หน้าหลัก / แฟนตาซี / พันธะเลือดลูน่าผู้นิราศ / บทที่ 31 เลือดที่ไม่ควรตอบสนอง

แชร์

บทที่ 31 เลือดที่ไม่ควรตอบสนอง

ผู้เขียน: โอสึเกะ
last update วันที่เผยแพร่: 2026-10-21 18:43:53

เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้งในยามเช้า

โรสลินซึ่งกำลังนั่งอ่านบันทึกโบราณอยู่ริมหน้าต่างเงยหน้าขึ้น ก่อนจะเอ่ยอนุญาตให้คนด้านนอกเข้ามา

อาเดรียนเดินเข้ามาพร้อมเสื้อคลุมสีดำสนิท ใบหน้าหล่อเหลายังคงเย็นชาเช่นเคย ทว่าดวงตาสีแดงเข้มกลับมีร่องรอยอ่อนล้าซึ่งเขาพยายามซ่อนเอาไว้

โรสลินวางหนังสือลงทันที

“คุณไม่ได้นอนใช่ไหมคะ”

“ข้านอนแล้ว”

“กี่ชั่วโมงคะ”

เขานิ่งไปเล็กน้อย

“นั่นไม่ใช่ประเด็น”

“แปลว่าไม่ถึงสองชั่วโมงสินะคะ”

อาเดรียนเลิกคิ้ว

“เจ้าเริ่มมีนิสัยชอบซักถามเหมือนหมอหลวงเข้าไปทุกที”

“ฉันถือว่าเป็นคำชมค่ะ”

“ข้าไม่ได้ชม”

“แต่ฉันรับไว้แล้ว”

โรสลินยิ้มกว้าง ขณะที่อาเดรียนถอนหายใจราวกับกำลังอดทนกับสิ่งมีชีวิตที่รับมือยากที่สุดในโลก

แต่สุดท้ายเขาก็เดินมานั่งตรงข้ามเธอ

“เมื่อคืนมีรายงานเพิ่มเติมจากเซราฟีน” เขาเริ่มเข้าเรื่อง “หลังวงเวทที่ป่าหินถูกทำลาย หน่วยลาดตระเวนพบร่องรอยพลังมืดอีกสองแห่ง ทั้งสองแห่งอยู่ใกล้เส้นทางที่เชื่อมต่อกับเขตแดนของมูนฟอลล์”

รอยยิ้มบนใบหน้าของโรสลินจางลง

“วาเลเรียนกำลังขยายเครือข่ายของเขา”

“ใช่ และเขาอาจกำลังทดสอบว่าพลังของเจ้าสามารถทำลายจุดเชื่อมต่อเหล่านั้นได้มากเพียงใด”

“ถ้าเขาต้องการข้อมูลเกี่ยวกับพลังของฉัน เขาก็ไม่ควรได้รับมันง่าย ๆ หรอกค่ะ”

อาเดรียนมองเธอด้วยแววตาที่แฝงความชื่นชม ก่อนจะเลื่อนเอกสารแผ่นหนึ่งมาตรงหน้า

“ข้าส่งข่าวไปให้คัลเลนแล้ว เขายืนยันว่าจะตรวจสอบพื้นที่ฝั่งหมาป่า ส่วนเซเลสเทียกำลังรวบรวมรายชื่อผู้ที่เดินทางผ่านเขตแดนในช่วงหลายวันที่ผ่านมา”

โรสลินอ่านรายงานอย่างตั้งใจ

“ดีค่ะ อย่างน้อยพวกเขาก็เริ่มทำงานร่วมกันได้แล้ว”

“คัลเลนยังถามถึงเจ้า”

เธอหยุดอ่านไปครู่หนึ่ง

“ถามว่าอะไรคะ”

“เขาถามว่าเจ้าปลอดภัยหรือไม่”

โรสลินนิ่งไป ก่อนก้มกลับไปอ่านเอกสารต่อ

“คุณตอบว่าอย่างไรคะ”

“ข้าบอกว่าเจ้ายังมีชีวิตอยู่ แข็งแรงดี และไม่ได้ต้องการให้เขามายุ่งกับชีวิตของเจ้า”

เธอเงยหน้าขึ้นช้า ๆ

“คุณพูดอย่างนั้นจริง ๆ หรือคะ”

“ข้าควรโกหกหรือ”

โรสลินเม้มปากเพื่อกลั้นยิ้ม

“ไม่ค่ะ ฉันแค่คิดว่าคุณคงบอกเขาด้วยถ้อยคำที่สุภาพกว่านี้”

“ข้าสุภาพแล้ว”

“ถ้านั่นเรียกว่าสุภาพ ฉันคงไม่อยากรู้ว่าคุณพูดกับศัตรูอย่างไร”

“เจ้าคงไม่มีโอกาสได้ยิน เพราะศัตรูส่วนใหญ่ไม่มีชีวิตเหลือพอจะเล่าให้ฟัง”

โรสลินส่ายหน้า ก่อนจะกลับมาจริงจังอีกครั้ง

“ถ้าคัลเลนพบอะไรผิดปกติ ขอให้เขาส่งข้อมูลมาได้เลยนะคะ ถึงฉันจะไม่กลับไปหาเขา แต่ฉันก็ไม่ต้องการให้ฝูงมูนฟอลล์ต้องตกอยู่ในอันตรายเพราะเรื่องของฉัน”

