LOGINเสียงกระซิบยังคงก้องอยู่ในหัวของโรสลิน แม้เวลาจะผ่านไปหลายนาทีแล้วก็ตาม
กลับบ้านของเจ้า…ทายาทแห่งจันทรา หญิงสาวกำจี้หินสีขาวแน่น แสงสีเงินที่เคยส่องสว่างอยู่ภายในค่อย ๆ ดับลง เหลือเพียงรอยร้าวบาง ๆ พาดผ่านผิวหินเก่าแก่ เธอไม่รู้ว่าเสียงนั้นมาจากไหน แต่มีบางอย่างในน้ำเสียงนั้นทำให้หัวใจของเธอเจ็บปวดอย่างประหลาด ราวกับส่วนหนึ่งของตัวเธอจดจำเจ้าของเสียงได้ ทั้งที่สมองกลับนึกอะไรไม่ออกเลย โรสลินลุกขึ้นจากเก้าอี้ ตั้งใจจะไปหาอาเดรียน ทว่าเพียงก้าวแรก เธอก็รู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนบางอย่างจากจี้ที่ห้อยอยู่ตรงลำคอ แสงสีเงินวาบขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ไม่ใช่เพียงแสง ภาพของประตูหินขนาดมหึมาปรากฏขึ้นตรงหน้าเธอ ท่ามกลางหมอกสีดำมีเงาของหญิงสาวคนหนึ่งยืนอยู่หลังประตู ผมยาวสีเงินพลิ้วไหว ดวงตาเศร้าสร้อยจับจ้องมาที่เธอ หญิงคนนั้นยื่นมือออกมา ริมฝีปากขยับช้า ๆ “โรสลิน…” หญิงสาวเบิกตากว้าง ก่อนที่เธอจะได้ยินคำพูดถัดไป ภาพทั้งหมดก็แตกสลายราวกับกระจก “อย่าแตะต้องประตู…” เสียงนั้นจางหายไป โรสลินทรุดตัวลงจับขอบโต๊ะ หัวใจเต้นแรงจนรู้สึกเจ็บหน้าอก เธอไม่รอช้า รีบเดินออกจากห้องไปทันที หากมีใครสักคนที่อาจช่วยไขปริศนานี้ได้ คนนั้นก็คืออาเดรียน แม้เขาจะไม่รู้ทุกคำตอบ แต่เขาก็เป็นคนเดียวที่เคยเห็นความทรงจำจากจี้ของเธอมาก่อน และที่สำคัญ เธอไม่ต้องการเผชิญหน้ากับสิ่งที่กำลังเรียกหาเธอเพียงลำพังอีกแล้ว ### 1\. ราชาที่ไม่ยอมปล่อยให้เธอเผชิญหน้ากับความมืด ประตูห้องทำงานของอาเดรียนเปิดออกโดยไม่มีการเคาะ ราชาแวมไพร์เงยหน้าจากเอกสารทันที ดวงตาสีแดงเข้มฉายแววไม่พอใจอยู่ชั่วขณะ ก่อนเปลี่ยนเป็นความระแวดระวังเมื่อเห็นสีหน้าของโรสลิน “เกิดอะไรขึ้น” “ฉันได้ยินเสียงอีกแล้วค่ะ” อาเดรียนลุกขึ้นยืน “เสียงอะไร” โรสลินเดินเข้าไปหาเขา แล้วยกจี้หินสีขาวขึ้นให้ดู “เสียงที่เรียกฉันว่าทายาทแห่งจันทรา มันบอกให้ฉันกลับบ้าน แล้วฉันก็เห็นภาพประตูหิน…กับผู้หญิงคนหนึ่งค่ะ” แววตาของอาเดรียนเปลี่ยนไปทันที “ผู้หญิงคนนั้นหน้าตาเป็นอย่างไร” “ผมสีเงินยาว ดวงตาสีเดียวกันกับแสงในจี้ เธอดูเหมือนกำลังรอฉันอยู่ที่ไหนสักแห่ง” อาเดรียนเงียบไป ภาพหญิงสาวที่เขาเคยเห็นในความทรงจำเมื่อสัมผัสจี้ของโรสลินย้อนกลับมาในหัว ราชินีลูนาเรีย ราชินีองค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์จันทรา “เจ้าจำใบหน้าของนางได้หรือไม่” โรสลินส่ายหน้า “ไม่ชัดค่ะ แต่ฉันรู้สึกเหมือนรู้จักเธอ ทั้งที่ไม่เคยพบกันมาก่อน” อาเดรียนเดินเข้ามาหาเธอ สายตาจับอยู่ที่จี้ซึ่งมีรอยร้าว “เจ้าแตะมันตอนที่ได้ยินเสียงหรือ” “ค่ะ” “แล้วมันมีอาการเช่นนี้ทุกครั้งหรือไม่” “ไม่ค่ะ ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เกิดรอยร้าว” เขายื่นมือออกไป แต่ก่อนที่ปลายนิ้วจะสัมผัสจี้ โรสลินก็จับข้อมือเขาไว้ “เดี๋ยวก่อนค่ะ” อาเดรียนหยุดทันที “มีอะไร” “ฉันไม่รู้ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น ถ้าท่านแตะมันอีก” เขามองมือของเธอที่จับข้อมือตัวเอง ก่อนเลื่อนสายตาขึ้นสบตาเธอ “เจ้ากลัวหรือ” โรสลินเม้มริมฝีปากเล็กน้อย “ค่ะ” เธอไม่ได้พยายามปกปิดความจริง “ฉันกลัวว่ามันจะทำให้ใครสักคนได้รับอันตราย และกลัวว่าถ้าฉันรู้ความจริงแล้ว ฉันอาจต้องเผชิญกับสิ่งที่ไม่เคยเตรียมใจไว้” อาเดรียนมองเธออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตอบเสียงต่ำ “ความกลัวไม่ได้หมายความว่าเจ้าต้องหยุดค้นหาคำตอบ” เขาหยุดเล็กน้อย “แต่เจ้าก็ไม่จำเป็นต้องเผชิญหน้ากับมันเพียงลำพัง” โรสลินรู้สึกอบอุ่นขึ้นในอก เธอปล่อยมือจากข้อมือของเขาอย่างช้า ๆ “ถ้าอย่างนั้น