Home / แฟนตาซี / พันธะเลือดลูน่าผู้นิราศ / บทที่ 43 วันที่ความทรงจำมีเลือด

Share

บทที่ 43 วันที่ความทรงจำมีเลือด

last update Petsa ng paglalathala: 2026-10-23 10:18:31

เสียงระฆังเตือนภัยดังสะท้อนทั่วปราสาทแบล็กธอร์น ขณะที่รอยร้าวบนถุงมือสีเงินของเซเวอรินขยายตัวออกทีละเส้น

ใต้รอยแตกนั้นไม่มีเลือด ไม่มีผิวหนัง และไม่มีสิ่งใดที่บ่งบอกว่าเขาเป็นมนุษย์หรือแวมไพร์

มีเพียงความมืดที่กำลังเคลื่อนไหว

โรสลินถอยห่างจากเขาหนึ่งก้าวโดยสัญชาตญาณ แต่ไม่ได้ละสายตาจากชายผมขาว

“คุณบอกว่ามันจำชื่อคุณได้แล้ว หมายความว่าอย่างไร?”

เซเวอรินไม่ตอบทันที เขาก้มมองมือของตัวเองราวกับกำลังเห็นสิ่งที่ไม่เคยคิดว่าจะได้เห็นอีกครั้ง

“ตลอดหลายพันปีที่ผ่านมา ข้าทำให้โลกจดจำชื่อของข้าไม่ได้ ไม่มีบันทึก ไม่มีคำสลัก และไม่มีความทรงจำใดที่สามารถยืนยันการมีอยู่ของข้าได้อย่างถาวร”

อาเดรียนยืนขวางระหว่างเขากับโรสลิน พลังรัตติกาลก่อตัวรอบฝ่ามือ

“เจ้าใช้เวทลบตัวตนของตัวเอง?”

“ไม่ใช่ข้าเพียงคนเดียวที่ใช้มัน” เซเวอรินตอบ “พันธสัญญาสามฝ่ายถูกสร้างขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้สิ่งที่อยู่หลังประตูบานที่สามเข้าถึงโลกนี้ได้โดยตรง ผู้เฝ้าประตูดูแลผนึก ราชวงศ์จันทรารักษานาม และบุคคลที่สามรับหน้าที่เป็นผู้แบกรับสิ่งที่ไม่อาจจดจำได้”

โรสลินนึกถึงสัญลักษณ์ดวงตาสามดวงบนแท่นหินในวิหารแห่งแรก

ดวงตาสองดวงถูกขีดฆ่า

ดวงที่สามยังคงเปิดอยู่

“คุณคือบุคคลที่สาม?”

“ใช่”

“แล้วทำไมคุณถึงเป็นคนออกคำสั่งให้ปิดผนึกเมืองหลวง?”

เซเวอรินเงยหน้าขึ้นมองนาง

“เพราะในคืนนั้น ข้ารู้ว่าผนึกกำลังจะพัง และลูนาเรียกำลังจะทำสิ่งที่ไม่มีวันย้อนกลับได้”

“คุณหมายถึงแม่ของฉันเปิดประตู?”

“นางเปิดมันเพื่อช่วยคนที่กำลังถูกลบออกจากโลก”

โรสลินนิ่งงัน

เซเวอรินเหลือบมองแผ่นโลหะสีดำที่ยังคงเรืองแสงอยู่บนโต๊ะ

“เมื่อสิ่งที่อยู่หลังประตูเริ่มกลืนกินความทรงจำ ผู้คนจำนวนหนึ่งถูกลบออกจากการดำรงอยู่ แต่ลูนาเรียพบว่าพวกเขายังสามารถดึงกลับมาได้ หากเปิดประตูเพียงชั่วขณะและใช้เลือดราชวงศ์เป็นหลักยึด”

“แล้วนางทำสำเร็จหรือไม่?” อาเดรียนถาม

“บางส่วน”

เซเวอรินกำมือข้างที่ยังมีถุงมือสมบูรณ์

“คนที่กลับมามีชีวิตไม่ได้กลับมาเหมือนเดิมทั้งหมด บางคนสูญเสียความทรงจำ บางคนจำครอบครัวไม่ได้ และบางคนกลับมาพร้อมสิ่งที่ไม่ควรติดตามพวกเขาออกมาจากประตู”

“ความว่างเปล่า” โรสลินพึมพำ

“ใช่”

“ถ้าอย่างนั้นคุณจึงสั่งปิดผนึกเมืองหลวงเพื่อหยุดแม่?”

“ข้าสั่งปิดผนึกเพื่อหยุดสิ่งที่กำลังตามนางออกมา”

“แต่ผู้คนจำนวนมากตาย!”

เสียงของโรสลินดังสะท้อนทั่วห้อง

“คุณรู้ว่าพวกเขาอยู่ข้างใน คุณรู้ว่าไม่มีเวลาพอให้ทุกคนหนี แต่คุณก็ยังปิดผนึก!”