“ข้าจะบอกเขาตามนั้น”

อาเดรียนตอบโดยไม่แสดงท่าทีขัดข้อง

โรสลินมองเขาอย่างพอใจ

“คุณทำได้ดีมากค่ะ”

“ข้าไม่ต้องการคำชม”

“แต่ฉันอยากชม”

“เช่นนั้นก็ชมต่อไป”

เธอหัวเราะออกมาเบา ๆ

ทว่าความสงบในห้องอยู่ได้ไม่นาน

เพราะทันทีที่อาเดรียนยกถ้วยชาขึ้น รอยสีดำเส้นบางก็ปรากฏขึ้นบริเวณข้อมือของเขา

โรสลินเห็นมันชัดเจน

และคราวนี้อาเดรียนก็ไม่สามารถซ่อนมันจากสายตาเธอได้อีก

“อาเดรียน”

มือของเขาหยุดนิ่ง

“แสดงข้อมือให้ฉันดูค่ะ”

“มันไม่มีอะไร”

“คุณสัญญาแล้วว่าจะไม่ปิดบังฉัน”

ดวงตาสีแดงเข้มของเขาเงยขึ้นสบตาเธอ

ทั้งสองมองกันอยู่หลายวินาที ก่อนอาเดรียนจะวางถ้วยชาลงและยื่นมือออกมาให้

เส้นสีดำบาง ๆ พาดผ่านผิวขาวซีดของเขา คล้ายรากไม้ที่กำลังแทรกตัวอยู่ใต้ผิวหนัง แม้จะไม่ยาวมาก แต่โรสลินสัมผัสได้ถึงพลังมืดที่ซ่อนอยู่ในนั้น

เธอจับมือเขาเบา ๆ

“มันเริ่มตั้งแต่เมื่อไรคะ”

“หลังกลับจากป่าหิน”

“แล้วทำไมคุณไม่บอกฉันตั้งแต่เมื่อคืน”

อาเดรียนเงียบไป

คำตอบของเขาชัดเจนอยู่แล้ว แม้จะไม่ได้เอ่ยออกมา

โรสลินถอนหายใจ แต่ไม่ได้ปล่อยมือเขา

“ฉันไม่ได้โกรธที่คุณมีอาการกำเริบนะคะ ฉันโกรธที่คุณคิดว่าต้องรับมือกับมันคนเดียว”

“ข้าไม่ต้องการให้เจ้ากังวล”

“แต่ฉันก็กังวลอยู่ดีค่ะ”

น้ำเสียงของเธออ่อนลง

“เพราะคุณสำคัญกับฉัน”

อาเดรียนนิ่งงันไปชั่วขณะ

คำพูดนั้นเรียบง่าย ไม่มีคำสาบาน ไม่มีพิธีกรรม และไม่มีเวทมนตร์ใดเข้ามาบังคับให้เขาต้องเชื่อ

แต่กลับทำให้เขารู้สึกถึงบางสิ่งที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าพันธะเลือด

เขาค่อย ๆ พลิกมือกลับมากุมมือเธอไว้

“ข้าจะไม่ปิดบังอีก”

“ฉันจะจำคำพูดนี้ไว้นะคะ”

“เจ้าควรจำทุกคำที่ข้าพูด”

“โดยเฉพาะคำที่คุณสัญญาไว้ใช่ไหมคะ”

“โดยเฉพาะคำที่ข้าสัญญากับเจ้า”

โรสลินยิ้มให้เขา ก่อนปล่อยมืออย่างระมัดระวัง

“ถ้าอย่างนั้น เราไปหาเอเวอเร็ตต์กันค่ะ”

ห้องตรวจของหมอหลวงเต็มไปด้วยกลิ่นสมุนไพรและน้ำยาสำหรับตรวจสอบพลังเวท

เอเวอเร็ตต์ใช้แผ่นกระจกสีเงินตรวจดูรอยดำบนข้อมือของอาเดรียน ก่อนจะวางมันลงอย่างเคร่งเครียด

“น่าเป็นห่วงกว่าที่กระหม่อมคิดพ่ะย่ะค่ะ”

อาเดรียนกอดอก

“อธิบายมา”

“พลังมืดไม่ได้เพียงแค่เกาะติดคำสาปเหมือนก่อนหน้านี้แล้วพ่ะย่ะค่ะ มันเริ่มตอบสนองกับพลังภายในพระวรกายของฝ่าบาท ราวกับกำลังปรับตัวให้เข้ากับคำสาป”

โรสลินขมวดคิ้ว

“มันกำลังเรียนรู้วิธีใช้คำสาปเป็นทางผ่านหรือคะ”

“เป็นไปได้สูงพ่ะย่ะค่ะ”

เอเวอเร็ตต์หยิบกระดาษอีกแผ่นขึ้นมา บนนั้นมีภาพแผนผังวงเวทที่พบในป่าหิน

“วงเวทที่พบเมื่อคืนไม่ได้มีหน้าที่เปิดประตูรัตติกาล แต่เป็นการส่งสัญญาณกลับไปยังต้นทาง และเมื่อพลังจันทราของท่านหญิงตัดการเชื่อมต่อ วงเวทก็ส่งพลังส่วนหนึ่งกลับไปด้วย”