เราจะตรวจสอบจี้ด้วยกันได้ไหมคะ” “ได้” คำตอบของอาเดรียนรวดเร็วอย่างที่เธอคาดไม่ถึง เขาหันไปทางประตูแล้วเรียกเซราฟีนให้ตามเอเวอเร็ตต์มา ก่อนจะหันกลับมาหาเธออีกครั้ง “แต่มีข้อแม้” โรสลินถอนหายใจ “ฉันรู้อยู่แล้วว่าต้องมีข้อแม้ค่ะ” “หากจี้ตอบสนองรุนแรงขึ้น เจ้าต้องหยุดทันที” “ตกลงค่ะ” “และห้ามแตะต้องประตูหินที่เจ้าเห็นในนิมิต ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม” โรสลินขมวดคิ้ว “ทำไมคะ” แววตาของอาเดรียนมืดลง “เพราะหากสิ่งที่ข้าสงสัยเป็นความจริง ประตูนั้นอาจไม่ได้กักขังเพียงพลังเวทมนตร์” เขาหยุดไปครู่หนึ่ง “แต่มันอาจกักขังบางสิ่งที่ไม่ควรได้รับอนุญาตให้กลับมายังโลกนี้อีก” ### 2\. ความทรงจำที่ถูกซ่อนไว้ในแสงจันทร์ ห้องเวทมนตร์ชั้นในถูกเตรียมพร้อมภายในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมง เอเวอเร็ตต์วางผลึกตรวจสอบสี่ชิ้นรอบแท่นหิน ขณะที่เซราฟีนยืนเฝ้าประตูพร้อมราชองครักษ์อีกสองคน อาเดรียนยืนอยู่ข้างโรสลิน “หากเจ้ารู้สึกเจ็บปวด ให้บอกข้าทันที” “ค่ะ” “อย่าฝืนใช้พลังเกินกว่าที่ควบคุมได้” “ค่ะ” “และอย่าพยายาม—” “อาเดรียนคะ” เขาหยุดพูด โรสลินยิ้มแห้ง ๆ “ฉันเข้าใจแล้วค่ะ ท่านไม่จำเป็นต้องสั่งซ้ำทุกข้อก็ได้” “ข้ากำลังทำให้แน่ใจว่าเจ้าจะไม่ทำอะไรเสี่ยงโดยไม่จำเป็น” “ฉันรู้ค่ะ” เธอเอื้อมมือไปแตะจี้ที่คอ ก่อนวางมันลงบนแท่นหินอย่างระมัดระวัง เอเวอเร็ตต์เริ่มร่ายคาถาตรวจสอบ ผลึกทั้งสี่ส่องแสงขึ้นพร้อมกัน วงเวทสีเงินปรากฏรอบแท่นหิน แล้วค่อย ๆ ขยายออกจนล้อมรอบตัวโรสลิน ทันใดนั้น แสงจากจี้ก็สว่างวาบ ภาพของห้องโถงสีขาวปรากฏขึ้นกลางอากาศ เสาหินสูงตระหง่านเรียงรายสองฝั่ง หน้าต่างกระจกประดับลวดลายพระจันทร์ทอดแสงสีเงินลงบนพื้น และตรงปลายห้องมีหญิงสาวผมสีเงินยืนอยู่ในชุดยาวปักดิ้นทอง คราวนี้ภาพชัดเจนกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา โรสลินมองใบหน้าของหญิงสาวคนนั้นอย่างไม่อาจละสายตา เธอมีดวงตาสีเงินที่อ่อนโยน และรอยยิ้มเศร้าสร้อยซึ่งทำให้โรสลินรู้สึกเหมือนหัวใจกำลังถูกบีบรัด “ท่านแม่…” คำพูดหลุดออกจากปากของเธอโดยไม่รู้ตัว อาเดรียนหันมามองทันที “โรสลิน?” หญิงสาวไม่อาจละสายตาจากภาพตรงหน้าได้ หญิงผมสีเงินในนิมิตกำลังอุ้มทารกคนหนึ่งไว้ในอ้อมแขน ก่อนหันไปพูดกับชายชราในชุดคลุมสีดำ “วาเลเรียน เจ้ารู้ดีว่าการเปิดประตูบานนั้นจะนำมาซึ่งอะไร” เสียงของราชินีลูนาเรียดังชัดเจนราวกับยืนอยู่ตรงหน้า ชายชราก้มศีรษะเล็กน้อย “ข้ารู้เพียงว่าเราสามารถเปลี่ยนโลกใบนี้ได้ หากท่านยอมมอบพลังของราชวงศ์จันทราให้ข้า” “พลังนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อควบคุมชีวิตของผู้อื่น” “แล้วเหตุใดราชวงศ์ของท่านจึงมีสิทธิ์ครอบครองมันเพียงฝ่ายเดียว!” น้ำเสียงของวาเลเรียนแข็งกร้าวขึ้น “ราชวงศ์แวมไพร์มีอำนาจ ราชวงศ์หมาป่ามีกองทัพ แต่พวกเรากลับต้องใช้ชีวิตอยู่ใต้เงาของพวกมัน ทั้งที่เรามีพลังมากพอจะปกครองทุกเผ่าพันธุ์!” ลูนาเรียกอดทารกแน่นขึ้น “เจ้าไม่ได้ต้องการความเท่าเทียม วาเลเรียน เจ้าต้องการให้ทุกคนคุกเข่าต่อหน้าเจ้า” วาเลเรียนยิ้มเย็น “หากการคุกเข่าเป็นราคาที่ต้องจ่ายเพื่อสร้างระเบียบใหม่ ข้าก็ยินดีรับมัน” เขายกมือขึ้น วงเวทสีดำปรากฏขึ้นกลางห้องโถง และเส้นพลังหลายสายก็พุ่งตรงไปยังประตูหินขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ด้านหลังราชินี ประตูบานนั้นเหมือนกับประตูที่โรสลินเห็นในนิมิตทุกประการ แต่สิ่งที่ทำให้เธอรู้สึกหวาดกลัวไม่ใช่ตัวประตู เป็นเงาที่เคลื่อนไหวอยู่ด้านหลังมัน เงาร่างมหึมาค่อย ๆ ยกมือขึ้นแตะผนึกจากอีกฟากหนึ่ง เสียงคำรามต่ำดังสะเทือนห้องโถง ราชินีลูนาเรียหันกลับไปทันที “หยุดพิธีเดี๋ยวนี้!” “สายไปแล้ว!” วาเลเรียนหัวเราะ “ประตูจะเปิดออก และโลกใบนี้จะไม่มีวันเหมือนเดิมอีก!” ลูนาเรียยกมือขึ้น แสงสีเงินสว่างจ้าระเบิดออกจากร่างของเธอ วงเวทสีดำเริ่มแตกร้าว แต่พลังจากอีกฟากของประตูกลับดึงแสงทั้งหมดเข้าไป ราชินีทรุดลงกับพื้น ทารกในอ้อมแขนเริ่มร้องไห้ โรสลินยกมือขึ้นปิดปาก น้ำตาไหลลงมาโดยไม่รู้ตัว เธอไม่เข้าใจว่าเหตุใดจึงรู้สึกเจ็บปวดกับภาพที่ไม่เคยเห็นมาก่อน แต่เมื่อเห็นราชินีก้มลงจูบหน้าผากทารก เธอกลับรู้สึกราวกับกำลังถูกฉีกออกจากใครบางคนที่รักที่สุด “แม่ขอโทษ…” ลูนาเรียกระซิบ “แม่ขอโทษที่ไม่อาจอยู่กับเจ้าได้” เธอถอดจี้หินสีขาวออกจากคอ ก่อนวางลงบนผ้าห่อตัวทารก “เมื่อจันทราสิ้นแสง จงซ่อนทายาทไว้ในโลกของหมาป่า อย่าให้ผู้ใดรู้ว่านางเป็นใคร จนกว่านางจะเติบโตพอที่จะเลือกชะตาชีวิตของตนเอง” ราชินีเงยหน้าขึ้นมองประตูที่กำลังสั่นสะเทือน “และหากวันหนึ่งนางได้ยินเสียงเรียกจากอีกฟากหนึ่ง จงบอกให้นางจำไว้ว่า…” แสงสีเงินเริ่มแตกกระจาย เสียงของลูนาเรียดังขึ้นเป็นครั้งสุดท้าย “เลือดของนางไม่ใช่กุญแจสำหรับเปิดประตู แต่เป็นพลังเดียวที่สามารถปิดมันได้ตลอดกาล” ภาพนิมิตดับวูบลงทันที โรสลินเซถอยหลัง อาเดรียนคว้าตัวเธอไว้ก่อนที่ร่างจะทรุดลงกับพื้น “โรสลิน!” หญิงสาวหอบหายใจ น้ำตายังคงไหลไม่หยุด “ท่านเห็นไหมคะ…ท่านเห็นเหมือนฉันหรือเปล่า” “ข้าเห็น” เขาประคองเธอให้นั่งลงบนเก้าอี้ใกล้แท่นหิน เอเวอเร็ตต์รีบตรวจสอบผลึกทั้งสี่ ก่อนถอนหายใจอย่างโล่งอกเมื่อพบว่าพลังเวทเริ่มสงบลงแล้ว “การเชื่อมต่อสิ้นสุดลงแล้วพ่ะย่ะค่ะ แต่ความทรงจำนี้น่าจะถูกเก็บไว้ในจี้โดยตรง” โรสลินยกมือเช็ดน้ำตา “วาเลเรียนเป็นคนเริ่มพิธีกรรม…และแม่ของฉันพยายามหยุดเขา” อาเดรียนพยักหน้า “ใช่” “แล้วสิ่งที่อยู่หลังประตูคืออะไรกันแน่คะ” ไม่มีใครตอบได้ทันที เอเวอเร็ตต์เปิดตำราเก่าที่นำมาด้วย พลิกไปยังหน้าซึ่งมีสัญลักษณ์คล้ายกับที่ปรากฏบนประตูหิน เมื่อเห็นข้อความใต้ภาพ เขาก็หน้าซีดลง “ฝ่าบาท…ข้าพบแล้ว” อาเดรียนเดินเข้าไปหา “อะไร” เอเวอเร็ตต์ชี้ไปยังอักษรโบราณ “ในบันทึกนี้เรียกประตูดังกล่าวว่า ‘ประตูรัตติกาลนิรันดร์’ เป็นผนึกที่ใช้กักขังสิ่งมีชีวิตจากห้วงมิติที่อยู่นอกเหนือโลกของเรา” โรสลินรู้สึกเย็นวาบไปทั่วร่าง “สิ่งมีชีวิตแบบไหนคะ” เอเวอเร็ตต์เงยหน้าขึ้นช้า ๆ “ไม่มีบันทึกระบุชื่อที่แท้จริงของมันขอรับ มีเพียงคำเตือนว่า หากประตูเปิดออก สิ่งที่อยู่เบื้องหลังจะสามารถกลืนกินพลังเวทมนตร์ของทุกเผ่าพันธุ์ และเปลี่ยนผู้มีชีวิตให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของมัน” ห้องเวทมนตร์เงียบกริบ โรสลินมองจี้บนแท่นหิน ตอนนี้เธอเข้าใจแล้วว่าเหตุใดแม่จึงพยายามซ่อนเธอจากโลกภายนอก และเข้าใจแล้วว่าเหตุใดวาเลเรียนจึงตามหาเลือดของเธอมานานกว่าพันปี เขาไม่ได้ต้องการเพียงอำนาจเหนือราชวงศ์แวมไพร์ เขาต้องการเปิดประตูที่สามารถเปลี่ยนโลกทั้งใบได้ “เขาจะไม่สำเร็จค่ะ” เสียงของโรสลินดังขึ้นอย่างหนักแน่น อาเดรียนหันมามองเธอ “เจ้ารู้หรือว่ากำลังพูดถึงอะไร” “รู้ค่ะ ฉันรู้ว่าเขาอันตราย และรู้ว่าฉันอาจยังไม่มีพลังมากพอจะหยุดเขาได้ในตอนนี้” เธอลุกขึ้นยืน แม้ขายังคงสั่นเล็กน้อย “แต่แม่ของฉันซ่อนฉันไว้เพื่อให้ฉันมีโอกาสเลือกชีวิตของตัวเอง ไม่ใช่เพื่อให้ฉันต้องยอมทำตามสิ่งที่วาเลเรียนต้องการ” แสงสีเงินวาบขึ้นในดวงตาของเธอ “ฉันจะไม่ยอมให้เขาใช้เลือดของฉันเปิดประตูบานนั้นเด็ดขาด” อาเดรียนมองเธออยู่เนิ่นนาน จากนั้นเขาก็พยักหน้า “เช่นนั้นเราจะหยุดเขาด้วยกัน” ### 3\. ความจริงที่ราชาแวมไพร์ต้องยอมรับ หลังจากการตรวจสอบสิ้นสุดลง อาเดรียนสั่งให้เอเวอเร็ตต์เก็บจี้ไว้ในห้องนิรภัยเวทมนตร์ และให้เซราฟีนเพิ่มการคุ้มกันบริเวณห้องพักของโรสลิน