เซเวอรินไม่แก้ตัว

“ใช่”

ความสงบนิ่งของเขาทำให้โรสลินโกรธยิ่งกว่าเดิม

นางต้องการให้เขาปฏิเสธ ต้องการให้เขาพยายามบิดเบือนความจริง เพื่อที่นางจะได้มีเหตุผลชัดเจนในการเกลียดเขา

แต่เขากลับยอมรับทุกอย่างโดยไม่หลบสายตา

“ฉันจะไม่ให้อภัยคุณเพียงเพราะคุณบอกว่าทำเพื่อปกป้องโลก”

“ข้าไม่ได้ขอให้เจ้าให้อภัย”

“ดี เพราะฉันไม่มีวันยกความตายของผู้คนให้คุณเป็นคนตัดสินว่าคุ้มค่าหรือไม่”

แววตาของเซเวอรินสั่นไหวเล็กน้อย

“เจ้าพูดเหมือนมารดาของเจ้า”

“ฉันไม่ใช่แม่”

โรสลินก้าวไปข้างหน้า

“และฉันจะไม่ทำตามการตัดสินใจของใครเพียงเพราะพวกเขาบอกว่ามันเป็นทางเดียว”

คราวนี้เซเวอรินมองนางอยู่นาน ก่อนพยักหน้าช้า ๆ

“บางทีนั่นอาจเป็นเหตุผลที่ลูนาเรียเลือกซ่อนเจ้าไว้ในโลกหมาป่า”

ทันใดนั้น รอยร้าวบนถุงมือของเขาก็ขยายตัวจนสุดปลายนิ้ว

ความมืดทะลักออกมา

ไม่ใช่ควัน ไม่ใช่เงา และไม่ใช่พลังเวทที่สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน

มันคล้ายช่องว่างระหว่างสิ่งของที่ไม่ควรมีช่องว่าง

เมื่อความมืดสัมผัสพื้นหิน อักขระป้องกันบนผนังก็ดับลงทีละตัว

เซราฟีนพุ่งเข้าไปข้างหน้า ดาบเงินฟันผ่านเงานั้น แต่ใบดาบกลับทะลุผ่านโดยไม่ก่อให้เกิดความเสียหาย

“ถอยออกมา!” อาเดรียนสั่ง

เขาปล่อยพลังรัตติกาลออกจากฝ่ามือ สร้างกำแพงสีดำกั้นระหว่างความมืดกับพวกเขา

ชั่วขณะหนึ่ง ทุกอย่างหยุดนิ่ง

แล้วกำแพงของราชาแวมไพร์ก็เริ่มหายไป

ไม่ใช่ถูกทำลาย

แต่ถูกลบออกจากความทรงจำของโลก ราวกับมันไม่เคยถูกสร้างขึ้นมาก่อน

อาเดรียนทรุดเข่าลงข้างหนึ่ง

โรสลินรีบเข้าไปหาเขา

“อาเดรียน!”

“อย่าเข้ามาใกล้!”

เขาพยายามยืนขึ้น แต่เส้นสีดำบนลำคอแผ่ขยายไปถึงกราม ดวงตาสีแดงเข้มของเขากะพริบอย่างผิดปกติ

โรสลินสัมผัสได้ว่าพันธะเลือดกำลังถูกบางสิ่งดึงรั้ง

ความเจ็บปวดของเขาไหลเข้ามาในตัวนางเป็นระลอก

“มันกำลังใช้คำสาปของคุณเป็นทางผ่าน” นางกล่าว

เอเวอเร็ตต์เคยเตือนเอาไว้แล้ว

เลือดของอาเดรียนเป็นหลักยึดของทางเชื่อม และคำสาปที่ผูกชีวิตเขาไว้กับประตูทำให้สิ่งที่อยู่หลังประตูสามารถแตะต้องเขาได้

แต่ตอนนี้มันไม่ได้พยายามดึงพลังออกจากตัวเขาอีกต่อไป

มันกำลังพยายามลบตัวตนของเขาออกจากโลก

โรสลินคุกเข่าลงตรงหน้าเขา

“มองฉัน อาเดรียน”

เขาเงยหน้าขึ้นอย่างยากลำบาก

“ข้ากำลังพยายาม”

“ฉันรู้ คุณไม่ต้องฝืนพูด”

นางวางมือทั้งสองข้างบนใบหน้าของเขา แล้วปล่อยพลังจันทราเข้าสู่พันธะเลือดอย่างระมัดระวัง

คราวนี้นางไม่ได้พยายามรักษาคำสาป

ไม่ได้พยายามบังคับให้ความทรงจำกลับคืนมา

นางเพียงสร้างขอบเขตระหว่างตัวตนของอาเดรียนกับสิ่งที่พยายามลบเขา

แสงสีเงินก่อตัวรอบร่างของเขาเป็นวงแหวน

ความมืดกระแทกเข้ามาอย่างรุนแรงจนพื้นหินแตกร้าว

โรสลินกัดฟัน ความเจ็บปวดแล่นผ่านแขนขึ้นไปถึงหัวไหล่ แต่นางไม่ปล่อยมือ

“ฉันไม่ได้เป็นเจ้าของคุณ” นางกระซิบ “และมันก็ไม่มีสิทธิ์เป็นเจ้าของคุณเหมือนกัน”

แสงสีเงินสว่างวาบ

เส้นสีดำบนลำคอของอาเดรียนหยุดลุกลาม

เขาสูดลมหายใจเข้าอย่างรุนแรง ก่อนยกมือขึ้นจับข้อมือของนาง

“โรสลิน พอแล้ว เจ้าเจ็บอยู่”

“ฉันยังไหว”

“ข้าไม่ได้ถามว่าเจ้าไหวหรือไม่”

เขาจ้องตานาง

“ข้ากำลังขอให้เจ้าหยุด หากการทำเช่นนี้จะทำให้เจ้าได้รับอันตรายมากกว่านี้”

โรสลินชะงัก

แม้แต่ในช่วงเวลาที่เขาเจ็บปวดจนแทบยืนไม่ไหว อาเดรียนก็ยังพยายามขอให้นางเลือกด้วยตัวเอง

