หน้าหลัก / แฟนตาซี / พันธะเลือดลูน่าผู้นิราศ / บทที่ 44 บิดาผู้ถูกลบจากโลก

แชร์

บทที่ 44 บิดาผู้ถูกลบจากโลก

ผู้เขียน: โอสึเกะ
last update วันที่เผยแพร่: 2026-10-23 10:18:34

เสียงของลูนาเรียยังคงก้องอยู่ในห้องแห่งนาม แม้ภาพความทรงจำจะเลือนหายไปแล้วก็ตาม

สิ่งที่ถูกขังอยู่ข้างใต้นั้น... คือบิดาของลูก

โรสลินยืนนิ่งอยู่หน้าผนังหินสีดำ ปลายนิ้วกำจี้หินสีขาวแน่นจนข้อนิ้วซีดลง นางเคยคิดว่าความลับเกี่ยวกับชาติกำเนิดของตนสิ้นสุดลงเมื่อรู้ว่าตัวเองเป็นธิดาของราชินีลูนาเรีย แต่ตอนนี้กลับมีคำถามใหม่ผุดขึ้นมาราวกับรากไม้ที่แผ่ขยายอยู่ใต้ผืนดิน

หากบิดาของนางยังมีชีวิตอยู่ เหตุใดเขาจึงถูกขังไว้ใต้ซากเมืองหลวง?

แล้วเหตุใดทุกคนจึงพยายามลบเขาออกจากโลก?

“โรสลิน”

เสียงของอาเดรียนดึงนางกลับมาจากห้วงความคิด

ราชาแวมไพร์ยืนอยู่ข้างกาย ดวงตาสีแดงจับจ้องใบหน้าของนางอย่างระมัดระวัง เขาไม่ได้แตะต้องนางทันที เพียงยื่นมือมาให้เลือกว่าจะจับไว้หรือไม่

โรสลินมองมือนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะวางมือตัวเองลงไป

“ข้ากำลังคิดว่า หากเขาเป็นบิดาของข้าจริง เหตุใดท่านแม่จึงไม่เคยบอกเรื่องนี้”

“บางทีนางอาจไม่มีโอกาสบอก” อาเดรียนตอบ “หรือบางทีสิ่งที่เจ้ามองเห็นอาจเป็นเพียงส่วนหนึ่งของความจริง”

“ท่านกำลังบอกว่าความทรงจำของท่านแม่โกหกข้าอย่างนั้นหรือ?”

“ข้ากำลังบอกว่าเราไม่ควรเชื่อภาพใดภาพหนึ่ง เพียงเพราะมันปรากฏขึ้นในเวลาที่เราต้องการคำตอบ”

โรสลินถอนหายใจเบา ๆ

นางไม่ชอบคำตอบที่เปิดช่องให้เกิดคำถามเพิ่ม แต่ก็รู้ว่าอาเดรียนพูดถูก

ตลอดหลายวันที่ผ่านมา พวกเขาได้เห็นความทรงจำที่ขัดแย้งกันหลายครั้ง บางภาพเป็นความจริง บางภาพถูกบิดเบือน และบางภาพอาจถูกสร้างขึ้นเพื่อชักนำให้ผู้พบเห็นเชื่อในสิ่งที่ใครบางคนต้องการ

“เราต้องไปซากเมืองหลวง” นางตัดสินใจ “ถ้าผนึกที่สองอยู่ใต้สถานที่นั้น เราจะต้องเห็นด้วยตาตัวเองว่าใครถูกขังอยู่ข้างใน”

อาเดรียนพยักหน้า

“ข้าจะไปกับเจ้า”

“ข้ารู้ แต่ขอให้เข้าใจตรงกันก่อนว่าเราไม่ได้ไปช่วยคนคนหนึ่งด้วยการปลดปล่อยทุกสิ่งที่ถูกขังอยู่ใต้ดิน”

“ข้าเข้าใจ”

“และหากพบว่าบิดาของข้าเป็นภัยต่อโลก ข้าจะไม่ยอมทำลายโลกเพื่อช่วยเขา”

แววตาของอาเดรียนอ่อนลงเล็กน้อย

“นั่นเป็นการตัดสินใจของเจ้า โรสลิน ข้าจะไม่ตัดสินใจแทน”

คำตอบนั้นทำให้มือของนางที่จับมือเขาอยู่คลายลง

ครั้งหนึ่งอาเดรียนเคยคิดว่าการปกป้องคนที่รักหมายถึงการรับความเจ็บปวดทั้งหมดไว้เพียงผู้เดียว แต่ตอนนี้เขาเริ่มเข้าใจแล้วว่าการรักใครสักคนไม่ได้หมายถึงการพรากสิทธิ์ในการเลือกจากคนคนนั้น

โรสลินบีบมือเขาเบา ๆ ก่อนปล่อยออก

“ถ้าอย่างนั้น เราไปกันเถอะ”

การเดินทางสู่ซากเมืองหลวงเริ่มต้นก่อนรุ่งสาง

เซราฟีนจัดกำลังราชองครักษ์ไว้ที่ชายแดน ส่วนเอเวอเร็ตต์นำตำราโบราณและอุปกรณ์สำหรับตรวจสอบผนึกติดตัวมาด้วย แม้หมอหลวงชราจะบ่นตลอดทางว่าการเดินทางครั้งนี้ไม่เหมาะกับกระดูกของคนอายุเท่าเขา แต่ก็ไม่มีใครคิดจะปล่อยให้เขาอยู่ข้างหลัง

