Home / แฟนตาซี / พันธะเลือดลูน่าผู้นิราศ / บทที่ 32 เมื่อความมืดเรียกร้องหัวใจ

Share

บทที่ 32 เมื่อความมืดเรียกร้องหัวใจ

last update publish date: 2026-10-21 18:43:56

เสียงกระจกแตกดังขึ้นกลางดึก

โรสลินสะดุ้งตื่นจากนิทรา ดวงตาพร่ามัวกวาดมองไปรอบห้อง ก่อนจะพบว่าจี้หินสีขาวบนโต๊ะข้างเตียงกำลังส่องแสงสีเงินสลับดำ แสงทั้งสองสีหมุนวนอยู่ภายในเนื้อหินราวกับกำลังต่อสู้กัน

เธอรีบลุกจากเตียง

“เกิดอะไรขึ้นอีกล่ะเนี่ย…”

ยังไม่ทันเอื้อมมือไปหยิบจี้ เสียงกระซิบแผ่วเบาก็ดังขึ้นในความคิด

โรสลิน...

เธอหยุดชะงัก

เสียงนั้นไม่เหมือนครั้งก่อน ๆ มันไม่ได้ดังมาจากที่ไกลแสนไกล แต่กลับใกล้เสียจนคล้ายมีใครยืนกระซิบอยู่ข้างหู

เจ้ารู้ว่าเขากำลังเจ็บปวด

โรสลินกำมือแน่น

“แกเป็นใคร”

ไม่มีคำตอบ มีเพียงความรู้สึกเย็นเยียบที่ค่อย ๆ ไหลผ่านปลายนิ้วเข้าสู่ร่างกาย

เขากำลังจะสูญเสียทุกสิ่งอีกครั้ง

ภาพหนึ่งปรากฏขึ้นในความคิดของเธอ

อาเดรียนยืนอยู่กลางความมืด เส้นสีดำลามจากข้อมือขึ้นไปตามลำคอ ดวงตาสีแดงเข้มของเขาค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีดำสนิท ขณะที่เงาจำนวนมากกำลังพันรัดร่างของเขาไว้

เขายื่นมือมาหาเธอ

แต่ไม่ว่าเธอจะวิ่งเข้าไปใกล้เพียงใด ระยะห่างระหว่างทั้งคู่กลับไม่เคยลดลง

เปิดทางให้เรา แล้วเจ้าจะช่วยเขาได้

โรสลินสะบัดศีรษะอย่างแรง

“ไม่!”

แสงสีเงินระเบิดออกจากจี้ ภาพทั้งหมดแตกสลายราวกับกระจกที่ถูกทุบจนละเอียด

เธอหอบหายใจ ก่อนจะคว้าจี้ขึ้นมากำไว้แน่น

หัวใจเต้นแรงจนเจ็บหน้าอก

ความว่างเปล่ากำลังใช้ภาพของอาเดรียนมาหลอกล่อเธอ

และสิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือภาพนั้นอาจไม่ได้เป็นเพียงคำโกหกทั้งหมด

เพราะคำสาปของเขากำลังแย่ลงจริง ๆ

โรสลินรีบสวมเสื้อคลุมแล้วออกจากห้องทันที

เธอไม่รู้ว่าความมืดจะพยายามทำอะไรต่อไป แต่มีสิ่งหนึ่งที่เธอมั่นใจ

เธอจะไม่ยอมเปิดประตูให้มัน ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม

เมื่อโรสลินไปถึงห้องทำงานของอาเดรียน ประตูก็เปิดอยู่แล้ว

แสงจากเตาผิงส่องให้เห็นร่างสูงในเสื้อเชิ้ตสีดำที่ยืนอยู่ข้างโต๊ะ เอกสารหลายแผ่นกระจัดกระจายอยู่บนพื้น ส่วนมือข้างหนึ่งของเขากำลังจับขอบโต๊ะแน่น

“อาเดรียน!”

เขาหันมาอย่างรวดเร็ว

ดวงตาสีแดงเข้มของเขายังคงเป็นปกติ แต่เส้นเลือดสีดำบนข้อมือกลับเข้มกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด

โรสลินเดินตรงเข้าไปหาเขา

“คำสาปกำเริบอีกแล้วใช่ไหมคะ”

“เพียงเล็กน้อย”

เธอมองเขานิ่ง ๆ

อาเดรียนสบตาเธออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจ

“ข้ารู้แล้วว่าเจ้าไม่เชื่อ”

“ฉันไม่ได้ไม่เชื่อคุณค่ะ ฉันแค่รู้ว่าคุณกำลังพยายามทำให้เรื่องใหญ่กลายเป็นเรื่องเล็ก”