นางสูดลมหายใจลึก ก่อนปรับการไหลของพลังให้เบาลง

“ฉันจะหยุดเมื่อคุณกลับมาควบคุมตัวเองได้”

“ข้ากลับมาแล้ว”

“งั้นจับมือฉันไว้”

อาเดรียนประสานนิ้วกับนาง

ความมืดถอยกลับไปชั่วคราว

ไม่ใช่เพราะมันพ่ายแพ้ แต่เพราะมันพบว่าการเชื่อมต่อผ่านคำสาปไม่สามารถทำให้โรสลินปล่อยตัวตนของอาเดรียนหลุดออกจากขอบเขตที่นางสร้างได้ง่าย ๆ

ทว่าทันทีที่ความมืดสงบลง เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากทุกทิศทาง

ผู้เฝ้าประตูคนสุดท้าย...

เสียงนั้นไม่ดังผ่านหู

มันดังอยู่ในความทรงจำ

ในที่สุด เจ้าก็กลับมาอยู่ในตำแหน่งที่ควรอยู่

อาเดรียนตัวแข็ง

โรสลินรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงในพันธะทันที

“อย่าฟังมัน”

แต่เสียงนั้นยังคงดำเนินต่อไป

เจ้าจำสัญญาได้แล้วใช่ไหม?

ภาพหนึ่งปรากฏขึ้นในความคิดของอาเดรียน

ชายหนุ่มในชุดเกราะสีดำยืนอยู่หน้าประตูขนาดมหึมา เขามีใบหน้าเหมือนอาเดรียนทุกประการ แต่ดวงตากลับว่างเปล่า

เบื้องหลังเขาคืออิซารา

นางกำลังร้องไห้

และชายหนุ่มคนนั้นกำลังพูดว่า

หากการมีชีวิตอยู่ของข้าทำให้ผู้คนต้องตาย ข้าจะเป็นคนปิดประตูด้วยตัวเอง

ภาพแตกกระจาย

อาเดรียนหอบหายใจ ดวงตาสีแดงเต็มไปด้วยความสับสน

“ข้าเคยพูดเช่นนั้นจริง ๆ”

โรสลินจับมือเขาแน่นขึ้น

“ความทรงจำไม่ใช่คำสั่ง คุณจำได้ว่าเคยพูด แต่ไม่ได้หมายความว่าคุณต้องทำตามมันในวันนี้”

เขาหันมามองนาง

“ข้าไม่รู้ว่าคำสาปจะทำให้ข้ามีชีวิตอยู่ได้นานเพียงใด”

“ฉันก็ไม่รู้”

“และข้าไม่รู้ว่าหากมันสิ้นสุดลง ข้าจะยังอยู่หรือไม่”

โรสลินกลืนน้ำลาย

ความกลัวแล่นผ่านหัวใจ แต่ครั้งนี้นางไม่ได้รีบปฏิเสธมัน

“ถ้าอย่างนั้นเราจะหาคำตอบ” นางตอบ “แต่เราจะไม่ใช้ความกลัวเป็นเหตุผลในการตัดสินใจแทนกัน”

อาเดรียนก้มหน้าลงแตะหน้าผากกับนาง

“ข้าจะจำไว้”

“คุณต้องจำให้ได้จริง ๆ”

“ข้าจะพยายาม”

นางยิ้มบาง ๆ ทั้งที่ยังหายใจไม่ทั่วท้อง

“แค่นั้นก็พอในตอนนี้”

เมื่อพลังมืดถอยกลับไป เซเวอรินก็ทรุดลงกับพื้น

ถุงมือสีเงินทั้งสองข้างแตกออก เผยให้เห็นแขนที่ไม่มีผิวหนัง มีเพียงลวดลายสีดำซึ่งเคลื่อนไหวอยู่ใต้ชั้นของสิ่งที่ดูเหมือนหมอก

เซราฟีนยกดาบขึ้นอีกครั้ง

“อย่าเข้ามาใกล้!”

“ข้าไม่ได้จะทำอะไร” เซเวอรินกล่าวด้วยเสียงแหบพร่า “ข้ากำลังสูญเสียการควบคุม”

“คุณหมายความว่าอย่างไร?” โรสลินถาม

“เมื่อผนึกแรกแตก สิ่งที่ข้าแบกรับไว้เริ่มกลับมาหาข้า”

เขาก้มมองมือของตัวเอง

“ข้าไม่ได้เพียงทำให้โลกจดจำชื่อของข้าไม่ได้ ข้ายังเป็นที่เก็บสิ่งที่ไม่ควรถูกจดจำทั้งหมด เมื่อผนึกทำงาน ข้าสามารถกักมันไว้ได้ แต่เมื่อผนึกแตก สิ่งเหล่านั้นก็เริ่มหลุดออกมา”

“คุณกำลังบอกว่าคุณเป็นภาชนะของความทรงจำที่ถูกลบ?”

“ไม่ใช่แค่ความทรงจำ” เขาตอบ “ข้ายังแบกรับชื่อของผู้คนที่ถูกลบออกจากโลกด้วย”

โรสลินนิ่งไป

“ชื่อของคนที่หายไปจากประวัติศาสตร์ทั้งหมด?”

เซเวอรินพยักหน้า

“ชื่อของผู้ที่ถูกลบออกจากการดำรงอยู่ ชื่อของผู้ที่ไม่มีใครจำได้ และชื่อของผู้ที่โลกไม่เคยยอมรับว่ามีตัวตน”

อาเดรียนมองเขาอย่างเย็นชา

“แล้วเหตุใดเจ้าจึงไม่บอกความจริงตั้งแต่แรก?”