แต่ก่อนที่ทุกคนจะแยกย้ายกัน เขากลับเรียกโรสลินไว้ “ข้าต้องคุยกับเจ้าเป็นการส่วนตัว” หญิงสาวหันมามองเขา “เรื่องอะไรคะ” “เรื่องประตูรัตติกาลนิรันดร์” โรสลินพยักหน้า ก่อนเดินตามเขาไปยังระเบียงด้านตะวันตก ลมกลางคืนพัดผ่านยอดไม้ กลิ่นดอกไม้จากสวนด้านล่างลอยมาแตะปลายจมูก อาเดรียนยืนอยู่ริมระเบียง มองออกไปยังผืนป่ามืดมิดเบื้องหน้า “เมื่อพันสองร้อยปีก่อน วาเลเรียนเป็นที่ปรึกษาของราชวงศ์แวมไพร์ เขาเป็นผู้ค้นพบตำราที่กล่าวถึงประตูบานนั้น และเป็นคนเสนอให้สร้างพิธีกรรมเพื่อดึงพลังจากอีกฟากหนึ่งมาใช้” โรสลินยืนนิ่ง ฟังเขาอย่างตั้งใจ “ข้าเคยคิดว่าเขาต้องการเพียงเพิ่มอำนาจให้ราชวงศ์แวมไพร์ แต่ตอนนี้ข้ารู้แล้วว่าเขาใช้ตำแหน่งของตัวเองเพื่อแอบสร้างพิธีกรรมอีกชุดหนึ่ง โดยมีราชวงศ์จันทราเป็นส่วนสำคัญ” “แล้วท่านรู้เรื่องนี้ตั้งแต่เมื่อไรคะ” “ข้าเพิ่งแน่ใจหลังจากเห็นความทรงจำในจี้ของเจ้า” โรสลินก้มหน้าลงเล็กน้อย “ท่านเคยรู้จักแม่ของฉันหรือเปล่าคะ” อาเดรียนเงียบไปครู่หนึ่ง “ข้าเคยพบราชินีลูนาเรีย” หญิงสาวเงยหน้าขึ้นทันที “จริงหรือคะ?” “ครั้งหนึ่ง ก่อนที่พิธีกรรมจะเริ่มต้น นางมาที่ปราสาทเพื่อเตือนราชวงศ์แวมไพร์เกี่ยวกับวาเลเรียน” เขาหลับตาลงชั่วขณะ ราวกับกำลังค้นหาความทรงจำที่ถูกฝังไว้ใต้กาลเวลา “นางบอกข้าว่าพลังจากประตูนั้นไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์หรือเผ่าพันธุ์ใดควรครอบครอง แต่ในตอนนั้น ข้าไม่เชื่อนาง” โรสลินนิ่งงัน “เพราะท่านเชื่อวาเลเรียนหรือคะ” “เพราะข้าเชื่อว่าตัวเองสามารถควบคุมทุกสิ่งได้” น้ำเสียงของอาเดรียนเรียบเฉย แต่มีความขมขื่นบางอย่างซ่อนอยู่ “ข้าคิดว่าตราบใดที่ราชวงศ์แวมไพร์ยังแข็งแกร่ง ไม่มีสิ่งใดสามารถทำอันตรายต่ออาณาจักรของข้าได้” เขาหันมามองโรสลิน “ข้าคิดผิด” หญิงสาวไม่รู้จะพูดอะไร เธอเคยคิดว่าอาเดรียนเป็นผู้ชายที่ไม่เคยลังเล ไม่เคยเสียใจ และไม่เคยยอมรับความผิดพลาดของตัวเอง แต่คืนนี้ เธอได้เห็นอีกด้านหนึ่งของเขา ชายผู้ทรงอำนาจที่สุดคนหนึ่งในโลก ก็เคยทำผิดพลาดจากความหยิ่งทะนงของตัวเองเช่นกัน “ท่านไม่สามารถย้อนเวลากลับไปแก้ไขสิ่งที่เกิดขึ้นได้ค่ะ” เธอพูดเบา ๆ “แต่ท่านยังเลือกได้ว่าจะทำอะไรต่อจากนี้” อาเดรียนมองเธอ “เจ้าคิดว่ามันง่ายเช่นนั้นหรือ” “ไม่ค่ะ ฉันคิดว่ามันยากมากต่างหาก” โรสลินยิ้มบาง ๆ “แต่ฉันเองก็ไม่สามารถย้อนกลับไปเปลี่ยนวันที่ถูกคัลเลนปฏิเสธได้เหมือนกัน ฉันทำได้แค่เลือกว่าจะใช้ชีวิตต่อไปอย่างไร” เธอหยุดเล็กน้อย ก่อนพูดต่อ “บางทีเราคงทำได้เพียงยอมรับว่าเราเคยผิดพลาด แล้วพยายามไม่ให้ความผิดพลาดนั้นเกิดขึ้นอีก” อาเดรียนนิ่งไป เขามองหญิงสาวตรงหน้าอย่างที่ไม่เคยมองใครมาก่อน โรสลินไม่ได้พยายามบอกว่าเขาไม่ผิด ไม่ได้พยายามปลอบใจให้เขาลืมทุกสิ่ง เธอเพียงยอมรับความจริง และบอกให้เขามองไปข้างหน้า “เจ้าแตกต่างจากคนอื่นจริง ๆ” โรสลินยิ้ม “ท่านพูดเหมือนฉันเป็นสิ่งมีชีวิตหายากเลยนะคะ” “สำหรับข้า เจ้าเป็นเช่นนั้น” คำพูดนั้นทำให้เธอชะงัก อาเดรียนเองก็ดูเหมือนเพิ่งตระหนักว่าตัวเองพูดอะไรออกไป เขาหันกลับไปมองความมืดนอกระเบียงอย่างรวดเร็ว โรสลินยกมือแตะแก้มที่เริ่มร้อนขึ้น “ท่านนี่…บางครั้งก็พูดอะไรที่ทำให้คนอื่นตั้งตัวไม่ทันนะคะ” “หากเจ้าไม่ชอบ ข้าจะไม่พูดอีก” “ฉันไม่ได้บอกว่าไม่ชอบสักหน่อยค่ะ” คราวนี้อาเดรียนหันกลับมามองเธอ โรสลินรีบหลบสายตา ก่อนจะทำเป็นสนใจดอกไม้ในสวนด้านล่าง บรรยากาศเงียบงันอยู่ครู่หนึ่ง แต่ไม่ใช่ความเงียบที่อึดอัดเหมือนก่อนหน้านี้ มันเป็นความเงียบที่ทั้งคู่เริ่มคุ้นเคย ความเงียบที่ไม่จำเป็นต้องมีใครพยายามหาคำพูดมาเติมเต็ม จนกระทั่งอาเดรียนเอ่ยขึ้น “โรสลิน” “คะ?” “หากวันหนึ่งเจ้าพบว่าการอยู่ข้างข้าทำให้เจ้าตกอยู่ในอันตรายมากขึ้น