“ข้าไม่อยากให้เจ้าตื่นตระหนก”

“ฉันตื่นตระหนกกว่าเดิมอีกค่ะ เวลาคุณปิดบังอะไรไว้”

เขาเงียบไป

โรสลินยื่นมือออกไป แต่ไม่ได้แตะต้องเขาทันที

“ฉันขอตรวจดูได้ไหมคะ”

อาเดรียนมองมือของเธอ ก่อนพยักหน้า

“ได้”

เธอจับข้อมือเขาอย่างระมัดระวัง ความเย็นจากผิวหนังของเขาส่งผ่านมายังปลายนิ้ว ขณะที่พลังมืดใต้ผิวหนังเต้นเป็นจังหวะผิดปกติ

โรสลินหลับตา ใช้พลังจันทราสัมผัสขอบเขตของคำสาปเพียงเล็กน้อย

ทันใดนั้น เธอก็รับรู้ถึงบางสิ่ง

ไม่ใช่แค่ความเจ็บปวด

แต่เป็นความกลัวที่อาเดรียนพยายามซ่อนไว้

ความกลัวว่าจะสูญเสียการควบคุมตัวเอง ความกลัวว่าจะทำร้ายคนที่อยู่ใกล้ที่สุด และความกลัวที่ลึกกว่านั้น—กลัวว่าวันหนึ่งเขาจะกลายเป็นสิ่งที่ไม่เหลือความเป็นตัวเองอีกต่อไป

โรสลินลืมตาขึ้น

“คุณกลัวใช่ไหมคะ”

อาเดรียนไม่ได้ตอบทันที

“ข้าเคยเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อพลังมืดเข้าครอบงำผู้คน” เขาพูดในที่สุด “พวกเขายังมีชีวิต แต่ไม่เหลือสิ่งใดที่ทำให้พวกเขาเป็นตัวเอง”

เขาก้มมองมือของเธอที่จับข้อมือเขาอยู่

“ข้าไม่กลัวความตาย โรสลิน แต่ข้าไม่ต้องการมีชีวิตอยู่ในสภาพที่ไม่อาจจำเจ้าได้อีก”

หัวใจของเธอบีบรัด

นี่เป็นครั้งแรกที่เขาพูดถึงความกลัวของตัวเองอย่างตรงไปตรงมา โดยไม่ซ่อนมันไว้หลังความเย็นชาและอำนาจ

โรสลินขยับเข้าไปใกล้

“ถ้าวันนั้นมาถึงจริง ๆ เราจะหาทางรับมือด้วยกันค่ะ แต่คุณต้องไม่ยอมแพ้ให้มันก่อนที่วันนั้นจะมาถึง”

อาเดรียนยกมือขึ้นแตะแก้มเธอ

“เจ้าพูดเหมือนเชื่อมั่นว่าข้าจะรอด”

“ฉันเชื่อว่าคุณจะสู้ค่ะ ส่วนผลลัพธ์เรายังต้องช่วยกันทำให้มันเกิดขึ้น”

มุมปากของเขาขยับขึ้นเล็กน้อย

“เจ้าไม่เคยให้คำปลอบโยนที่ง่ายดายเลย”

“ถ้าคุณอยากได้คำปลอบใจง่าย ๆ ฉันก็พูดได้นะคะ”

“เช่นอะไร”

“ทุกอย่างจะเรียบร้อยค่ะ คุณจะหายดี แล้วเราจะอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข”

อาเดรียนเลิกคิ้ว

โรสลินยิ้มแหย ๆ

“แต่ฉันไม่อยากโกหกคุณนี่คะ”

เขาหัวเราะในลำคอเบา ๆ ก่อนดึงเธอเข้ามากอด

“ข้าชอบแบบนี้มากกว่า”

โรสลินซบหน้าลงกับอกเขา รับรู้ถึงจังหวะหัวใจที่เต้นช้ากว่าของมนุษย์ทั่วไป

เธออยากให้ช่วงเวลาเช่นนี้ดำเนินต่อไปให้นานที่สุด

แต่ความสงบไม่ได้อยู่กับพวกเขานานนัก

เสียงเคาะประตูดังขึ้น ก่อนเซราฟีนจะก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

“ขออภัยที่รบกวนพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท มีจดหมายด่วนจากมูนฟอลล์”

อาเดรียนปล่อยโรสลินออกจากอ้อมแขน แต่ยังจับมือเธอไว้

“นำเข้ามา”

