราะความใกล้ชิดบนโต๊ะทำงานที่ทำให้เกิดความเคยชินชั่วคราว ร่างกายของธันย์ไม่ได้วิเศษไปกว่าใคร และใครๆ ก็สามารถทำหน้าที่ระบายความเครียดนี้แทนได้ เจตน์ก้าวเท้ายาวๆ ตรงดิ่งกลับเข้าไปในห้องนอน คว้าโทรศัพท์มือถือส่วนตัวเครื่องบางที่วางอยู่บนโต๊ะข้างเตียงขึ้นมา ปลดล็อกหน้าจอแล้วเลื่อนหารายชื่อในสมุดโทรศัพท์อย่างรวดเร็ว สายตาของเขาหยุดลงที่ชื่อหนึ่ง ‘Vivian’ วริศรา หรือ วิเวียน ไฮโซสาวทายาทเจ้าของธุรกิจนำเข้าแบรนด์หรู และอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังที่มีใบหน้าสวยเฉี่ยว หญิงสาวที่เคยส่งสายตาทอดสะพานให้เขาในงานเลี้ยงการกุศลเมื่อสองสัปดาห์ก่อน ผู้หญิงที่ฉลาด รู้จักวางตัวในแวดวงสังคม และที่สำคัญที่สุดคือ… เป็นคนที่เข้าใจกติกาสากลของความสัมพันธ์แบบฉาบฉวยเป็นอย่างดี เจตน์ไม่ลังเลแม้แต่วินาทีเดียว ปลายนิ้วโป้งกดโทรออกทันที สัญญาณดังรอสายเพียงสองครั้ง ปลายสายก็กดรับพร้อมกับน้ำเสียงหวานหยดย้อยที่แฝงความประหลาดใจ (“สวัสดีค่ะคุณเจตน์… แปลกใจจังเลยนะคะที่เห็นเบอร์คุณโทรมาแต่เช้าแบบนี้”) เจตน์ขยับตัวเดินไปหยุดยืนริมหน้าต่างบานยักษ์ มองลงไปยังการจราจรที่ติดขัดเบื้องล่าง แววตาของเขากลับมาเฉียบคมและไร้หัวใจอีกครั้ง “คืนวันศุกร์นี้ คุณว่างไหม” เจตน์เข้าประเด็นทันทีโดยไม่เสียเวลาทักทายเรื่องดินฟ้าอากาศ ปลายสายหัวเราะเบาๆ ในลำคอ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความพึงพอใจ (“สำหรับคุณเจตน์… ต่อให้ไม่ว่าง วิเวียนก็พร้อมจะเคลียร์คิวให้เสมอค่ะ มีอะไรพิเศษหรือเปล่าคะ”) “ผมอยากชวนคุณไปดินเนอร์” เจตน์เอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ นุ่มนวล ทว่าแววตากลับเย็นชาดั่งน้ำแข็ง “ที่ห้องอาหารฝรั่งเศสของโรงแรมแกรนด์ โอเชียน แล้วหลังจากนั้น… เราค่อยไปต่อกันที่ห้องสูทชั้นบน” คำชวนที่ตรงไปตรงมาและไร้การอ้อมค้อมทำให้หญิงสาวปลายสายหลุดเสียงครางอย่างตื่นเต้น (“ตรงไปตรงมาแบบนี้ วิเวียนชอบจังค่ะ ตกลงค่ะ คืนวันศุกร์นี้… วิเวียนจะเป็นของคุณทั้งคืน”) “แล้วเจอกันหนึ่งทุ่มตรง ผมจะให้เลขาฯ จัดการจองโต๊ะและห้องพักให้” (“รับทราบค่ะสุดหล่อ… วิเวียนจะรอนะคะ”) เจตน์กดตัดสายทิ้งทันที ชายหนุ่มโยนโทรศัพท์ลงบนเตียง ถอนหายใจยาวออกมาเพื่อขับไล่ความอึดอัดที่ตกค้างอยู่ในอก เขากระตุกยิ้มมุมปาก เป็นรอยยิ้มของคนที่เชื่อมั่นว่าตัวเองสามารถดึงทุกอย่างกลับเข้ามาอยู่ใต้การควบคุมได้สำเร็จ การนัดหมายครั้งนี้ไม่ใช่แค่การหาคู่นอนคนใหม่ แต่มันคือ ‘การทดลอง’ เพื่อพิสูจน์ให้ตัวเองเห็นว่าธันยกรไม่ได้มีความหมายอะไรพิเศษไปกว่าคนอื่น ธันย์เป็นเพียงเครื่องมือคลายเครียดชั่วคราวที่เขาสามารถหาใครมาทดแทนเมื่อไหร่ก็ได้ เมื่อเขาสามารถนอนกับวิเวียนได้… ความรู้สึกแปลกประหลาดที่คอยรบกวนจิตใจ ความคุ้นชินเรื่องกลิ่นชา หรือความต้องการที่จะจูบคนคนนั้น ก็จะสลายหายไปเอง เจตน์เดินกลับไปหยิบแก้วกาแฟขึ้นมาดื่มจนหมด รสชาติขมปร่าแล่นลึกไปทั่วลำคอ ชายหนุ่มหมุนตัวเดินเข้าห้องน้ำเพื่อเตรียมตัวไปทำงานอย่างมั่นใจ โดยที่เขาหารู้ไม่เลยว่า… การตัดสินใจครั้งนี้ ไม่ใช่การกอบกู้อำนาจของตัวเองกลับคืนมา แต่มันคือจุดเริ่มต้นของการจุดไฟเผาสะพานเส้นสุดท้าย ที่จะบดขยี้หัวใจของคนที่ภักดีที่สุด และผลักดันตัวเองให้ตกลงสู่หุบเหวแห่งความสูญเสียอย่างที่ไม่มีวันหวนกลับตอนที่ 25 (ตอนจบ) : พันธะนิรันดร์ [20+]ลมทะเลสายัณห์พัดพากลิ่นไอเค็มจางๆ ผสมผสานกลิ่นหอมของดอกลั่นทมเข้ามาทางระเบียงไม้สักของบ้านพักตากอากาศส่วนตัวริมชายหาดปราณบุรี แสงอาทิตย์ยามเย็นทอดลำแสงสีส้มทองอมชมพูพาดผ่านผืนน้ำระยิบระยับ เสียงเกลียวคลื่นซัดกระทบแนวสันทรายสม่ำเสมอ แผ่วเบาและเงียบสงบ แตกต่างจากความวุ่นวายในเมืองหลวงและชั้นสี่สิบสองของตึกอัศว คอร์ปอเรชัน อย่างสิ้นเชิงบนระเบียงกว้างที่ยื่นออกไปรับลมทะเล ธันยกรยืนเท้าแขนอยู่กับราวไม้สัก ร่างโปร่งสวมเพียงเสื้อเชิ้ตผ้าลินินสีขาวตัวหลวมที่ปลดกระดุมคอลงมาสองเม็ด ชายเสื้อสะบัดพลิ้วตามแรงลม กางเกงผ้าฝ้ายขาสั้นสีเบจเผยให้เห็นเรียวขาขาวสะอาด สองเท้าเปลือยเปล่าย่ำอยู่บนพื้นไม้ที่ยังคงอุ่นจากแดดบ่าย กรอบแว่นสายตาถูกถอดวางไว้บนโต๊ะข้างแก้วน้ำส้มคั้น ใบหน้าขาวสะอ้านผ่อนคลาย ดวงตาคู่เรียวทอดมองเส้นขอบฟ้าด้วยความสงบที่แท้จริงเสียงฝีเท้าก้าวเหยียบบนพื้นไม้อย่างเชื่องช้า ก่อนที่อ้อมแขนแกร่งจะค่อยๆ สอดเข้ามาโอบรัดรอบเอวบางจากทางด้านหลัง แผ่นอกกว้างที่สวมเพียงเสื้อยืดคอกลมสีดำแนบชิดเข้ากับแผ่นหลังของธันย์อย่างนุ่มนวล กลิ่นสบู่อ่อนๆ และไออุ่นคุ้นเค
ตอนที่ 24: สอบสัมภาษณ์ตลอดชีวิตบรรยากาศการประชุมคณะกรรมการบริหารฝ่ายยุทธศาสตร์และการเงินบนชั้นสี่สิบเอ็ดในบ่ายวันอังคาร ดำเนินไปด้วยความเคร่งเครียดตามปกติของการจัดสรรงบประมาณประจำไตรมาสใหม่ หลังจากการถอนตัวจากโครงการมิกซ์ยูสริมแม่น้ำเจ้าพระยาผ่านพ้นไป บริษัทจำเป็นต้องปรับโครงสร้างกระแสเงินสดและกระจายความเสี่ยงไปยังที่ดินแปลงอื่นในแถบระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนรายย่อยหัวหน้าแผนกสี่ฝ่ายหลักนั่งล้อมรอบโต๊ะประชุมกระจกรูปวงรี เอกสารตัวเลขงบดุลและแผนภูมิความเสี่ยงถูกฉายขึ้นบนจอโปรเจกเตอร์ขนาดใหญ่ด้านหน้า เจตนิพัทธ์นั่งประจำตำแหน่งหัวโต๊ะในชุดสูทสากลสีเทาเข้ม ชายหนุ่มสวมบทบาทประธานเจ้าหน้าที่บริหารผู้สุขุมและเด็ดขาด ปลายนิ้วเคาะเบาๆ บนแฟ้มหนังขณะรับฟังรายงานผลการดำเนินงานจากผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจข้างกายทางขวามือของเจตน์… คือตำแหน่งของธันยกรเลขาฯ หนุ่มอยู่ในชุดสูทสีกรมท่าเข้มพอดีตัว คอเสื้อเชิ้ตกลัดกระดุมมิดชิด แว่นสายตากรอบบางรับกับใบหน้าขาวสะอ้าน นิ้วเรียวยาวขยับจดบันทึกสาระสำคัญของการประชุมลงในแท็บเล็ตอย่างคล่องแคล่ว ท่วงท่าสงบและเปี่ยมไปด้วยความ
