ログインเสียงกรีดร้องดังขึ้นกลางดึก
โรสลินสะดุ้งตื่นจากฝันร้าย มือข้างหนึ่งกำผ้าห่มแน่น ขณะที่อีกข้างยกขึ้นกุมหน้าอกซึ่งกำลังปวดร้าวอย่างรุนแรง ความเจ็บปวดไม่ได้เกิดจากบาดแผลภายนอก มันมาจากพันธะเลือด เส้นสีแดงเข้มใต้ผิวหนังบริเวณข้อมือของเธอส่องแสงวาบ ก่อนจะค่อย ๆ ลามขึ้นไปถึงข้อศอก ความร้อนแผ่กระจายไปทั่วร่างกายราวกับมีใครกำลังเทโลหะหลอมเหลวลงในเส้นเลือด “อาเดรียน…” เธอเรียกชื่อเขาโดยไม่รู้ตัว ทันใดนั้น ประตูห้องก็ถูกเปิดออกอย่างแรง ราชาแวมไพร์ปรากฏตัวในชุดนอนสีดำ ผมดำยุ่งเล็กน้อยจากการรีบออกจากห้อง แต่แววตาสีแดงเข้มกลับตื่นตัวเต็มที่ “โรสลิน!” เขาข้ามห้องมาถึงเตียงในพริบตา มือเย็นเฉียบจับข้อมือของเธอขึ้นตรวจดู เมื่อเห็นเส้นเลือดสีแดงที่กำลังเรืองแสง สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปทันที “เจ็บตรงไหน” “หน้าอกค่ะ…เหมือนมีอะไรดึงอยู่ข้างใน” อาเดรียนแตะปลายนิ้วลงบนรอยพันธะ พลังสีดำแผ่ออกจากมือของเขา แต่แทนที่เส้นสีแดงจะสงบลง มันกลับสว่างจ้าขึ้นกว่าเดิม โรสลินกัดริมฝีปาก กลั้นเสียงร้องด้วยความเจ็บปวด “หยุดค่ะ! ยิ่งท่านใช้พลัง ฉันยิ่งเจ็บ!” อาเดรียนชักมือกลับทันที เขาไม่เคยชอบความรู้สึกไร้หนทาง แต่ครั้งนี้มันรุนแรงยิ่งกว่าตอนที่คำสาปกัดกินร่างกายของตัวเองเสียอีก เพราะคนที่กำลังเจ็บปวดอยู่ตรงหน้าไม่ใช่เขา เป็นโรสลิน “เซราฟีน! ตามเอเวอเร็ตต์มาเดี๋ยวนี้!” เสียงของเขาดังก้องไปทั่วทางเดิน ไม่ถึงครู่ต่อมา หมอหลวงชราก็รีบเข้ามาพร้อมกล่องเครื่องมือเวทมนตร์ เมื่อเห็นแสงสีแดงบนข้อมือของโรสลิน เขาก็วางทุกอย่างลงบนโต๊ะทันที “ฝ่าบาท อย่าเพิ่งแตะรอยพันธะพ่ะย่ะค่ะ!” อาเดรียนหันขวับ “อธิบาย” เอเวอเร็ตต์หยิบลูกแก้วตรวจพลังออกมา วางไว้เหนือข้อมือของโรสลิน แสงสีเงินกับสีแดงหมุนวนภายในลูกแก้ว ก่อนจะเกิดรอยร้าวเส้นเล็ก ๆ ขึ้นกลางผิวแก้ว หมอหลวงหน้าซีดลง “นี่ไม่ใช่การกำเริบของคำสาปตามปกติพ่ะย่ะค่ะ” “แล้วมันคืออะไร” “มีบางสิ่งกำลังดึงพลังจากพันธะเลือดของทั้งสองพระองค์ไปยังที่อื่น” โรสลินพยายามประคองลมหายใจ “ที่อื่น…หมายถึงวงเวทของวาเลเรียนหรือคะ” เอเวอเร็ตต์หันมามองเธออย่างประหลาดใจ “มีความเป็นไปได้สูงขอรับ” อาเดรียนยืนนิ่ง ดวงตาแดงเข้มจนแทบกลายเป็นสีเลือด วาเลเรียนกำลังทดสอบพันธะของพวกเขา และหากเขาสามารถดึงพลังผ่านพันธะได้มากพอ เขาอาจไม่จำเป็นต้องจับตัวโรสลินมาทำพิธีด้วยตัวเองด้วยซ้ำ “ตัดพันธะเสีย” อาเดรียนสั่ง เอเวอเร็ตต์ชะงัก “ฝ่าบาท!” “ข้าบอกให้ตัดพันธะ” “หากตัดตอนที่พลังทั้งสองกำลังเชื่อมโยงกัน อาจเกิดผลสะท้อนกลับร้ายแรงพ่ะย่ะค่ะ ทั้งสองพระองค์อาจได้รับบาดเจ็บถึงชีวิต” “แล้วจะให้ข้ายืนดูนางเจ็บปวดหรือ!” เสียงตวาดทำให้เปลวไฟในตะเกียงสั่นไหว โรสลินยื่นมืออีกข้างไปจับข้อมือของอาเดรียน แม้ตัวเองยังเจ็บจนแทบหายใจไม่ออก “อาเดรียน…มองฉันค่ะ” เขาหันกลับมา “อย่าทำอะไรโดยไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นนะคะ” “ข้าไม่ยอมให้เจ้าตาย” “ฉันก็ไม่อยากตายค่ะ แต่การตัดสินใจตอนที่เรากำลังกลัว อาจทำให้ทุกอย่างแย่ลง” อาเดรียนจ้องเธออยู่ครู่หนึ่ง เขาเกลียดที่เธอพูดถูก และเกลียดมากกว่านั้นที่ตัวเองไม่อาจปฏิเสธคำขอของเธอได้ “เอเวอเร็ตต์ หาวิธีหยุดการดึงพลัง โดยไม่ทำลายพันธะ” “ข้าจะพยายามพ่ะย่ะค่ะ” โรสลินหลับตาลง สูดลมหายใจเข้าอย่างช้า ๆ ตามที่อาเดรียนเคยสอนเธอในลานฝึก หนึ่งครั้ง สองครั้ง สามครั้ง เธอพยายามนึกถึงแสงสีเงินที่เคยปรากฏขึ้นเมื่อสัมผัสรอยคำสาปของเขา เธอไม่ต้องการให้พลังของตัวเองเป็นเพียงสิ่งที่คนอื่นช่วงชิงไปใช้ ถ้าเลือดของเธอเป็นกุญแจ ถ้าเวทมนตร์ในตัวเธอเป็นสิ่งที่วาเลเรียนต้องการ เธอก็จะเรียนรู้ที่จะควบคุมมันด้วยตัวเอง แสงสีเงินค่อย ๆ ปรากฏขึ้นรอบปลายนิ้ว เส้นเลือดสีแดงหยุดขยายตัว ความเจ็บปวดลดลงทีละน้อย จนในที่สุดโรสลินก็สามารถหายใจได้ตามปกติอีกครั้ง เอเวอเร็ตต์รีบตรวจลูกแก้ว “แรงดึงลดลงแล้วพ่ะย่ะค่ะ!” อาเดรียนมองแสงสีเงินที่ห่อหุ้มมือของโรสลินด้วยความประหลาดใจ เธอไม่ได้ทำลายพันธะ แต่กำลังปิดกั้นการเข้าถึงพลังจากภายนอก โรสลินลืมตาขึ้นช้า ๆ ก่อนจะยิ้มอย่างอ่อนแรง “ฉันทำได้แล้วหรือคะ” “ใช่” เอเวอเร็ตต์ตอบ “เลดี้โรสลินสามารถปิดกั้นการไหลเวียนของพลังผ่านพันธะได้ชั่วคราว” อาเดรียนดึงผ้าห่มขึ้นคลุมไหล่ให้เธอ “อย่าทดลองอีกจนกว่าจะได้รับอนุญาต” โรสลินหันไปมองเขา “ท่านเพิ่งชมฉันทางอ้อมหรือเปล่าคะ” “ข้ากำลังสั่งให้เจ้าพัก” “นั่นไม่ใช่คำตอบค่ะ” “โรสลิน” เธอยิ้มจาง