“เพราะหากข้าพูดชื่อเหล่านั้นออกมา มันจะได้ยิน”

“มันได้ยินอยู่แล้ว” โรสลินแย้ง “มันเพิ่งพูดกับอาเดรียน และมันก็จำชื่อคุณได้”

“เพราะผนึกแรกแตกแล้ว”

เซเวอรินเงยหน้าขึ้น ดวงตาสีเทาของเขามีแสงสีดำไหลผ่าน

“แต่ยังมีผนึกอีกสองแห่ง หากทั้งสามแห่งแตกพร้อมกัน สิ่งที่อยู่หลังประตูจะไม่ต้องอาศัยทางผ่านอีกต่อไป มันจะสามารถเข้าถึงโลกนี้ได้โดยตรง”

โรสลินนึกถึงจุดสีดำบนแผนที่เวทมนตร์ที่เคยปรากฏขึ้นทั่วชายแดน

“ผนึกอีกสองแห่งอยู่ที่ไหน?”

“แห่งหนึ่งอยู่ใต้ซากเมืองหลวงของราชวงศ์จันทรา อีกแห่งอยู่ในสถานที่ที่ไม่มีชื่อ”

“ไม่มีชื่อ?”

“เพราะมันถูกลบออกจากแผนที่และความทรงจำของทุกคน รวมถึงของข้าด้วย”

อาเดรียนขมวดคิ้ว

“ถ้าเจ้าจำไม่ได้ แล้วเราจะหาได้อย่างไร?”

เซเวอรินเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนหันมองโรสลิน

“เพราะสายเลือดของนางเป็นสิ่งเดียวที่ยังสามารถสัมผัสผนึกทั้งสามได้”

โรสลินไม่ชอบคำตอบนั้นเลย

“ฉันจะไม่ยอมให้ใครใช้สายเลือดของฉันเป็นเครื่องมือโดยไม่อธิบายทุกอย่างให้ชัดเจน”

“ข้าไม่ได้ขอให้เจ้ายอมรับ”

“แต่คุณกำลังบอกว่าฉันเป็นคนเดียวที่ทำได้”

“ข้ากำลังบอกว่าเจ้าเป็นคนเดียวที่มีโอกาสค้นหามัน”

นางจ้องเขาอย่างระแวดระวัง

“แล้วถ้าฉันไม่ทำล่ะ?”

เซเวอรินไม่ได้ตอบทันที

ในที่สุดเขาก็กล่าวว่า “ผนึกที่สองจะพังภายในสามวัน”

ความเงียบตกลงมาอีกครั้ง

“คุณรู้ได้อย่างไร?” อาเดรียนถาม

“เพราะข้าสามารถรู้สึกถึงสิ่งที่ข้าแบกรับอยู่ และตอนนี้มันกำลังถูกดึงออกไปทีละส่วน”

เซเวอรินยกมือขึ้นแตะหน้าอกของตัวเอง

“เมื่อผนึกแรกแตก ข้าสูญเสียความทรงจำเกี่ยวกับสถานที่แห่งหนึ่งไปแล้ว หากผนึกที่สองแตก ข้าจะสูญเสียความสามารถในการกักชื่อเหล่านั้นไว้ และเมื่อผนึกสุดท้ายแตก...”

เขาหยุดพูด

โรสลินจ้องเขา

“อะไรจะเกิดขึ้น?”

“ข้าจะไม่มีตัวตนอีกต่อไป”

เอเวอเร็ตต์มาถึงห้องเก็บบันทึกไม่นานหลังจากนั้น พร้อมเครื่องมือสำหรับตรวจสอบร่องรอยเวทมนตร์

เขาไม่ได้แสดงท่าทีตกใจกับสภาพของเซเวอรินมากนัก แต่เมื่อเห็นแผ่นโลหะสีดำ เขากลับรีบเข้าไปตรวจสอบอย่างละเอียด

“นี่ไม่ใช่บันทึกคำสั่งทั่วไป” หมอหลวงกล่าว “มันเป็นผนึกบันทึกที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อเก็บรักษาความจริงโดยไม่ให้ความทรงจำของผู้คนเข้ามาเปลี่ยนแปลงเนื้อหา”

“หมายความว่าอะไร?” โรสลินถาม

“หมายความว่าข้อความที่เราอ่านเมื่อครู่ไม่ใช่ภาพจำที่ถูกสร้างขึ้นใหม่ แต่เป็นหลักฐานที่ถูกบันทึกไว้จริง”

นางมองข้อความของมารดาอีกครั้ง

อย่าเชื่อสิ่งที่เขาบอกเกี่ยวกับคืนที่แม่ตาย

“แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าแม่ฉันหมายถึงอะไร?”

เอเวอเร็ตต์ตรวจสอบตราประทับใต้ข้อความ ก่อนหยุดนิ่ง

“มีข้อความอีกชั้นหนึ่งซ่อนอยู่”

เขานำเครื่องมือเงินแตะลงบนขอบแผ่นโลหะ แสงสีเงินค่อย ๆ แผ่ไปทั่วพื้นผิว เผยให้เห็นตัวอักษรที่เล็กจนแทบมองไม่เห็น

ข้อความนั้นมีเพียงประโยคเดียว

ผู้ลงนามในคำสั่งสุดท้ายไม่ใช่ผู้เลือกผู้ตาย

เอเวอเร็ตต์อ่านซ้ำอีกครั้ง ก่อนเงยหน้าขึ้น

“นี่หมายความว่าเซเวอรินอาจเป็นผู้ลงนาม แต่ไม่ได้เป็นคนกำหนดว่าใครจะถูกสังเวย”

“แล้วใครเป็นคนกำหนด?” เซราฟีนถาม

ไม่มีใครตอบได้

โรสลินหันไปหาเซเวอริน

“คุณรู้ไหม?”

