로그인“คุณสวยมาก” ผมบอก ผละออกมามองเธอชัด ๆ “เอ่อ...เกือบจะขโมยซีนเจ้าสาวแล้วนะ”
แล้วเราก็หัวเราะออกมาพร้อมกัน
เมื่อถ่ายรูปเสร็จ เธอยิ้มให้ผมก่อนจะเดินไปขึ้นรถตู้กับกลุ่มเพื่อนเจ้าสาว ผมมองตามแผ่นหลังและสะโพกโค้งมนที่เคลื่อนไหวเย้ายวนภายใต้ชุดรัดรูป ผมกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก และรีบไปคว้าตัวน้องสาวไว้
“เดี๋ยวก่อนแน็ต” ผมพยักพเยิดไปทางรถตู้ “อัยย์...คบกับใครอยู่หรือเปล่า”
“โสดค่ะ” เธอยิ้มเจ้าเล่ห์ “เจอกันที่งานเลี้ยงนะคะ”
“แน่นอน”
ผมไปงานเลี้ยงคืนนี้แน่ ก็เพื่อเป้าหมายเดียวคือไปรวบตึงอัยย์ลดาซะ
เรื่องของเราที่มันค้างคากันในคืนนั้นจะต้องได้สานต่อกันหน่อย มันเร่าร้อนและเต็มไปด้วยความต้องการ และผมไม่เคยสลัดเธอออกจากหัวได้เลย
ยอมรับว่าผมไม่ได้มองหาอะไรจริงจัง แต่การได้ย้อนรอยคืนส่งท้ายปีเก่าอันแสนเร่าร้อนคืนนั้นอีกสักครั้ง บอกเลยว่าผมไม่เกี่ยง
..........
เมื่องานเลี้ยงเริ่มผมนั่งที่โต๊ะแต่สายตากลับจับจ้องไปที่อัยย์ เธอสวยสะกด เมื่อผมเห็นเธอผละไปที่บาร์เพื่อหยิบเครื่องดื่มผมรู้ว่านี่คือโอกาส ผมเคลื่อนตัวผ่านฝูงชนอย่างมีเสน่ห์ไปพิงบาร์ข้างเธอ
“ว่าไงครับ” ผมยิ้ม
“อ้าว...คุณ” เธอหัวเราะเบา ๆ “ยังเจ้าเสน่ห์ไม่เปลี่ยนเลยนะคะ”
“คุณก็สวยไม่เปลี่ยนเหมือนกันครับ” ผมหัวเราะในลำคอก่อนจะแกล้งลากปลายนิ้วไปตามต้นแขนเนียนของเธอ
สปาร์ก...
ความรู้สึกเดิมมันเกิดขึ้นอีกครั้งเหมือนเมื่อห้าปีก่อน แต่อัยย์กลับสูดหายใจลึกและถอยหลังไปก้าวหนึ่ง เธอฝืนยิ้ม ผมบอกไม่ถูกว่ามันคืออะไร แต่เธอดูห่างเหิน...
ผมเดินกลับมานั่งด้วยความสับสน เกิดอะไรขึ้น เธอไม่รู้สึกอะไรกับผมแล้วหรือ ห้าปีมันก็นานอยู่แต่ในเมื่อผมยังไม่หยุดคิดถึงเธอ ผมมั่นใจว่าความรู้สึกของเธอมันก็ต้องยังอยู่สิ สิ่งเดียวที่ผมต้องการคือฉุดเธอออกจากชุดนั่นและมีค่ำคืนที่เร่าร้อนด้วยกันอีกครั้ง
เมื่อทุกอย่างเริ่มผ่อนคลายผมเงยหน้าขึ้นและเห็นอัยย์นั่งอยู่ที่โต๊ะเพียงลำพัง จังหวะนี้แหละ ความคิดที่จะได้กอดเธอไว้ในอ้อมแขนมันหอมหวานเกินกว่าจะปล่อยผ่าน ผมเดินฝ่าฝูงชนไปหยุดอยู่ข้างหลังเธอ
“ขอโทษนะครับคุณผู้หญิง” ผมแกล้งโค้งคำนับ “ผมขอเต้นรำด้วยได้ไหมครับ”
ผมหมุนตัวเธอและดึงเข้าสู่อ้อมแขน ผมโอบรอบเอวคอดดึงเธอให้แนบชิดจนสัมผัสได้ถึงทรวงอกที่เบียดเสียด เธอมองผมด้วยดวงตาคู่สวยทำให้หัวใจผมกระตุก
มันเหมือนคืนแรกที่เราพบกัน ความปรารถนาและความต้องการระหว่างเรามันอัดแน่นจนแทบหายใจไม่ออก ชั่วขณะหนึ่งมันเหมือนเราอยู่กันแค่สองคน ผมรู้ว่าผมต้องได้เธออีกครั้ง