“หากพวกท่านพบสิ่งที่สามารถลบคนออกจากความทรงจำของโลกได้จริง อย่างน้อยก็ควรมีคนที่รู้วิธีตรวจสอบว่าพวกท่านยังมีตัวตนครบถ้วนหรือไม่” เอเวอเร็ตต์กล่าวขณะจัดกระเป๋าบนรถม้า “ข้าไม่อยากให้พวกท่านกลับมาแล้วจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าข้าเป็นใคร”

“ถ้าท่านพูดมากกว่านี้ ข้าอาจจำได้ว่าท่านเป็นคนที่ควรอยู่เฝ้าปราสาท” เซราฟีนสวน

“เห็นหรือไม่ ฝ่าบาท? นี่คือเหตุผลที่ข้าไม่ชอบเดินทางร่วมกับทหาร”

อาเดรียนไม่ได้สนใจบทสนทนานั้น เขากำลังมองแผนที่เก่าที่เซเวอรินส่งมาให้ก่อนหน้านี้ แผนที่แสดงตำแหน่งของเมืองหลวงราชวงศ์จันทราในอดีต แต่บริเวณใจกลางเมืองกลับว่างเปล่า ไม่มีชื่อพระราชวัง ไม่มีตำแหน่งวิหาร และไม่มีแม้แต่เครื่องหมายบอกถนน

พื้นที่ตรงนั้นถูกเว้นว่างอย่างผิดธรรมชาติ

“เขาลบตำแหน่งออกไปหรือ?” โรสลินถาม

“ไม่ใช่แค่ลบ” อาเดรียนตอบ พลางใช้นิ้วแตะลงบนกระดาษ “ดูขอบของแผนที่สิ เส้นถนนทุกสายยังมุ่งเข้าสู่บริเวณนี้ แต่ไม่มีเส้นใดลากผ่านเข้าไป”

เอเวอเร็ตต์ขยับเข้ามาดู

“ราวกับว่าคนทำแผนที่รู้ว่ามีสถานที่อยู่ตรงนั้น แต่ไม่สามารถบันทึกมันลงไปได้”

“หรือถูกสั่งห้ามไม่ให้บันทึก” เซราฟีนเสริม

โรสลินมองพื้นที่ว่างนั้นแล้วรู้สึกถึงความเย็นบางอย่างแผ่ขึ้นมาจากจี้หินสีขาว

ไม่ใช่ความเย็นจากเวทมนตร์ที่คุ้นเคย

แต่มันคล้ายกับความรู้สึกเมื่อมีใครบางคนกำลังจ้องมองนางจากอีกฟากของกำแพง

“มันรู้ว่าเรากำลังไป” นางกล่าว

อาเดรียนพับแผนที่ทันที

“ถ้าเช่นนั้น เราจะไม่ให้มันรู้ว่าเราตั้งใจทำอะไร”

“ท่านหมายถึงปิดบังความคิด?”

“ไม่ เราจะไม่ใช้เวทเชื่อมต่อใด ๆ ที่อาจกลายเป็นทางผ่านให้มัน แต่เราจะเดินทางตามปกติ”

โรสลินพยักหน้า นางไม่ต้องการใช้พลังพร่ำเพรื่อ โดยเฉพาะเมื่อศัตรูสามารถเรียนรู้จากทุกครั้งที่พวกเขาตอบโต้

สิ่งที่อยู่หลังประตูไม่จำเป็นต้องแข็งแกร่งกว่าพวกเขาในทุกด้าน

แต่หากมันสามารถปรับตัวได้เร็วกว่าที่พวกเขาเรียนรู้ มันก็ไม่จำเป็นต้องชนะในครั้งแรก

มันเพียงต้องรอจนกว่าพวกเขาจะพลาด

ซากเมืองหลวงปรากฏขึ้นในช่วงบ่าย

กำแพงหินสูงตระหง่านถูกเถาวัลย์สีดำปกคลุม หอคอยหลายแห่งพังทลายจนเหลือเพียงโครงกระดูกของอาคาร ถนนที่ครั้งหนึ่งเคยปูด้วยหินสีเงินถูกฝังอยู่ใต้ชั้นดินและเถ้าถ่าน ไม่มีเสียงนก ไม่มีแม้แต่เสียงแมลง

สถานที่แห่งนี้ไม่ได้ดูเหมือนเมืองที่ถูกทำลายจากสงคราม

มันดูเหมือนเมืองที่โลกพยายามลืมว่าครั้งหนึ่งเคยมีอยู่

เมื่อโรสลินก้าวผ่านซุ้มประตูที่พังครึ่งหนึ่ง จี้หินสีขาวก็ส่องแสงขึ้น

ทันใดนั้น นางเห็นภาพซ้อนทับกับซากปรักหักพัง

ถนนกลับมาสว่างไสว ผู้คนเดินขวักไขว่ เด็กหญิงตัวเล็ก ๆ วิ่งผ่านนางพร้อมเสียงหัวเราะ และบนระเบียงของอาคารสูง มีหญิงสาวผมสีเงินยืนมองเมืองอยู่

ภาพนั้นเกิดขึ้นเพียงชั่วพริบตา ก่อนทุกอย่างจะกลับเป็นซากหินเหมือนเดิม

โรสลินหันขวับไปทางระเบียง

ไม่มีใครอยู่ตรงนั้น

“เจ้าเห็นอะไร?” อาเดรียนถาม

“เมืองในวันที่ยังมีชีวิตอยู่ และหญิงสาวคนหนึ่งบนระเบียง”

“นางมีหน้าตาอย่างไร?”