ชายผมขาวหลับตาลง

“ข้ารู้ว่ามีรายชื่ออยู่ในคำสั่งฉบับแรก แต่รายชื่อนั้นไม่ได้ถูกเขียนด้วยมือของข้า”

“ใครเป็นคนเขียน?”

“ข้าไม่เห็นใบหน้า แต่จำตราประทับได้”

เขาลืมตาขึ้นช้า ๆ

“ตราประทับของผู้สำเร็จราชการแห่งราชวงศ์จันทรา”

โรสลินรู้สึกเหมือนเลือดในกายเย็นลง

“ราชวงศ์จันทราไม่มีผู้สำเร็จราชการในยุคของแม่”

“ไม่ใช่ในยุคของลูนาเรีย” เซเวอรินตอบ “แต่ในคืนที่เมืองหลวงถูกปิดผนึก มีผู้สำเร็จราชการคนหนึ่งซึ่งมีอำนาจเหนือกษัตริย์องค์สุดท้าย”

อาเดรียนขยับเข้ามาใกล้

“ชื่อของเขา?”

เซเวอรินพยายามเอ่ยคำตอบ แต่ทันทีที่ริมฝีปากของเขาขยับ เส้นสีดำบนลำคอก็พุ่งขึ้นมาถึงคาง

เขาทรุดลงกับพื้น พร้อมเสียงหายใจติดขัด

โรสลินรีบถอยออกจากแผ่นโลหะ ขณะที่อาเดรียนเรียกพลังรัตติกาลมาปกป้องทุกคน

ตัวอักษรบนบันทึกเปลี่ยนเป็นสีดำ

จากนั้นข้อความใหม่ก็ปรากฏขึ้นเอง

อย่าเอ่ยนามของผู้ที่ไม่มีวันถูกจดจำ

เสียงกระซิบดังขึ้นจากทุกมุมห้อง

ชื่อ...

ชื่อของเรา...

คืนชื่อของเรา...

โรสลินยกมือขึ้นปิดจี้พระจันทร์เสี้ยว แสงสีเงินกระเพื่อมออกมาเป็นวงกว้าง

“ทุกคนถอยออกจากแผ่นโลหะ!”

แต่เสียงเหล่านั้นไม่ได้ดังมาจากแผ่นโลหะเพียงแห่งเดียว

มันดังมาจากหนังสือทุกเล่มในห้อง

จากแผ่นจารึกทุกชิ้น

และจากความทรงจำของผู้คนที่เคยรู้จักราชวงศ์จันทรา

โรสลินรู้สึกถึงชื่อจำนวนมหาศาลไหลผ่านจิตใจของนาง ชื่อที่ไม่รู้จัก ชื่อที่ไม่มีใบหน้า และชื่อที่ไม่มีใครเหลืออยู่ให้เรียกขาน

นางเกือบสูญเสียการทรงตัว

อาเดรียนคว้าเอวนางไว้ทัน ก่อนที่นางจะล้มลง

“โรสลิน!”

“ฉันได้ยินพวกเขา...”

นางหอบหายใจ

“มีคนจำนวนมากอยู่ในนั้น”

เซเวอรินเงยหน้าขึ้นอย่างยากลำบาก

“อย่าฟังชื่อเหล่านั้น หากเจ้าพยายามจดจำทุกคนพร้อมกัน จิตใจของเจ้าจะรับไม่ไหว”

“แต่พวกเขาเป็นใคร?”

“คนที่ถูกลบออกจากโลก”

“พวกเขาตายไปแล้วหรือยังมีชีวิตอยู่?”

เซเวอรินไม่ตอบ

และความเงียบนั้นก็เพียงพอจะทำให้โรสลินเข้าใจว่า แม้แต่เขาเองก็ไม่รู้คำตอบทั้งหมด

ทันใดนั้น แผ่นโลหะสีดำก็แตกออกเป็นสองส่วน

แสงสีเงินพุ่งขึ้นจากรอยแตก ก่อนรวมตัวเป็นแผนที่ที่ไม่เคยปรากฏในบันทึกเล่มใด

แผนที่แสดงซากเมืองหลวงของราชวงศ์จันทรา และเส้นทางที่ทอดลึกลงไปใต้พื้นดิน

ตรงปลายทางมีสัญลักษณ์ดวงตาสามดวง

แต่คราวนี้ดวงตาทั้งสามเปิดอยู่ทั้งหมด

ใต้แผนที่ปรากฏข้อความสุดท้าย

ผนึกที่สองจะเปิดเมื่อทายาทยอมรับชื่อที่ถูกลบ

โรสลินจ้องข้อความนั้น

“ชื่อที่ถูกลบคือชื่อของใคร?”

ไม่มีใครตอบ

จนกระทั่งเซเวอรินเงยหน้าขึ้นมองนาง

“ข้าคิดว่าข้าเพิ่งจำได้แล้ว”

“ชื่ออะไร?”