โรสลินมองแผนผังอย่างตั้งใจ

“หมายความว่าวาเลเรียนรู้แล้วว่าฉันสามารถตัดการเชื่อมต่อได้”

“ใช่พ่ะย่ะค่ะ แต่มีสิ่งหนึ่งที่กระหม่อมยังไม่เข้าใจ”

“อะไรคะ”

เอเวอเร็ตต์หันไปมองอาเดรียน

“หลังจากวงเวทถูกทำลาย พลังมืดไม่ได้สลายไปทั้งหมด มันกลับไหลย้อนเข้าสู่คำสาปของฝ่าบาทแทน ราวกับวงเวทกำลังใช้คำสาปเป็นที่พักพิง”

ห้องทั้งห้องเงียบลง

โรสลินรู้สึกเย็นวาบไปถึงปลายนิ้ว

วาเลเรียนไม่ได้เพียงพยายามติดตามเธออีกต่อไป

เขากำลังหาทางทำให้คำสาปของอาเดรียนกลายเป็นส่วนหนึ่งของแผนการตัวเอง

“เราสามารถแยกมันออกมาได้ไหมคะ”

เอเวอเร็ตต์ส่ายหน้า

“การใช้พลังจันทราแยกมันออกมาอาจทำให้คำสาปตอบสนองรุนแรงขึ้น หากทำผิดจังหวะ พลังมืดอาจกระจายไปทั่วร่างของฝ่าบาท”

“แล้วถ้าไม่ทำอะไรเลยล่ะคะ”

“มันอาจค่อย ๆ เชื่อมต่อกับคำสาปอย่างสมบูรณ์”

อาเดรียนมองรอยดำบนข้อมืออย่างเย็นชา

“เช่นนั้นเราก็ต้องหาทางทำลายมันก่อนที่มันจะสมบูรณ์”

“แต่ไม่ใช่ด้วยการเสี่ยงชีวิตโดยไม่รู้ผลลัพธ์ค่ะ” โรสลินแทรกขึ้นทันที

เขาหันมามองเธอ

“ข้ายังไม่ได้บอกว่าจะทำอะไร”

“สีหน้าคุณบอกหมดแล้วค่ะ”

เอเวอเร็ตต์รีบก้มหน้าซ่อนรอยยิ้ม

อาเดรียนปรายตามองหมอหลวงจนอีกฝ่ายกลับมาทำสีหน้าเคร่งขรึมอย่างรวดเร็ว

“กระหม่อมจะศึกษาวิธีแยกพลังมืดออกจากคำสาปโดยไม่ทำลายรากของคำสาปพ่ะย่ะค่ะ แต่ในระหว่างนี้ ฝ่าบาทต้องหลีกเลี่ยงการใช้พลังเวทเกินความจำเป็น”

“ข้าจะพิจารณา”

“ฝ่าบาทต้องรับปากพ่ะย่ะค่ะ”

“เอเวอเร็ตต์”

“กระหม่อมเป็นหมอหลวง ไม่ใช่คนรับฟังคำขู่พ่ะย่ะค่ะ”

โรสลินหลุดหัวเราะออกมา

แม้แต่อาเดรียนก็ยังนิ่งไปเล็กน้อย ก่อนจะยอมตอบอย่างไม่เต็มใจนัก

“ข้าจะไม่ใช้พลังเกินความจำเป็น”

เอเวอเร็ตต์พยักหน้าอย่างพอใจ

“ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะ”

โรสลินหันไปยิ้มให้อาเดรียน

“เห็นไหมคะ คุณก็ทำได้”

“ข้าเริ่มเข้าใจแล้วว่าเหตุใดเจ้าจึงชอบพูดคำนี้”

“คำไหนคะ”

“คำว่า ‘เห็นไหม’”

เธอหัวเราะอีกครั้ง

แต่เมื่อสายตาเลื่อนกลับไปยังข้อมือของเขา รอยยิ้มก็จางลง

เธอจะไม่ยอมให้วาเลเรียนใช้ความรักที่เกิดขึ้นระหว่างพวกเขาเป็นเครื่องมือทำลายอาเดรียนเด็ดขาด

ช่วงบ่าย โรสลินกลับไปยังห้องสมุดพร้อมสมุดบันทึกของราชวงศ์จันทรา

เธอใช้เวลาหลายชั่วโมงอ่านบันทึกเกี่ยวกับพันธะเลือด เวทมนตร์ผนึก และคำสาปของราชวงศ์แวมไพร์

เธอไม่ได้หวังว่าจะพบวิธีรักษาอาเดรียนในทันที แต่ต้องการหาคำตอบว่าเหตุใดพลังมืดจึงตอบสนองต่อพันธะของทั้งคู่

ในบันทึกเล่มหนึ่ง มีข้อความถูกเขียนด้วยหมึกสีเงิน

เมื่อโลหิตแห่งจันทราเชื่อมกับโลหิตรัตติกาล พันธะจะเปิดทางให้ทั้งสองรับรู้พลังของกันและกัน

โรสลินอ่านต่อ

แต่หากมีพลังภายนอกแทรกแซง พันธะอาจกลายเป็นสะพานให้สิ่งที่ไร้ตัวตนเข้าถึงผู้ผูกพันได้

เธอชะงัก

สะพาน...