โรสลินพยายามนึกถึงใบหน้าที่เห็นเพียงเสี้ยววินาที

“ข้ามองไม่ชัด แต่ผมของนางเป็นสีเงิน”

อาเดรียนเงียบไป

“เหมือนชายในความทรงจำของลูนาเรียหรือ?” เซราฟีนถาม

“อาจใช่” โรสลินตอบ “แต่ข้าไม่แน่ใจ”

เอเวอเร็ตต์คุกเข่าลงข้างรอยสลักบนพื้นหิน เขาปัดฝุ่นออกอย่างระมัดระวัง เผยให้เห็นวงกลมสามวงซ้อนกัน แต่ละวงมีสัญลักษณ์แตกต่างกัน

ดวงตา

จันทร์เสี้ยว

และเส้นว่างเปล่าที่ไม่มีรูปทรงแน่นอน

“นี่เป็นสัญลักษณ์ของพันธสัญญาสามฝ่าย” เขาพึมพำ “แต่มีบางอย่างไม่ถูกต้อง”

“อะไร?” โรสลินถาม

“สัญลักษณ์ของราชวงศ์จันทราควรอยู่ตรงกลาง เพราะเป็นผู้ครอบครองนาม แต่ที่นี่กลับมีเส้นว่างเปล่าอยู่ตรงกลางแทน”

อาเดรียนย่อตัวลงพิจารณา

“หมายความว่าพันธสัญญาที่นี่เก่าแก่กว่าราชวงศ์จันทรา”

“หรือราชวงศ์จันทราไม่ได้เป็นผู้ครอบครองนามตั้งแต่แรก” เอเวอเร็ตต์กล่าว “บางทีพวกเขาอาจได้รับนามมาจากใครบางคน”

โรสลินรู้สึกว่าจี้ในมือร้อนขึ้น

ภาพของหญิงสาวผมเงินกลับมาปรากฏในความคิดอีกครั้ง คราวนี้นางเห็นเพียงมือข้างหนึ่งของหญิงสาว ซึ่งวางอยู่บนศีรษะของเด็กคนหนึ่ง

แสงสีเงินไหลจากปลายนิ้วของนางเข้าสู่ร่างเด็ก

จากนั้นสัญลักษณ์จันทร์เสี้ยวก็ปรากฏขึ้นบนหน้าผากของเด็กคนนั้น

ภาพดับวูบ

โรสลินยกมือกุมขมับ

“ผู้ให้กำเนิดราชวงศ์จันทรา...” นางพึมพำ

อาเดรียนหันมามองนางทันที

“เจ้าหมายความว่าอย่างไร?”

“ข้าไม่รู้ แต่ถ้าหญิงสาวที่อยู่หลังผนึกเป็นผู้ให้กำเนิดราชวงศ์จริง บางทีนางอาจไม่ได้ให้กำเนิดกษัตริย์องค์แรกด้วยร่างกายของนาง”

“เจ้าเห็นอะไร?”

“นางถ่ายทอดพลังบางอย่างให้เด็กคนหนึ่ง ข้าไม่แน่ใจว่าเด็กคนนั้นเป็นใคร แต่สัญลักษณ์บนหน้าผากของเขาเหมือนกับตราประจำราชวงศ์จันทรา”

เอเวอเร็ตต์ลุกขึ้นช้า ๆ

“ถ้าเป็นเช่นนั้น คำว่าให้กำเนิดอาจหมายถึงการสร้างสายเลือด ไม่ใช่การเป็นมารดาโดยตรง”

“และหากราชวงศ์เกิดจากพลังที่นางมอบให้” อาเดรียนกล่าว “การปล่อยนางออกมาอาจส่งผลต่อสายเลือดของโรสลินด้วย”

“นั่นเป็นเหตุผลที่เราต้องรู้ความจริงก่อนเปิดผนึก” โรสลินตอบ “ข้าจะไม่ยอมให้ใครใช้สายเลือดของข้าเป็นข้ออ้างในการปลดปล่อยสิ่งที่เราไม่เข้าใจ”

นางเดินต่อไปยังใจกลางเมือง โดยมีอาเดรียนอยู่เคียงข้าง

แต่ยิ่งเข้าใกล้พระราชวังที่พังทลาย ความรู้สึกแปลกประหลาดก็ยิ่งรุนแรงขึ้น

ทุกครั้งที่ก้าวผ่านซากอาคาร นางจะเห็นภาพความทรงจำสั้น ๆ ราวกับเมืองกำลังฉายอดีตให้ดู

หญิงสาวผมเงินยืนอยู่หน้าบัลลังก์

ชายผมสีเงินกำลังโต้เถียงกับคนกลุ่มหนึ่ง

ทหารสวมเกราะสีขาวลากผู้คนลงบันไดใต้ดิน

และลูนาเรียยืนอยู่หน้าประตูหินด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยน้ำตา

แต่ภาพของลูนาเรียกลับไม่เหมือนกับความทรงจำที่พวกเขาเคยเห็น

ในภาพก่อนหน้านี้ นางสวมชุดราชินีและมีใบหน้าเหนื่อยล้าเหมือนคนที่ผ่านความเจ็บปวดมานานหลายปี

ทว่าในภาพนี้ นางดูอ่อนวัยกว่ามาก

อาจเป็นช่วงก่อนที่โรสลินจะเกิดหลายสิบปี

โรสลินหยุดเดินทันที

“อาเดรียน ท่านเห็นหรือไม่?”