ชายผมขาวอ้าปาก แต่ก่อนที่เสียงจะหลุดออกมา เงาสีดำก็พุ่งทะลุพื้นห้องขึ้นมารัดร่างของเขา

อาเดรียนโจมตีทันที แต่พลังของเขากลับทะลุผ่านเงานั้นโดยไม่ก่อให้เกิดผล

โรสลินปล่อยพลังจันทราออกจากฝ่ามือ แสงสีเงินฟาดลงบนเงาดำจนมันคลายตัว

เซเวอรินล้มลงกับพื้น

เมื่อโรสลินเข้าไปประคอง เขากลับคว้าข้อมือนางไว้แน่น

ดวงตาสีเทาของเขาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว

“ฟังข้าให้ดี โรสลิน...”

“คุณต้องบอกชื่อมา!”

“ชื่อที่ถูกลบไม่ใช่ชื่อของผู้สำเร็จราชการ”

เขากลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก

“มันเป็นชื่อของกษัตริย์องค์แรกแห่งราชวงศ์จันทรา”

โรสลินนิ่งงัน

“กษัตริย์องค์แรก?”

เซเวอรินพยักหน้า

“ราชวงศ์จันทราไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อเฝ้าประตูตั้งแต่แรก มันถูกสร้างขึ้นเพื่อปกปิดสิ่งที่กษัตริย์องค์แรกทำ”

“เขาทำอะไร?”

เซเวอรินพยายามตอบ แต่ร่างของเขากลับสั่นสะท้านอย่างรุนแรง

ก่อนที่ริมฝีปากจะขยับ เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นภายในห้อง

ไม่ใช่เสียงของความว่างเปล่า

ไม่ใช่เสียงของวาเลเรียน

แต่เป็นเสียงของผู้หญิงที่โรสลินจำได้แม้จะไม่เคยได้ยินด้วยหูของตัวเองมาก่อน

เสียงของราชินีลูนาเรีย

“โรสลิน ลูกแม่... อย่าเปิดผนึกที่สอง”

แสงบนแผนที่ดับลงทันที

จากนั้นเสียงของมารดาก็ดังขึ้นอีกครั้ง เป็นประโยคที่ทำให้โรสลินรู้สึกเหมือนหัวใจหยุดเต้น

“เพราะสิ่งที่ถูกขังอยู่ข้างใต้นั้น... คือบิดาของลูก”

Patuloy na basahin ang aklat na ito nang libre
I-scan ang code upang i-download ang App

Pinakabagong kabanata

  • พันธะเลือดลูน่าผู้นิราศ   บทที่ 55 เมื่อจันทราเลือกหัวใจ

    รุ่งอรุณแรกหลังจากการล่มสลายของแดนไร้นามมาถึงอย่างเงียบงัน แสงสีทองส่องผ่านหน้าต่างสูงของปราสาทแวมไพร์ สาดลงบนพื้นหินอ่อนที่เคยเย็นเยียบมานานนับศตวรรษ ทหารเวรยามกลับมาประจำตำแหน่ง ผู้คนที่เคยสูญเสียความทรงจำเริ่มจดจำชื่อของตนเองได้อีกครั้ง และข่าวการรอดชีวิตของราชาแวมไพร์ก็แพร่กระจายไปทั่วอาณาจักร ทว่าสำหรับโรสลิน วินเทอร์ การกลับมาของแสงสว่างไม่ได้หมายความว่าทุกคำถามจะได้รับคำตอบ เธอยืนอยู่ริมระเบียง มองท้องฟ้าที่เปลี่ยนจากสีดำเป็นสีน้ำเงินเข้ม มือข้างหนึ่งแตะจี้หินสีขาวซึ่งได้รับการซ่อมแซมด้วยเวทมนตร์ของเอเวอเร็ตต์ แม้มันจะไม่สมบูรณ์เหมือนเดิม แต่เศษหินทั้งสองชิ้นกลับเชื่อมติดกันอย่างมั่นคง ไม่มีชื่อซ่อนอยู่ภายใน ไม่มีคำสั่งจากอดีต มีเพียงแสงสีเงินจาง ๆ ที่ส่องสว่างเมื่อเธอต้องการเท่านั้น “เจ้าตื่นตั้งแต่เมื่อไร” เสียงทุ้มดังขึ้นจากด้านหลัง โรสลินหันกลับไปเห็นอาเดรียนยืนอยู่ตรงประตู เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีดำเรียบง่าย ไม่มีมงกุฎ ไม่มีเครื่องหมายราชวงศ์ และไม่มีดาบประจำตัว เขาดูเหมือนผู้ชายคนหนึ่งที่เพิ่งผ่านค่ำคืนอันยาวนานมาเช่นเดียวกับเธอ “ไม่นานค่ะ” “ข้าให้คนเตรียมอาหารไว้แล

