เข้าสู่ระบบเสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้งในยามเช้า
โรสลินซึ่งกำลังนั่งอ่านบันทึกโบราณอยู่ริมหน้าต่างเงยหน้าขึ้น ก่อนจะเอ่ยอนุญาตให้คนด้านนอกเข้ามา อาเดรียนเดินเข้ามาพร้อมเสื้อคลุมสีดำสนิท ใบหน้าหล่อเหลายังคงเย็นชาเช่นเคย ทว่าดวงตาสีแดงเข้มกลับมีร่องรอยอ่อนล้าซึ่งเขาพยายามซ่อนเอาไว้ โรสลินวางหนังสือลงทันที “คุณไม่ได้นอนใช่ไหมคะ” “ข้านอนแล้ว” “กี่ชั่วโมงคะ” เขานิ่งไปเล็กน้อย “นั่นไม่ใช่ประเด็น” “แปลว่าไม่ถึงสองชั่วโมงสินะคะ” อาเดรียนเลิกคิ้ว “เจ้าเริ่มมีนิสัยชอบซักถามเหมือนหมอหลวงเข้าไปทุกที” “ฉันถือว่าเป็นคำชมค่ะ” “ข้าไม่ได้ชม” “แต่ฉันรับไว้แล้ว” โรสลินยิ้มกว้าง ขณะที่อาเดรียนถอนหายใจราวกับกำลังอดทนกับสิ่งมีชีวิตที่รับมือยากที่สุดในโลก แต่สุดท้ายเขาก็เดินมานั่งตรงข้ามเธอ “เมื่อคืนมีรายงานเพิ่มเติมจากเซราฟีน” เขาเริ่มเข้าเรื่อง “หลังวงเวทที่ป่าหินถูกทำลาย หน่วยลาดตระเวนพบร่องรอยพลังมืดอีกสองแห่ง ทั้งสองแห่งอยู่ใกล้เส้นทางที่เชื่อมต่อกับเขตแดนของมูนฟอลล์” รอยยิ้มบนใบหน้าของโรสลินจางลง “วาเลเรียนกำลังขยายเครือข่ายของเขา” “ใช่ และเขาอาจกำลังทดสอบว่าพลังของเจ้าสามารถทำลายจุดเชื่อมต่อเหล่านั้นได้มากเพียงใด” “ถ้าเขาต้องการข้อมูลเกี่ยวกับพลังของฉัน เขาก็ไม่ควรได้รับมันง่าย ๆ หรอกค่ะ” อาเดรียนมองเธอด้วยแววตาที่แฝงความชื่นชม ก่อนจะเลื่อนเอกสารแผ่นหนึ่งมาตรงหน้า “ข้าส่งข่าวไปให้คัลเลนแล้ว เขายืนยันว่าจะตรวจสอบพื้นที่ฝั่งหมาป่า ส่วนเซเลสเทียกำลังรวบรวมรายชื่อผู้ที่เดินทางผ่านเขตแดนในช่วงหลายวันที่ผ่านมา” โรสลินอ่านรายงานอย่างตั้งใจ “ดีค่ะ อย่างน้อยพวกเขาก็เริ่มทำงานร่วมกันได้แล้ว” “คัลเลนยังถามถึงเจ้า” เธอหยุดอ่านไปครู่หนึ่ง “ถามว่าอะไรคะ” “เขาถามว่าเจ้าปลอดภัยหรือไม่” โรสลินนิ่งไป ก่อนก้มกลับไปอ่านเอกสารต่อ “คุณตอบว่าอย่างไรคะ” “ข้าบอกว่าเจ้ายังมีชีวิตอยู่ แข็งแรงดี และไม่ได้ต้องการให้เขามายุ่งกับชีวิตของเจ้า” เธอเงยหน้าขึ้นช้า ๆ “คุณพูดอย่างนั้นจริง ๆ หรือคะ” “ข้าควรโกหกหรือ” โรสลินเม้มปากเพื่อกลั้นยิ้ม “ไม่ค่ะ ฉันแค่คิดว่าคุณคงบอกเขาด้วยถ้อยคำที่สุภาพกว่านี้” “ข้าสุภาพแล้ว” “ถ้านั่นเรียกว่าสุภาพ ฉันคงไม่อยากรู้ว่าคุณพูดกับศัตรูอย่างไร” “เจ้าคงไม่มีโอกาสได้ยิน เพราะศัตรูส่วนใหญ่ไม่มีชีวิตเหลือพอจะเล่าให้ฟัง” โรสลินส่ายหน้า ก่อนจะกลับมาจริงจังอีกครั้ง “ถ้าคัลเลนพบอะไรผิดปกติ ขอให้เขาส่งข้อมูลมาได้เลยนะคะ ถึงฉันจะไม่กลับไปหาเขา แต่ฉันก็ไม่ต้องการให้ฝูงมูนฟอลล์ต้องตกอยู่ในอันตรายเพราะเรื่องของฉัน” “ข้าจะบอกเขาตามนั้น” อาเดรียนตอบโดยไม่แสดงท่าทีขัดข้อง โรสลินมองเขาอย่างพอใจ “คุณทำได้ดีมากค่ะ” “ข้าไม่ต้องการคำชม” “แต่ฉันอยากชม” “เช่นนั้นก็ชมต่อไป” เธอหัวเราะออกมาเบา