“เห็นอะไร?”

“ภาพของท่านแม่ นางอยู่ที่นี่ก่อนที่ข้าจะเกิด แต่ใบหน้าของนางในภาพกลับเหมือนกับความทรงจำที่เราพบในภายหลังทุกประการ”

อาเดรียนขมวดคิ้ว

“เจ้ากำลังสงสัยว่านางตายก่อนที่เจ้าจะเกิดจริงหรือไม่?”

“ข้าไม่รู้แล้วว่าอะไรจริง อะไรเป็นภาพที่ถูกสร้างขึ้น และอะไรเป็นความทรงจำที่ใครบางคนต้องการให้เราเห็น”

โรสลินมองภาพที่เลือนหายไปจากอากาศ

“ผู้หญิงที่อยู่หลังผนึกบอกว่าอย่าเชื่อสิ่งที่แม่บอกข้าในความทรงจำ เพราะแม่ตายไปแล้วตั้งแต่ก่อนข้าเกิด แต่ถ้าภาพของท่านแม่อยู่ที่นี่ก่อนข้าเกิดจริง ก็ไม่ได้หมายความว่าความทรงจำเหล่านั้นเป็นเรื่องโกหกทั้งหมด”

“ถูกต้อง” อาเดรียนกล่าว “เราอาจกำลังเห็นความทรงจำจริงที่ถูกจัดเรียงใหม่ หรืออาจมีใครบางคนใช้รูปลักษณ์ของลูนาเรียแทนตัวเอง”

“เราต้องหาหลักฐานที่ไม่ใช่ภาพความทรงจำ”

เซราฟีนพยักหน้า ก่อนชี้ไปยังทางเดินแคบระหว่างซากกำแพง

“ถ้าตามแผนที่เก่า ทางลงใต้ดินน่าจะอยู่ตรงนั้น”

ทางลงสู่ใต้ดินถูกซ่อนอยู่ใต้แท่นบูชาหินที่แตกหัก

เมื่อเซราฟีนขยับแผ่นหินออก ประตูทรงกลมก็ปรากฏขึ้น พื้นผิวของมันไม่มีลูกบิด ไม่มีรูกุญแจ มีเพียงรอยสลักสามวงและช่องเล็ก ๆ ตรงกลาง

โรสลินนำจี้หินสีขาวออกมา

ทันทีที่จี้เข้าใกล้ประตู รอยสลักจันทร์เสี้ยวก็ส่องแสง แต่ช่องตรงกลางกลับยังคงมืดสนิท

“ประตูตอบสนองต่อสายเลือดของเจ้า” เอเวอเร็ตต์กล่าว “แต่ยังไม่ยอมเปิด”

“เพราะขาดสิ่งที่สาม” อาเดรียนสรุป

เสียงปรบมือช้า ๆ ดังมาจากด้านหลัง

ทุกคนหันกลับพร้อมกัน

เซเวอรินยืนอยู่ตรงทางเข้าระหว่างซากกำแพง ถุงมือสีเงินของเขาเปื้อนฝุ่น ใบหน้าซีดเซียวกว่าครั้งก่อน และเงาใต้เท้ากำลังเคลื่อนไหวสวนทางกับแสงแดด

เซราฟีนชักดาบออกมาทันที

“เจ้าตามเรามา?”

“ข้าตามรอยผนึก ไม่ได้ตามพวกเจ้า” เซเวอรินตอบ “แม้ผลลัพธ์จะเหมือนกันก็ตาม”

“แล้วเจ้ารู้หรือไม่ว่าผู้หญิงที่อยู่หลังผนึกคือใคร?” โรสลินถามตรง ๆ

เซเวอรินมองนางนิ่งนาน ก่อนตอบ

“ข้ารู้ว่าใครเป็นคนเขียนชื่อของนางลงในบัญชีผู้ถูกลบ แต่ข้าไม่รู้ว่านางยังเป็นคนเดิมอยู่หรือไม่”

“เจ้าพูดเหมือนรู้เรื่องทุกอย่าง แต่ไม่เคยให้คำตอบที่สมบูรณ์”

“เพราะทุกครั้งที่ข้าพูดความจริง ความจริงส่วนนั้นจะกลายเป็นอาวุธในมือคนที่ได้ยิน”

โรสลินก้าวเข้าไปใกล้

“และทุกครั้งที่เจ้าปิดบัง ผู้คนก็ต้องตาย”

เซเวอรินไม่ปฏิเสธ

“ใช่ ข้าก็มีส่วนทำให้พวกเขาตาย ข้าไม่ได้มาที่นี่เพื่อขอให้เจ้าให้อภัย”

เขาคุกเข่าลงข้างประตูหินและมองรอยสลักทั้งสามวง

“ผนึกนี้ไม่ต้องการเลือดของเจ้าเพียงอย่างเดียว มันต้องการสิ่งที่สามฝ่ายเคยสัญญาไว้ต่อกัน ผู้เฝ้าประตู ผู้ครอบครองนาม และผู้แบกรับชื่อของผู้ถูกลบ”

“เจ้าคือฝ่ายที่สาม” โรสลินกล่าว

“ใช่ แต่ข้าไม่แน่ใจว่าชื่อที่ข้าแบกอยู่ยังเป็นชื่อของข้าหรือไม่”

