Beranda / แฟนตาซี / พันธะเลือดลูน่าผู้นิราศ / บทที่ 23 คำสัญญาของราชาผู้ไม่ยอมสูญเสีย

Share

บทที่ 23 คำสัญญาของราชาผู้ไม่ยอมสูญเสีย

last update Tanggal publikasi: 2026-10-21 18:43:32

เสียงลมหนาวพัดผ่านซากวิหารทางเหนือ ขณะที่แสงสุดท้ายของวันค่อย ๆ เลือนหายไปหลังแนวภูเขา

โรสลินนั่งอยู่บนม้านั่งหินใกล้ทางออกของวิหาร ผ้าคลุมสีดำของอาเดรียนห่มอยู่บนไหล่ทั้งสองข้าง มือของเธอกุมถ้วยยาฟื้นฟูพลังที่เอเวอเร็ตต์เพิ่งนำมาให้

เธอดื่มไปได้เพียงครึ่งถ้วยก็ทำหน้าเหยเก

“ทำไมยาของพวกแวมไพร์ถึงขมทุกชนิดเลยคะ”

เอเวอเร็ตต์เลิกคิ้ว

“เพราะยามีไว้รักษาอาการ ไม่ใช่ปรนเปรอรสชาติของผู้ดื่มขอรับ”

“ถ้าอย่างนั้น ท่านควรเขียนคำเตือนไว้บนขวดนะคะว่าอาจทำให้ผู้ป่วยอยากร้องไห้”

เซราฟีนที่ยืนตรวจสอบพื้นที่อยู่ไม่ไกลหลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ

แม้แต่เอเวอเร็ตต์ยังส่ายหน้าอย่างระอา

“ท่านหญิง หากท่านมีแรงบ่น แสดงว่าร่างกายฟื้นตัวดีแล้วขอรับ”

“ฉันบ่นได้อีกเยอะเลยค่ะ”

“เช่นนั้นดื่มให้หมดก่อน แล้วค่อยบ่นต่อ”

โรสลินมองถ้วยยาอย่างสิ้นหวัง ก่อนยกขึ้นดื่มจนหมดรวดเดียว

ทันทีที่วางถ้วยลง เธอก็หันไปมองอาเดรียนซึ่งยืนอยู่ตรงทางเข้าวิหาร

ราชาแวมไพร์ยังคงสวมชุดสีดำเช่นเดิม แต่รอยเส้นเลือดดำบนข้อมือยังไม่หายไปทั้งหมด แม้คำสาปจะสงบลงแล้วก็ตาม

ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ในห้องโถง เขายังแทบไม่ได้พูดกับใคร

เขาสั่งให้เซราฟีนตรวจสอบทางเข้าออกทุกจุด สั่งให้เอเวอเร็ตต์ตรวจสอบวงเวทที่เหลือ และสั่งให้ทหารทุกนายเพิ่มการคุ้มกันเป็นสองเท่า

ส่วนเธอถูกสั่งให้นั่งพักอยู่ตรงนี้

โดยไม่มีสิทธิ์ต่อรอง

โรสลินลุกขึ้น เดินตรงไปหาเขา

“อาเดรียนคะ”

“กลับไปนั่ง”

เธอชะงัก

“ฉันแค่จะมาถามว่าเราจะเดินทางกลับเมื่อไรค่ะ”

“เมื่อข้าแน่ใจว่าที่นี่ไม่มีอันตรายเหลืออยู่”

“แต่ฉันรู้สึกดีขึ้นแล้วนะคะ”

“ข้าไม่ได้ถามว่าเจ้ารู้สึกอย่างไร”

โรสลินเม้มปาก

นั่นไง

ราชาแวมไพร์ผู้ยอมให้เธอเลือกทุกอย่างเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน กลับมาเป็นราชาผู้เผด็จการเต็มตัวอีกแล้ว

“ท่านกำลังโกรธฉันอยู่หรือคะ”

อาเดรียนหันมามองเธอ

“ข้าไม่มีเหตุผลต้องโกรธเจ้า”

“ถ้าอย่างนั้นทำไมท่านถึงทำหน้าเหมือนอยากสั่งประหารทุกคนที่เดินผ่านไปมาล่ะคะ”

“เพราะข้ากำลังคิดว่าจะทำอย่างไรกับคนที่สร้างวงเวทนั่นขึ้นมา”

“คนคนนั้นคือวาเลเรียนค่ะ ไม่ใช่ทุกคนที่เดินผ่านท่านเสียหน่อย”

“ข้ารู้”

“แล้วทำไมท่านถึงไม่มองหน้าฉันล่ะคะ”

คำถามนั้นทำให้อาเดรียนเงียบไป

โรสลินมองเขาอย่างตั้งใจ

เธอไม่ได้ต้องการทะเลาะ แต่ไม่อยากปล่อยให้เขาซ่อนทุกความรู้สึกไว้หลังคำสั่งและสีหน้าเย็นชาเหมือนที่เคยทำมาตลอด

“ฉันรู้ว่าท่านกลัวค่ะ”

แววตาของอาเดรียนเปลี่ยนไปทันที

“ระวังคำพูดของเจ้า โรสลิน”

“ฉันไม่ได้พูดเพื่อทำให้ท่านเสียหน้าค่ะ”

เธอสูดหายใจลึก

“ตอนที่วงเวทดึงพลังของฉันไป ท่านดูเหมือนกำลังจะเสียสติ ฉันรู้สึกได้ผ่านพันธะเลือด”

อาเดรียนกำมือแน่น

“ข้าไม่ต้องการพูดเรื่องนี้ที่นี่”

“ถ้าอย่างนั้น เรากลับไปคุยกันที่ปราสาทก็ได้ค่ะ แต่ท่านต้องคุยกับฉัน”

เขาจ้องเธออยู่นาน

สุดท้ายก็ถอนหายใจอย่างหนักหน่วง

“เจ้าช่างสร้างปัญหาได้เก่งจริง ๆ”