ๆ ทว่าความสงบในห้องอยู่ได้ไม่นาน เพราะทันทีที่อาเดรียนยกถ้วยชาขึ้น รอยสีดำเส้นบางก็ปรากฏขึ้นบริเวณข้อมือของเขา โรสลินเห็นมันชัดเจน และคราวนี้อาเดรียนก็ไม่สามารถซ่อนมันจากสายตาเธอได้อีก “อาเดรียน” มือของเขาหยุดนิ่ง “แสดงข้อมือให้ฉันดูค่ะ” “มันไม่มีอะไร” “คุณสัญญาแล้วว่าจะไม่ปิดบังฉัน” ดวงตาสีแดงเข้มของเขาเงยขึ้นสบตาเธอ ทั้งสองมองกันอยู่หลายวินาที ก่อนอาเดรียนจะวางถ้วยชาลงและยื่นมือออกมาให้ เส้นสีดำบาง ๆ พาดผ่านผิวขาวซีดของเขา คล้ายรากไม้ที่กำลังแทรกตัวอยู่ใต้ผิวหนัง แม้จะไม่ยาวมาก แต่โรสลินสัมผัสได้ถึงพลังมืดที่ซ่อนอยู่ในนั้น เธอจับมือเขาเบา ๆ “มันเริ่มตั้งแต่เมื่อไรคะ” “หลังกลับจากป่าหิน” “แล้วทำไมคุณไม่บอกฉันตั้งแต่เมื่อคืน” อาเดรียนเงียบไป คำตอบของเขาชัดเจนอยู่แล้ว แม้จะไม่ได้เอ่ยออกมา โรสลินถอนหายใจ แต่ไม่ได้ปล่อยมือเขา “ฉันไม่ได้โกรธที่คุณมีอาการกำเริบนะคะ ฉันโกรธที่คุณคิดว่าต้องรับมือกับมันคนเดียว” “ข้าไม่ต้องการให้เจ้ากังวล” “แต่ฉันก็กังวลอยู่ดีค่ะ” น้ำเสียงของเธออ่อนลง “เพราะคุณสำคัญกับฉัน” อาเดรียนนิ่งงันไปชั่วขณะ คำพูดนั้นเรียบง่าย ไม่มีคำสาบาน ไม่มีพิธีกรรม และไม่มีเวทมนตร์ใดเข้ามาบังคับให้เขาต้องเชื่อ แต่กลับทำให้เขารู้สึกถึงบางสิ่งที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าพันธะเลือด เขาค่อย ๆ พลิกมือกลับมากุมมือเธอไว้ “ข้าจะไม่ปิดบังอีก” “ฉันจะจำคำพูดนี้ไว้นะคะ” “เจ้าควรจำทุกคำที่ข้าพูด” “โดยเฉพาะคำที่คุณสัญญาไว้ใช่ไหมคะ” “โดยเฉพาะคำที่ข้าสัญญากับเจ้า” โรสลินยิ้มให้เขา ก่อนปล่อยมืออย่างระมัดระวัง “ถ้าอย่างนั้น เราไปหาเอเวอเร็ตต์กันค่ะ” ห้องตรวจของหมอหลวงเต็มไปด้วยกลิ่นสมุนไพรและน้ำยาสำหรับตรวจสอบพลังเวท เอเวอเร็ตต์ใช้แผ่นกระจกสีเงินตรวจดูรอยดำบนข้อมือของอาเดรียน ก่อนจะวางมันลงอย่างเคร่งเครียด “น่าเป็นห่วงกว่าที่กระหม่อมคิดพ่ะย่ะค่ะ” อาเดรียนกอดอก “อธิบายมา” “พลังมืดไม่ได้เพียงแค่เกาะติดคำสาปเหมือนก่อนหน้านี้แล้วพ่ะย่ะค่ะ มันเริ่มตอบสนองกับพลังภายในพระวรกายของฝ่าบาท ราวกับกำลังปรับตัวให้เข้ากับคำสาป” โรสลินขมวดคิ้ว “มันกำลังเรียนรู้วิธีใช้คำสาปเป็นทางผ่านหรือคะ” “เป็นไปได้สูงพ่ะย่ะค่ะ” เอเวอเร็ตต์หยิบกระดาษอีกแผ่นขึ้นมา บนนั้นมีภาพแผนผังวงเวทที่พบในป่าหิน “วงเวทที่พบเมื่อคืนไม่ได้มีหน้าที่เปิดประตูรัตติกาล แต่เป็นการส่งสัญญาณกลับไปยังต้นทาง และเมื่อพลังจันทราของท่านหญิงตัดการเชื่อมต่อ วงเวทก็ส่งพลังส่วนหนึ่งกลับไปด้วย” โรสลินมองแผนผังอย่างตั้งใจ “หมายความว่าวาเลเรียนรู้แล้วว่าฉันสามารถตัดการเชื่อมต่อได้” “ใช่พ่ะย่ะค่ะ แต่มีสิ่งหนึ่งที่กระหม่อมยังไม่เข้าใจ” “อะไรคะ” เอเวอเร็ตต์หันไปมองอาเดรียน “หลังจากวงเวทถูกทำลาย พลังมืดไม่ได้สลายไปทั้งหมด มันกลับไหลย้อนเข้าสู่คำสาปของฝ่าบาทแทน ราวกับวงเวทกำลังใช้คำสาปเป็นที่พักพิง” ห้องทั้งห้องเงียบลง โรสลินรู้สึกเย็นวาบไปถึงปลายนิ้ว วาเลเรียนไม่ได้เพียงพยายามติดตามเธออีกต่อไป เขากำลังหาทางทำให้คำสาปของอาเดรียนกลายเป็นส่วนหนึ่งของแผนการตัวเอง “เราสามารถแยกมันออกมาได้ไหมคะ” เอเวอเร็ตต์ส่ายหน้า “การใช้พลังจันทราแยกมันออกมาอาจทำให้คำสาปตอบสนองรุนแรงขึ้น หากทำผิดจังหวะ พลังมืดอาจกระจายไปทั่วร่างของฝ่าบาท” “แล้วถ้าไม่ทำอะไรเลยล่ะคะ” “มันอาจค่อย ๆ เชื่อมต่อกับคำสาปอย่างสมบูรณ์” อาเดรียนมองรอยดำบนข้อมืออย่างเย็นชา “เช่นนั้นเราก็ต้องหาทางทำลายมันก่อนที่มันจะสมบูรณ์” “แต่ไม่ใช่ด้วยการเสี่ยงชีวิตโดยไม่รู้ผลลัพธ์ค่ะ” โรสลินแทรกขึ้นทันที เขาหันมามองเธอ “ข้ายังไม่ได้บอกว่าจะทำอะไร” “สีหน้าคุณบอกหมดแล้วค่ะ” เอเวอเร็ตต์รีบก้มหน้าซ่อนรอยยิ้ม อาเดรียนปรายตามองหมอหลวงจนอีกฝ่ายกลับมาทำสีหน้าเคร่งขรึมอย่างรวดเร็ว “กระหม่อมจะศึกษาวิธีแยกพลังมืดออกจากคำสาปโดยไม่ทำลายรากของคำสาปพ่ะย่ะค่ะ แต่ในระหว่างนี้ ฝ่าบาทต้องหลีกเลี่ยงการใช้พลังเวทเกินความจำเป็น” “ข้าจะพิจารณา” “ฝ่าบาทต้องรับปากพ่ะย่ะค่ะ” “เอเวอเร็ตต์” “กระหม่อมเป็นหมอหลวง ไม่ใช่คนรับฟังคำขู่พ่ะย่ะค่ะ” โรสลินหลุดหัวเราะออกมา แม้แต่อาเดรียนก็ยังนิ่งไปเล็กน้อย ก่อนจะยอมตอบอย่างไม่เต็มใจนัก “ข้าจะไม่ใช้พลังเกินความจำเป็น” เอเวอเร็ตต์พยักหน้าอย่างพอใจ “ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะ” โรสลินหันไปยิ้มให้อาเดรียน “เห็นไหมคะ คุณก็ทำได้” “ข้าเริ่มเข้าใจแล้วว่าเหตุใดเจ้าจึงชอบพูดคำนี้” “คำไหนคะ” “คำว่า ‘เห็นไหม’” เธอหัวเราะอีกครั้ง แต่เมื่อสายตาเลื่อนกลับไปยังข้อมือของเขา รอยยิ้มก็จางลง เธอจะไม่ยอมให้วาเลเรียนใช้ความรักที่เกิดขึ้นระหว่างพวกเขาเป็นเครื่องมือทำลายอาเดรียนเด็ดขาด ช่วงบ่าย โรสลินกลับไปยังห้องสมุดพร้อมสมุดบันทึกของราชวงศ์จันทรา เธอใช้เวลาหลายชั่วโมงอ่านบันทึกเกี่ยวกับพันธะเลือด เวทมนตร์ผนึก และคำสาปของราชวงศ์แวมไพร์ เธอไม่ได้หวังว่าจะพบวิธีรักษาอาเดรียนในทันที แต่ต้องการหาคำตอบว่าเหตุใดพลังมืดจึงตอบสนองต่อพันธะของทั้งคู่ ในบันทึกเล่มหนึ่ง มีข้อความถูกเขียนด้วยหมึกสีเงิน เมื่อโลหิตแห่งจันทราเชื่อมกับโลหิตรัตติกาล พันธะจะเปิดทางให้ทั้งสองรับรู้พลังของกันและกัน โรสลินอ่านต่อ แต่หากมีพลังภายนอกแทรกแซง พันธะอาจกลายเป็นสะพานให้สิ่งที่ไร้ตัวตนเข้าถึงผู้ผูกพันได้ เธอชะงัก สะพาน... นั่นอาจเป็นคำตอบที่พวกเขาตามหา ความว่างเปล่าอาจไม่สามารถเข้าถึงอาเดรียนได้โดยตรง แต่คำสาปทำให้เขากลายเป็นช่องทางเชื่อมต่อ และพันธะเลือดของทั้งคู่ก็อาจทำให้ช่องทางนั้นสมบูรณ์ขึ้น