เงาดำใต้ถุงมือของเขาขยับขึ้นมาถึงข้อมือ

อาเดรียนยกมือขึ้นเล็กน้อย พลังรัตติกาลรวมตัวอยู่ปลายนิ้ว แต่โรสลินแตะแขนเขาเพื่อเตือนให้รอ

นางหันกลับไปหาเซเวอริน

“ข้าไม่ต้องการให้เจ้าเปิดผนึก ข้าต้องการรู้ว่ามีอะไรอยู่ข้างใน และเหตุใดมันจึงเรียกหาข้า”

“ถ้าอย่างนั้นอย่าใส่จี้ลงในช่องนั้น” เซเวอรินเตือน “และอย่าให้เลือดของเจ้าสัมผัสรอยสลักตรงกลาง ไม่ว่ามันจะเรียกชื่อเจ้าด้วยเสียงของใครก็ตาม”

“แม้จะเป็นเสียงของท่านแม่?”

“โดยเฉพาะเสียงของนาง”

ความเงียบแผ่ปกคลุมทางลงใต้ดิน

โรสลินมองเขาอย่างจับผิด

“เจ้ารู้อะไรเกี่ยวกับลูนาเรีย?”

เซเวอรินหลับตาลงชั่วขณะ

“ข้ารู้ว่านางมาที่นี่ก่อนคืนที่เมืองหลวงถูกปิดผนึก และข้ารู้ว่ามีบันทึกสองฉบับเกี่ยวกับการตายของนาง ฉบับหนึ่งระบุว่านางตายก่อนเจ้าจะเกิด ส่วนอีกฉบับระบุว่านางยังมีชีวิตอยู่ในวันที่เจ้าลืมตาดูโลก”

หัวใจของโรสลินกระตุก

“ใครเป็นคนเขียนบันทึกทั้งสองฉบับ?”

“คนละคนกัน”

“แล้วฉบับไหนเป็นความจริง?”

เซเวอรินเงยหน้าขึ้นมองนาง

“นั่นคือสิ่งที่ข้าไม่อาจตอบได้ เพราะลายเซ็นของผู้เขียนทั้งสองฉบับเป็นลายมือเดียวกัน”

เอเวอเร็ตต์หน้าซีดลง

“เป็นไปไม่ได้ หากเป็นคนเดียวกัน บันทึกสองฉบับก็ต้องถูกสร้างขึ้นเพื่อหลอกลวงใครบางคน”

“หรือคนคนนั้นอาจเขียนมันในช่วงเวลาที่ต่างกัน” อาเดรียนกล่าว “และมีเหตุผลบางอย่างที่ทำให้ความจริงเปลี่ยนไป”

โรสลินรู้สึกเหมือนพื้นใต้เท้ากำลังเคลื่อน

หากลูนาเรียตายก่อนนางเกิดจริง ใครเป็นคนให้กำเนิดนาง?

หากลูนาเรียยังมีชีวิตอยู่ในวันนั้น เหตุใดจึงมีบันทึกการตายของนางก่อนหน้านั้น?

และหากผู้หญิงที่อยู่หลังผนึกมีรูปลักษณ์เหมือนนาง เหตุใดจึงมีคนพยายามทำให้ทุกคนเชื่อว่าราชินีองค์สุดท้ายเป็นผู้ให้กำเนิดราชวงศ์จันทรา?

คำถามเหล่านี้ไม่ได้ทำให้นางใกล้ความจริงขึ้น

แต่ทำให้นางเริ่มเห็นว่าความจริงอาจถูกสร้างเป็นชั้น ๆ เพื่อซ่อนบางสิ่งที่เก่าแก่ยิ่งกว่าราชวงศ์

ทันใดนั้น เสียงกระซิบก็ดังขึ้นจากใต้ประตู

“โรสลิน...”

เป็นเสียงของลูนาเรีย

โรสลินชะงัก แต่ไม่ได้ขยับเข้าไปหา

เสียงนั้นดังขึ้นอีกครั้ง

“ลูกแม่... เปิดประตูให้แม่ที”

จี้หินสีขาวเริ่มสั่นในมือ

อาเดรียนจับมืออีกข้างของนางไว้ แต่ไม่ได้ดึงนางออกจากประตู

“เจ้าเลือกได้ว่าจะฟังหรือไม่” เขากระซิบ “ข้าจะอยู่ตรงนี้”

โรสลินหลับตาลง สูดลมหายใจเข้าช้า ๆ แล้วเปิดตาขึ้นอีกครั้ง

“ถ้าท่านเป็นแม่ของข้าจริง จงบอกสิ่งที่ไม่มีใครนอกจากเราสองคนรู้”

เสียงกระซิบเงียบไป

จากนั้นมีเสียงหัวเราะแผ่วเบาดังขึ้นแทน

ไม่ใช่เสียงของลูนาเรียอีกต่อไป

“เด็กน้อย... เจ้ายังคิดว่าความทรงจำเป็นของที่ใครคนหนึ่งครอบครองได้หรือ?”

โรสลินกำจี้แน่น แต่ไม่ยอมตอบ

เสียงนั้นพูดต่อ

“เจ้ามาที่นี่เพื่อหาบิดา แต่เจ้ากลับไม่เคยถามว่าทำไมโลกจึงต้องลบชื่อของเขา”

“เพราะเขารู้ความลับของเจ้าอย่างนั้นหรือ?”