นั่นอาจเป็นคำตอบที่พวกเขาตามหา

ความว่างเปล่าอาจไม่สามารถเข้าถึงอาเดรียนได้โดยตรง แต่คำสาปทำให้เขากลายเป็นช่องทางเชื่อมต่อ และพันธะเลือดของทั้งคู่ก็อาจทำให้ช่องทางนั้นสมบูรณ์ขึ้น

โรสลินรีบพลิกหน้าถัดไป ทว่าเนื้อหาบางส่วนถูกฉีกออกไป เหลือเพียงร่องรอยหมึกจาง ๆ

“ทำไมถึงต้องฉีกส่วนนี้ออกด้วยนะ...”

“เพราะบางคนไม่ต้องการให้ความรู้บางอย่างตกอยู่ในมือคนที่ไม่เหมาะสม”

เสียงของอาเดรียนดังขึ้นจากด้านหลัง

โรสลินหันไปมอง

“คุณเดินเข้ามาเงียบ ๆ อีกแล้วนะคะ”

“ข้าเคาะประตูแล้ว”

“ฉันไม่ได้ยินค่ะ”

“เช่นนั้นคราวหน้าข้าจะให้เซราฟีนเป่าทรัมเป็ตนำหน้ามา”

เธอหัวเราะเบา ๆ ก่อนเลื่อนหนังสือให้เขาดู

“ฉันพบเรื่องเกี่ยวกับพันธะของเราแล้วค่ะ”

อาเดรียนเดินเข้ามายืนข้างเธอ อ่านข้อความบนหน้ากระดาษอย่างเงียบงัน

สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปเล็กน้อย

“เจ้าคิดว่าพันธะของเราเป็นช่องทางให้ความว่างเปล่าเข้าถึงข้า?”

“ฉันคิดว่ามันอาจเป็นส่วนหนึ่งค่ะ แต่ยังสรุปไม่ได้ทั้งหมด”

“หากเป็นเช่นนั้น ข้าจะตัดพันธะเสีย”

โรสลินหันขวับ

“ไม่ค่ะ!”

เสียงของเธอดังเสียจนตัวเองยังตกใจ

อาเดรียนมองเธอนิ่ง

เธอสูดลมหายใจ ก่อนลดเสียงลง

“ขอโทษค่ะ แต่คุณจะตัดสินใจแบบนั้นโดยไม่ถามฉันไม่ได้”

“ข้าไม่ต้องการให้เจ้าได้รับอันตรายเพราะข้า”

“ฉันเข้าใจค่ะ แต่คุณกำลังจะทำแบบเดิมอีกแล้ว”

เขานิ่งไป

โรสลินลุกขึ้นยืนตรงหน้าเขา

“เราเคยตกลงกันแล้วว่าพันธะนี้จะไม่ใช่กรง และความรักก็ไม่ใช่เหตุผลให้ใครตัดสินใจแทนอีกคน หากเราต้องหาทางเปลี่ยนแปลงพันธะ ฉันจะร่วมตัดสินใจกับคุณ แต่ฉันไม่ยอมให้คุณทำลายมันเพียงเพราะกลัวว่าจะเสียฉันไป”

อาเดรียนมองเธออยู่นาน

ในดวงตาสีแดงเข้มมีความรู้สึกมากมายซึ่งเขาไม่เคยถนัดจะเอ่ยออกมา

“เจ้าไม่กลัวหรือ”

“กลัวค่ะ”

โรสลินตอบตามตรง

“ฉันกลัวว่าคุณจะเจ็บปวด กลัวว่าคำสาปจะพรากคุณไป และกลัวว่าฉันจะช่วยคุณไม่ทัน”

เธอเอื้อมมือไปจับมือเขา

“แต่ฉันไม่อยากให้ความกลัวเป็นคนตัดสินใจแทนเราค่ะ”

อาเดรียนก้มมองมือของเธอ

ครั้งหนึ่ง เขาเคยเชื่อว่าการมีอำนาจมากพอจะทำให้ตัวเองควบคุมทุกสิ่งได้ แม้กระทั่งชะตากรรมของผู้อื่น

ความเชื่อนั้นนำพาเขาไปสู่ความผิดพลาดเมื่อพันสองร้อยปีก่อน

และตอนนี้ โรสลินกำลังสอนให้เขาเข้าใจสิ่งที่ยากยิ่งกว่าการควบคุมพลังเวท

นั่นคือการยอมรับว่าเขาไม่สามารถควบคุมทุกอย่างได้

“ข้าจะไม่ตัดสินใจเพียงลำพัง” เขากล่าวในที่สุด “แต่หากถึงวันที่เจ้าต้องเลือกระหว่างชีวิตของข้ากับชีวิตของเจ้า...”