ๆ “ก็ได้ค่ะ ฉันจะพัก” อาเดรียนมองเธออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยเสียงต่ำ “ดี เพราะหากเจ้าทำให้ข้าต้องตกใจเช่นนี้อีก ข้าอาจทำลายปราสาททั้งหลังเพื่อหาตัวคนที่อยู่เบื้องหลัง” เอเวอเร็ตต์ก้มหน้าเก็บเครื่องมือทันที เขาเชื่อว่าฝ่าบาทสามารถทำเช่นนั้นได้จริง ๆ และในสภาพอารมณ์ตอนนี้ เขาอาจไม่เหลือปราสาทให้รักษาคนไข้ในวันรุ่งขึ้นก็เป็นได้ ### 1\. สิ่งที่ราชาแวมไพร์ไม่เคยพูด หลังจากเอเวอเร็ตต์ตรวจยืนยันว่าอาการของโรสลินคงที่ เขาก็ออกจากห้องไปเตรียมตำราสำหรับศึกษาพันธะเลือดเพิ่มเติม เซราฟีนสั่งให้ทหารยามเฝ้าทางเดิน ก่อนจะปิดประตูห้องอย่างเงียบเชียบ เหลือเพียงอาเดรียนกับโรสลินอยู่ด้วยกัน หญิงสาวนั่งพิงหมอน ข้อมือถูกพันด้วยผ้าสีขาวบาง ๆ แม้แสงสีแดงจะหายไปแล้ว แต่เธอยังคงรู้สึกอ่อนเพลีย อาเดรียนนั่งอยู่บนเก้าอี้ข้างเตียง เขาไม่ได้อ่านหนังสือ ไม่ได้ตรวจรายงาน และไม่ได้เรียกใครเข้ามา เพียงนั่งเงียบ ๆ อยู่ตรงนั้น โรสลินมองเขาอยู่พักใหญ่ “ท่านจะนั่งเฝ้าฉันทั้งคืนหรือคะ” “ใช่” คำตอบสั้น ๆ ทำให้เธอชะงัก “ท่านไม่ต้องทำแบบนั้นก็ได้ค่ะ ฉันดีขึ้นแล้ว” “ข้าไม่ได้ถามว่าเจ้าต้องการหรือไม่” โรสลินถอนหายใจ “ท่านนี่ชอบทำเหมือนทุกอย่างเป็นคำสั่งจริง ๆ” “แล้วเจ้าก็ชอบโต้แย้งทุกคำสั่ง” “เพราะบางคำสั่งไม่มีเหตุผลนี่คะ” มุมปากของอาเดรียนขยับเล็กน้อย “เจ้ากำลังบอกว่าข้าไม่มีเหตุผล?” “ฉันกำลังบอกว่าท่านควรนอนบ้างค่ะ” เขานิ่งไป สำหรับแวมไพร์ การพักผ่อนไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นในทุกคืนเหมือนมนุษย์ แต่เขาเองก็เพิ่งผ่านช่วงเวลาที่คำสาปกำเริบ และการตรวจสอบวงเวททั้งคืนย่อมใช้พลังมากกว่าปกติ โรสลินขยับตัว เปิดพื้นที่ว่างบนเก้าอี้อีกตัวใกล้เตียง “ถ้าท่านอยากเฝ้าฉันจริง ๆ ก็นั่งตรงนี้ค่ะ แต่ห้ามทำงาน” “เจ้ากำลังสั่งราชาแวมไพร์?” “ใช่ค่ะ” อาเดรียนเลิกคิ้ว “กล้าหาญขึ้นมาก” “ฉันมีครูสอนดีค่ะ” เขาจ้องเธออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยอมวางเอกสารลงบนโต๊ะ “นอนเสีย” “ท่านก็เหมือนกันค่ะ” โรสลินเอนตัวลงอย่างระมัดระวัง ดึงผ้าห่มขึ้นคลุมไหล่ ก่อนหลับตา แต่ไม่นานนัก