  • พันธะเลือดลูน่าผู้นิราศ   บทที่ 54 ความจริงก่อนรุ่งอรุณ

    “ต้นกำเนิดของเจ้าเอง” คำพูดของอาเดรียนทำให้โรสลินนิ่งงัน รอบตัวพวกเขา ห้องหินกำลังพังทลาย แสงสีดำจากรอยแยกบนพื้นค่อย ๆ แผ่กระจายไปตามผนัง เสียงของสิ่งที่อยู่หลังประตูยังคงกระซิบเรียกชื่อผู้คนที่ไม่มีใครจดจำได้อีกต่อไป แต่โรสลินกลับได้ยินเพียงเสียงหัวใจของตัวเอง เธอค่อย ๆ ปล่อยมือจากอาเดรียน “อธิบายมา” อาเดรียนไม่หลบสายตา “ข้าจะอธิบายทุกอย่างที่ข้าจำได้ แต่ข้าไม่กล้ารับรองว่าความทรงจำทั้งหมดเป็นความจริง” “เริ่มจากเรื่องที่คุณเพิ่งพูด” เขาสูดลมหายใจลึก “หญิงที่ข้าเคยรู้จักในนามอิซาราไม่ได้เป็นเพียงผู้ถือครองนามแห่งพันธสัญญา นางเป็นร่างที่ใช้กักเก็บตัวตนของผู้หญิงอีกคนหนึ่ง ผู้หญิงที่อยู่ก่อนการกำเนิดราชวงศ์จันทรา และเป็นต้นกำเนิดของพลังที่สืบทอดมาถึงเจ้า” โรสลินรู้สึกเย็นวาบไปทั้งตัว “ผู้หญิงหลังผนึก” “ใช่” “ผู้หญิงที่บอกว่าตัวเองเป็นต้นกำเนิดของราชวงศ์จันทรา” “ข้าคิดว่าใช่” เธอหัวเราะเบา ๆ อย่างขมขื่น “ทุกคนมีคำตอบให้ฉันครึ่งเดียวเสมอ” อาเดรียนก้มหน้าลง “ข้าขอโทษ” “อย่าเพิ่งขอโทษแทนสิ่งที่คุณยังไม่รู้” โรสลินตอบ “ฉันต้องการความจริง ไม่ใช่ความรู้สึกผิดของคุณ” เขาเงยห

  • พันธะเลือดลูน่าผู้นิราศ   บทที่ 53 หัวใจที่ไม่ยอมตาย

    “อิซารา... ผู้หญิงที่ข้าฆ่าเพื่อให้เจ้าได้มีชีวิตอยู่” เสียงนั้นดังสะท้อนทั่วห้องหิน ราวกับไม่ได้มาจากหัวใจสีดำที่ลอยอยู่กลางอากาศ แต่ดังขึ้นจากภายในร่างของทุกคนที่ยืนอยู่ตรงนั้น โรสลินไม่อาจละสายตาจากสิ่งตรงหน้าได้ หัวใจสีดำเต้นช้า ๆ มีเส้นแสงสีแดงแทรกอยู่ตามรอยแตก และทุกครั้งที่มันบีบตัว พลังจันทราในร่างของเธอจะตอบสนองราวกับมีบางสิ่งกำลังเรียกหา เธอรู้สึกถึงความเศร้า ความเจ็บปวด และความรักที่รุนแรงจนเกือบกลายเป็นความเกลียดชัง แต่สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือความรู้สึกทั้งหมดนั้นไม่ใช่ของเธอ “อย่าเข้าใกล้มัน” อาเดรียนเตือน เขายืนอยู่ข้างเธอ ดาบในมือพร้อมรับมือกับทุกสิ่ง ทว่าแววตาของเขากลับจับจ้องหัวใจสีดำด้วยความสับสนอย่างที่โรสลินไม่เคยเห็นมาก่อน “มันกำลังเชื่อมต่อกับเจ้า” “ฉันรู้” “ถ้าเช่นนั้น ถอยออกมา” โรสลินหันไปมองเขา “คุณกำลังสั่งฉันหรือขอให้ฉันระวัง” อาเดรียนชะงัก ก่อนลดดาบลงเล็กน้อย “ข้ากำลังขอให้เจ้าระวัง เพราะข้าไม่รู้ว่ามันจะทำอะไรกับเจ้า” เธอพยักหน้า “ถ้าอย่างนั้นฉันจะระวัง แต่ฉันจะไม่หนีจากความจริงเพียงเพราะมันน่ากลัว” อาเดรียนไม่ได้ขัดขวาง เขาเพียงขยับเข้าม

  • พันธะเลือดลูน่าผู้นิราศ   บทที่ 52 หัวใจของผู้ถูกลบ

    เสียงแตกร้าวของจี้หินสีขาวยังคงก้องอยู่ในหูของโรสลิน เศษหินสองชิ้นตกลงบนพื้นหินสีดำ แสงสีเงินที่เคยส่องสว่างจากจี้ค่อย ๆ ดับลง ทว่าก่อนที่มันจะมอดหายไปโดยสมบูรณ์ อักขระเล็ก ๆ ที่ซ่อนอยู่ภายในกลับปรากฏขึ้นชั่วขณะ ไม่ใช่ชื่อโรสลิน วินเทอร์ ไม่ใช่ชื่ออิซารา แต่เป็นสัญลักษณ์วงแหวนสามวงซ้อนกัน และมีเส้นหนึ่งพาดผ่านตรงกลาง โรสลินก้มมองเศษจี้ ก่อนเงยหน้าขึ้นเผชิญชายที่มีใบหน้าเหมือนอาเดรียน “คุณพูดว่าฉันขโมยหัวใจของคุณไป หมายความว่าอย่างไร” ชายคนนั้นยิ้มอย่างคนที่รอคำถามนี้มานาน “เจ้าจำไม่ได้จริง ๆ หรือ” “ถ้าฉันจำได้ ฉันคงไม่ถาม” “เจ้าก็ยังใจร้อนเหมือนเดิม” “ส่วนคุณก็ยังพูดมากโดยไม่ตอบคำถามเหมือนเดิม” รอยยิ้มของเขาหายไปชั่วขณะ ด้านหลังโรสลิน อาเดรียนตัวจริงยืนเงียบสนิท ตั้งแต่วาเลเรียนเรียกชายอีกคนว่า ฝ่าบาท เขาก็ไม่เอ่ยอะไรอีกเลย ดวงตาสีแดงจับจ้องแผ่นโลหะในมือวาเลเรียนราวกับกำลังพยายามดึงความทรงจำที่ถูกฝังไว้กลับคืนมา “ส่งแผ่นโลหะนั่นมา” อาเดรียนกล่าวในที่สุด วาเลเรียนเลิกคิ้ว “ฝ่าบาทต้องการสิ่งนี้หรือพ่ะย่ะค่ะ” “ข้าไม่ได้สั่งให้เจ้าประชด” “ขออภัยพ่ะย่ะค่ะ แต่ข้าไม่แน่ใจว่