“เราจะหาทางเลือกที่สามค่ะ”

เธอตอบทันที

“และถ้าไม่มีทางเลือกที่สามล่ะ”

โรสลินยิ้มบาง ๆ

“ถ้าอย่างนั้นเราก็ต้องหามันให้เจอค่ะ”

อาเดรียนจ้องเธอ ก่อนยกมือขึ้นแตะแก้มเธออย่างแผ่วเบา

“เจ้าช่างดื้อรั้น”

“ฉันเรียนรู้จากใครบางคนมาค่ะ”

“ข้าควรลงโทษคนที่สอนเจ้า”

“คุณต้องลงโทษตัวเองก่อนเลยค่ะ”

คราวนี้อาเดรียนหัวเราะออกมาเบา ๆ

เป็นเสียงหัวเราะสั้น ๆ ที่แทบไม่มีใครเคยได้ยิน แต่สำหรับโรสลิน มันมีค่ามากกว่าคำสัญญายิ่งใหญ่ใด ๆ

ในเวลาเดียวกัน ณ ปราสาทร้างที่ตั้งอยู่ลึกเข้าไปในหุบเขา วาเลเรียนกำลังเผชิญหน้ากับเงาสีดำซึ่งลอยอยู่เหนือแท่นหิน

เขาวางขวดแก้วลงบนแท่น ภายในบรรจุเลือดสีแดงเข้มที่เขาเก็บไว้

เลือดของอาเดรียน

“ข้าเตรียมทางเชื่อมต่อไว้แล้ว” วาเลเรียนกล่าว “คำสาปของเขาเริ่มตอบสนองต่อพลังของเจ้า และพันธะเลือดก็ช่วยให้การเชื่อมต่อแข็งแกร่งขึ้น”

เงาดำไม่ตอบ

แต่ความมืดรอบแท่นกลับเคลื่อนไหวราวกับมีชีวิต

วาเลเรียนขมวดคิ้ว

“เจ้าต้องการอะไรอีก”

เสียงหนึ่งดังขึ้นในความคิดของเขา

จันทรา...รัตติกาล...หัวใจ...

วาเลเรียนกำมือแน่น

“ข้าจะมอบสิ่งเหล่านั้นให้เจ้า เมื่อข้าควบคุมประตูได้อย่างสมบูรณ์”

ความมืดสั่นไหว

ไม่ใช่ประตู...

วาเลเรียนชะงัก

เสียงนั้นเบาบาง แต่กลับทำให้เขารู้สึกเย็นยะเยือกไปทั้งร่าง

ทางผ่าน...

เป็นครั้งแรกที่เขาเริ่มเข้าใจว่า สิ่งที่อยู่หลังประตูรัตติกาลอาจไม่ได้ต้องการให้เขาเปิดประตูเพื่อเข้าไปหามัน

มันอาจกำลังใช้เขาเป็นเครื่องมือเพื่อหาทางออกมายังโลกนี้ต่างหาก

แต่ความจริงนั้นไม่ได้ทำให้เขาหยุด

ตลอดหนึ่งพันสองร้อยปีที่ผ่านมา เขาสูญเสียทุกสิ่งเพื่อให้แผนการนี้สำเร็จ และเขาไม่คิดจะยอมแพ้เพียงเพราะพบว่าพลังที่เขาต้องการควบคุมอาจอันตรายกว่าที่คาดไว้

วาเลเรียนหยิบขวดเลือดขึ้นมาอีกครั้ง

“ถ้าเช่นนั้น ข้าก็จะทำให้ทางผ่านสมบูรณ์เสียก่อน”

เขายิ้มเย็นชา

“และหากโรสลินไม่ยอมเปิดทางให้ด้วยตัวเอง ข้าจะทำให้คนที่นางรักเป็นเหตุผลเดียวที่เหลืออยู่สำหรับนาง”

ความมืดค่อย ๆ กลืนกินแสงเทียนรอบห้อง

บนแท่นหิน รอยสีดำเริ่มแผ่กระจายออกไปเป็นวงกว้าง

คืนนั้น โรสลินกำลังจะกลับไปยังห้องพัก เมื่อเธอพบว่าอาเดรียนยืนรออยู่ตรงระเบียง

ท้องฟ้าเต็มไปด้วยดวงดาว แสงจันทร์ส่องกระทบใบหน้าของเขาจนดูเย็นชาและงดงามราวกับรูปสลัก

“คุณยังไม่นอนอีกหรือคะ”

“ข้ากำลังคิด”

“เรื่องคำสาป?”

“เรื่องเจ้า”

โรสลินชะงักไป ก่อนจะรู้สึกร้อนขึ้นมาที่ใบหน้า

“คุณพูดแบบนี้โดยไม่เตือนอีกแล้วนะคะ”

“ข้าควรติดป้ายเตือนก่อนพูดกับเจ้าหรือ”

“ก็ดีนะคะ อย่างน้อยฉันจะได้เตรียมใจ”

อาเดรียนยิ้มมุมปาก ก่อนยื่นมือให้เธอ

โรสลินวางมือลงบนมือของเขา แล้วเดินไปยืนเคียงข้างกัน

“ข้าไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้น” เขาพูด “แต่ข้าไม่ต้องการให้เจ้าคิดว่าการอยู่กับข้าหมายถึงการต้องต่อสู้ตลอดเวลา”

เธอหันไปมองเขา

“ฉันรู้ค่ะ และฉันก็ไม่ได้อยู่ที่นี่เพราะคิดว่าตัวเองต้องช่วยคุณทุกเรื่อง”

“แล้วเพราะอะไร”

โรสลินเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบด้วยรอยยิ้ม

“เพราะฉันอยากอยู่กับคุณค่ะ แม้ในวันที่ไม่มีคำสาป ไม่มีวาเลเรียน และไม่มีใครพยายามทำลายโลก”

อาเดรียนมองเธอราวกับคำพูดนั้นเป็นสิ่งล้ำค่าที่เขาไม่เคยได้รับมาก่อน

“เช่นนั้นข้าจะพยายามทำให้วันแบบนั้นเกิดขึ้น”

“เราไม่จำเป็นต้องรีบค่ะ”

“ข้ารอมานานกว่าหนึ่งพันปีแล้ว โรสลิน ข้ารอได้อีกสักหน่อย”

เธอยิ้ม ก่อนเอนศีรษะพิงไหล่เขา

“ดีค่ะ เพราะฉันยังมีหนังสืออีกหลายเล่มที่ต้องอ่าน”

“ข้าควรเผาห้องสมุดเสีย”

โรสลินเงยหน้าขึ้นทันที

“คุณกล้าลองดูก็ได้นะคะ!”