เจ้าจะทำอย่างไร” หญิงสาวนิ่งคิด เธอรู้ว่าคำถามนี้ไม่ได้หมายถึงเพียงพิธีกรรมหรือคำสาป อาเดรียนกำลังถามว่า หากการอยู่ใกล้เขาทำให้ชีวิตของเธอยากลำบาก เธอจะเลือกเดินจากไปหรือไม่ โรสลินไม่ได้ตอบทันที เธอหันไปมองเขา ก่อนกล่าวอย่างตรงไปตรงมา “ฉันคงต้องพิจารณาว่าอันตรายนั้นเกิดจากอะไร และเราสามารถหาทางแก้ไขร่วมกันได้หรือเปล่าค่ะ” อาเดรียนไม่พูดอะไร “แต่ฉันจะไม่ตัดสินใจจากความกลัวเพียงอย่างเดียว และจะไม่อยู่กับใครเพียงเพราะรู้สึกว่าตัวเองติดหนี้บุญคุณเขา” เธอสูดหายใจลึก “ถ้าฉันเลือกอยู่ข้างท่าน ฉันอยากให้เป็นเพราะฉันต้องการอยู่จริง ๆ ไม่ใช่เพราะพันธะเลือดบังคับฉัน” อาเดรียนมองเธออยู่นาน “ข้าจะจำคำพูดของเจ้าไว้” “ฉันก็หวังว่าท่านจะทำเช่นนั้นค่ะ” เธอยิ้มให้เขา และเป็นครั้งแรกที่อาเดรียนรู้สึกว่า เขาไม่จำเป็นต้องรีบหาคำตอบให้กับความรู้สึกของตัวเองในคืนนี้ เขาเพียงต้องเรียนรู้ที่จะไม่ทำลายสิ่งที่กำลังเติบโตขึ้นระหว่างพวกเขา ด้วยความกลัวว่าจะสูญเสียมันไป ### 4\. เลือดที่เริ่มเลือกเจ้าของ ในช่วงเวลาเดียวกัน ภายในห้องพิธีกรรมใต้หุบเขา วาเลเรียนกำลังยืนอยู่หน้าแท่นหินด้วยสีหน้าบึ้งตึง วงเวทที่เขาใช้ดึงพลังจากพันธะเลือดพังทลายลงเกือบทั้งหมด เลือดของอาเดรียนยังคงลอยอยู่เหนือแท่น แต่แสงสีแดงที่เคยส่องสว่างกลับหม่นลงอย่างเห็นได้ชัด “นางปิดกั้นพลังได้แล้ว…” วาเลเรียนกัดฟัน เขาไม่คาดคิดว่าโรสลินจะเรียนรู้วิธีควบคุมพลังจันทราได้รวดเร็วขนาดนี้ แต่สิ่งที่ทำให้เขาไม่พอใจยิ่งกว่าคือ การที่พลังของเธอไม่ได้ตอบสนองต่อคำสั่งหรือเวทมนตร์ของเขาอีกต่อไป มันกำลังตอบสนองต่อเจตจำนงของเธอเอง “ราชินีลูนาเรีย…เจ้าซ่อนความลับนี้ไว้จนถึงวาระสุดท้ายจริง ๆ” วาเลเรียนยกมือขึ้น วงเวทสีดำอีกวงปรากฏขึ้นตรงหน้า ภาพของคัลเลนปรากฏอยู่ภายใน ชายหนุ่มกำลังนั่งอยู่ในห้องพักของตนเอง มือกำขวดแก้วเปล่าไว้แน่น สีหน้าเต็มไปด้วยความสับสน วาเลเรียนยิ้มเย็น “เขายังเสียใจที่ถูกทิ้ง และยังเชื่อว่าตัวเองสามารถแก้ไขอดีตได้” ภาพเปลี่ยนเป็นเซเลสเทียที่กำลังยืนอยู่ข้างหน้าต่างในคฤหาสน์ของฝูงซิลเวอร์เครสต์ หญิงสาวกำลังอ่านจดหมายฉบับหนึ่ง ก่อนขยำมันด้วยความโกรธ “ส่วนคู่หมั้นของเขาก็เริ่มสงสัยว่าเหตุใดสามีในอนาคตจึงยังหมกมุ่นอยู่กับหญิงสาวที่เขาเคยปฏิเสธ” วาเลเรียนหัวเราะเบา ๆ “ความเสียใจ ความหึงหวง และความต้องการครอบครอง ล้วนเป็นเครื่องมือที่ใช้ได้ดีเสมอ” เขายกมือขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ภาพที่ปรากฏไม่ใช่คัลเลนหรือเซเลสเทีย แต่เป็นโรสลิน หญิงสาวกำลังยืนอยู่บนระเบียงของปราสาทแบล็กธอร์น ข้างกายมีอาเดรียน วาเลเรียนจ้องภาพนั้นด้วยแววตาเย็นชา “เจ้าคิดว่าราชาแวมไพร์จะปกป้องเจ้าได้ตลอดไปหรือ โรสลิน” เขากำมือแน่น “ถ้าเจตจำนงของเจ้าคือสิ่งที่ข้าต้องเอาชนะ ข้าก็จะทำให้เจ้าต้องเลือกในวันที่ไม่มีทางเลือกเหลืออยู่” วงเวทสีดำสว่างวาบ เสียงจากหลังประตูหินดังขึ้นอีกครั้ง “เมื่อถึงเวลา…จงนำทายาทแห่งจันทรามาให้เรา” วาเลเรียนก้มศีรษะ “ข้าจะทำเช่นนั้น” “และอย่าลืม…” เสียงนั้นต่ำลึกจนพื้นหินสั่นสะเทือน “เลือดหยดสุดท้ายต้องเป็นของนางโดยสมัครใจ” รอยยิ้มของวาเลเรียนหายไปชั่วขณะ เขาเงยหน้ามองประตูที่กำลังสั่นไหว หากโรสลินไม่ยอมมอบเลือดให้ด้วยตัวเอง พิธีกรรมก็อาจไม่สมบูรณ์ นั่นหมายความว่าเขาต้องทำให้หญิงสาวเชื่อว่าการมอบเลือดเป็นทางเลือกเดียวที่เหลืออยู่ เขาไม่ได้ต้องการเพียงจับตัวเธอ เขาต้องการทำลายความเชื่อมั่นทั้งหมดที่เธอมีต่อโลกใบนี้ จนกระทั่งเธอเป็นคนเดินเข้ามาหาเขาด้วยตัวเอง “อดทนไว้เถอะ ทายาทแห่งจันทรา” วาเลเรียนกระซิบ “เมื่อถึงเวลานั้น