ตอนที่ 23: ใต้บัญชาการของเลขาฯ [20+]เวลาหนึ่งทุ่มสามสิบห้านาทีแสงไฟนีออนตามแนวตึกระฟ้าของกรุงเทพมหานครส่องประกายระยิบระยับอยู่เบื้องล่าง ทว่าภายในห้องทำงานประธานกรรมการบริหารบนชั้นสี่สิบสอง ม่านม้วนไฟฟ้าสีเทาเข้มได้ถูกกดเลื่อนลงมาปิดทึบจนบดบังทัศนียภาพภายนอกไปจนหมดสิ้น แสงสลัวสีส้มอบอุ่นจากโคมไฟตั้งพื้นมุมห้องทำหน้าที่เป็นแหล่งกำเนิดแสงเดียว ขับเน้นบรรยากาศเงียบสงัดและเป็นส่วนตัวจนได้ยินเพียงเสียงแอร์ที่ทำงานแผ่วเบาเสียงระบบล็อกประตูดัง คลิก เมื่อธันยกรกดปุ่มล็อกอัตโนมัติจากรีโมตในมือร่างโปร่งหมุนตัวกลับมา ชายหนุ่มไม่ได้เดินไปหยิบแฟ้มงาน และไม่ได้ยืนประสานมือรอรับคำสั่งเหมือนในเวลากลางวัน ทว่าธันย์กลับก้าวเท้าช้าๆ อ้อมโต๊ะทำงานไม้โอ๊กตัวใหญ่ ตรงเข้าไปยังเก้าอี้หนังพนักสูงของประธานบริษัทธันย์ทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ตัวนั้นอย่างผ่อนคลาย แผ่นหลังพิงพนักหนังแท้ที่โอบรับสรีระ ชายหนุ่มยกขาข้างหนึ่งขึ้นพาดไขว่ห้าง ปลายนิ้วเรียวยื่นไปปลดกระดุมข้อมือเสื้อเชิ้ตของตัวเองออกทั้งสองข้าง พับแขนเสื้อขึ้นมาถึงข้อศอก ก่อนจะดึงเนกไทให้คลายออกแล้วปลดกระดุมคอเสื้อสองเม็ดบน เผยให้เห็นแนวไหปลาร้าขาวเนีย
ตอนที่ 22: สลับขั้วอำนาจกลิ่นหอมสะอาดของชาขาวพีชที่คุ้นเคยกลับมาอบอวลอยู่บริเวณโถงทางเดินชั้นสี่สิบสองอีกครั้งในเช้าวันพฤหัสบดีโต๊ะทำงานไม้สีอ่อนตัวเดิมหน้าห้องประธานกรรมการบริหาร ซึ่งเคยว่างเปล่าและเย็นชืดมานานหลายสัปดาห์ บัดนี้ถูกจัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย แฟ้มเอกสารประจำวันถูกคัดแยกตามลำดับความเร่งด่วนด้วยแถบสี ปากกาหมึกซึม แท็บเล็ตประจำตำแหน่ง และแก้วเซรามิกสีขาววางอยู่ในตำแหน่งองศาเดิมอย่างพอดิบพอดี ราวกับช่วงเวลาแห่งความบาดหมางและการแยกย้ายไม่เคยเกิดขึ้นจริงธันยกรนั่งหลังตรงอยู่หลังโต๊ะทำงาน สวมเสื้อเชิ้ตคัตติ้งเนี้ยบสีกรมท่าเข้ม พับแขนเสื้อขึ้นมาถึงกึ่งกลางปลายแขนอย่างคล่องแคล่ว ใบหน้าขาวสะอ้านใต้กรอบแว่นสายตามีชีวิตชีวา ผิวพรรณสดใส ปราศจากร่องรอยความหม่นหมองที่เคยแบกรับมาตลอดหนึ่งปีหลังจากค่ำคืนแห่งพายุฝนและการยอมจำนนที่คอนโดมิเนียม ธันย์ตัดสินใจกลับเข้ามาทำงานในตำแหน่งเดิมตามเงื่อนไขใหม่ที่เขาเป็นคนร่างขึ้นมาเอง สัญญาที่ปรึกษาโครงการเก้าสิบวันถูกยกเลิกไปพร้อมกับดีลมิกซ์ยูสที่พับโต๊ะลง และถูกแทนที่ด้วยสัญญาจ้างงานเลขาธิการบริหารฉบับใหม่ที่ผ่านการปรับแก้เงื่อนไขโดยไ