เสียงหัวเราะของเธอดังก้องไปตามระเบียง อาเดรียนก้มลงจูบหน้าผากเธอเบา ๆ ก่อนจะดึงเธอเข้ามาอยู่ในอ้อมแขน

ชั่วขณะนั้น ทั้งคู่ปล่อยให้โลกภายนอกเงียบงัน

แต่ใต้ผิวหนังบริเวณข้อมือของอาเดรียน รอยสีดำเส้นบางกลับเคลื่อนไหวอย่างเงียบเชียบ

และภายในจี้หินสีขาวของโรสลิน แสงสีดำก็วูบขึ้นอีกครั้ง

พันธะเลือดไม่ได้ขาดสะบั้น

ทว่ามีบางสิ่งกำลังเรียนรู้วิธีใช้มัน

สิ่งที่ไม่เคยเข้าใจความรัก กำลังจดจำจังหวะหัวใจของคนสองคน

และเมื่อมันเรียนรู้ได้มากพอ ความรักที่ทั้งคู่เลือกด้วยตัวเองอาจกลายเป็นสิ่งเดียวที่ช่วยพวกเขาได้...

หรือเป็นอาวุธที่ทำลายพวกเขาทั้งคู่ก็เป็นได้

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • พันธะเลือดลูน่าผู้นิราศ   บทที่ 42 ชื่อที่โลกพยายามลืม

    ชื่อของอาเดรียน วาลมอร์หายไปจากแผนที่เวทมนตร์ต่อหน้าทุกคน ไม่มีเสียงระเบิด ไม่มีเปลวไฟลุกท่วม และไม่มีรอยแตกร้าวบนพื้นห้องบัญชาการ ทว่าความเงียบที่เกิดขึ้นกลับน่าหวาดหวั่นยิ่งกว่าภัยพิบัติใด ๆ เพราะชั่วขณะที่ชื่อของราชาแวมไพร์ถูกลบออกไป โรสลินรู้สึกได้ว่าพันธะเลือดระหว่างนางกับเขาสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ราวกับโลกทั้งใบกำลังพยายามลืมว่าเขาเคยมีตัวตน “อาเดรียน!” นางคว้ามือเขาไว้ทันที ราชาแวมไพร์ยืนตัวแข็ง ดวงตาสีแดงที่เคยส่องประกายราวกับเปลวเพลิงกำลังซีดจางลงทีละน้อย ขอบร่างของเขาโปร่งแสงเพียงชั่วพริบตา ก่อนกลับคืนสู่สภาพเดิม เซราฟีนก้าวเข้ามาหาเจ้านายด้วยสีหน้าตื่นตระหนก “ฝ่าบาท!” อาเดรียนยกมือขึ้นเป็นสัญญาณห้ามไม่ให้นางเข้ามาใกล้กว่าเดิม “อย่าแตะต้องข้า” น้ำเสียงของเขายังคงหนักแน่น แต่โรสลินสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดที่ซ่อนอยู่ในพันธะ นางบีบมือเขาแน่นขึ้น “ฉันอยู่ตรงนี้ คุณได้ยินฉันไหม?” “ได้ยิน” “มองฉัน” อาเดรียนหันมาสบตานาง โรสลินปล่อยพลังจันทราออกจากฝ่ามือ แสงสีเงินไหลคลุมมือของทั้งคู่ ไม่ได้พยายามบังคับให้ชื่อของเขากลับไปอยู่บนแผนที่ แต่กำลังยืนยันสิ่งที่แผนที่ไม่อาจต