โรสลินรีบพลิกหน้าถัดไป ทว่าเนื้อหาบางส่วนถูกฉีกออกไป เหลือเพียงร่องรอยหมึกจาง ๆ “ทำไมถึงต้องฉีกส่วนนี้ออกด้วยนะ...” “เพราะบางคนไม่ต้องการให้ความรู้บางอย่างตกอยู่ในมือคนที่ไม่เหมาะสม” เสียงของอาเดรียนดังขึ้นจากด้านหลัง โรสลินหันไปมอง “คุณเดินเข้ามาเงียบ ๆ อีกแล้วนะคะ” “ข้าเคาะประตูแล้ว” “ฉันไม่ได้ยินค่ะ” “เช่นนั้นคราวหน้าข้าจะให้เซราฟีนเป่าทรัมเป็ตนำหน้ามา” เธอหัวเราะเบา ๆ ก่อนเลื่อนหนังสือให้เขาดู “ฉันพบเรื่องเกี่ยวกับพันธะของเราแล้วค่ะ” อาเดรียนเดินเข้ามายืนข้างเธอ อ่านข้อความบนหน้ากระดาษอย่างเงียบงัน สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปเล็กน้อย “เจ้าคิดว่าพันธะของเราเป็นช่องทางให้ความว่างเปล่าเข้าถึงข้า?” “ฉันคิดว่ามันอาจเป็นส่วนหนึ่งค่ะ แต่ยังสรุปไม่ได้ทั้งหมด” “หากเป็นเช่นนั้น ข้าจะตัดพันธะเสีย” โรสลินหันขวับ “ไม่ค่ะ!” เสียงของเธอดังเสียจนตัวเองยังตกใจ อาเดรียนมองเธอนิ่ง เธอสูดลมหายใจ ก่อนลดเสียงลง “ขอโทษค่ะ แต่คุณจะตัดสินใจแบบนั้นโดยไม่ถามฉันไม่ได้” “ข้าไม่ต้องการให้เจ้าได้รับอันตรายเพราะข้า” “ฉันเข้าใจค่ะ แต่คุณกำลังจะทำแบบเดิมอีกแล้ว” เขานิ่งไป โรสลินลุกขึ้นยืนตรงหน้าเขา “เราเคยตกลงกันแล้วว่าพันธะนี้จะไม่ใช่กรง และความรักก็ไม่ใช่เหตุผลให้ใครตัดสินใจแทนอีกคน หากเราต้องหาทางเปลี่ยนแปลงพันธะ ฉันจะร่วมตัดสินใจกับคุณ แต่ฉันไม่ยอมให้คุณทำลายมันเพียงเพราะกลัวว่าจะเสียฉันไป” อาเดรียนมองเธออยู่นาน ในดวงตาสีแดงเข้มมีความรู้สึกมากมายซึ่งเขาไม่เคยถนัดจะเอ่ยออกมา “เจ้าไม่กลัวหรือ” “กลัวค่ะ” โรสลินตอบตามตรง “ฉันกลัวว่าคุณจะเจ็บปวด กลัวว่าคำสาปจะพรากคุณไป และกลัวว่าฉันจะช่วยคุณไม่ทัน” เธอเอื้อมมือไปจับมือเขา “แต่ฉันไม่อยากให้ความกลัวเป็นคนตัดสินใจแทนเราค่ะ” อาเดรียนก้มมองมือของเธอ ครั้งหนึ่ง เขาเคยเชื่อว่าการมีอำนาจมากพอจะทำให้ตัวเองควบคุมทุกสิ่งได้ แม้กระทั่งชะตากรรมของผู้อื่น ความเชื่อนั้นนำพาเขาไปสู่ความผิดพลาดเมื่อพันสองร้อยปีก่อน และตอนนี้ โรสลินกำลังสอนให้เขาเข้าใจสิ่งที่ยากยิ่งกว่าการควบคุมพลังเวท นั่นคือการยอมรับว่าเขาไม่สามารถควบคุมทุกอย่างได้ “ข้าจะไม่ตัดสินใจเพียงลำพัง” เขากล่าวในที่สุด “แต่หากถึงวันที่เจ้าต้องเลือกระหว่างชีวิตของข้ากับชีวิตของเจ้า...” “เราจะหาทางเลือกที่สามค่ะ” เธอตอบทันที “และถ้าไม่มีทางเลือกที่สามล่ะ” โรสลินยิ้มบาง ๆ “ถ้าอย่างนั้นเราก็ต้องหามันให้เจอค่ะ” อาเดรียนจ้องเธอ ก่อนยกมือขึ้นแตะแก้มเธออย่างแผ่วเบา “เจ้าช่างดื้อรั้น” “ฉันเรียนรู้จากใครบางคนมาค่ะ” “ข้าควรลงโทษคนที่สอนเจ้า” “คุณต้องลงโทษตัวเองก่อนเลยค่ะ” คราวนี้อาเดรียนหัวเราะออกมาเบา ๆ เป็นเสียงหัวเราะสั้น ๆ ที่แทบไม่มีใครเคยได้ยิน แต่สำหรับโรสลิน มันมีค่ามากกว่าคำสัญญายิ่งใหญ่ใด ๆ ในเวลาเดียวกัน ณ ปราสาทร้างที่ตั้งอยู่ลึกเข้าไปในหุบเขา วาเลเรียนกำลังเผชิญหน้ากับเงาสีดำซึ่งลอยอยู่เหนือแท่นหิน เขาวางขวดแก้วลงบนแท่น ภายในบรรจุเลือดสีแดงเข้มที่เขาเก็บไว้ เลือดของอาเดรียน “ข้าเตรียมทางเชื่อมต่อไว้แล้ว” วาเลเรียนกล่าว “คำสาปของเขาเริ่มตอบสนองต่อพลังของเจ้า และพันธะเลือดก็ช่วยให้การเชื่อมต่อแข็งแกร่งขึ้น” เงาดำไม่ตอบ แต่ความมืดรอบแท่นกลับเคลื่อนไหวราวกับมีชีวิต วาเลเรียนขมวดคิ้ว “เจ้าต้องการอะไรอีก” เสียงหนึ่งดังขึ้นในความคิดของเขา จันทรา...รัตติกาล...หัวใจ... วาเลเรียนกำมือแน่น “ข้าจะมอบสิ่งเหล่านั้นให้เจ้า เมื่อข้าควบคุมประตูได้อย่างสมบูรณ์” ความมืดสั่นไหว ไม่ใช่ประตู... วาเลเรียนชะงัก เสียงนั้นเบาบาง แต่กลับทำให้เขารู้สึกเย็นยะเยือกไปทั้งร่าง ทางผ่าน... เป็นครั้งแรกที่เขาเริ่มเข้าใจว่า สิ่งที่อยู่หลังประตูรัตติกาลอาจไม่ได้ต้องการให้เขาเปิดประตูเพื่อเข้าไปหามัน มันอาจกำลังใช้เขาเป็นเครื่องมือเพื่อหาทางออกมายังโลกนี้ต่างหาก แต่ความจริงนั้นไม่ได้ทำให้เขาหยุด ตลอดหนึ่งพันสองร้อยปีที่ผ่านมา เขาสูญเสียทุกสิ่งเพื่อให้แผนการนี้สำเร็จ และเขาไม่คิดจะยอมแพ้เพียงเพราะพบว่าพลังที่เขาต้องการควบคุมอาจอันตรายกว่าที่คาดไว้ วาเลเรียนหยิบขวดเลือดขึ้นมาอีกครั้ง “ถ้าเช่นนั้น ข้าก็จะทำให้ทางผ่านสมบูรณ์เสียก่อน” เขายิ้มเย็นชา “และหากโรสลินไม่ยอมเปิดทางให้ด้วยตัวเอง ข้าจะทำให้คนที่นางรักเป็นเหตุผลเดียวที่เหลืออยู่สำหรับนาง” ความมืดค่อย ๆ กลืนกินแสงเทียนรอบห้อง บนแท่นหิน รอยสีดำเริ่มแผ่กระจายออกไปเป็นวงกว้าง คืนนั้น โรสลินกำลังจะกลับไปยังห้องพัก เมื่อเธอพบว่าอาเดรียนยืนรออยู่ตรงระเบียง ท้องฟ้าเต็มไปด้วยดวงดาว แสงจันทร์ส่องกระทบใบหน้าของเขาจนดูเย็นชาและงดงามราวกับรูปสลัก “คุณยังไม่นอนอีกหรือคะ” “ข้ากำลังคิด” “เรื่องคำสาป?” “เรื่องเจ้า” โรสลินชะงักไป ก่อนจะรู้สึกร้อนขึ้นมาที่ใบหน้า “คุณพูดแบบนี้โดยไม่เตือนอีกแล้วนะคะ” “ข้าควรติดป้ายเตือนก่อนพูดกับเจ้าหรือ” “ก็ดีนะคะ อย่างน้อยฉันจะได้เตรียมใจ” อาเดรียนยิ้มมุมปาก ก่อนยื่นมือให้เธอ โรสลินวางมือลงบนมือของเขา แล้วเดินไปยืนเคียงข้างกัน “ข้าไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้น” เขาพูด “แต่ข้าไม่ต้องการให้เจ้าคิดว่าการอยู่กับข้าหมายถึงการต้องต่อสู้ตลอดเวลา” เธอหันไปมองเขา “ฉันรู้ค่ะ และฉันก็ไม่ได้อยู่ที่นี่เพราะคิดว่าตัวเองต้องช่วยคุณทุกเรื่อง” “แล้วเพราะอะไร” โรสลินเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบด้วยรอยยิ้ม “เพราะฉันอยากอยู่กับคุณค่ะ แม้ในวันที่ไม่มีคำสาป ไม่มีวาเลเรียน และไม่มีใครพยายามทำลายโลก” อาเดรียนมองเธอราวกับคำพูดนั้นเป็นสิ่งล้ำค่าที่เขาไม่เคยได้รับมาก่อน “เช่นนั้นข้าจะพยายามทำให้วันแบบนั้นเกิดขึ้น” “เราไม่จำเป็นต้องรีบค่ะ” “ข้ารอมานานกว่าหนึ่งพันปีแล้ว โรสลิน ข้ารอได้อีกสักหน่อย” เธอยิ้ม ก่อนเอนศีรษะพิงไหล่เขา “ดีค่ะ เพราะฉันยังมีหนังสืออีกหลายเล่มที่ต้องอ่าน” “ข้าควรเผาห้องสมุดเสีย” โรสลินเงยหน้าขึ้นทันที “คุณกล้าลองดูก็ได้นะคะ!” เสียงหัวเราะของเธอดังก้องไปตามระเบียง อาเดรียนก้มลงจูบหน้าผากเธอเบา ๆ ก่อนจะดึงเธอเข้ามาอยู่ในอ้อมแขน ชั่วขณะนั้น ทั้งคู่ปล่อยให้โลกภายนอกเงียบงัน แต่ใต้ผิวหนังบริเวณข้อมือของอาเดรียน รอยสีดำเส้นบางกลับเคลื่อนไหวอย่างเงียบเชียบ และภายในจี้หินสีขาวของโรสลิน แสงสีดำก็วูบขึ้นอีกครั้ง พันธะเลือดไม่ได้ขาดสะบั้น ทว่ามีบางสิ่งกำลังเรียนรู้วิธีใช้มัน สิ่งที่ไม่เคยเข้าใจความรัก กำลังจดจำจังหวะหัวใจของคนสองคน และเมื่อมันเรียนรู้ได้มากพอ ความรักที่ทั้งคู่เลือกด้วยตัวเองอาจกลายเป็นสิ่งเดียวที่ช่วยพวกเขาได้... หรือเป็นอาวุธที่ทำลายพวกเขาทั้งคู่ก็เป็นได้ชื่อของอาเดรียน วาลมอร์หายไปจากแผนที่เวทมนตร์ต่อหน้าทุกคน ไม่มีเสียงระเบิด ไม่มีเปลวไฟลุกท่วม และไม่มีรอยแตกร้าวบนพื้นห้องบัญชาการ ทว่าความเงียบที่เกิดขึ้นกลับน่าหวาดหวั่นยิ่งกว่าภัยพิบัติใด ๆ เพราะชั่วขณะที่ชื่อของราชาแวมไพร์ถูกลบออกไป โรสลินรู้สึกได้ว่าพันธะเลือดระหว่างนางกับเขาสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ราวกับโลกทั้งใบกำลังพยายามลืมว่าเขาเคยมีตัวตน “อาเดรียน!” นางคว้ามือเขาไว้ทันที ราชาแวมไพร์ยืนตัวแข็ง ดวงตาสีแดงที่เคยส่องประกายราวกับเปลวเพลิงกำลังซีดจางลงทีละน้อย ขอบร่างของเขาโปร่งแสงเพียงชั่วพริบตา ก่อนกลับคืนสู่สภาพเดิม เซราฟีนก้าวเข้ามาหาเจ้านายด้วยสีหน้าตื่นตระหนก “ฝ่าบาท!” อาเดรียนยกมือขึ้นเป็นสัญญาณห้ามไม่ให้นางเข้ามาใกล้กว่าเดิม “อย่าแตะต้องข้า” น้ำเสียงของเขายังคงหนักแน่น แต่โรสลินสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดที่ซ่อนอยู่ในพันธะ นางบีบมือเขาแน่นขึ้น “ฉันอยู่ตรงนี้ คุณได้ยินฉันไหม?” “ได้ยิน” “มองฉัน” อาเดรียนหันมาสบตานาง โรสลินปล่อยพลังจันทราออกจากฝ่ามือ แสงสีเงินไหลคลุมมือของทั้งคู่ ไม่ได้พยายามบังคับให้ชื่อของเขากลับไปอยู่บนแผนที่ แต่กำลังยืนยันสิ่งที่แผนที่ไม่อาจต
“คนที่สั่งให้ราชวงศ์จันทราล่มสลาย... ไม่ใช่เอเรนเพียงคนเดียว” เสียงของอิซาราดับลง ทิ้งไว้เพียงความเงียบที่หนักอึ้งอยู่กลางวิหาร โรสลินก้มมองจี้พระจันทร์เสี้ยวในมือ เส้นสีดำบนผิวหินขยับช้า ๆ ราวกับเส้นเลือดที่กำลังเต้น ก่อนจะหยุดนิ่งตรงสัญลักษณ์รูปดวงตาซึ่งปรากฏขึ้นในวงกลมไม่สมบูรณ์ เธอเงยหน้ามองชายผมขาวที่ยืนอยู่ตรงข้าม “คุณบอกว่าคุณเป็นคนสั่งปิดผนึกเมืองหลวง” “ใช่” “และคุณรู้ว่าการตัดสินใจนั้นจะทำให้ผู้คนจำนวนมากตาย” เอเรนไม่หลบสายตา “ข้ารู้” “แต่คุณไม่ได้บอกว่าคุณเป็นคนสั่งให้ราชวงศ์จันทราล่มสลาย” “เพราะสองสิ่งนั้นไม่เหมือนกัน” “สำหรับคนที่ตายอยู่ข้างใน พวกมันอาจไม่ต่างกันเลย” คำพูดของโรสลินทำให้เซราฟีนขยับมือเข้าใกล้ด้ามดาบ นางไม่ได้ชักมันออกมา แต่พร้อมรับมือหากชายผมขาวคิดจะใช้พลังบางอย่าง อาเดรียนยืนอยู่ข้างโรสลิน ใบหน้าของเขายังคงเย็นชา ทว่าดวงตาสีแดงเข้มกลับมีประกายผิดปกติ เขากำลังพยายามนึกถึงบางสิ่งที่อยู่ลึกลงไปในความทรงจำ “เจ้ารู้ว่าใครเป็นคนที่สองหรือไม่” ราชาแวมไพร์ถาม เอเรนหลับตาลงชั่วครู่ “ข้าเคยคิดว่ารู้” “แต่ตอนนี้ไม่แน่ใจ?” “ตอนนี้ข้าไม่แน่ใจแม้กระทั่ง
เสียงเรียกจากหลังประตูทำให้ทั้งวิหารสั่นสะเทือน “ผู้เฝ้าประตูคนสุดท้าย... ในที่สุดเจ้าก็กลับมา” อาเดรียนยังคงคุกเข่าอยู่บนพื้นหิน มือข้างหนึ่งกดลงบนหน้าอก ขณะที่เส้นสีเงินค่อย ๆ แผ่กระจายใต้ผิวหนังของเขา ราวกับมีบางสิ่งกำลังตื่นขึ้นจากการหลับใหลอันยาวนาน โรสลินประคองไหล่เขาไว้แน่น “อาเดรียน มองข้า อย่าฟังเสียงนั้น” เขาพยายามเงยหน้าขึ้น ดวงตาสีแดงสลับกับสีเงินอย่างควบคุมไม่ได้ “ข้าได้ยินมันมาตลอดชีวิต” เขากระซิบ “แต่ไม่เคยรู้ว่ามันเป็นเสียงของใคร” “ตอนนี้ท่านรู้แล้วหรือ” “ไม่ทั้งหมด” คำตอบนั้นทำให้โรสลินรู้สึกโล่งใจอย่างประหลาด อย่างน้อยเขาก็ยังไม่ยอมเชื่อทุกสิ่งที่เห็นเพียงเพราะมันดูเหมือนความทรงจำของตัวเอง เธอจับมือเขาไว้ “เช่นนั้นเราจะหาคำตอบด้วยกัน” อาเดรียนบีบมือเธอตอบ ก่อนค่อย ๆ ลุกขึ้นยืน แม้ความเจ็บปวดจะยังทำให้สีหน้าเขาซีดลงก็ตาม อีกด้านหนึ่ง เอเรนยืนขวางอยู่ระหว่างพวกเขากับประตูบานที่สาม ใบหน้าของชายผมขาวเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง แววตาสีเงินที่เคยสงบนิ่งเต็มไปด้วยความระมัดระวัง “ทุกคนถอยออกจากประตู” เขาสั่ง เซราฟีนชักดาบออกมา “ท่านไม่มีสิทธิ์สั่งพวกเรา” “หากเจ้า
เสียงแตกร้าวจากประตูบานที่สามดังขึ้นพร้อมกับความเงียบงันที่แผ่ปกคลุมวิหารใต้ดิน ชายผมขาวยืนมองรอยแยกบนแท่นหินโดยไม่ขยับเขยื้อน แสงสีเงินในดวงตาของเขาสั่นไหวเล็กน้อย ก่อนจะกลับมาเย็นชาเช่นเดิม เขารู้ดีว่ารอยร้าวนั้นหมายถึงอะไร มันไม่ใช่สัญญาณว่าผนึกกำลังอ่อนแอลงตามกาลเวลา แต่เป็นผลจากการที่ผู้ถือครองนามส่วนแรกเริ่มเข้าใกล้ความจริง โรสลิน วินเทอร์ กำลังเดินตามเส้นทางที่ถูกปิดตายมานานกว่าพันปี และอาเดรียนกำลังจะกลับไปยังสถานที่ซึ่งความตายครั้งแรกของเขาได้เปลี่ยนชะตาของโลกทั้งสองไปตลอดกาล “เจ้าควรหยุดพวกเขา” เสียงจากความมืดกล่าว ชายผมขาวส่ายหน้า “ข้าหยุดพวกเขามานานพอแล้ว” “หากพวกเขาเปิดเผยนามของเจ้า ทุกสิ่งที่เจ้าพยายามรักษาไว้อาจพังทลาย” “หากความจริงทำให้สิ่งที่สร้างขึ้นจากคำโกหกพังทลาย มันก็สมควรพัง” เขาหันหลังให้ประตูบานที่สาม ก่อนเดินลึกเข้าไปในทางเดินมืด “เตรียมตัวให้พร้อม เมื่อพวกเขามาถึงวิหารแห่งแรก ข้าจะไม่ซ่อนตัวอีกต่อไป” สามวันหลังจากได้รับแหวนเงิน โรสลินกับอาเดรียนออกเดินทางไปยังวิหารแห่งแรก โดยมีเซราฟีนและองครักษ์แวมไพร์จำนวนหนึ่งติดตามไปด้วย สถานที่แห่งนั้นตั้งอ