เจ้าจะเป็นคนเปิดประตูด้วยมือของตัวเอง” ### 5\. คำสัญญาใต้แสงจันทร์ คืนนั้น โรสลินกลับไปยังห้องพักหลังจากใช้เวลาทั้งวันตรวจสอบตำราและฟื้นฟูพลัง ก่อนเข้านอน เธอหยิบจี้หินสีขาวขึ้นมาดูอีกครั้ง รอยร้าวยังคงอยู่ แต่ไม่มีแสงใดส่องออกมา เธอวางมันลงบนโต๊ะข้างเตียง ก่อนเดินไปเปิดหน้าต่างรับลมเย็น แสงจันทร์ส่องผ่านเมฆลงมาเป็นทางยาวเหนือสวน โรสลินนึกถึงภาพของราชินีลูนาเรีย นึกถึงคำพูดสุดท้ายของแม่ และนึกถึงคำสัญญาที่ให้ไว้กับตัวเองว่าจะไม่ยอมให้ใครใช้เลือดของเธอเป็นเครื่องมืออีก เสียงเคาะประตูดังขึ้นสองครั้ง “เข้ามาได้ค่ะ” อาเดรียนเปิดประตูเข้ามา เขาถือถ้วยเครื่องดื่มสีเข้มไว้ในมือ “เอเวอเร็ตต์บอกว่าเจ้าควรดื่มสิ่งนี้ก่อนนอน มันจะช่วยให้พลังฟื้นตัวเร็วขึ้น” โรสลินรับถ้วยมาด้วยความประหลาดใจ “ท่านเอามาให้ฉันเองเลยหรือคะ” “มีปัญหาอะไร” “เปล่าค่ะ ฉันแค่คิดว่าท่านคงให้เซราฟีนนำมาให้ก็ได้” “เซราฟีนมีงานต้องทำ” เธอมองเขาอย่างมีเลศนัย “แล้วท่านไม่มีงานต้องทำหรือคะ” “ข้าทำเสร็จแล้ว” “ทั้งหมดเลยหรือคะ?” “โรสลิน” “ค่ะ ฉันไม่ถามแล้ว” เธอหัวเราะเบา ๆ ก่อนยกถ้วยขึ้นดื่ม รสชาติขมเล็กน้อย แต่มีความหอมของสมุนไพรป่าและกลิ่นดอกไม้จาง ๆ “อร่อยกว่าที่คิดค่ะ” “ดี” อาเดรียนเดินไปยืนข้างหน้าต่าง มองแสงจันทร์ด้านนอก โรสลินวางถ้วยลง แล้วเดินไปยืนข้างเขา “อาเดรียนคะ” “ว่าอย่างไร” “ถ้าเราหยุดวาเลเรียนได้ แล้วคำสาปของท่านหายไปด้วย…ท่านจะทำอะไรต่อคะ” อาเดรียนหันมามองเธอ คำถามนั้นทำให้เขานิ่งไปนาน ตลอดหลายศตวรรษ เขาใช้ชีวิตเพื่อรักษาบัลลังก์ ปกป้องอาณาจักร และหาวิธีทำลายคำสาปที่กัดกินร่างกายของตัวเอง เขาไม่เคยคิดถึงชีวิตหลังจากนั้น ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะมีโอกาสได้เลือกทำสิ่งอื่น นอกเหนือจากการอยู่รอด “ข้าไม่รู้” โรสลินพยักหน้าอย่างเข้าใจ “ไม่เป็นไรค่ะ ฉันก็ยังไม่รู้เหมือนกันว่าหลังจากเรื่องทั้งหมดจบลง ฉันจะอยากทำอะไร” เธอยิ้มบาง ๆ “บางทีเราอาจค่อย ๆ คิดไปด้วยกันก็ได้” อาเดรียนมองเธอ คำว่า ด้วยกัน ฟังดูเรียบง่าย แต่กลับเป็นคำที่เขาไม่เคยคาดคิดว่าจะได้ยินจากใครอีก “เจ้ากำลังเสนอให้ข้าวางแผนอนาคตร่วมกับเจ้า?” โรสลินชะงัก ก่อนหน้าเริ่มร้อนขึ้น “ฉันแค่หมายถึง…ถ้าท่านอยากค่ะ” อาเดรียนก้มมองเธอ “ข้าจะคิดดู” เธอทำแก้มพอง “ท่านตอบแบบนี้ทุกทีเลยนะคะ” “เพราะข้ายังไม่ได้ตัดสินใจ” “แล้วท่านตัดสินใจเรื่องอะไรได้รวดเร็วบ้างคะ” “เรื่องที่ควรตัดสินใจ” “เช่น?” อาเดรียนยกมือขึ้นจัดปอยผมที่ตกลงมาปรกแก้มของเธอให้เข้าที่ การเคลื่อนไหวของเขาเบามาก จนโรสลินแทบไม่ทันตั้งตัว “เช่นเรื่องที่ข้าจะไม่ยอมให้ใครทำร้ายเจ้า” หัวใจของหญิงสาวเต้นแรงขึ้นทันที เธอมองเขาอย่างเงียบงัน ก่อนเอ่ยเสียงเบา “ท่านไม่จำเป็นต้องปกป้องฉันตลอดเวลาก็ได้ค่ะ” “ข้ารู้” “ฉันอยากเข้มแข็งพอที่จะปกป้องตัวเองได้ด้วย” “ข้าก็รู้เช่นกัน” อาเดรียนลดมือลง “ข้าไม่ได้ต้องการให้เจ้าอ่อนแอเพื่อให้ข้ามีเหตุผลอยู่ข้างเจ้า โรสลิน” เธอนิ่งไป “ข้าเพียงต้องการให้เจ้ายังมีโอกาสเลือกว่าจะเดินไปทางไหน โดยไม่ต้องมีใครพรากสิทธิ์นั้นไปจากเจ้า” โรสลินรู้สึกว่ามีบางอย่างอุ่นขึ้นในอก เธอยิ้มให้เขาอย่างอ่อนโยน “ถ้าอย่างนั้น…ฉันขอเลือกอยู่ตรงนี้อีกสักพักได้ไหมคะ” อาเดรียนมองเธอ ก่อนพยักหน้า “ได้” ทั้งคู่ยืนอยู่ข้างหน้าต่างด้วยกัน ท่ามกลางแสงจันทร์ที่ส่องลงมาเหนือปราสาทแบล็กธอร์น ไม่มีคำสาบานยิ่งใหญ่ ไม่มีพันธะใหม่ที่ต้องใช้เลือดผูกมัด มีเพียงการเลือกเล็ก ๆ ของคนสองคนที่ต่างเคยถูกอดีตทำร้าย คนหนึ่งกำลังเรียนรู้ว่าตัวเองไม่จำเป็นต้องครอบครองทุกสิ่งเพื่อรักษามันไว้ อีกคนกำลังเรียนรู้ว่าความรักไม่จำเป็นต้องแลกมาด้วยการสูญเสียอิสรภาพ และแม้ทั้งคู่จะยังไม่กล้าเรียกความรู้สึกนี้ว่าความรัก แต่หัวใจของพวกเขาก็กำลังเดินเข้าใกล้กันทีละน้อย โดยไม่มีเวทมนตร์ใดเป็นผู้บังคับบัญชาชื่อของอาเดรียน วาลมอร์หายไปจากแผนที่เวทมนตร์ต่อหน้าทุกคน ไม่มีเสียงระเบิด ไม่มีเปลวไฟลุกท่วม และไม่มีรอยแตกร้าวบนพื้นห้องบัญชาการ ทว่าความเงียบที่เกิดขึ้นกลับน่าหวาดหวั่นยิ่งกว่าภัยพิบัติใด ๆ เพราะชั่วขณะที่ชื่อของราชาแวมไพร์ถูกลบออกไป โรสลินรู้สึกได้ว่าพันธะเลือดระหว่างนางกับเขาสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ราวกับโลกทั้งใบกำลังพยายามลืมว่าเขาเคยมีตัวตน “อาเดรียน!” นางคว้ามือเขาไว้ทันที ราชาแวมไพร์ยืนตัวแข็ง ดวงตาสีแดงที่เคยส่องประกายราวกับเปลวเพลิงกำลังซีดจางลงทีละน้อย ขอบร่างของเขาโปร่งแสงเพียงชั่วพริบตา ก่อนกลับคืนสู่สภาพเดิม เซราฟีนก้าวเข้ามาหาเจ้านายด้วยสีหน้าตื่นตระหนก “ฝ่าบาท!” อาเดรียนยกมือขึ้นเป็นสัญญาณห้ามไม่ให้นางเข้ามาใกล้กว่าเดิม “อย่าแตะต้องข้า” น้ำเสียงของเขายังคงหนักแน่น แต่โรสลินสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดที่ซ่อนอยู่ในพันธะ นางบีบมือเขาแน่นขึ้น “ฉันอยู่ตรงนี้ คุณได้ยินฉันไหม?” “ได้ยิน” “มองฉัน” อาเดรียนหันมาสบตานาง โรสลินปล่อยพลังจันทราออกจากฝ่ามือ แสงสีเงินไหลคลุมมือของทั้งคู่ ไม่ได้พยายามบังคับให้ชื่อของเขากลับไปอยู่บนแผนที่ แต่กำลังยืนยันสิ่งที่แผนที่ไม่อาจต
“คนที่สั่งให้ราชวงศ์จันทราล่มสลาย... ไม่ใช่เอเรนเพียงคนเดียว” เสียงของอิซาราดับลง ทิ้งไว้เพียงความเงียบที่หนักอึ้งอยู่กลางวิหาร โรสลินก้มมองจี้พระจันทร์เสี้ยวในมือ เส้นสีดำบนผิวหินขยับช้า ๆ ราวกับเส้นเลือดที่กำลังเต้น ก่อนจะหยุดนิ่งตรงสัญลักษณ์รูปดวงตาซึ่งปรากฏขึ้นในวงกลมไม่สมบูรณ์ เธอเงยหน้ามองชายผมขาวที่ยืนอยู่ตรงข้าม “คุณบอกว่าคุณเป็นคนสั่งปิดผนึกเมืองหลวง” “ใช่” “และคุณรู้ว่าการตัดสินใจนั้นจะทำให้ผู้คนจำนวนมากตาย” เอเรนไม่หลบสายตา “ข้ารู้” “แต่คุณไม่ได้บอกว่าคุณเป็นคนสั่งให้ราชวงศ์จันทราล่มสลาย” “เพราะสองสิ่งนั้นไม่เหมือนกัน” “สำหรับคนที่ตายอยู่ข้างใน พวกมันอาจไม่ต่างกันเลย” คำพูดของโรสลินทำให้เซราฟีนขยับมือเข้าใกล้ด้ามดาบ นางไม่ได้ชักมันออกมา แต่พร้อมรับมือหากชายผมขาวคิดจะใช้พลังบางอย่าง อาเดรียนยืนอยู่ข้างโรสลิน ใบหน้าของเขายังคงเย็นชา ทว่าดวงตาสีแดงเข้มกลับมีประกายผิดปกติ เขากำลังพยายามนึกถึงบางสิ่งที่อยู่ลึกลงไปในความทรงจำ “เจ้ารู้ว่าใครเป็นคนที่สองหรือไม่” ราชาแวมไพร์ถาม เอเรนหลับตาลงชั่วครู่ “ข้าเคยคิดว่ารู้” “แต่ตอนนี้ไม่แน่ใจ?” “ตอนนี้ข้าไม่แน่ใจแม้กระทั่ง
เสียงเรียกจากหลังประตูทำให้ทั้งวิหารสั่นสะเทือน “ผู้เฝ้าประตูคนสุดท้าย... ในที่สุดเจ้าก็กลับมา” อาเดรียนยังคงคุกเข่าอยู่บนพื้นหิน มือข้างหนึ่งกดลงบนหน้าอก ขณะที่เส้นสีเงินค่อย ๆ แผ่กระจายใต้ผิวหนังของเขา ราวกับมีบางสิ่งกำลังตื่นขึ้นจากการหลับใหลอันยาวนาน โรสลินประคองไหล่เขาไว้แน่น “อาเดรียน มองข้า อย่าฟังเสียงนั้น” เขาพยายามเงยหน้าขึ้น ดวงตาสีแดงสลับกับสีเงินอย่างควบคุมไม่ได้ “ข้าได้ยินมันมาตลอดชีวิต” เขากระซิบ “แต่ไม่เคยรู้ว่ามันเป็นเสียงของใคร” “ตอนนี้ท่านรู้แล้วหรือ” “ไม่ทั้งหมด” คำตอบนั้นทำให้โรสลินรู้สึกโล่งใจอย่างประหลาด อย่างน้อยเขาก็ยังไม่ยอมเชื่อทุกสิ่งที่เห็นเพียงเพราะมันดูเหมือนความทรงจำของตัวเอง เธอจับมือเขาไว้ “เช่นนั้นเราจะหาคำตอบด้วยกัน” อาเดรียนบีบมือเธอตอบ ก่อนค่อย ๆ ลุกขึ้นยืน แม้ความเจ็บปวดจะยังทำให้สีหน้าเขาซีดลงก็ตาม อีกด้านหนึ่ง เอเรนยืนขวางอยู่ระหว่างพวกเขากับประตูบานที่สาม ใบหน้าของชายผมขาวเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง แววตาสีเงินที่เคยสงบนิ่งเต็มไปด้วยความระมัดระวัง “ทุกคนถอยออกจากประตู” เขาสั่ง เซราฟีนชักดาบออกมา “ท่านไม่มีสิทธิ์สั่งพวกเรา” “หากเจ้า