เธอก็เปิดตาขึ้นอีกครั้ง “อาเดรียนคะ” “อะไรอีก” “ตอนที่ฉันเจ็บ…ท่านกลัวหรือเปล่าคะ” เขานิ่งไป คำถามนั้นเรียบง่ายเกินกว่าจะตอบด้วยคำพูดที่เตรียมไว้ล่วงหน้า เขาเคยเห็นคนตายต่อหน้ามานับไม่ถ้วน เคยเผชิญหน้ากับศัตรูที่สามารถทำลายอาณาจักรได้ และเคยยืนอยู่ท่ามกลางสงครามโดยไม่รู้สึกหวาดกลัวแม้แต่น้อย แต่เมื่อเส้นสีแดงปรากฏขึ้นบนข้อมือของโรสลิน เขากลับรู้สึกว่าทุกสิ่งที่มีอยู่ในโลกนี้อาจสูญเสียไปได้ในพริบตา “ข้าไม่ชอบความไม่แน่นอน” เขาตอบในที่สุด โรสลินยิ้มบาง ๆ “นั่นไม่ใช่คำตอบค่ะ” “เจ้าต้องการให้ข้าพูดอะไร” “ความจริงค่ะ” อาเดรียนมองเธอ เขาอาจโกหกได้อีกครั้ง อาจบอกว่าเขาเพียงกลัวจะสูญเสียกุญแจที่ใช้แก้คำสาป หรือกลัวว่าแผนการของวาเลเรียนจะสำเร็จ แต่โรสลินขอให้เขาเชื่อใจเธอ และเขาเพิ่งรับปากว่าจะไม่ปิดบังเรื่องสำคัญอีก “ใช่” เขาพูดเสียงต่ำ “ข้ากลัว” โรสลินนิ่งไป อาเดรียนเบือนหน้ามองหน้าต่าง “ข้ากลัวว่าเจ้าจะตายต่อหน้าข้า และข้าจะทำอะไรไม่ได้เลย” หัวใจของหญิงสาวอ่อนยวบลง เธอไม่เคยคิดว่าจะได้ยินคำพูดเช่นนี้จากปากราชาแวมไพร์ผู้เย็นชา “ฉันยังอยู่ตรงนี้ค่ะ” “ข้ารู้” “แล้วฉันจะพยายามไม่ทำให้ท่านต้องตกใจอีก” อาเดรียนหันกลับมา “อย่าสัญญาในสิ่งที่เจ้าควบคุมไม่ได้” โรสลินยิ้ม “ถ้าอย่างนั้น ฉันจะสัญญาว่าจะพยายามดูแลตัวเองให้ดีที่สุดค่ะ” เขาพยักหน้า คราวนี้คำตอบนั้นเพียงพอแล้ว โรสลินหลับตาลงอีกครั้ง และไม่นานนัก ลมหายใจของเธอก็สม่ำเสมอขึ้น อาเดรียนนั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียง ทอดสายตามองหญิงสาวที่กำลังหลับใหล เขายื่นมือออกไปอย่างลังเล ก่อนหยุดอยู่ห่างจากมือของเธอเพียงเล็กน้อย เขาไม่ต้องการแตะต้องเธอโดยไม่จำเป็น แต่เมื่อโรสลินขยับมือออกจากผ้าห่ม นิ้วของเธอก็สัมผัสปลายนิ้วเขาเบา ๆ อาเดรียนชะงัก แม้เป็นเพียงสัมผัสแผ่วเบา เขากลับไม่ยอมดึงมือหนี เขานั่งอยู่เช่นนั้นจนแสงแรกของรุ่งอรุณเริ่มปรากฏเหนือขอบฟ้า และเป็นครั้งแรกในรอบหลายศตวรรษที่เขารู้สึกว่า การเฝ้ารอให้ใครสักคนตื่นขึ้นมา อาจเป็นสิ่งที่มีความหมายมากกว่าการรอคอยชัยชนะในสงครามใด ๆ ### 2\. กุญแจที่มีเจตจำนงเป็นของตัวเอง รุ่งเช้า เอเวอเร็ตต์นำตำราเก่าแก่สามเล่มมาวางบนโต๊ะในห้องทำงานของอาเดรียน