โรสลินยิ้มบาง ๆ

“ฉันคิดว่าท่านเริ่มชินแล้วนะคะ”

“อย่าได้ใจไป”

แม้จะพูดเช่นนั้น แต่อาเดรียนก็ยื่นมือมาให้เธอ

โรสลินจับมือเขาไว้ ก่อนเดินกลับไปยังรถม้าด้วยกัน

และคราวนี้ เขาไม่ได้สั่งให้เธอเดินตามหลัง

เขาเดินอยู่ข้างเธอตลอดทาง

### 1\. ความกลัวที่ราชาไม่เคยยอมรับ

ขบวนเดินทางออกจากซากวิหารเมื่อฟ้ามืดสนิท

อาเดรียนสั่งให้ทหารแยกกำลังออกลาดตระเวนรอบหุบเขา ส่วนเซราฟีนได้รับหน้าที่ตรวจสอบร่องรอยเวทมนตร์ที่วาเลเรียนทิ้งไว้

ภายในรถม้า โรสลินนั่งตรงข้ามอาเดรียน

ความเงียบปกคลุมอยู่พักใหญ่ จนกระทั่งเธอเป็นฝ่ายเริ่มพูดก่อน

“ท่านรู้ไหมคะว่าฉันกลัวอะไรที่สุด”

อาเดรียนเงยหน้าจากรายงานในมือ

“อะไร”

“ฉันกลัวว่าตัวเองจะกลายเป็นเหตุผลที่ทำให้คนอื่นต้องตาย”

เขาวางรายงานลง

โรสลินก้มมองมือของตัวเอง

“ตอนที่เห็นความทรงจำของแม่ ฉันได้รู้ว่าแม่พยายามปกป้องฉันจากพิธีกรรมของวาเลเรียน แต่ฉันก็อดคิดไม่ได้ว่าถ้าแม่ไม่ต้องเสียสละตัวเองเพื่อซ่อนฉัน บางทีเรื่องทั้งหมดอาจไม่เกิดขึ้นก็ได้”

“เจ้าไม่ควรคิดเช่นนั้น”

“ฉันรู้ว่าท่านจะพูดแบบนี้ค่ะ แต่บางครั้งการรู้ว่าเราไม่ผิด ก็ไม่ได้ทำให้เราหยุดรู้สึกผิดได้ทันที”

อาเดรียนนิ่งไป

คำพูดนั้นสะกิดบางสิ่งในใจเขา

เพราะเขาเองก็ใช้เวลานับพันปีอยู่กับความคิดแบบเดียวกัน

เขารู้ว่าวาเลเรียนเป็นผู้ทรยศ เขารู้ว่าคำสาปเกิดจากพิธีกรรมที่อีกฝ่ายสร้างขึ้น แต่ทุกครั้งที่คำสาปกำเริบ เขาก็อดคิดไม่ได้ว่าหากตนเด็ดขาดกว่านั้น หากตนไม่เชื่อมั่นในพลังของตัวเองมากเกินไป ผู้คนที่ตายไปอาจยังมีชีวิตอยู่

ความรู้สึกผิดไม่เคยถามว่าใครเป็นต้นเหตุ

มันเพียงรอให้เจ้าของหัวใจอ่อนแอลง แล้วค่อยย้อนกลับมาทำร้ายซ้ำ

“ความรู้สึกผิดไม่ได้เป็นหลักฐานว่าเจ้ามีความผิด” อาเดรียนกล่าวในที่สุด “มันเป็นเพียงหลักฐานว่าเจ้าใส่ใจสิ่งที่เกิดขึ้น”

โรสลินเงยหน้ามองเขา

“แล้วท่านล่ะคะ”

“อะไร”

“ท่านรู้ว่าตัวเองไม่ได้เป็นคนสร้างคำสาป แต่ท่านยังโทษตัวเองมาตลอดใช่ไหมคะ”

อาเดรียนไม่ตอบ

ความเงียบของเขาเป็นคำตอบที่ชัดเจนอยู่แล้ว

โรสลินขยับเข้าไปนั่งใกล้เขาอีกเล็กน้อย

“ฉันไม่ได้จะบอกให้ท่านลืมทุกอย่างค่ะ ฉันแค่อยากให้ท่านรู้ว่า ท่านไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบต่อความผิดพลาดทุกอย่างในอดีตไปตลอดชีวิต”

“ข้ามีชีวิตยาวนานพอที่จะรับผิดชอบมันได้”

“แต่ท่านไม่จำเป็นต้องทำคนเดียว”

อาเดรียนหันมามองเธอ

ดวงตาสีแดงเข้มของเขาเต็มไปด้วยความรู้สึกที่เธอไม่เคยเห็นชัดเจนเช่นนี้มาก่อน

“เจ้ารู้หรือไม่ว่าการพูดเช่นนี้อันตรายเพียงใด”

โรสลินขมวดคิ้ว

“ฉันพูดปลอบใจท่านนะคะ ไม่ได้ประกาศสงคราม”

“สำหรับข้า มันอันตรายยิ่งกว่าสงครามเสียอีก”

เธอนิ่งไป

อาเดรียนยกมือขึ้นแตะข้างแก้มของเธออย่างแผ่วเบา

“ข้าเคยสูญเสียผู้คนมากมาย และข้าเรียนรู้ที่จะยอมรับมัน เพราะไม่มีสิ่งใดที่ข้าสามารถรักษาไว้ได้ตลอดไป”

น้ำเสียงของเขาต่ำลง

“แต่ตอนนี้ ข้ากลับพบว่าตัวเองไม่อาจยอมรับความคิดที่จะสูญเสียเจ้าได้”