เซราฟีนส่งซองจดหมายให้โรสลิน

บนซองมีตราประทับของคัลเลน แบล็กวูด

จดหมายมีเพียงสองหน้า แต่เนื้อหากลับทำให้โรสลินอ่านซ้ำถึงสามครั้ง

คัลเลนรายงานว่าหน่วยลาดตระเวนของมูนฟอลล์พบกลุ่มคนแปลกหน้าที่ชายป่า พวกเขาสวมเสื้อคลุมสีเทาและมีรอยสักรูปพระจันทร์เสี้ยวกับเส้นเลือดดำอยู่บริเวณข้อมือ

เมื่อถูกจับกุม คนเหล่านั้นไม่ได้ต่อสู้ขัดขืน แต่กลับพูดประโยคเดียวกันซ้ำ ๆ

เมื่อโลหิตรัตติกาลเริ่มแตกสลาย จันทราจะต้องเลือก

โรสลินอ่านประโยคนั้นอีกครั้ง

“พวกเขากำลังพูดถึงอาเดรียนกับฉัน”

“ดูเหมือนเช่นนั้น” อาเดรียนตอบ

เธออ่านต่อ

หนึ่งในผู้ต้องสงสัยมีอาการผิดปกติหลังถูกนำตัวไปสอบถาม เขาเริ่มมีเส้นสีดำปรากฏขึ้นใต้ผิวหนัง ก่อนจะหมดสติไปชั่วขณะ เมื่อฟื้นขึ้นมา เขาจำเหตุการณ์ทั้งหมดไม่ได้ แต่ทิ้งคำพูดสุดท้ายไว้ว่า

ผู้ที่อยู่หลังประตูไม่ได้ต้องการให้เปิดประตูอีกต่อไป มันต้องการทางผ่านที่มีชีวิต

โรสลินรู้สึกเย็นวาบ

“คำพูดนี้ตรงกับสิ่งที่เราเพิ่งพบค่ะ”

อาเดรียนรับจดหมายไปอ่านด้วยตัวเอง สีหน้าของเขาเย็นลงทุกขณะ

“วาเลเรียนกำลังใช้คนเหล่านี้เป็นตัวทดลอง”

“หรืออาจเป็นคนที่เขาควบคุมอยู่โดยที่พวกเขาไม่รู้ตัวค่ะ”

“ไม่ว่าจะเป็นแบบใด เขากำลังเล่นกับสิ่งที่ไม่เข้าใจ”

อาเดรียนวางจดหมายลง

“เซราฟีน ส่งคำสั่งให้คัลเลนแยกผู้ต้องสงสัยออกจากกัน ห้ามผู้ใดใช้เวทมนตร์ตรวจสอบพวกเขาโดยตรงจนกว่าเอเวอเร็ตต์จะให้คำแนะนำ”

“รับทราบพ่ะย่ะค่ะ”

“แล้วส่งคนไปตรวจสอบพื้นที่โดยรอบด้วย หากพบร่องรอยพลังมืด ให้ถอยออกมาและรายงานทันที ห้ามไล่ตามเข้าไปในป่า”

เซราฟีนรับคำสั่งแล้วออกจากห้องไป

โรสลินหันกลับมาหาอาเดรียน

“ฉันอยากไปมูนฟอลล์ค่ะ”

คำตอบของเขามาเร็วกว่าที่เธอคาด

“ได้”

เธอกะพริบตา

“คุณไม่ถามเหตุผลก่อนหรือคะ”

“เจ้ามีเหตุผลของเจ้า และข้ารู้ว่าเจ้าจะไม่เปลี่ยนใจง่าย ๆ”

“ฉันคิดว่าคุณจะห้ามเสียอีก”

“ข้าไม่ชอบความคิดที่เจ้าต้องอยู่ห่างจากข้าในสถานการณ์เช่นนี้” เขาพูดตรง ๆ “แต่ข้าจะไม่ใช้ความรู้สึกนั้นเป็นเหตุผลในการขังเจ้าไว้ในปราสาท”

โรสลินยิ้มบาง ๆ

“ขอบคุณค่ะ”

“อย่างไรก็ตาม ข้าจะไปด้วย”

เธอหัวเราะเบา ๆ

“เรื่องนี้ฉันไม่ได้คิดจะห้ามคุณอยู่แล้วค่ะ”

อาเดรียนยกคิ้วอย่างพอใจ

“ดี อย่างน้อยเจ้าก็ยังมีเหตุผลอยู่บ้าง”

“ฉันมีเหตุผลตลอดนะคะ”

“ข้าจะไม่แสดงความคิดเห็นในเรื่องนั้น”

“คุณนี่มัน…”