ความเงียบทอดยาว

ก่อนเสียงนั้นจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

“ไม่... เพราะเขาเป็นคนเดียวที่เคยปฏิเสธจะมอบเจ้าให้ข้า”

ทันใดนั้น ประตูหินสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง

แสงสีเงินพุ่งออกจากรอยสลัก จี้ของโรสลินร้อนวาบ และตัวอักษรหลายบรรทัดก็ปรากฏขึ้นบนพื้นหินเหนือประตู

เอเวอเร็ตต์รีบอ่านออกเสียง

“บัญชีผู้ถูกลบ... รายชื่อที่หนึ่ง... ผู้ครอบครองนาม...”

เขาหยุดกึก

โรสลินมองตัวอักษรที่กำลังปรากฏขึ้นทีละตัว

ชื่อแรกถูกเขียนด้วยอักษรโบราณที่แม้แต่เซเวอรินยังมีสีหน้าเปลี่ยนไปเมื่อเห็น

ชื่อที่สองเป็นชื่อของชายผมสีเงินจากความทรงจำของลูนาเรีย

ส่วนชื่อที่สาม—

โรสลินรู้จักมันดีเกินกว่าจะเข้าใจผิด

โรสลิน วินเทอร์

ใต้ชื่อนั้นมีข้อความสั้น ๆ ที่ทำให้ทุกคนเงียบงัน

สถานะ: ผู้ถูกลบก่อนถือกำเนิด

โรสลินจ้องข้อความนั้น หัวใจเต้นแรงจนแทบเจ็บ

นางยังไม่ทันได้เอ่ยถาม เสียงกระแทกก็ดังขึ้นจากอีกฟากของประตูหิน ราวกับมีใครบางคนกำลังใช้มือทุบจากด้านใน

หนึ่งครั้ง

สองครั้ง

แล้วเสียงของผู้หญิงคนเดิมก็ดังขึ้นอย่างชัดเจน

“ในที่สุด... เจ้าก็มาถึงเสียที”

โรสลินถอยหลังไปครึ่งก้าว

เพราะคราวนี้เสียงนั้นไม่ได้เรียกนางว่า ลูกแม่

มันเรียกนางด้วยชื่อที่ไม่มีใครเคยใช้มาก่อน

“ทายาทของข้า”

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • พันธะเลือดลูน่าผู้นิราศ   บทที่ 45 ชื่อที่ถูกเขียนก่อนกำเนิด

    “ทายาทของข้า” เสียงจากใต้ประตูหินแผ่วเบา ทว่ากลับทำให้ทุกคนที่ยืนอยู่ตรงทางลงใต้ดินรู้สึกถึงแรงกดดันมหาศาล โรสลินไม่ขยับเข้าใกล้ประตู แม้หัวใจจะเต้นแรงจนเจ็บหน้าอกก็ตาม นางยังจำข้อความที่ปรากฏบนหินได้ชัดเจน โรสลิน วินเทอร์ — สถานะ: ผู้ถูกลบก่อนถือกำเนิด ไม่มีใครสามารถอธิบายได้ว่าชื่อของนางไปปรากฏในบัญชีเก่าแก่กว่าราชวงศ์จันทราได้อย่างไร และไม่มีใครรู้ว่าคำว่า ผู้ถูกลบก่อนถือกำเนิด หมายถึงอะไร แต่สิ่งหนึ่งที่แน่ชัดคือ ผู้หญิงที่อยู่หลังผนึกรู้จักนาง รู้จักมากกว่าที่ควรจะเป็น “เจ้าเป็นใคร?” โรสลินถาม ความเงียบตอบกลับมา จากนั้นเสียงหัวเราะเบา ๆ ก็ดังขึ้นอีกครั้ง “คำถามแรกของเจ้าไม่ใช่ว่าเหตุใดชื่อจึงอยู่บนประตู แต่กลับเป็นว่าใครกำลังพูดกับเจ้า” “เพราะข้าไม่คิดจะเชื่อคนแปลกหน้าที่ถูกขังอยู่หลังผนึก และเรียกตัวเองว่าผู้ให้กำเนิดราชวงศ์จันทรา” “ฉลาดขึ้นมากทีเดียว ลูนาเรียคงภูมิใจในตัวเจ้า” “อย่าใช้ชื่อแม่ข้า” โรสลินตอบทันที น้ำเสียงเย็นลง “หากเจ้ารู้จักนางจริง ก็ควรรู้ว่านางไม่ใช่สิ่งที่เจ้าจะหยิบมาใช้หลอกข้าได้ตามใจชอบ” ความเงียบหลังประตูยืดยาวกว่าครั้งก่อน อาเดรียนขยับมา