ตอนที่ 21: คืนที่ไร้แผนการ & การคุกเข่า [20+]สายฝนกระหน่ำซัดสาดลงมาตั้งแต่ช่วงหัวค่ำ เม็ดฝนหนาทึบกระทบกระจกหน้าต่างห้องนั่งเล่นบนชั้นเจ็ดของคอนโดมิเนียมในซอยอารีย์สัมพันธ์จนเกิดเสียงเปาะแปะสะท้อนก้อง ลมกรรโชกแรงพัดกิ่งไม้ข้างรั้วด้านล่างไหวเอน ไอความเย็นยะเยือกแทรกซึมผ่านรอยต่อของหน้าต่างเข้ามาจนห้องพักเงียบสงัดธันยกรยืนกอดอกอยู่ริมกระจกบานใหญ่ในความมืด แสงไฟสีส้มสลัวจากโคมไฟถนนเบื้องล่างส่องสะท้อนผิวน้ำที่เจิ่งนองเต็มพื้นถนนและตรงใต้เสาไฟริมรั้วหน้าทางเข้าโครงการ… เงาร่างสูงใหญ่ของใครบางคนยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิมมานานกว่าสองชั่วโมงเจตนิพัทธ์ไม่ได้นั่งหลบฝนอยู่ในรถเก๋งสีดำที่จอดดับเครื่องอยู่ข้างทาง ชายหนุ่มยืนตากฝนอยู่ริมทางเท้า เสื้อเชิ้ตสีขาวแนบลู่ติดไปกับแผงอกกว้างและแผ่นหลังหนาจนเห็นรอยกล้ามเนื้อชัดเจน เนื้อผ้าเปียกชุ่มจนโปร่งแสง เส้นผมสีดำสนิทลู่ลงมาปรกหน้าผากและข้างแก้ม หยาดน้ำฝนไหลรินผ่านสันกรามคมหยดลงบนพื้นซีเมนต์ไม่ขาดสาย ทว่าสองเท้าคู่นั้นกลับปักหลักนิ่ง ไม่ยอมขยับก้าวไปหลบใต้ชายคาของร้านสะดวกซื้อฝั่งตรงข้ามแม้แต่ก้าวเดียวในมือข้างหนึ่งของเจตน์ มีถุงกระดาษที่ถูกห่อหุ้มด
ตอนที่ 20: “ไม่อยากเป็นคนแบบนั้นอีกแล้ว”พาดหัวข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ธุรกิจและสื่อออนไลน์ด้านเศรษฐกิจประจำเช้าวันอังคาร กลายเป็นประเด็นร้อนที่สั่นคลอนแวดวงการลงทุนระดับประเทศ‘สะบั้นดีลยักษ์ริมเจ้าพระยา อัศว คอร์ปอเรชัน ประกาศถอนตัวจากโครงการมิกซ์ยูสหมื่นล้าน ยอมจ่ายค่าปรับผิดสัญญาบอร์ดบริหาร’ข้อความสั้นๆ บนหน้าจอแท็บเล็ตทำให้บรรยากาศภายในแผนกยุทธศาสตร์บนชั้นสี่สิบเอ็ดเงียบสงัดจนน่าอึดอัด พนักงานหลายคนจับกลุ่มส่งสายตาให้กันด้วยความตระหนก ทุกคนต่างรู้ดีว่านี่คือโครงการเรือธงที่บริษัททุ่มเทสรรพกำลังมาตลอดทั้งปี และเป็นผลงานชิ้นสำคัญที่คาดหมายว่าจะดันมูลค่าบริษัทให้เติบโตอย่างก้าวกระโดดทว่าสำหรับธันยกร… ความเงียบสงัดนั้นกลับนำมาซึ่งคำถามที่ไร้คำตอบธันย์นั่งมองหนังสือแจ้งการใช้สิทธิบอกเลิกข้อตกลงเบื้องต้นที่ส่งตรงมาจากสำนักงานเลขานุการคณะกรรมการบริหาร คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันแน่น ในฐานะคนที่ลงมือร่างโมเดลทางการเงินและร่วมเจรจากับฝ่ายกฎหมายของกลุ่มทุนวรโภคินทร์มาตั้งแต่ต้น ธันย์รู้ดีที่สุดว่าโครงการนี้ไม่มีความเสี่ยงทางการเงินใดๆ ที่ร้ายแรงพอจะนำไปสู่การล้มโต๊ะเจรจาแบบกะทันหันเช่นนี้จนกร







![The Feast of Casier มื้อค่ำของคาเซียร์[Omegaverse]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)