โรสลินส่ายหน้า แต่รอยยิ้มกลับปรากฏบนใบหน้า

แม้สถานการณ์จะอันตรายขึ้นทุกที แต่เธอก็รู้สึกได้ว่าพวกเขากำลังเรียนรู้ที่จะเดินไปข้างหน้าด้วยกันจริง ๆ

ก่อนออกเดินทาง เอเวอเร็ตต์เรียกโรสลินไปพบที่ห้องตรวจ

บนโต๊ะมีจี้หินสีขาวของเธอวางอยู่ พร้อมแผ่นกระจกสีเงินที่ใช้ตรวจสอบพลังเวท

“กระหม่อมขอตรวจจี้อีกครั้งพ่ะย่ะค่ะ หลังจากเหตุการณ์เมื่อคืน พบว่ามีร่องรอยพลังมืดฝังอยู่ในเนื้อหิน แต่สิ่งที่น่าสนใจคือมันไม่ได้เพิ่มจำนวนขึ้น”

“หมายความว่ามันหยุดแพร่กระจายแล้วหรือคะ”

“ไม่เชิงพ่ะย่ะค่ะ พลังมืดกำลังเคลื่อนไหวเป็นวงแคบ ๆ รอบแกนของจี้ ราวกับกำลังรอให้มีบางสิ่งมากระตุ้น”

โรสลินมองจี้ด้วยความระแวดระวัง

“แล้วเราควรทำอย่างไร”

“อย่าใช้พลังจันทรากระตุ้นจี้โดยตรงพ่ะย่ะค่ะ หากพลังมืดกำลังเรียนรู้รูปแบบพลังของท่านหญิง การทดลองซ้ำอาจช่วยให้มันเข้าใจมากขึ้น”

เธอพยักหน้า

“ฉันจะระวังค่ะ”

เอเวอเร็ตต์ลังเลเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวต่อ

“มีอีกเรื่องหนึ่งพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมตรวจสอบบันทึกเก่าของราชวงศ์จันทราแล้ว พบว่าจี้ชนิดนี้ไม่ใช่เครื่องรางสำหรับเก็บพลังอย่างที่เคยเข้าใจ”

โรสลินหันกลับไปทันที

“แล้วมันคืออะไรคะ”

“มันเป็นเครื่องหมายยืนยันสายเลือด และอาจทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการเรียกคืนความทรงจำของผู้ถือครอง แต่บันทึกไม่ได้อธิบายว่าความทรงจำเหล่านั้นถูกเก็บไว้ที่ใด”

โรสลินมองจี้เงียบ ๆ

เธอนึกถึงภาพของราชินีลูนาเรียที่เคยปรากฏในนิมิต นึกถึงเสียงของมารดาที่เตือนเธอไม่ให้มอบเลือดหยดสุดท้ายแก่ราชาแวมไพร์

บางทีจี้นี้อาจยังมีความทรงจำบางส่วนที่เธอไม่เคยเห็น

แต่เธอจะไม่เร่งเปิดมันออกมา หากการทำเช่นนั้นอาจทำให้พลังมืดแข็งแกร่งขึ้น

“ขอบคุณค่ะ เอเวอเร็ตต์ ฉันจะเก็บมันไว้ให้ปลอดภัย”

หมอหลวงพยักหน้า

“และหากเกิดความผิดปกติแม้เพียงเล็กน้อย ขอให้รีบแจ้งกระหม่อมหรือฝ่าบาททันทีพ่ะย่ะค่ะ”

โรสลินยิ้ม

“ฉันจะบอกค่ะ สัญญาเลย”

รถม้าออกจากปราสาทแบล็กธอร์นในช่วงสาย

อาเดรียนนั่งอยู่ตรงข้ามโรสลิน มือข้างหนึ่งวางอยู่บนเข่า อีกข้างถือรายงานจากมูนฟอลล์ แต่สายตาของเขากลับเลื่อนมามองเธอเป็นระยะ

โรสลินสังเกตเห็นตั้งแต่ครั้งที่ห้า

“มีอะไรติดหน้าฉันหรือคะ”

“ไม่มี”

“แล้วคุณมองฉันทำไม”

“ข้ากำลังตรวจสอบว่าเจ้ามีอาการผิดปกติหรือไม่”

เธอเลิกคิ้ว

“คุณมองหน้าฉันแล้วรู้ได้ด้วยหรือคะ”

“ข้าจำใบหน้าของเจ้าได้ทุกอารมณ์”

โรสลินเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยกมือปิดแก้มที่เริ่มร้อน

“คุณพูดอะไรแบบนี้เก่งขึ้นทุกวันเลยนะคะ”