ผมตัดสินใจดึงเธอให้ชิดยิ่งขึ้น จงใจให้เธอสัมผัสถึงความตื่นตัวที่กึ่งกลางลำตัวของผม ตาเธอเบิกกว้าง กัดริมฝีปาก แววตาที่ฉายออกมาดูสับสน
ผมก้มลงช้อนตัวเธอขึ้นจากเอว เสียงหายใจของเธอหนักหน่วงอยู่ข้างลำคอ ผมซบหน้าลงในกลุ่มผมเธอสูดกลิ่นหอมหวาน ผมต้องการค่ำคืนแห่งความเร่าร้อนอีกครั้ง ไม่สิผม ต้องได้ มัน และไม่ใช่กับใครก็ได้ ต้องเป็น...อัยย์ลดา
ผมไม่เข้าใจความสับสนในแววตาเธอนักหรอก และ ณ วินาทีนี้ผมไม่สน ผมสนแค่ว่าผมจะทำให้เธอรู้สึกว่าเธอเป็นที่ปรารถนา เซ็กซี่ และมีค่าที่สุด
ผมแอบกลัวว่าเธอจะไม่รู้สึกเหมือนกัน แต่สัมผัสที่เธอกอดรัดผมแน่น ไหนจะริมฝีปากที่ยังคลอเคลียไม่ห่างจากซอกคอผมอีก มันฟ้องชัดเลยว่าเธอก็คิดไม่ต่างกัน
ผมจะดื่มด่ำกับการกอดเธอไว้ในอ้อมแขน และได้แต่หวังว่าคืนนี้ผมจะได้กอดเธอในความหมายอื่นบนเตียงของผม
แดเนียลผมยืนรออยู่ที่หน้าซุ้มพิธี กวาดสายตามองแขกเหรื่อที่มาร่วมเป็นสักขีพยาน ผมรู้ดีว่าคงไม่มีใครคาดคิดว่าจะได้เห็นวันนี้ วันที่เพลย์บอยอย่างผมจะยอมลงหลักปักฐานมีภรรยามีครอบครัวเป็นตัวเป็นตนให้ตายสิ แม้แต่ตัวผมเองก็ยังแทบไม่อยากจะเชื่อสายตาแต่ตอนนี้ผมกำลังยืนอยู่ตรงนี้จริง ๆ มือข้างหนึ่งกุมมือมือน้อย ๆ ของน้องแทน ลูกชายสุดที่รักเอาไว้ และเฝ้ารอวินาทีที่แม่ของเขาจะเดินผ่านประตูเข้ามาอย่างใจจดใจจ่อตอนแรกอัยย์อยากให้น้องแทนเป็นคนเดินส่งตัวเธอ แต่เจ้าตัวเล็กกลับยืนกรานเสียงแข็งว่าเขาอยากเป็นเพื่อนเจ้าบ่าวยืนข้างพ่อมากกว่า หน้าที่อันทรงเกียร
อัยย์ลดาอุ่นใจเหลือเกินที่ได้กลับมาฉลองเทศกาลปีใหม่ที่บ้านของแม่ เผลอแป๊บเดียวก็ผ่านไปหนึ่งปีเต็มแล้วนับตั้งแต่แดเนียลกลับเข้ามาในชีวิตของเรา ฉันนึกไม่ออกเลยจริง ๆ ว่าชีวิตจะมีความสุขและลงตัวไปกว่านี้ได้ยังไงหลังจากที่เราตกลงเป็นครอบครัวเดียวกัน ฉันกับน้องแทนก็ย้ายเข้าไปอยู่ที่เพนต์เฮาส์ของเขา แม้ที่นั่นจะสะดวกสบายแค่ไหนแต่เราก็ยังยึดธรรมเนียมเดิมคือต้องกลับมานอนค้างที่บ้านแม่ในคืนส่งท้ายปีเก่าเพื่อรอนับถอยหลังเข้าสู่ปีใหม่ด้วยกันพร้อมหน้าพร้อมตาคืนนี้นาตาลีกับปัณณ์ก็มาร่วมวงด้วย บ้านตึกแถวหลังเล็กของเราเลยอัดแน่นไปด้วยความอบอุ่นและเสียงหัวเราะ 