โรสลินไม่เคยเห็นอาเดรียนเงียบงันได้นานขนาดนี้มาก่อนหลังจากจี้หินสีขาวเปล่งแสงและเผยคำว่า ผู้พิทักษ์แห่งนามแรก เขาก็แทบไม่พูดอะไรอีก ชายผู้เคยเผชิญหน้ากับศัตรูนับพันโดยไม่กะพริบตากลับนั่งนิ่งอยู่ข้างหน้าต่าง ราวกับกำลังเผชิญหน้ากับสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าความตายโรสลินไม่ได้เร่งรัดให้เขาตอบคำถามเธอรู้ดีว่าบางครั้งความเงียบไม่ได้หมายถึงการปิดบัง แต่อาจหมายถึงการพยายามทำความเข้าใจกับความจริงที่ไม่เคยมีใครเตรียมใจรับมือกระนั้น เธอก็ไม่คิดจะปล่อยให้เรื่องนี้ถูกฝังไว้ใต้ความเงียบตลอดไป“ท่านจำอะไรได้บ้าง”อาเดรียนหันมามองเธอ“ไม่มากพอจะเรียกว่าความทรงจำ”“แต่ก็ไม่ใช่ไม่รู้อะไรเลย”เขาถอนหายใจเบา ๆ ก่อนยื่นมือมาแตะจี้ที่อยู่บนลำคอของเธอ ทว่าคราวนี้เขาไม่ได้สัมผัสมันโดยตรง เพียงหยุดนิ้วไว้ห่างจากผิวหินเล็กน้อย“ตอนข้ายังเด็ก ข้ามักฝันถึงสถานที่แห่งหนึ่ง เป็นห้องสีขาวที่ไม่มีประตู ไม่มีหน้าต่าง และไม่มีเงา ในห้องนั้นมีเสียงผู้หญิงเรียกชื่อข้า”“นางเรียกชื่ออาเดรียนหรือ”“ไม่ใช่”คำตอบนั้นทำให้โรสลินขมวดคิ้ว“แล้วนางเรียกท่านว่าอะไร”อาเดรียนหลุบตาลง“ข้าจำไม่ได้ แต่ทุกครั้งที่ตื่นขึ้น ข้าจะรู
เสียงนั้นยังคงก้องอยู่ในความทรงจำของโรสลิน แม้เธอกับอาเดรียนจะเดินออกมาจากถ้ำแล้วก็ตาม “จงรีบกลับมา ก่อนที่เจ้าจะได้รู้ว่าใครเป็นคนสร้างราชวงศ์จันทราขึ้นมา... และใครเป็นคนสั่งให้มันล่มสลาย” คำพูดนั้นไม่เหมือนคำข่มขู่ และไม่เหมือนคำเชื้อเชิญจากความว่างเปล่าที่พยายามล่อลวงเธอมาตลอดหลายวัน มันฟังคล้ายคำเตือนจากใครบางคนที่รอคอยมานานแสนนาน โรสลินหยุดยืนตรงปากถ้ำ ลมหนาวพัดผ่านเส้นผมของเธอ ขณะที่จี้หินสีขาวบนลำคอเย็นจัดจนแทบเหมือนน้ำแข็ง สัญลักษณ์รูปดวงตาที่ปรากฏอยู่บนผิวหินค่อย ๆ เลือนหาย เหลือเพียงรอยเส้นสีเงินจาง ๆ “เจ้าคิดว่าเสียงนั้นเป็นใคร” เธอถาม อาเดรียนยืนอยู่ข้างกาย ดวงตาสีแดงจับจ้องความมืดภายในถ้ำ “ข้ายังไม่รู้” “ปกติท่านจะมีคำตอบที่น่าหงุดหงิดกว่านี้ อย่างน้อยก็ต้องบอกว่าทุกอย่างอยู่ในการควบคุม” “ข้าไม่เคยบอกว่าทุกอย่างอยู่ในการควบคุม” “ท่านเคยพูดว่าไม่มีสิ่งใดหลุดรอดสายตาของราชาแวมไพร์” “นั่นเป็นคำกล่าวที่ใช้ข่มขู่ขุนนางโง่เขลา ไม่ใช่คำสารภาพต่อหญิงที่รู้จักข้าดีกว่าคนเหล่านั้น” โรสลินเหลือบมองเขา “ท่านกำลังยอมรับว่าข้ารู้จักท่านดีหรือ” “อย่าทำให้ข้าต้องเสียใจที่พูดค