“ข้าเพียงพูดความจริง”

“นั่นแหละค่ะที่อันตราย”

อาเดรียนยิ้มบาง ๆ ก่อนเลื่อนรายงานลงบนตัก

แต่เมื่อรถม้าผ่านทางแยกเข้าสู่ป่าทางเหนือ เขากลับชะงักทันที

โรสลินสัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงของพลังเวทในอากาศ

จี้ใต้เสื้อคลุมเริ่มร้อนขึ้น

และครั้งนี้ ความรู้สึกนั้นไม่ได้มาจากจี้เพียงอย่างเดียว

มันมาจากพันธะเลือดที่เชื่อมระหว่างเธอกับอาเดรียน

เธอหันไปมองเขา

“คุณรู้สึกหรือเปล่าคะ”

อาเดรียนพยักหน้า ดวงตาสีแดงเข้มเปลี่ยนเป็นสีเข้มจัด

“มีบางสิ่งกำลังเรียกผ่านพันธะ”

รถม้าหยุดลงทันทีเมื่อเซราฟีนส่งสัญญาณให้หยุดขบวน

เบื้องหน้าของพวกเขา ต้นไม้สองข้างทางเริ่มมีเส้นสีดำปรากฏขึ้นตามลำต้น เส้นเหล่านั้นค่อย ๆ รวมตัวกันเป็นสัญลักษณ์วงกลมคล้ายวงเวท

แล้วเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นในความคิดของโรสลิน

ในที่สุด...พวกเจ้าก็มา

เธอกำมือแน่น

เสียงนั้นไม่ได้เรียกชื่อเธออีกต่อไป

มันกำลังพูดกับทั้งสองคน

เลือดสองสาย...พันธะหนึ่งเดียว...

อาเดรียนลุกขึ้นยืน แต่ก่อนที่เขาจะก้าวออกจากรถม้า โรสลินก็จับมือเขาไว้

“อย่าเพิ่งเข้าไปค่ะ เราต้องรู้ก่อนว่ามันกำลังพยายามทำอะไร”

เขาหันมามองเธอ ก่อนจะพยักหน้า

“ข้าจะรอฟังการตัดสินใจของเจ้า”

โรสลินสูดลมหายใจลึก

เธอไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองไร้ความกลัว ตรงกันข้าม เธอกำลังกลัวอย่างมาก

แต่ความกลัวไม่ใช่สิ่งที่จะบังคับให้เธอทำตามคำสั่งของความมืดได้

เธอจะไม่เปิดประตู

จะไม่มอบเลือดให้มัน

และจะไม่ยอมให้ใครใช้ชีวิตของอาเดรียนมาบีบบังคับเธอ

“เซราฟีน ให้ทุกคนถอยออกจากบริเวณนี้ค่ะ เอเวอเร็ตต์ เตรียมวงเวทป้องกันจากด้านหลัง ส่วนเรา...” โรสลินหันไปหาอาเดรียน “เราจะตรวจสอบสัญลักษณ์จากระยะปลอดภัยก่อน”

อาเดรียนยกมือขึ้นแตะหลังมือของเธอเบา ๆ

“ตามที่เจ้าต้องการ”

ทั้งสองก้าวลงจากรถม้าอย่างระมัดระวัง

ในเวลาเดียวกัน ลึกเข้าไปในความมืดที่ไม่มีใครมองเห็น บางสิ่งกำลังรับรู้ถึงการมีอยู่ของพวกเขา

มันไม่ได้พยายามแยกโรสลินออกจากอาเดรียน

ไม่ได้พยายามทำลายพันธะเลือด

มันกำลังเรียนรู้ว่าความผูกพันนั้นทำงานอย่างไร

และกำลังรอวันที่ทั้งสองจะยอมเปิดใจให้กันมากพอ จนพันธะกลายเป็นสิ่งที่เชื่อมโยงพวกเขาเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์

เพราะเมื่อถึงวันนั้น ความว่างเปล่าจะไม่จำเป็นต้องใช้กำลังเพื่อเปิดทางอีกต่อไป

มันเพียงต้องทำให้หัวใจดวงหนึ่งเจ็บปวดมากพอ

จนเจ้าของหัวใจยอมทำทุกอย่างเพื่อช่วยคนที่ตนรัก

แม้สิ่งนั้นจะหมายถึงการเปิดประตูให้ความมืดเข้ามากลืนกินโลกทั้งใบก็ตาม

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • พันธะเลือดลูน่าผู้นิราศ   บทที่ 42 ชื่อที่โลกพยายามลืม