หัวใจของโรสลินเต้นแรงขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่

เธอไม่เคยเห็นอาเดรียนพูดถึงความกลัวของตัวเองตรง ๆ เช่นนี้

เขาไม่ได้พูดด้วยน้ำเสียงของราชาผู้สั่งการ

ไม่ได้พูดด้วยความเย็นชาของแวมไพร์ผู้มีชีวิตมายาวนาน

เขากำลังพูดในฐานะชายคนหนึ่งที่กลัวว่าจะสูญเสียคนสำคัญไป

“อาเดรียน…”

“ข้าไม่ได้ขอให้เจ้าตอบอะไร” เขาพูดแทรก “ข้าเพียงต้องการให้เจ้ารู้”

โรสลินยกมือขึ้นทาบมือของเขาที่วางอยู่บนแก้มเธอ

“ฉันก็กลัวที่จะเสียท่านไปเหมือนกันค่ะ”

เขาชะงัก

“แต่ฉันไม่อยากให้ความกลัวกลายเป็นเหตุผลที่ทำให้เราต้องปิดบังกัน หรือพยายามควบคุมอีกฝ่ายเพื่อให้รู้สึกปลอดภัย”

เธอมองเขาอย่างจริงจัง

“ถ้าเราจะอยู่ข้างกัน ฉันอยากให้เป็นเพราะเราต่างเลือกกัน ไม่ใช่เพราะกลัวว่าจะอยู่คนเดียว”

อาเดรียนมองเธออยู่เนิ่นนาน

จากนั้นเขาก็ค่อย ๆ โน้มหน้าลง จนหน้าผากของทั้งคู่แตะกันเบา ๆ

“เจ้ากำลังขอสิ่งที่ยากที่สุดจากข้า”

“ฉันรู้ค่ะ”

“ข้าไม่เคยเรียนรู้วิธีรักใครโดยไม่พยายามปกป้องเขาจากทุกสิ่ง”

โรสลินยิ้มเศร้า ๆ

“ถ้าอย่างนั้น เราก็ค่อย ๆ เรียนรู้ไปด้วยกันค่ะ”

อาเดรียนหลับตาลงชั่วครู่

ก่อนพยักหน้าเพียงครั้งเดียว

สำหรับชายที่ไม่เคยยอมให้ใครเห็นความอ่อนแอ การยอมรับว่าเขาไม่รู้วิธีทำบางสิ่งอาจยากยิ่งกว่าการยอมรับความพ่ายแพ้ในสนามรบ

แต่เขากำลังทำมัน

เพื่อผู้หญิงที่นั่งอยู่ตรงหน้า

### 2\. รายงานจากซากวิหาร

เมื่อขบวนเดินทางกลับถึงปราสาทแบล็กธอร์น เวลาก็ล่วงเลยเข้าสู่กลางคืนแล้ว

โรสลินถูกเอเวอเร็ตต์พาไปตรวจพลังอีกครั้ง ก่อนจะได้รับอนุญาตให้กลับห้องพักพร้อมคำสั่งให้นอนหลับอย่างน้อยแปดชั่วโมง

เธอรับคำอย่างว่าง่าย เพราะร่างกายเหนื่อยล้าจริง ๆ

แต่อาเดรียนยังต้องอยู่ในห้องประชุมเพื่อรับรายงานจากเซราฟีน

บนโต๊ะมีผลึกเวทมนตร์สามก้อน ซึ่งบันทึกพลังตกค้างจากวงเวทใต้แท่นจันทรา

เซราฟีนเริ่มรายงาน

“พวกเราตรวจพบว่าเวทมนตร์ที่วาเลเรียนใช้ไม่ได้เป็นเพียงภาพลวงตาขอรับ มันมีโครงสร้างเชื่อมโยงกับวงเวทหลักใต้ซากวิหาร แต่ส่วนหนึ่งถูกทำลายเมื่อเลดี้โรสลินใช้พลังจันทราปฏิเสธคำสั่ง”

“แล้วส่วนที่เหลือ?”

“ยังคงทำงานอยู่พ่ะย่ะค่ะ แต่ไม่สามารถดูดพลังจากเลดี้โรสลินได้โดยตรงอีกแล้ว”

เอเวอเร็ตต์วางผลการตรวจสอบลงบนโต๊ะ

“พลังจันทราของท่านหญิงได้ตัดการเชื่อมต่อที่วาเลเรียนสร้างขึ้นชั่วคราวขอรับ อย่างไรก็ตาม ข้าไม่คิดว่านั่นจะหยุดแผนการของเขาได้ทั้งหมด”

อาเดรียนมองผลึกเวทมนตร์

“เขาต้องการข้อมูลเกี่ยวกับพลังของนาง”

“ใช่พ่ะย่ะค่ะ” เซราฟีนตอบ “วงเวทตอบสนองต่อการใช้พลังของเลดี้โรสลินทุกครั้ง แต่เมื่อท่านหญิงปฏิเสธคำสั่ง โครงสร้างของวงเวทก็เปลี่ยนไป”

เอเวอเร็ตต์ขมวดคิ้ว

“มีความเป็นไปได้ว่า วาเลเรียนกำลังพยายามหาวิธีข้ามเจตจำนงอิสระแห่งจันทรา หากเขาทำสำเร็จ เขาอาจสามารถใช้พลังของทายาทแห่งจันทราเปิดประตูรัตติกาลนิรันดร์ได้ แม้เจ้าของพลังจะไม่ยินยอมก็ตาม”

บรรยากาศในห้องเย็นลงทันที

อาเดรียนยกมือขึ้นแตะข้อมือของตัวเอง ตรงตำแหน่งที่เส้นเลือดดำยังคงปรากฏอยู่จาง ๆ

“เขาไม่มีวันได้ตัวนาง”

เซราฟีนก้มศีรษะ

“ข้าจะเพิ่มกำลังคุ้มกันรอบปราสาท และส่งคนไปตรวจสอบเส้นทางทั้งหมดที่เชื่อมกับซากวิหารพ่ะย่ะค่ะ”