  • พันธะเลือดลูน่าผู้นิราศ   บทที่ 51 เงาสะท้อนของราชาแวมไพร์

    “ในที่สุดเจ้าก็มาถึง อิซารา” เสียงนั้นดังขึ้นท่ามกลางห้องหินอันเงียบงัน โรสลินยืนนิ่งอยู่หน้าประตู มือข้างหนึ่งกำจี้หินสีขาวที่ห้อยอยู่ตรงลำคอ ขณะที่อาเดรียนตัวจริงก้าวมายืนเคียงข้างเธอ ดวงตาสีแดงของราชาแวมไพร์จับจ้องชายอีกคนซึ่งมีใบหน้าเหมือนเขาทุกกระเบียดนิ้ว ผมสีดำสนิท ดวงตาสีแดงเข้ม รูปร่างสูงสง่า และดาบประจำราชวงศ์แวมไพร์ในมือ แม้แต่รอยแผลเล็ก ๆ ตรงข้อนิ้วมือซ้ายก็เหมือนกัน สิ่งที่แตกต่างมีเพียงแววตา อาเดรียนที่ยืนอยู่ข้างโรสลินมีความเยือกเย็นที่ผ่านความเจ็บปวดมานับพันปี ส่วนชายบนแท่นหินกลับมีแววตาของผู้ที่ไม่เคยยอมรับการสูญเสีย และพร้อมทำลายทุกสิ่งเพื่อเอาคืน “ถอยไปจากนาง” อาเดรียนตัวจริงเอ่ยเสียงต่ำ ชายอีกคนหัวเราะเบา ๆ “เจ้ากล้าสั่งข้าหรือ” “ข้าไม่จำเป็นต้องสั่งตัวเอง” “ตัวเอง?” อีกฝ่ายเอียงคอเล็กน้อย “เจ้าคิดว่าตัวเองเป็นใครกันแน่ อาเดรียน” บรรยากาศในห้องพลันหนักอึ้ง เส้นสีดำที่พันธนาการชายผมสีเงินบนแท่นหินขยับราวกับสิ่งมีชีวิต มันเลื้อยผ่านแขนและลำคอของเขา ก่อนจะรัดแน่นขึ้นเมื่อชายผู้นั้นพยายามขยับตัว โรสลินมองภาพนั้นแล้วก้าวไปข้างหน้า “ก่อนจะมีใครเริ่มต่อสู้ก

  • พันธะเลือดลูน่าผู้นิราศ   บทที่ 50 ชีวิตที่แลกด้วยชื่อ

    เสียงของชายผมสีเงินยังคงดังก้องอยู่ในหัวของโรสลิน แม้แผ่นโลหะสีเงินบนโต๊ะจะดับแสงลงแล้วก็ตาม ชื่อของข้าไม่ใช่สิ่งที่ถูกขโมยไป แต่เป็นสิ่งที่ข้าใช้แลกกับชีวิตของเจ้าเอง โรสลินยืนนิ่ง มือที่จับแผ่นโลหะเย็นเฉียบจนแทบไร้ความรู้สึก “เขากำลังพยายามบอกอะไรฉันกันแน่…” อาเดรียนยืนอยู่ข้างเธอ สีหน้าของเขาเคร่งขรึม “บางทีเขาอาจยอมสละชื่อของตัวเองเพื่อช่วยเจ้าให้รอดจากการถูกลบ” “แต่ถ้าเป็นอย่างนั้น ทำไมชื่อของฉันถึงถูกเปลี่ยนตามไปด้วย?” “เพราะชื่อของเจ้าอาจเป็นส่วนหนึ่งของพันธสัญญาที่เขาทำไว้” โรสลินหลับตาลง พยายามจัดเรียงข้อมูลทั้งหมดที่ได้รับมา ผู้สืบทอดคนแรกถูกลบออกจากโลกเพื่อให้ผู้สืบทอดคนที่สองมีชีวิตอยู่ ชายผมสีเงินยอมแลกชื่อของตัวเองเพื่อช่วยเธอ ขณะที่ชื่อเดิมของเธอกลับถูกซ่อนเอาไว้ และอาเดรียนก็มีคำสาปที่เชื่อมโยงกับเธอมานานกว่าพันปี ทุกอย่างเกี่ยวข้องกัน แต่ไม่มีใครยอมเปิดเผยความจริงทั้งหมด “ฉันจะไม่ยอมให้ใครใช้ชีวิตของฉันเป็นข้ออ้างในการเสียสละตัวเองอีกแล้ว” เธอกล่าว “ไม่ว่าจะเป็นพ่อของฉัน อิซารา หรือแม้แต่คุณ” อาเดรียนมองเธออย่างจริงจัง “ข้าจะไม่ทำเช่นนั้น” “คุณเคยพูดแบบน

Higit pang Kabanata
Galugarin at basahin ang magagandang nobela
Libreng basahin ang magagandang nobela sa GoodNovel app. I-download ang mga librong gusto mo at basahin kahit saan at anumang oras.
Libreng basahin ang mga aklat sa app
I-scan ang code para mabasa sa App
DMCA.com Protection Status