    ชื่อของอาเดรียน วาลมอร์หายไปจากแผนที่เวทมนตร์ต่อหน้าทุกคน ไม่มีเสียงระเบิด ไม่มีเปลวไฟลุกท่วม และไม่มีรอยแตกร้าวบนพื้นห้องบัญชาการ ทว่าความเงียบที่เกิดขึ้นกลับน่าหวาดหวั่นยิ่งกว่าภัยพิบัติใด ๆ เพราะชั่วขณะที่ชื่อของราชาแวมไพร์ถูกลบออกไป โรสลินรู้สึกได้ว่าพันธะเลือดระหว่างนางกับเขาสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ราวกับโลกทั้งใบกำลังพยายามลืมว่าเขาเคยมีตัวตน “อาเดรียน!” นางคว้ามือเขาไว้ทันที ราชาแวมไพร์ยืนตัวแข็ง ดวงตาสีแดงที่เคยส่องประกายราวกับเปลวเพลิงกำลังซีดจางลงทีละน้อย ขอบร่างของเขาโปร่งแสงเพียงชั่วพริบตา ก่อนกลับคืนสู่สภาพเดิม เซราฟีนก้าวเข้ามาหาเจ้านายด้วยสีหน้าตื่นตระหนก “ฝ่าบาท!” อาเดรียนยกมือขึ้นเป็นสัญญาณห้ามไม่ให้นางเข้ามาใกล้กว่าเดิม “อย่าแตะต้องข้า” น้ำเสียงของเขายังคงหนักแน่น แต่โรสลินสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดที่ซ่อนอยู่ในพันธะ นางบีบมือเขาแน่นขึ้น “ฉันอยู่ตรงนี้ คุณได้ยินฉันไหม?” “ได้ยิน” “มองฉัน” อาเดรียนหันมาสบตานาง โรสลินปล่อยพลังจันทราออกจากฝ่ามือ แสงสีเงินไหลคลุมมือของทั้งคู่ ไม่ได้พยายามบังคับให้ชื่อของเขากลับไปอยู่บนแผนที่ แต่กำลังยืนยันสิ่งที่แผนที่ไม่อาจต

  • พันธะเลือดลูน่าผู้นิราศ   บทที่ 41 ผู้ที่ลบชื่อราชวงศ์

    “คนที่สั่งให้ราชวงศ์จันทราล่มสลาย... ไม่ใช่เอเรนเพียงคนเดียว” เสียงของอิซาราดับลง ทิ้งไว้เพียงความเงียบที่หนักอึ้งอยู่กลางวิหาร โรสลินก้มมองจี้พระจันทร์เสี้ยวในมือ เส้นสีดำบนผิวหินขยับช้า ๆ ราวกับเส้นเลือดที่กำลังเต้น ก่อนจะหยุดนิ่งตรงสัญลักษณ์รูปดวงตาซึ่งปรากฏขึ้นในวงกลมไม่สมบูรณ์ เธอเงยหน้ามองชายผมขาวที่ยืนอยู่ตรงข้าม “คุณบอกว่าคุณเป็นคนสั่งปิดผนึกเมืองหลวง” “ใช่” “และคุณรู้ว่าการตัดสินใจนั้นจะทำให้ผู้คนจำนวนมากตาย” เอเรนไม่หลบสายตา “ข้ารู้” “แต่คุณไม่ได้บอกว่าคุณเป็นคนสั่งให้ราชวงศ์จันทราล่มสลาย” “เพราะสองสิ่งนั้นไม่เหมือนกัน” “สำหรับคนที่ตายอยู่ข้างใน พวกมันอาจไม่ต่างกันเลย” คำพูดของโรสลินทำให้เซราฟีนขยับมือเข้าใกล้ด้ามดาบ นางไม่ได้ชักมันออกมา แต่พร้อมรับมือหากชายผมขาวคิดจะใช้พลังบางอย่าง อาเดรียนยืนอยู่ข้างโรสลิน ใบหน้าของเขายังคงเย็นชา ทว่าดวงตาสีแดงเข้มกลับมีประกายผิดปกติ เขากำลังพยายามนึกถึงบางสิ่งที่อยู่ลึกลงไปในความทรงจำ “เจ้ารู้ว่าใครเป็นคนที่สองหรือไม่” ราชาแวมไพร์ถาม เอเรนหลับตาลงชั่วครู่ “ข้าเคยคิดว่ารู้” “แต่ตอนนี้ไม่แน่ใจ?” “ตอนนี้ข้าไม่แน่ใจแม้กระทั่ง