“ทำทันที”

“รับทราบพ่ะย่ะค่ะ”

เมื่อเซราฟีนออกจากห้องไป เอเวอเร็ตต์ก็ยังคงยืนอยู่ที่เดิม

“มีอะไรอีกหรือ” อาเดรียนถาม

หมอหลวงลังเลเล็กน้อย ก่อนจะกล่าว

“มีเรื่องหนึ่งที่ข้าคิดว่าฝ่าบาทควรทราบ”

“พูดมา”

“ตอนที่เลดี้โรสลินใช้พลังจันทราปฏิเสธวงเวท ข้าพบว่าคำสาปของฝ่าบาทสงบลงพร้อมกัน แม้ฝ่าบาทจะไม่ได้สัมผัสท่านหญิงโดยตรงก็ตาม”

อาเดรียนขมวดคิ้ว

“หมายความว่าอย่างไร”

“ข้าไม่แน่ใจพ่ะย่ะค่ะ แต่ดูเหมือนว่าพลังของท่านหญิงไม่ได้เพียงตัดการเชื่อมต่อระหว่างนางกับวงเวทของวาเลเรียนเท่านั้น มันอาจกระทบถึงรากของคำสาปที่เชื่อมโยงกับฝ่าบาทด้วย”

อาเดรียนเงียบไป

หากเป็นเช่นนั้น พลังของโรสลินอาจเป็นกุญแจสำคัญในการหยุดคำสาป

แต่ในขณะเดียวกัน มันก็หมายความว่าวาเลเรียนอาจยิ่งต้องการตัวเธอมากขึ้น

“อย่าเพิ่งบอกเรื่องนี้กับนาง” เขากล่าว

เอเวอเร็ตต์ชะงัก

“ฝ่าบาท…”

“ข้าไม่ได้สั่งให้เจ้าปิดบังนางตลอดไป ข้าเพียงต้องการให้เรามีข้อมูลมากกว่านี้ก่อน”

“แต่ท่านหญิงย้ำมาตลอดว่านางไม่ต้องการให้ใครตัดสินใจแทนนาง”

อาเดรียนมองหมอหลวงด้วยสายตาคมกริบ

เอเวอเร็ตต์ก้มศีรษะเล็กน้อย แต่ไม่ได้ถอนคำพูด

“ขออภัยที่ต้องกล่าวตรง ๆ พ่ะย่ะค่ะ แต่หากฝ่าบาทต้องการให้นางเชื่อใจ ท่านต้องไม่ทำผิดซ้ำในเรื่องที่นางเคยขอไว้”

ความเงียบปกคลุมห้องประชุม

อาเดรียนไม่ชอบให้ใครท้าทายคำสั่ง

ยิ่งไม่ชอบให้ใครพูดความจริงที่เขาไม่อยากยอมรับ

แต่ครั้งนี้ เขาไม่อาจปฏิเสธได้

“ข้าจะพูดกับนางเอง เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม”

เอเวอเร็ตต์พยักหน้า

“นั่นเป็นการตัดสินใจที่ดีพ่ะย่ะค่ะ”

หลังจากหมอหลวงออกไป อาเดรียนก็นั่งอยู่ในห้องประชุมตามลำพัง

เขามองเงาสะท้อนของตัวเองบนกระจกสีดำ

เป็นเวลานานเหลือเกินที่เขาคิดว่าการปกป้องใครสักคนหมายถึงการกำจัดทุกสิ่งที่อาจทำร้ายคนคนนั้น

แต่โรสลินกำลังสอนให้เขาเข้าใจว่า บางครั้งการปกป้องที่แท้จริงคือการยอมให้คนที่เราห่วงใยได้รับรู้ความจริง แม้ความจริงนั้นจะทำให้เราหวาดกลัวก็ตาม

และหากเขายังต้องการให้เธอเลือกอยู่ข้างเขาในวันข้างหน้า

เขาก็ต้องเริ่มจากการเชื่อใจการตัดสินใจของเธอเสียก่อน

### 3\. คนที่มาเคาะประตูยามดึก

โรสลินยังไม่นอนเมื่ออาเดรียนมาถึงห้องพักของเธอ

เธอกำลังนั่งเขียนบันทึกเกี่ยวกับความทรงจำของมารดา โดยมีถ้วยชาสมุนไพรวางอยู่ข้างมือ

เมื่อได้ยินเสียงเคาะประตู เธอก็เงยหน้าขึ้นทันที

“เข้ามาได้ค่ะ”

อาเดรียนเปิดประตูเข้ามา

“ยังไม่นอนอีกหรือ”

“ฉันกำลังจดสิ่งที่เห็นในวิหารค่ะ กลัวว่าจะลืมรายละเอียดบางอย่าง”

เขามองสมุดบนโต๊ะ ก่อนขยับเก้าอี้มานั่งใกล้ ๆ

“เจ้าควรพักผ่อน”

“ฉันจะนอนหลังจากเขียนเสร็จค่ะ”

“โรสลิน”

“อีกห้านาทีค่ะ”

อาเดรียนมองเธออย่างไม่เชื่อถือ

“เจ้าพูดเช่นนี้มาแล้วสามครั้ง”

โรสลินชะงัก

“ท่านนับด้วยหรือคะ”

“ข้าเป็นราชาแวมไพร์ ไม่ใช่คนความจำเสื่อม”

เธอหลุดหัวเราะ

อาเดรียนมองเธออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอื้อมมือไปปิดสมุดบนโต๊ะ

“พอแล้ว”

“อาเดรียน!”

“พรุ่งนี้เจ้าค่อยเขียนต่อ”

โรสลินทำแก้มพองเล็กน้อย

“ท่านนี่เผด็จการจริง ๆ”

“ขอบใจที่ชม”

“ฉันไม่ได้ชมค่ะ!”

เขายกมุมปากขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะเลื่อนถ้วยชาของเธอออกจากขอบโต๊ะแล้ววางไว้ในตำแหน่งที่ปลอดภัยกว่าเดิม

การกระทำเล็ก ๆ นั้นทำให้โรสลินมองเขาอย่างเงียบงัน

“มีอะไร” เขาถาม

“เปล่าค่ะ”

เธอยิ้ม

“ฉันแค่คิดว่า ท่านดูเหมือนคนธรรมดามากขึ้นทุกวัน”

สีหน้าของอาเดรียนเปลี่ยนไปเล็กน้อย

“ข้าไม่ใช่คนธรรมดา”

“ฉันรู้ค่ะ ท่านเป็นราชาแวมไพร์ผู้มีชีวิตมายาวนานกว่าพันปี มีพลังมหาศาล และสามารถทำให้คนทั้งห้องเงียบได้ด้วยการมองเพียงครั้งเดียว”

“อย่างน้อยเจ้าก็ยังจำได้”

“แต่ท่านก็เป็นคนที่เดินมาบอกให้ฉันเลิกเขียนหนังสือกลางดึก เป็นคนที่คอยตรวจว่าฉันกินยาแล้วหรือยัง และเป็นคนที่จำได้ว่าฉันไม่ชอบเครื่องดื่มรสขม”

อาเดรียนเงียบไป

โรสลินก้มหน้าลงเล็กน้อย

“ฉันชอบด้านนั้นของท่านค่ะ”

คำพูดเรียบง่ายของเธอทำให้เขารู้สึกเหมือนหัวใจถูกบางสิ่งแตะต้องอย่างแผ่วเบา

เขาเคยคิดว่าความรักต้องเป็นสิ่งรุนแรง เต็มไปด้วยความปรารถนา การครอบครอง และความเจ็บปวด

แต่โรสลินกลับทำให้เขาเริ่มเข้าใจว่าความรู้สึกที่ลึกซึ้งที่สุดอาจเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ไม่มีใครกำลังต่อสู้กับใคร

เพียงแค่การนั่งอยู่ด้วยกัน

การจดจำเรื่องเล็ก ๆ ของกันและกัน

และการไม่ต้องแสร้งทำเป็นแข็งแกร่งตลอดเวลา

“โรสลิน”

“คะ?”

อาเดรียนยื่นมือออกมา วางไว้บนโต๊ะระหว่างทั้งคู่

“ข้าขอจับมือเจ้าได้หรือไม่”

โรสลินกะพริบตา

เธอไม่เคยคิดว่าจะได้ยินคำถามเช่นนี้จากราชาแวมไพร์ผู้เคยสั่งให้คนทั้งกองทัพคุกเข่าต่อหน้าเขา

แต่เขากำลังถาม

ไม่ใช่สั่ง

ไม่ใช่ใช้พันธะบังคับ

เธอมองมือของเขา ก่อนวางมือตัวเองลงไปอย่างเต็มใจ

“ได้ค่ะ”

อาเดรียนกระชับมือเธอเบา ๆ

ไม่มีแสงเวทมนตร์เกิดขึ้น ไม่มีเสียงกระซิบจากคำสาป และไม่มีพลังใดพยายามดึงทั้งคู่เข้าหากัน

มีเพียงความอบอุ่นจากมือของอีกฝ่าย

โรสลินยิ้ม

“แบบนี้ดีจังเลยนะคะ”

“แบบไหน”

“แบบที่เราไม่ต้องใช้เวทมนตร์เพื่อให้รู้ว่าอีกฝ่ายอยู่ตรงนี้”

อาเดรียนมองมือที่ประสานกันอยู่

“ข้าเห็นด้วย”

ทั้งคู่นั่งเงียบอยู่เช่นนั้นอีกพักใหญ่

ก่อนที่อาเดรียนจะลุกขึ้นเตรียมกลับห้องของตัวเอง

แต่เมื่อเดินถึงประตู เขาก็หยุดลง

“โรสลิน”

“คะ?”

“หากเจ้าตื่นขึ้นกลางดึกเพราะฝันร้าย เรียกข้าได้”

เธอมองเขาอย่างแปลกใจ

“ท่านจะมาหรือคะ”

“ข้าอยู่ในปราสาทเดียวกับเจ้า”

“นั่นไม่ใช่คำตอบค่ะ”

อาเดรียนถอนหายใจ

“ใช่ ข้าจะมา”

รอยยิ้มของโรสลินกว้างขึ้นทันที

“ถ้าอย่างนั้น ราตรีสวัสดิ์ค่ะ”

“ราตรีสวัสดิ์ โรสลิน”

ประตูปิดลงอย่างแผ่วเบา

โรสลินมองมือของตัวเองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยกขึ้นแตะริมฝีปากด้วยรอยยิ้มที่ห้ามไม่อยู่

เธอไม่รู้ว่าความสัมพันธ์ของทั้งคู่จะเดินไปถึงจุดใด

แต่คืนนี้เธอรู้สึกว่า ตัวเองไม่ได้อยู่เพียงลำพังอีกต่อไปแล้ว

และบางที นั่นอาจเป็นจุดเริ่มต้นของความรักที่เธอเลือกด้วยตัวเองจริง ๆ

### 4\. คำสั่งจากผู้ที่อยู่หลังประตู

ณ สถานที่แห่งหนึ่งซึ่งไม่มีแสงอาทิตย์ส่องถึง วาเลเรียนยืนอยู่หน้าประตูหินสีดำขนาดมหึมา

บนพื้นมีวงเวทซับซ้อนเรียงซ้อนกันหลายชั้น เส้นสีแดงเข้มไหลเวียนอยู่ภายในร่องหิน ราวกับกำลังหล่อเลี้ยงบางสิ่งที่หลับใหลอยู่เบื้องหลังประตู

วาเลเรียนยกมือขึ้นแตะพื้นผิวของมัน

“อีกไม่นาน…”