เสียงแตกร้าวจากประตูบานที่สามดังขึ้นพร้อมกับความเงียบงันที่แผ่ปกคลุมวิหารใต้ดิน ชายผมขาวยืนมองรอยแยกบนแท่นหินโดยไม่ขยับเขยื้อน แสงสีเงินในดวงตาของเขาสั่นไหวเล็กน้อย ก่อนจะกลับมาเย็นชาเช่นเดิม เขารู้ดีว่ารอยร้าวนั้นหมายถึงอะไร มันไม่ใช่สัญญาณว่าผนึกกำลังอ่อนแอลงตามกาลเวลา แต่เป็นผลจากการที่ผู้ถือครองนามส่วนแรกเริ่มเข้าใกล้ความจริง โรสลิน วินเทอร์ กำลังเดินตามเส้นทางที่ถูกปิดตายมานานกว่าพันปี และอาเดรียนกำลังจะกลับไปยังสถานที่ซึ่งความตายครั้งแรกของเขาได้เปลี่ยนชะตาของโลกทั้งสองไปตลอดกาล “เจ้าควรหยุดพวกเขา” เสียงจากความมืดกล่าว ชายผมขาวส่ายหน้า “ข้าหยุดพวกเขามานานพอแล้ว” “หากพวกเขาเปิดเผยนามของเจ้า ทุกสิ่งที่เจ้าพยายามรักษาไว้อาจพังทลาย” “หากความจริงทำให้สิ่งที่สร้างขึ้นจากคำโกหกพังทลาย มันก็สมควรพัง” เขาหันหลังให้ประตูบานที่สาม ก่อนเดินลึกเข้าไปในทางเดินมืด “เตรียมตัวให้พร้อม เมื่อพวกเขามาถึงวิหารแห่งแรก ข้าจะไม่ซ่อนตัวอีกต่อไป” สามวันหลังจากได้รับแหวนเงิน โรสลินกับอาเดรียนออกเดินทางไปยังวิหารแห่งแรก โดยมีเซราฟีนและองครักษ์แวมไพร์จำนวนหนึ่งติดตามไปด้วย สถานที่แห่งนั้นตั้งอ
โรสลินไม่เคยเห็นอาเดรียนเงียบงันได้นานขนาดนี้มาก่อนหลังจากจี้หินสีขาวเปล่งแสงและเผยคำว่า ผู้พิทักษ์แห่งนามแรก เขาก็แทบไม่พูดอะไรอีก ชายผู้เคยเผชิญหน้ากับศัตรูนับพันโดยไม่กะพริบตากลับนั่งนิ่งอยู่ข้างหน้าต่าง ราวกับกำลังเผชิญหน้ากับสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าความตายโรสลินไม่ได้เร่งรัดให้เขาตอบคำถามเธอรู้ดีว่าบางครั้งความเงียบไม่ได้หมายถึงการปิดบัง แต่อาจหมายถึงการพยายามทำความเข้าใจกับความจริงที่ไม่เคยมีใครเตรียมใจรับมือกระนั้น เธอก็ไม่คิดจะปล่อยให้เรื่องนี้ถูกฝังไว้ใต้ความเงียบตลอดไป“ท่านจำอะไรได้บ้าง”อาเดรียนหันมามองเธอ“ไม่มากพอจะเรียกว่าความทรงจำ”“แต่ก็ไม่ใช่ไม่รู้อะไรเลย”เขาถอนหายใจเบา ๆ ก่อนยื่นมือมาแตะจี้ที่อยู่บนลำคอของเธอ ทว่าคราวนี้เขาไม่ได้สัมผัสมันโดยตรง เพียงหยุดนิ้วไว้ห่างจากผิวหินเล็กน้อย“ตอนข้ายังเด็ก ข้ามักฝันถึงสถานที่แห่งหนึ่ง เป็นห้องสีขาวที่ไม่มีประตู ไม่มีหน้าต่าง และไม่มีเงา ในห้องนั้นมีเสียงผู้หญิงเรียกชื่อข้า”“นางเรียกชื่ออาเดรียนหรือ”“ไม่ใช่”คำตอบนั้นทำให้โรสลินขมวดคิ้ว“แล้วนางเรียกท่านว่าอะไร”อาเดรียนหลุบตาลง“ข้าจำไม่ได้ แต่ทุกครั้งที่ตื่นขึ้น ข้าจะรู
เสียงนั้นยังคงก้องอยู่ในความทรงจำของโรสลิน แม้เธอกับอาเดรียนจะเดินออกมาจากถ้ำแล้วก็ตาม “จงรีบกลับมา ก่อนที่เจ้าจะได้รู้ว่าใครเป็นคนสร้างราชวงศ์จันทราขึ้นมา... และใครเป็นคนสั่งให้มันล่มสลาย” คำพูดนั้นไม่เหมือนคำข่มขู่ และไม่เหมือนคำเชื้อเชิญจากความว่างเปล่าที่พยายามล่อลวงเธอมาตลอดหลายวัน มันฟังคล้ายคำเตือนจากใครบางคนที่รอคอยมานานแสนนาน โรสลินหยุดยืนตรงปากถ้ำ ลมหนาวพัดผ่านเส้นผมของเธอ ขณะที่จี้หินสีขาวบนลำคอเย็นจัดจนแทบเหมือนน้ำแข็ง สัญลักษณ์รูปดวงตาที่ปรากฏอยู่บนผิวหินค่อย ๆ เลือนหาย เหลือเพียงรอยเส้นสีเงินจาง ๆ “เจ้าคิดว่าเสียงนั้นเป็นใคร” เธอถาม อาเดรียนยืนอยู่ข้างกาย ดวงตาสีแดงจับจ้องความมืดภายในถ้ำ “ข้ายังไม่รู้” “ปกติท่านจะมีคำตอบที่น่าหงุดหงิดกว่านี้ อย่างน้อยก็ต้องบอกว่าทุกอย่างอยู่ในการควบคุม” “ข้าไม่เคยบอกว่าทุกอย่างอยู่ในการควบคุม” “ท่านเคยพูดว่าไม่มีสิ่งใดหลุดรอดสายตาของราชาแวมไพร์” “นั่นเป็นคำกล่าวที่ใช้ข่มขู่ขุนนางโง่เขลา ไม่ใช่คำสารภาพต่อหญิงที่รู้จักข้าดีกว่าคนเหล่านั้น” โรสลินเหลือบมองเขา “ท่านกำลังยอมรับว่าข้ารู้จักท่านดีหรือ” “อย่าทำให้ข้าต้องเสียใจที่พูดค