  • พันธะเลือดลูน่าผู้นิราศ   บทที่ 41 ผู้ที่ลบชื่อราชวงศ์

    “คนที่สั่งให้ราชวงศ์จันทราล่มสลาย... ไม่ใช่เอเรนเพียงคนเดียว” เสียงของอิซาราดับลง ทิ้งไว้เพียงความเงียบที่หนักอึ้งอยู่กลางวิหาร โรสลินก้มมองจี้พระจันทร์เสี้ยวในมือ เส้นสีดำบนผิวหินขยับช้า ๆ ราวกับเส้นเลือดที่กำลังเต้น ก่อนจะหยุดนิ่งตรงสัญลักษณ์รูปดวงตาซึ่งปรากฏขึ้นในวงกลมไม่สมบูรณ์ เธอเงยหน้ามองชายผมขาวที่ยืนอยู่ตรงข้าม “คุณบอกว่าคุณเป็นคนสั่งปิดผนึกเมืองหลวง” “ใช่” “และคุณรู้ว่าการตัดสินใจนั้นจะทำให้ผู้คนจำนวนมากตาย” เอเรนไม่หลบสายตา “ข้ารู้” “แต่คุณไม่ได้บอกว่าคุณเป็นคนสั่งให้ราชวงศ์จันทราล่มสลาย” “เพราะสองสิ่งนั้นไม่เหมือนกัน” “สำหรับคนที่ตายอยู่ข้างใน พวกมันอาจไม่ต่างกันเลย” คำพูดของโรสลินทำให้เซราฟีนขยับมือเข้าใกล้ด้ามดาบ นางไม่ได้ชักมันออกมา แต่พร้อมรับมือหากชายผมขาวคิดจะใช้พลังบางอย่าง อาเดรียนยืนอยู่ข้างโรสลิน ใบหน้าของเขายังคงเย็นชา ทว่าดวงตาสีแดงเข้มกลับมีประกายผิดปกติ เขากำลังพยายามนึกถึงบางสิ่งที่อยู่ลึกลงไปในความทรงจำ “เจ้ารู้ว่าใครเป็นคนที่สองหรือไม่” ราชาแวมไพร์ถาม เอเรนหลับตาลงชั่วครู่ “ข้าเคยคิดว่ารู้” “แต่ตอนนี้ไม่แน่ใจ?” “ตอนนี้ข้าไม่แน่ใจแม้กระทั่ง

  • พันธะเลือดลูน่าผู้นิราศ   บทที่ 40 ผู้เฝ้าประตูคนสุดท้าย

    เสียงเรียกจากหลังประตูทำให้ทั้งวิหารสั่นสะเทือน “ผู้เฝ้าประตูคนสุดท้าย... ในที่สุดเจ้าก็กลับมา” อาเดรียนยังคงคุกเข่าอยู่บนพื้นหิน มือข้างหนึ่งกดลงบนหน้าอก ขณะที่เส้นสีเงินค่อย ๆ แผ่กระจายใต้ผิวหนังของเขา ราวกับมีบางสิ่งกำลังตื่นขึ้นจากการหลับใหลอันยาวนาน โรสลินประคองไหล่เขาไว้แน่น “อาเดรียน มองข้า อย่าฟังเสียงนั้น” เขาพยายามเงยหน้าขึ้น ดวงตาสีแดงสลับกับสีเงินอย่างควบคุมไม่ได้ “ข้าได้ยินมันมาตลอดชีวิต” เขากระซิบ “แต่ไม่เคยรู้ว่ามันเป็นเสียงของใคร” “ตอนนี้ท่านรู้แล้วหรือ” “ไม่ทั้งหมด” คำตอบนั้นทำให้โรสลินรู้สึกโล่งใจอย่างประหลาด อย่างน้อยเขาก็ยังไม่ยอมเชื่อทุกสิ่งที่เห็นเพียงเพราะมันดูเหมือนความทรงจำของตัวเอง เธอจับมือเขาไว้ “เช่นนั้นเราจะหาคำตอบด้วยกัน” อาเดรียนบีบมือเธอตอบ ก่อนค่อย ๆ ลุกขึ้นยืน แม้ความเจ็บปวดจะยังทำให้สีหน้าเขาซีดลงก็ตาม อีกด้านหนึ่ง เอเรนยืนขวางอยู่ระหว่างพวกเขากับประตูบานที่สาม ใบหน้าของชายผมขาวเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง แววตาสีเงินที่เคยสงบนิ่งเต็มไปด้วยความระมัดระวัง “ทุกคนถอยออกจากประตู” เขาสั่ง เซราฟีนชักดาบออกมา “ท่านไม่มีสิทธิ์สั่งพวกเรา” “หากเจ้า

  • พันธะเลือดลูน่าผู้นิราศ   บทที่ 39 วิหารแห่งแรก

    เสียงแตกร้าวจากประตูบานที่สามดังขึ้นพร้อมกับความเงียบงันที่แผ่ปกคลุมวิหารใต้ดิน ชายผมขาวยืนมองรอยแยกบนแท่นหินโดยไม่ขยับเขยื้อน แสงสีเงินในดวงตาของเขาสั่นไหวเล็กน้อย ก่อนจะกลับมาเย็นชาเช่นเดิม เขารู้ดีว่ารอยร้าวนั้นหมายถึงอะไร มันไม่ใช่สัญญาณว่าผนึกกำลังอ่อนแอลงตามกาลเวลา แต่เป็นผลจากการที่ผู้ถือครองนามส่วนแรกเริ่มเข้าใกล้ความจริง โรสลิน วินเทอร์ กำลังเดินตามเส้นทางที่ถูกปิดตายมานานกว่าพันปี และอาเดรียนกำลังจะกลับไปยังสถานที่ซึ่งความตายครั้งแรกของเขาได้เปลี่ยนชะตาของโลกทั้งสองไปตลอดกาล “เจ้าควรหยุดพวกเขา” เสียงจากความมืดกล่าว ชายผมขาวส่ายหน้า “ข้าหยุดพวกเขามานานพอแล้ว” “หากพวกเขาเปิดเผยนามของเจ้า ทุกสิ่งที่เจ้าพยายามรักษาไว้อาจพังทลาย” “หากความจริงทำให้สิ่งที่สร้างขึ้นจากคำโกหกพังทลาย มันก็สมควรพัง” เขาหันหลังให้ประตูบานที่สาม ก่อนเดินลึกเข้าไปในทางเดินมืด “เตรียมตัวให้พร้อม เมื่อพวกเขามาถึงวิหารแห่งแรก ข้าจะไม่ซ่อนตัวอีกต่อไป” สามวันหลังจากได้รับแหวนเงิน โรสลินกับอาเดรียนออกเดินทางไปยังวิหารแห่งแรก โดยมีเซราฟีนและองครักษ์แวมไพร์จำนวนหนึ่งติดตามไปด้วย สถานที่แห่งนั้นตั้งอ