  • พันธะเลือดลูน่าผู้นิราศ   บทที่ 40 ผู้เฝ้าประตูคนสุดท้าย

    เสียงเรียกจากหลังประตูทำให้ทั้งวิหารสั่นสะเทือน “ผู้เฝ้าประตูคนสุดท้าย... ในที่สุดเจ้าก็กลับมา” อาเดรียนยังคงคุกเข่าอยู่บนพื้นหิน มือข้างหนึ่งกดลงบนหน้าอก ขณะที่เส้นสีเงินค่อย ๆ แผ่กระจายใต้ผิวหนังของเขา ราวกับมีบางสิ่งกำลังตื่นขึ้นจากการหลับใหลอันยาวนาน โรสลินประคองไหล่เขาไว้แน่น “อาเดรียน มองข้า อย่าฟังเสียงนั้น” เขาพยายามเงยหน้าขึ้น ดวงตาสีแดงสลับกับสีเงินอย่างควบคุมไม่ได้ “ข้าได้ยินมันมาตลอดชีวิต” เขากระซิบ “แต่ไม่เคยรู้ว่ามันเป็นเสียงของใคร” “ตอนนี้ท่านรู้แล้วหรือ” “ไม่ทั้งหมด” คำตอบนั้นทำให้โรสลินรู้สึกโล่งใจอย่างประหลาด อย่างน้อยเขาก็ยังไม่ยอมเชื่อทุกสิ่งที่เห็นเพียงเพราะมันดูเหมือนความทรงจำของตัวเอง เธอจับมือเขาไว้ “เช่นนั้นเราจะหาคำตอบด้วยกัน” อาเดรียนบีบมือเธอตอบ ก่อนค่อย ๆ ลุกขึ้นยืน แม้ความเจ็บปวดจะยังทำให้สีหน้าเขาซีดลงก็ตาม อีกด้านหนึ่ง เอเรนยืนขวางอยู่ระหว่างพวกเขากับประตูบานที่สาม ใบหน้าของชายผมขาวเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง แววตาสีเงินที่เคยสงบนิ่งเต็มไปด้วยความระมัดระวัง “ทุกคนถอยออกจากประตู” เขาสั่ง เซราฟีนชักดาบออกมา “ท่านไม่มีสิทธิ์สั่งพวกเรา” “หากเจ้า

  • พันธะเลือดลูน่าผู้นิราศ   บทที่ 39 วิหารแห่งแรก

    เสียงแตกร้าวจากประตูบานที่สามดังขึ้นพร้อมกับความเงียบงันที่แผ่ปกคลุมวิหารใต้ดิน ชายผมขาวยืนมองรอยแยกบนแท่นหินโดยไม่ขยับเขยื้อน แสงสีเงินในดวงตาของเขาสั่นไหวเล็กน้อย ก่อนจะกลับมาเย็นชาเช่นเดิม เขารู้ดีว่ารอยร้าวนั้นหมายถึงอะไร มันไม่ใช่สัญญาณว่าผนึกกำลังอ่อนแอลงตามกาลเวลา แต่เป็นผลจากการที่ผู้ถือครองนามส่วนแรกเริ่มเข้าใกล้ความจริง โรสลิน วินเทอร์ กำลังเดินตามเส้นทางที่ถูกปิดตายมานานกว่าพันปี และอาเดรียนกำลังจะกลับไปยังสถานที่ซึ่งความตายครั้งแรกของเขาได้เปลี่ยนชะตาของโลกทั้งสองไปตลอดกาล “เจ้าควรหยุดพวกเขา” เสียงจากความมืดกล่าว ชายผมขาวส่ายหน้า “ข้าหยุดพวกเขามานานพอแล้ว” “หากพวกเขาเปิดเผยนามของเจ้า ทุกสิ่งที่เจ้าพยายามรักษาไว้อาจพังทลาย” “หากความจริงทำให้สิ่งที่สร้างขึ้นจากคำโกหกพังทลาย มันก็สมควรพัง” เขาหันหลังให้ประตูบานที่สาม ก่อนเดินลึกเข้าไปในทางเดินมืด “เตรียมตัวให้พร้อม เมื่อพวกเขามาถึงวิหารแห่งแรก ข้าจะไม่ซ่อนตัวอีกต่อไป” สามวันหลังจากได้รับแหวนเงิน โรสลินกับอาเดรียนออกเดินทางไปยังวิหารแห่งแรก โดยมีเซราฟีนและองครักษ์แวมไพร์จำนวนหนึ่งติดตามไปด้วย สถานที่แห่งนั้นตั้งอ