เสียงของเขาแผ่วเบา

“อีกไม่นาน เจ้าก็จะได้ตื่นขึ้นมา”

เงาดำขยับไหวอยู่หลังประตู

ไม่มีรูปร่างที่แน่นอน

ไม่มีเสียงพูดที่มนุษย์จะเข้าใจได้

แต่แรงกดดันจากอีกฟากหนึ่งทำให้แม้แต่วาเลเรียนยังต้องลดมือลง

เขาหัวเราะเบา ๆ

“อย่าใจร้อนเลย ข้ารู้ว่าเจ้าต้องการอะไร”

ชายชราหันไปมองวงเวทอีกด้าน ซึ่งมีสัญลักษณ์ของพระจันทร์เสี้ยวและเส้นเลือดดำปรากฏอยู่

บนโต๊ะหินข้างวงเวทมีขวดแก้วใบเล็กวางอยู่

ภายในบรรจุเลือดสีแดงเข้มหนึ่งหยด

เลือดของอาเดรียน

วาเลเรียนหยิบขวดขึ้นมาหมุนเล่นระหว่างนิ้ว

“ราชาแวมไพร์เริ่มหวาดกลัวการสูญเสียแล้ว และทายาทแห่งจันทราก็เริ่มเข้าใจพลังของตัวเองมากขึ้น”

เขายิ้มเย็นชา

“นั่นทำให้แผนของข้าซับซ้อนขึ้นเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าข้าจะหยุด”

วาเลเรียนวางขวดเลือดลงบนแท่นหิน ก่อนหยิบแผ่นกระจกสีดำขึ้นมา

ภาพของคัลเลนปรากฏอยู่บนพื้นผิวกระจก

“ผู้ที่ถูกทอดทิ้งกำลังพยายามกลับใจ…”

เขาพึมพำ

“ส่วนผู้ที่เคยเลือกทอดทิ้งเขา ก็เริ่มกลัวว่าจะสูญเสียอำนาจของตัวเอง”

ภาพของเซเลสเทียปรากฏขึ้นข้างคัลเลน

วาเลเรียนหัวเราะเบา ๆ

“มนุษย์และหมาป่าช่างคาดเดาได้ง่ายเหลือเกิน เพียงแค่ทำให้พวกเขาเชื่อว่ากำลังจะสูญเสียสิ่งสำคัญ พวกเขาก็พร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อรักษามันไว้”

เขาวางกระจกลง

จากนั้นจึงหันกลับไปยังประตูหินสีดำ

“แต่โรสลินต่างออกไป”

รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาค่อย ๆ หายไป

“นางเริ่มเรียนรู้ที่จะปฏิเสธสิ่งที่ข้าสร้างขึ้น”

วาเลเรียนยกมือขึ้นแตะสัญลักษณ์บนประตู

“ถ้าเช่นนั้น ข้าก็จะไม่บังคับให้นางเปิดประตูอีกต่อไป”

เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ

“ข้าจะทำให้นางเป็นคนเปิดมันด้วยตัวเอง”

วงเวทใต้พื้นสว่างวาบ

เสียงบางอย่างดังมาจากหลังประตู ราวกับสิ่งที่หลับใหลอยู่กำลังตอบรับคำพูดนั้น

วาเลเรียนหลับตาลง ยิ้มอย่างพึงพอใจ

เกมยังไม่จบ

และครั้งต่อไป เขาจะไม่โจมตีพลังของโรสลินโดยตรงอีกแล้ว

เขาจะโจมตีสิ่งที่เธอเลือกปกป้อง

สิ่งที่เธอเริ่มรัก

และสิ่งที่อาจทำให้เธอยอมสละทุกอย่างด้วยตัวเอง

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • พันธะเลือดลูน่าผู้นิราศ   บทที่ 45 ชื่อที่ถูกเขียนก่อนกำเนิด

    “ทายาทของข้า” เสียงจากใต้ประตูหินแผ่วเบา ทว่ากลับทำให้ทุกคนที่ยืนอยู่ตรงทางลงใต้ดินรู้สึกถึงแรงกดดันมหาศาล โรสลินไม่ขยับเข้าใกล้ประตู แม้หัวใจจะเต้นแรงจนเจ็บหน้าอกก็ตาม นางยังจำข้อความที่ปรากฏบนหินได้ชัดเจน โรสลิน วินเทอร์ — สถานะ: ผู้ถูกลบก่อนถือกำเนิด ไม่มีใครสามารถอธิบายได้ว่าชื่อของนางไปปรากฏในบัญชีเก่าแก่กว่าราชวงศ์จันทราได้อย่างไร และไม่มีใครรู้ว่าคำว่า ผู้ถูกลบก่อนถือกำเนิด หมายถึงอะไร แต่สิ่งหนึ่งที่แน่ชัดคือ ผู้หญิงที่อยู่หลังผนึกรู้จักนาง รู้จักมากกว่าที่ควรจะเป็น “เจ้าเป็นใคร?” โรสลินถาม ความเงียบตอบกลับมา จากนั้นเสียงหัวเราะเบา ๆ ก็ดังขึ้นอีกครั้ง “คำถามแรกของเจ้าไม่ใช่ว่าเหตุใดชื่อจึงอยู่บนประตู แต่กลับเป็นว่าใครกำลังพูดกับเจ้า” “เพราะข้าไม่คิดจะเชื่อคนแปลกหน้าที่ถูกขังอยู่หลังผนึก และเรียกตัวเองว่าผู้ให้กำเนิดราชวงศ์จันทรา” “ฉลาดขึ้นมากทีเดียว ลูนาเรียคงภูมิใจในตัวเจ้า” “อย่าใช้ชื่อแม่ข้า” โรสลินตอบทันที น้ำเสียงเย็นลง “หากเจ้ารู้จักนางจริง ก็ควรรู้ว่านางไม่ใช่สิ่งที่เจ้าจะหยิบมาใช้หลอกข้าได้ตามใจชอบ” ความเงียบหลังประตูยืดยาวกว่าครั้งก่อน อาเดรียนขยับมา