แดเนียลริมฝีปากของเรายังคงบดเบียดแลกเปลี่ยนลมหายใจกันอย่างดูดดื่มขณะที่ผมค่อย ๆ ทาบทับร่างนุ่มนิ่มของอัยย์ลงกับผืนเตียงผมสอดมือเข้าไปใต้ชายเสื้อยืดตัวสวยของเธอ ลูบไล้ผิวเนื้อเนียนละเอียดที่ผมเฝ้าฝันถึงก่อนจะค่อย ๆ ถลกมันขึ้นดึงผ่านศีรษะเธอออกไปแล้วเหวี่ยงทิ้งลงข้างเตียงอย่างไม่ไยดี ผมเอื้อมมือไปด้านหลังปลดตะขอบราลูกไม้สีหวานด้วยความชำนาญ รั้งมันออกไปให้พ้นทาง ปล่อยให้ทรวงอกอวบอิ่มเป็นอิสระและตกอยู่ในการกอบกุมของผมเต็มสองมือผมผละริมฝีปากออกมาเพื่อจ้องมองใบหน้าหวานที่แดงซ่านและหอบสะท้าน ใช้นิ้วหัวแม่มือบดคลึงยอดอกสีสวยที่กำลังแข็งขึงสู้มือเรียกเสียงครางแผ่วหวานจากลำคอระหง ภาพตรงหน้าสวยงามยิ่งกว่างานศิลปะชิ้นไหนในโลก
อัยย์ลดาฉันไม่เคยคาดคิดเลยว่าการที่แดเนียลโผล่มาที่หน้าบ้านวันนี้จะทำให้โลกทั้งใบของฉันกลับตาลปัตรไปหมดแวบแรกที่เห็นหน้าเขาความโกรธมันพุ่งขึ้นหน้าจนตัวสั่น เขากล้าดียังไงคิดว่าแค่หอบของขวัญกองโตมาแล้วจะเดินดุ่ม ๆ เข้ามาในชีวิตของน้องแทนได้ง่าย ๆ งั้นเหรอ โดยที่ไม่คิดจะปรึกษาหรือขออนุญาตฉันสักคำเนี่ยนะฝันไปเถอะ ฉันไม่มีวันยอมให้เขาเข้ามาปั่นหัวเราสองแม่ลูกเล่นแน่ ๆ โดยเฉพาะเมื่อฉันยังระแวงว่าเขาอาจจะมีแผนร้ายอะไรซ่อนอยู่แต่พอได้ฟังสิ่งที่เขาพรั่งพรูออกมา ได้เห็นแววตาที่เจ็บปวดและสำนึกผิดของเขาจริง ๆ หัวใจที่พยายามจะแข็งกร้าวของฉันก็เริ่มอ
แดเนียลผมอาจจะคิดผิดมหันต์ที่บุกมาหาอัยย์ถึงบ้านโดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้าแบบนี้ ผมยืนนิ่งอยู่หน้าตึกแถวเก่า ๆ ที่แสนคุ้นเคย แหงนมองแสงไฟปีใหม่ระยิบระยับที่ลอดออกมาจากหน้าต่างชั้นบน เสียงแตรรถและเสียงอึกทึกของเมืองรอบกายดูเหมือนจะดับหายไปหมด เหลือเพียงเสียงหัวใจของผมที่เต้นกระหน่ำดังกลบทุกสรรพเสียงจนผมแทบคิดอะไรไม่ออกอัยย์ลดากับน้องแทนคุณกำลังใช้ชีวิตอยู่หลังประตูบานนั้น พยายามก้าวผ่านความเจ็บปวดที่ผมก่อไว้ แต่ผมรู้ดีว่าจิตวิญญาณของผมคงไม่มีวันสงบสุขถ้าวันนี้ผมไม่ได้มาที่นี่เพื่อสารภาพความในใจและแสดงความรับผิดชอบอย่างลูกผู้ชายต่อแม่ของลูกเธอแบกรับความลับนี้มานานเกินพอแล้ว และครั้งนี้ถึงตาผมแล้วที่จะต้องก้าวออกมาปกป้องพวกเขา ที่สำคั
อัยย์ลดาฉันยืนเหม่อลอยพิงเคาน์เตอร์ครัว สองมือประคองแก้วกาแฟอุ่น ๆ พลางปล่อยความคิดให้ล่องลอยกลับไปในช่วงหลายวันที่ผ่านมาแม้ว่าฉันจะเลิกร้องไห้ฟูมฟายไปแล้ว แต่ก้อนความเศร้าขนาดมหึมาก็ยังคงจุกแน่นอยู่ในอก มันอัดอั้นจนแทบหายใจไม่ออก ฉันพยายามกลืนกินความโกรธและความเสียใจลงไปลึกสุดใจ แต่มันก็เหมือนระเบิดเวลาที่รอวันปะทุขึ้นมาอีกครั้งฉันตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่าจะต้องกันแดเนียล ออกไปจากชีวิตของฉันและชีวิตของน้องแทนให้ได้ ฉันต้องเข้มแข็ง ต้องยึดมั่นในทางเลือกนี้จนถึงตอนนี้มันก็ไม่ได้ยากเย็นอะไรนัก เพราะฉันไม่ได้ยินข่าวคราวอะไรจากเขาอีกเลยนับตั้งแ