  • พันธะเลือดลูน่าผู้นิราศ    บทที่ 38 ชื่อที่ไม่ควรถูกจดจำ

    โรสลินไม่เคยเห็นอาเดรียนเงียบงันได้นานขนาดนี้มาก่อนหลังจากจี้หินสีขาวเปล่งแสงและเผยคำว่า ผู้พิทักษ์แห่งนามแรก เขาก็แทบไม่พูดอะไรอีก ชายผู้เคยเผชิญหน้ากับศัตรูนับพันโดยไม่กะพริบตากลับนั่งนิ่งอยู่ข้างหน้าต่าง ราวกับกำลังเผชิญหน้ากับสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าความตายโรสลินไม่ได้เร่งรัดให้เขาตอบคำถามเธอรู้ดีว่าบางครั้งความเงียบไม่ได้หมายถึงการปิดบัง แต่อาจหมายถึงการพยายามทำความเข้าใจกับความจริงที่ไม่เคยมีใครเตรียมใจรับมือกระนั้น เธอก็ไม่คิดจะปล่อยให้เรื่องนี้ถูกฝังไว้ใต้ความเงียบตลอดไป“ท่านจำอะไรได้บ้าง”อาเดรียนหันมามองเธอ“ไม่มากพอจะเรียกว่าความทรงจำ”“แต่ก็ไม่ใช่ไม่รู้อะไรเลย”เขาถอนหายใจเบา ๆ ก่อนยื่นมือมาแตะจี้ที่อยู่บนลำคอของเธอ ทว่าคราวนี้เขาไม่ได้สัมผัสมันโดยตรง เพียงหยุดนิ้วไว้ห่างจากผิวหินเล็กน้อย“ตอนข้ายังเด็ก ข้ามักฝันถึงสถานที่แห่งหนึ่ง เป็นห้องสีขาวที่ไม่มีประตู ไม่มีหน้าต่าง และไม่มีเงา ในห้องนั้นมีเสียงผู้หญิงเรียกชื่อข้า”“นางเรียกชื่ออาเดรียนหรือ”“ไม่ใช่”คำตอบนั้นทำให้โรสลินขมวดคิ้ว“แล้วนางเรียกท่านว่าอะไร”อาเดรียนหลุบตาลง“ข้าจำไม่ได้ แต่ทุกครั้งที่ตื่นขึ้น ข้าจะรู

  • พันธะเลือดลูน่าผู้นิราศ   บทที่ 37 ผู้พิทักษ์ระหว่างสองโลก

    เสียงนั้นยังคงก้องอยู่ในความทรงจำของโรสลิน แม้เธอกับอาเดรียนจะเดินออกมาจากถ้ำแล้วก็ตาม “จงรีบกลับมา ก่อนที่เจ้าจะได้รู้ว่าใครเป็นคนสร้างราชวงศ์จันทราขึ้นมา... และใครเป็นคนสั่งให้มันล่มสลาย” คำพูดนั้นไม่เหมือนคำข่มขู่ และไม่เหมือนคำเชื้อเชิญจากความว่างเปล่าที่พยายามล่อลวงเธอมาตลอดหลายวัน มันฟังคล้ายคำเตือนจากใครบางคนที่รอคอยมานานแสนนาน โรสลินหยุดยืนตรงปากถ้ำ ลมหนาวพัดผ่านเส้นผมของเธอ ขณะที่จี้หินสีขาวบนลำคอเย็นจัดจนแทบเหมือนน้ำแข็ง สัญลักษณ์รูปดวงตาที่ปรากฏอยู่บนผิวหินค่อย ๆ เลือนหาย เหลือเพียงรอยเส้นสีเงินจาง ๆ “เจ้าคิดว่าเสียงนั้นเป็นใคร” เธอถาม อาเดรียนยืนอยู่ข้างกาย ดวงตาสีแดงจับจ้องความมืดภายในถ้ำ “ข้ายังไม่รู้” “ปกติท่านจะมีคำตอบที่น่าหงุดหงิดกว่านี้ อย่างน้อยก็ต้องบอกว่าทุกอย่างอยู่ในการควบคุม” “ข้าไม่เคยบอกว่าทุกอย่างอยู่ในการควบคุม” “ท่านเคยพูดว่าไม่มีสิ่งใดหลุดรอดสายตาของราชาแวมไพร์” “นั่นเป็นคำกล่าวที่ใช้ข่มขู่ขุนนางโง่เขลา ไม่ใช่คำสารภาพต่อหญิงที่รู้จักข้าดีกว่าคนเหล่านั้น” โรสลินเหลือบมองเขา “ท่านกำลังยอมรับว่าข้ารู้จักท่านดีหรือ” “อย่าทำให้ข้าต้องเสียใจที่พูดค

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status