  • พันธะเลือดลูน่าผู้นิราศ   บทที่ 44 บิดาผู้ถูกลบจากโลก

    เสียงของลูนาเรียยังคงก้องอยู่ในห้องแห่งนาม แม้ภาพความทรงจำจะเลือนหายไปแล้วก็ตาม สิ่งที่ถูกขังอยู่ข้างใต้นั้น... คือบิดาของลูก โรสลินยืนนิ่งอยู่หน้าผนังหินสีดำ ปลายนิ้วกำจี้หินสีขาวแน่นจนข้อนิ้วซีดลง นางเคยคิดว่าความลับเกี่ยวกับชาติกำเนิดของตนสิ้นสุดลงเมื่อรู้ว่าตัวเองเป็นธิดาของราชินีลูนาเรีย แต่ตอนนี้กลับมีคำถามใหม่ผุดขึ้นมาราวกับรากไม้ที่แผ่ขยายอยู่ใต้ผืนดิน หากบิดาของนางยังมีชีวิตอยู่ เหตุใดเขาจึงถูกขังไว้ใต้ซากเมืองหลวง? แล้วเหตุใดทุกคนจึงพยายามลบเขาออกจากโลก? “โรสลิน” เสียงของอาเดรียนดึงนางกลับมาจากห้วงความคิด ราชาแวมไพร์ยืนอยู่ข้างกาย ดวงตาสีแดงจับจ้องใบหน้าของนางอย่างระมัดระวัง เขาไม่ได้แตะต้องนางทันที เพียงยื่นมือมาให้เลือกว่าจะจับไว้หรือไม่ โรสลินมองมือนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะวางมือตัวเองลงไป “ข้ากำลังคิดว่า หากเขาเป็นบิดาของข้าจริง เหตุใดท่านแม่จึงไม่เคยบอกเรื่องนี้” “บางทีนางอาจไม่มีโอกาสบอก” อาเดรียนตอบ “หรือบางทีสิ่งที่เจ้ามองเห็นอาจเป็นเพียงส่วนหนึ่งของความจริง” “ท่านกำลังบอกว่าความทรงจำของท่านแม่โกหกข้าอย่างนั้นหรือ?” “ข้ากำลังบอกว่าเราไม่ควรเชื่อภาพใดภาพหนึ

  • พันธะเลือดลูน่าผู้นิราศ   บทที่ 43 วันที่ความทรงจำมีเลือด

    เสียงระฆังเตือนภัยดังสะท้อนทั่วปราสาทแบล็กธอร์น ขณะที่รอยร้าวบนถุงมือสีเงินของเซเวอรินขยายตัวออกทีละเส้น ใต้รอยแตกนั้นไม่มีเลือด ไม่มีผิวหนัง และไม่มีสิ่งใดที่บ่งบอกว่าเขาเป็นมนุษย์หรือแวมไพร์ มีเพียงความมืดที่กำลังเคลื่อนไหว โรสลินถอยห่างจากเขาหนึ่งก้าวโดยสัญชาตญาณ แต่ไม่ได้ละสายตาจากชายผมขาว “คุณบอกว่ามันจำชื่อคุณได้แล้ว หมายความว่าอย่างไร?” เซเวอรินไม่ตอบทันที เขาก้มมองมือของตัวเองราวกับกำลังเห็นสิ่งที่ไม่เคยคิดว่าจะได้เห็นอีกครั้ง “ตลอดหลายพันปีที่ผ่านมา ข้าทำให้โลกจดจำชื่อของข้าไม่ได้ ไม่มีบันทึก ไม่มีคำสลัก และไม่มีความทรงจำใดที่สามารถยืนยันการมีอยู่ของข้าได้อย่างถาวร” อาเดรียนยืนขวางระหว่างเขากับโรสลิน พลังรัตติกาลก่อตัวรอบฝ่ามือ “เจ้าใช้เวทลบตัวตนของตัวเอง?” “ไม่ใช่ข้าเพียงคนเดียวที่ใช้มัน” เซเวอรินตอบ “พันธสัญญาสามฝ่ายถูกสร้างขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้สิ่งที่อยู่หลังประตูบานที่สามเข้าถึงโลกนี้ได้โดยตรง ผู้เฝ้าประตูดูแลผนึก ราชวงศ์จันทรารักษานาม และบุคคลที่สามรับหน้าที่เป็นผู้แบกรับสิ่งที่ไม่อาจจดจำได้” โรสลินนึกถึงสัญลักษณ์ดวงตาสามดวงบนแท่นหินในวิหารแห่งแรก ดวงตาสองดวง