  • พันธะเลือดลูน่าผู้นิราศ   บทที่ 44 บิดาผู้ถูกลบจากโลก

    เสียงของลูนาเรียยังคงก้องอยู่ในห้องแห่งนาม แม้ภาพความทรงจำจะเลือนหายไปแล้วก็ตาม สิ่งที่ถูกขังอยู่ข้างใต้นั้น... คือบิดาของลูก โรสลินยืนนิ่งอยู่หน้าผนังหินสีดำ ปลายนิ้วกำจี้หินสีขาวแน่นจนข้อนิ้วซีดลง นางเคยคิดว่าความลับเกี่ยวกับชาติกำเนิดของตนสิ้นสุดลงเมื่อรู้ว่าตัวเองเป็นธิดาของราชินีลูนาเรีย แต่ตอนนี้กลับมีคำถามใหม่ผุดขึ้นมาราวกับรากไม้ที่แผ่ขยายอยู่ใต้ผืนดิน หากบิดาของนางยังมีชีวิตอยู่ เหตุใดเขาจึงถูกขังไว้ใต้ซากเมืองหลวง? แล้วเหตุใดทุกคนจึงพยายามลบเขาออกจากโลก? “โรสลิน” เสียงของอาเดรียนดึงนางกลับมาจากห้วงความคิด ราชาแวมไพร์ยืนอยู่ข้างกาย ดวงตาสีแดงจับจ้องใบหน้าของนางอย่างระมัดระวัง เขาไม่ได้แตะต้องนางทันที เพียงยื่นมือมาให้เลือกว่าจะจับไว้หรือไม่ โรสลินมองมือนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะวางมือตัวเองลงไป “ข้ากำลังคิดว่า หากเขาเป็นบิดาของข้าจริง เหตุใดท่านแม่จึงไม่เคยบอกเรื่องนี้” “บางทีนางอาจไม่มีโอกาสบอก” อาเดรียนตอบ “หรือบางทีสิ่งที่เจ้ามองเห็นอาจเป็นเพียงส่วนหนึ่งของความจริง” “ท่านกำลังบอกว่าความทรงจำของท่านแม่โกหกข้าอย่างนั้นหรือ?” “ข้ากำลังบอกว่าเราไม่ควรเชื่อภาพใดภาพหนึ

  • พันธะเลือดลูน่าผู้นิราศ   บทที่ 43 วันที่ความทรงจำมีเลือด

    เสียงระฆังเตือนภัยดังสะท้อนทั่วปราสาทแบล็กธอร์น ขณะที่รอยร้าวบนถุงมือสีเงินของเซเวอรินขยายตัวออกทีละเส้น ใต้รอยแตกนั้นไม่มีเลือด ไม่มีผิวหนัง และไม่มีสิ่งใดที่บ่งบอกว่าเขาเป็นมนุษย์หรือแวมไพร์ มีเพียงความมืดที่กำลังเคลื่อนไหว โรสลินถอยห่างจากเขาหนึ่งก้าวโดยสัญชาตญาณ แต่ไม่ได้ละสายตาจากชายผมขาว “คุณบอกว่ามันจำชื่อคุณได้แล้ว หมายความว่าอย่างไร?” เซเวอรินไม่ตอบทันที เขาก้มมองมือของตัวเองราวกับกำลังเห็นสิ่งที่ไม่เคยคิดว่าจะได้เห็นอีกครั้ง “ตลอดหลายพันปีที่ผ่านมา ข้าทำให้โลกจดจำชื่อของข้าไม่ได้ ไม่มีบันทึก ไม่มีคำสลัก และไม่มีความทรงจำใดที่สามารถยืนยันการมีอยู่ของข้าได้อย่างถาวร” อาเดรียนยืนขวางระหว่างเขากับโรสลิน พลังรัตติกาลก่อตัวรอบฝ่ามือ “เจ้าใช้เวทลบตัวตนของตัวเอง?” “ไม่ใช่ข้าเพียงคนเดียวที่ใช้มัน” เซเวอรินตอบ “พันธสัญญาสามฝ่ายถูกสร้างขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้สิ่งที่อยู่หลังประตูบานที่สามเข้าถึงโลกนี้ได้โดยตรง ผู้เฝ้าประตูดูแลผนึก ราชวงศ์จันทรารักษานาม และบุคคลที่สามรับหน้าที่เป็นผู้แบกรับสิ่งที่ไม่อาจจดจำได้” โรสลินนึกถึงสัญลักษณ์ดวงตาสามดวงบนแท่นหินในวิหารแห่งแรก ดวงตาสองดวง

  • พันธะเลือดลูน่าผู้นิราศ   บทที่ 42 ชื่อที่โลกพยายามลืม

    ชื่อของอาเดรียน วาลมอร์หายไปจากแผนที่เวทมนตร์ต่อหน้าทุกคน ไม่มีเสียงระเบิด ไม่มีเปลวไฟลุกท่วม และไม่มีรอยแตกร้าวบนพื้นห้องบัญชาการ ทว่าความเงียบที่เกิดขึ้นกลับน่าหวาดหวั่นยิ่งกว่าภัยพิบัติใด ๆ เพราะชั่วขณะที่ชื่อของราชาแวมไพร์ถูกลบออกไป โรสลินรู้สึกได้ว่าพันธะเลือดระหว่างนางกับเขาสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ราวกับโลกทั้งใบกำลังพยายามลืมว่าเขาเคยมีตัวตน “อาเดรียน!” นางคว้ามือเขาไว้ทันที ราชาแวมไพร์ยืนตัวแข็ง ดวงตาสีแดงที่เคยส่องประกายราวกับเปลวเพลิงกำลังซีดจางลงทีละน้อย ขอบร่างของเขาโปร่งแสงเพียงชั่วพริบตา ก่อนกลับคืนสู่สภาพเดิม เซราฟีนก้าวเข้ามาหาเจ้านายด้วยสีหน้าตื่นตระหนก “ฝ่าบาท!” อาเดรียนยกมือขึ้นเป็นสัญญาณห้ามไม่ให้นางเข้ามาใกล้กว่าเดิม “อย่าแตะต้องข้า” น้ำเสียงของเขายังคงหนักแน่น แต่โรสลินสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดที่ซ่อนอยู่ในพันธะ นางบีบมือเขาแน่นขึ้น “ฉันอยู่ตรงนี้ คุณได้ยินฉันไหม?” “ได้ยิน” “มองฉัน” อาเดรียนหันมาสบตานาง โรสลินปล่อยพลังจันทราออกจากฝ่ามือ แสงสีเงินไหลคลุมมือของทั้งคู่ ไม่ได้พยายามบังคับให้ชื่อของเขากลับไปอยู่บนแผนที่ แต่กำลังยืนยันสิ่งที่แผนที่ไม่อาจต