  • พันธะเลือดลูน่าผู้นิราศ    บทที่ 38 ชื่อที่ไม่ควรถูกจดจำ

    โรสลินไม่เคยเห็นอาเดรียนเงียบงันได้นานขนาดนี้มาก่อนหลังจากจี้หินสีขาวเปล่งแสงและเผยคำว่า ผู้พิทักษ์แห่งนามแรก เขาก็แทบไม่พูดอะไรอีก ชายผู้เคยเผชิญหน้ากับศัตรูนับพันโดยไม่กะพริบตากลับนั่งนิ่งอยู่ข้างหน้าต่าง ราวกับกำลังเผชิญหน้ากับสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าความตายโรสลินไม่ได้เร่งรัดให้เขาตอบคำถามเธอรู้ดีว่าบางครั้งความเงียบไม่ได้หมายถึงการปิดบัง แต่อาจหมายถึงการพยายามทำความเข้าใจกับความจริงที่ไม่เคยมีใครเตรียมใจรับมือกระนั้น เธอก็ไม่คิดจะปล่อยให้เรื่องนี้ถูกฝังไว้ใต้ความเงียบตลอดไป“ท่านจำอะไรได้บ้าง”อาเดรียนหันมามองเธอ“ไม่มากพอจะเรียกว่าความทรงจำ”“แต่ก็ไม่ใช่ไม่รู้อะไรเลย”เขาถอนหายใจเบา ๆ ก่อนยื่นมือมาแตะจี้ที่อยู่บนลำคอของเธอ ทว่าคราวนี้เขาไม่ได้สัมผัสมันโดยตรง เพียงหยุดนิ้วไว้ห่างจากผิวหินเล็กน้อย“ตอนข้ายังเด็ก ข้ามักฝันถึงสถานที่แห่งหนึ่ง เป็นห้องสีขาวที่ไม่มีประตู ไม่มีหน้าต่าง และไม่มีเงา ในห้องนั้นมีเสียงผู้หญิงเรียกชื่อข้า”“นางเรียกชื่ออาเดรียนหรือ”“ไม่ใช่”คำตอบนั้นทำให้โรสลินขมวดคิ้ว“แล้วนางเรียกท่านว่าอะไร”อาเดรียนหลุบตาลง“ข้าจำไม่ได้ แต่ทุกครั้งที่ตื่นขึ้น ข้าจะรู

  • พันธะเลือดลูน่าผู้นิราศ   บทที่ 37 ผู้พิทักษ์ระหว่างสองโลก

    เสียงนั้นยังคงก้องอยู่ในความทรงจำของโรสลิน แม้เธอกับอาเดรียนจะเดินออกมาจากถ้ำแล้วก็ตาม “จงรีบกลับมา ก่อนที่เจ้าจะได้รู้ว่าใครเป็นคนสร้างราชวงศ์จันทราขึ้นมา... และใครเป็นคนสั่งให้มันล่มสลาย” คำพูดนั้นไม่เหมือนคำข่มขู่ และไม่เหมือนคำเชื้อเชิญจากความว่างเปล่าที่พยายามล่อลวงเธอมาตลอดหลายวัน มันฟังคล้ายคำเตือนจากใครบางคนที่รอคอยมานานแสนนาน โรสลินหยุดยืนตรงปากถ้ำ ลมหนาวพัดผ่านเส้นผมของเธอ ขณะที่จี้หินสีขาวบนลำคอเย็นจัดจนแทบเหมือนน้ำแข็ง สัญลักษณ์รูปดวงตาที่ปรากฏอยู่บนผิวหินค่อย ๆ เลือนหาย เหลือเพียงรอยเส้นสีเงินจาง ๆ “เจ้าคิดว่าเสียงนั้นเป็นใคร” เธอถาม อาเดรียนยืนอยู่ข้างกาย ดวงตาสีแดงจับจ้องความมืดภายในถ้ำ “ข้ายังไม่รู้” “ปกติท่านจะมีคำตอบที่น่าหงุดหงิดกว่านี้ อย่างน้อยก็ต้องบอกว่าทุกอย่างอยู่ในการควบคุม” “ข้าไม่เคยบอกว่าทุกอย่างอยู่ในการควบคุม” “ท่านเคยพูดว่าไม่มีสิ่งใดหลุดรอดสายตาของราชาแวมไพร์” “นั่นเป็นคำกล่าวที่ใช้ข่มขู่ขุนนางโง่เขลา ไม่ใช่คำสารภาพต่อหญิงที่รู้จักข้าดีกว่าคนเหล่านั้น” โรสลินเหลือบมองเขา “ท่านกำลังยอมรับว่าข้ารู้จักท่านดีหรือ” “อย่าทำให้ข้าต้องเสียใจที่พูดค

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status