  • พันธะเลือดลูน่าผู้นิราศ   บทที่ 42 ชื่อที่โลกพยายามลืม

    ชื่อของอาเดรียน วาลมอร์หายไปจากแผนที่เวทมนตร์ต่อหน้าทุกคน ไม่มีเสียงระเบิด ไม่มีเปลวไฟลุกท่วม และไม่มีรอยแตกร้าวบนพื้นห้องบัญชาการ ทว่าความเงียบที่เกิดขึ้นกลับน่าหวาดหวั่นยิ่งกว่าภัยพิบัติใด ๆ เพราะชั่วขณะที่ชื่อของราชาแวมไพร์ถูกลบออกไป โรสลินรู้สึกได้ว่าพันธะเลือดระหว่างนางกับเขาสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ราวกับโลกทั้งใบกำลังพยายามลืมว่าเขาเคยมีตัวตน “อาเดรียน!” นางคว้ามือเขาไว้ทันที ราชาแวมไพร์ยืนตัวแข็ง ดวงตาสีแดงที่เคยส่องประกายราวกับเปลวเพลิงกำลังซีดจางลงทีละน้อย ขอบร่างของเขาโปร่งแสงเพียงชั่วพริบตา ก่อนกลับคืนสู่สภาพเดิม เซราฟีนก้าวเข้ามาหาเจ้านายด้วยสีหน้าตื่นตระหนก “ฝ่าบาท!” อาเดรียนยกมือขึ้นเป็นสัญญาณห้ามไม่ให้นางเข้ามาใกล้กว่าเดิม “อย่าแตะต้องข้า” น้ำเสียงของเขายังคงหนักแน่น แต่โรสลินสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดที่ซ่อนอยู่ในพันธะ นางบีบมือเขาแน่นขึ้น “ฉันอยู่ตรงนี้ คุณได้ยินฉันไหม?” “ได้ยิน” “มองฉัน” อาเดรียนหันมาสบตานาง โรสลินปล่อยพลังจันทราออกจากฝ่ามือ แสงสีเงินไหลคลุมมือของทั้งคู่ ไม่ได้พยายามบังคับให้ชื่อของเขากลับไปอยู่บนแผนที่ แต่กำลังยืนยันสิ่งที่แผนที่ไม่อาจต

  • พันธะเลือดลูน่าผู้นิราศ   บทที่ 41 ผู้ที่ลบชื่อราชวงศ์

    “คนที่สั่งให้ราชวงศ์จันทราล่มสลาย... ไม่ใช่เอเรนเพียงคนเดียว” เสียงของอิซาราดับลง ทิ้งไว้เพียงความเงียบที่หนักอึ้งอยู่กลางวิหาร โรสลินก้มมองจี้พระจันทร์เสี้ยวในมือ เส้นสีดำบนผิวหินขยับช้า ๆ ราวกับเส้นเลือดที่กำลังเต้น ก่อนจะหยุดนิ่งตรงสัญลักษณ์รูปดวงตาซึ่งปรากฏขึ้นในวงกลมไม่สมบูรณ์ เธอเงยหน้ามองชายผมขาวที่ยืนอยู่ตรงข้าม “คุณบอกว่าคุณเป็นคนสั่งปิดผนึกเมืองหลวง” “ใช่” “และคุณรู้ว่าการตัดสินใจนั้นจะทำให้ผู้คนจำนวนมากตาย” เอเรนไม่หลบสายตา “ข้ารู้” “แต่คุณไม่ได้บอกว่าคุณเป็นคนสั่งให้ราชวงศ์จันทราล่มสลาย” “เพราะสองสิ่งนั้นไม่เหมือนกัน” “สำหรับคนที่ตายอยู่ข้างใน พวกมันอาจไม่ต่างกันเลย” คำพูดของโรสลินทำให้เซราฟีนขยับมือเข้าใกล้ด้ามดาบ นางไม่ได้ชักมันออกมา แต่พร้อมรับมือหากชายผมขาวคิดจะใช้พลังบางอย่าง อาเดรียนยืนอยู่ข้างโรสลิน ใบหน้าของเขายังคงเย็นชา ทว่าดวงตาสีแดงเข้มกลับมีประกายผิดปกติ เขากำลังพยายามนึกถึงบางสิ่งที่อยู่ลึกลงไปในความทรงจำ “เจ้ารู้ว่าใครเป็นคนที่สองหรือไม่” ราชาแวมไพร์ถาม เอเรนหลับตาลงชั่วครู่ “ข้าเคยคิดว่ารู้” “แต่ตอนนี้ไม่แน่ใจ?” “ตอนนี้ข้าไม่แน่ใจแม้กระทั่ง

  • พันธะเลือดลูน่าผู้นิราศ   บทที่ 40 ผู้เฝ้าประตูคนสุดท้าย

    เสียงเรียกจากหลังประตูทำให้ทั้งวิหารสั่นสะเทือน “ผู้เฝ้าประตูคนสุดท้าย... ในที่สุดเจ้าก็กลับมา” อาเดรียนยังคงคุกเข่าอยู่บนพื้นหิน มือข้างหนึ่งกดลงบนหน้าอก ขณะที่เส้นสีเงินค่อย ๆ แผ่กระจายใต้ผิวหนังของเขา ราวกับมีบางสิ่งกำลังตื่นขึ้นจากการหลับใหลอันยาวนาน โรสลินประคองไหล่เขาไว้แน่น “อาเดรียน มองข้า อย่าฟังเสียงนั้น” เขาพยายามเงยหน้าขึ้น ดวงตาสีแดงสลับกับสีเงินอย่างควบคุมไม่ได้ “ข้าได้ยินมันมาตลอดชีวิต” เขากระซิบ “แต่ไม่เคยรู้ว่ามันเป็นเสียงของใคร” “ตอนนี้ท่านรู้แล้วหรือ” “ไม่ทั้งหมด” คำตอบนั้นทำให้โรสลินรู้สึกโล่งใจอย่างประหลาด อย่างน้อยเขาก็ยังไม่ยอมเชื่อทุกสิ่งที่เห็นเพียงเพราะมันดูเหมือนความทรงจำของตัวเอง เธอจับมือเขาไว้ “เช่นนั้นเราจะหาคำตอบด้วยกัน” อาเดรียนบีบมือเธอตอบ ก่อนค่อย ๆ ลุกขึ้นยืน แม้ความเจ็บปวดจะยังทำให้สีหน้าเขาซีดลงก็ตาม อีกด้านหนึ่ง เอเรนยืนขวางอยู่ระหว่างพวกเขากับประตูบานที่สาม ใบหน้าของชายผมขาวเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง แววตาสีเงินที่เคยสงบนิ่งเต็มไปด้วยความระมัดระวัง “ทุกคนถอยออกจากประตู” เขาสั่ง เซราฟีนชักดาบออกมา “ท่านไม่มีสิทธิ์สั่งพวกเรา” “หากเจ้า

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status