  • พันธะเลือดลูน่าผู้นิราศ   บทที่ 41 ผู้ที่ลบชื่อราชวงศ์

    “คนที่สั่งให้ราชวงศ์จันทราล่มสลาย... ไม่ใช่เอเรนเพียงคนเดียว” เสียงของอิซาราดับลง ทิ้งไว้เพียงความเงียบที่หนักอึ้งอยู่กลางวิหาร โรสลินก้มมองจี้พระจันทร์เสี้ยวในมือ เส้นสีดำบนผิวหินขยับช้า ๆ ราวกับเส้นเลือดที่กำลังเต้น ก่อนจะหยุดนิ่งตรงสัญลักษณ์รูปดวงตาซึ่งปรากฏขึ้นในวงกลมไม่สมบูรณ์ เธอเงยหน้ามองชายผมขาวที่ยืนอยู่ตรงข้าม “คุณบอกว่าคุณเป็นคนสั่งปิดผนึกเมืองหลวง” “ใช่” “และคุณรู้ว่าการตัดสินใจนั้นจะทำให้ผู้คนจำนวนมากตาย” เอเรนไม่หลบสายตา “ข้ารู้” “แต่คุณไม่ได้บอกว่าคุณเป็นคนสั่งให้ราชวงศ์จันทราล่มสลาย” “เพราะสองสิ่งนั้นไม่เหมือนกัน” “สำหรับคนที่ตายอยู่ข้างใน พวกมันอาจไม่ต่างกันเลย” คำพูดของโรสลินทำให้เซราฟีนขยับมือเข้าใกล้ด้ามดาบ นางไม่ได้ชักมันออกมา แต่พร้อมรับมือหากชายผมขาวคิดจะใช้พลังบางอย่าง อาเดรียนยืนอยู่ข้างโรสลิน ใบหน้าของเขายังคงเย็นชา ทว่าดวงตาสีแดงเข้มกลับมีประกายผิดปกติ เขากำลังพยายามนึกถึงบางสิ่งที่อยู่ลึกลงไปในความทรงจำ “เจ้ารู้ว่าใครเป็นคนที่สองหรือไม่” ราชาแวมไพร์ถาม เอเรนหลับตาลงชั่วครู่ “ข้าเคยคิดว่ารู้” “แต่ตอนนี้ไม่แน่ใจ?” “ตอนนี้ข้าไม่แน่ใจแม้กระทั่ง

  • พันธะเลือดลูน่าผู้นิราศ   บทที่ 40 ผู้เฝ้าประตูคนสุดท้าย

    เสียงเรียกจากหลังประตูทำให้ทั้งวิหารสั่นสะเทือน “ผู้เฝ้าประตูคนสุดท้าย... ในที่สุดเจ้าก็กลับมา” อาเดรียนยังคงคุกเข่าอยู่บนพื้นหิน มือข้างหนึ่งกดลงบนหน้าอก ขณะที่เส้นสีเงินค่อย ๆ แผ่กระจายใต้ผิวหนังของเขา ราวกับมีบางสิ่งกำลังตื่นขึ้นจากการหลับใหลอันยาวนาน โรสลินประคองไหล่เขาไว้แน่น “อาเดรียน มองข้า อย่าฟังเสียงนั้น” เขาพยายามเงยหน้าขึ้น ดวงตาสีแดงสลับกับสีเงินอย่างควบคุมไม่ได้ “ข้าได้ยินมันมาตลอดชีวิต” เขากระซิบ “แต่ไม่เคยรู้ว่ามันเป็นเสียงของใคร” “ตอนนี้ท่านรู้แล้วหรือ” “ไม่ทั้งหมด” คำตอบนั้นทำให้โรสลินรู้สึกโล่งใจอย่างประหลาด อย่างน้อยเขาก็ยังไม่ยอมเชื่อทุกสิ่งที่เห็นเพียงเพราะมันดูเหมือนความทรงจำของตัวเอง เธอจับมือเขาไว้ “เช่นนั้นเราจะหาคำตอบด้วยกัน” อาเดรียนบีบมือเธอตอบ ก่อนค่อย ๆ ลุกขึ้นยืน แม้ความเจ็บปวดจะยังทำให้สีหน้าเขาซีดลงก็ตาม อีกด้านหนึ่ง เอเรนยืนขวางอยู่ระหว่างพวกเขากับประตูบานที่สาม ใบหน้าของชายผมขาวเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง แววตาสีเงินที่เคยสงบนิ่งเต็มไปด้วยความระมัดระวัง “ทุกคนถอยออกจากประตู” เขาสั่ง เซราฟีนชักดาบออกมา “ท่านไม่มีสิทธิ์สั่งพวกเรา” “หากเจ้า

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status