โรสลินนั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม โดยมีถ้วยชาสมุนไพรอุ่น ๆ อยู่ในมือ แม้ร่างกายจะยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ แต่เธอยืนยันว่าจะร่วมฟังการตรวจสอบด้วย “จากบันทึกของราชวงศ์แวมไพร์” เอเวอเร็ตต์เริ่มอธิบาย “พันธะเลือดระหว่างสองสายเลือดสามารถใช้เป็นช่องทางถ่ายทอดพลังได้ หากมีเวทมนตร์ภายนอกแทรกแซง ผู้ใช้เวทอาจดึงพลังของทั้งสองฝ่ายไปใช้โดยที่เจ้าของพันธะไม่รู้ตัว” โรสลินเปิดตำราตรงหน้าตัวเอง “แล้วทำไมฉันถึงปิดกั้นมันได้คะ” “เพราะสายเลือดจันทราของเลดี้โรสลินมีคุณสมบัติพิเศษขอรับ มันไม่ได้ตอบสนองต่อพลังเพียงอย่างเดียว แต่ตอบสนองต่อเจตจำนงของผู้ถือครองด้วย” อาเดรียนหรี่ตา “หมายความว่าอย่างไร” เอเวอเร็ตต์ชี้ไปยังข้อความที่เขียนด้วยอักษรโบราณ “ในบันทึกเรียกสิ่งนี้ว่า ‘เจตจำนงอิสระแห่งจันทรา’ ผู้สืบทอดสายเลือดนี้สามารถปฏิเสธการควบคุมจากเวทมนตร์ภายนอกได้ หากเข้าใจพลังของตนเองอย่างแท้จริง” โรสลินอ่านข้อความนั้นซ้ำสองครั้ง “ถ้าฉันควบคุมมันได้ ฉันก็สามารถหยุดวาเลเรียนไม่ให้ดึงพลังผ่านพันธะได้ใช่ไหมคะ” “เป็นไปได้ขอรับ แต่ยังไม่มีบันทึกที่ยืนยันว่ามีผู้ใดทำสำเร็จหลังจากพันธะถูกใช้เป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรม” “ก็แปลว่ายังไม่มีใครลองมากพอสินะคะ” เอเวอเร็ตต์กระแอมเบา ๆ “อาจกล่าวได้เช่นนั้นขอรับ” อาเดรียนปิดตำราลง “เจ้าจะไม่ทดลองพลังนี้ตามลำพัง” โรสลินเงยหน้าขึ้น “ฉันยังไม่ได้บอกว่าจะทดลองเสียหน่อยค่ะ” “แต่เจ้ากำลังคิด” เธออ้าปากค้าง “ท่านอ่านใจฉันได้หรือคะ!” “ไม่จำเป็นต้องอ่าน ในเมื่อสีหน้าเจ้าบอกทุกอย่าง” โรสลินยกมือแตะแก้มตัวเองโดยอัตโนมัติ อาเดรียนถอนหายใจ “เราจะฝึกในห้องเวทมนตร์ชั้นใน มีข้ากับเอเวอเร็ตต์คอยควบคุม และจะหยุดทันทีหากเจ้ารู้สึกผิดปกติ” โรสลินยิ้มกว้าง “ตกลงค่ะ” “อย่าดีใจเร็วเกินไป การฝึกนี้จะไม่ใช่เรื่องสนุก” “ฉันรู้ค่ะ” เธอเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนพูดต่อ “แต่ฉันอยากเป็นคนที่ปกป้องตัวเองได้ และถ้าฉันช่วยหยุดพิธีกรรมของวาเลเรียนได้ ฉันก็อยากลองค่ะ” อาเดรียนมองเธออยู่ครู่หนึ่ง เขาไม่ได้ตอบทันที เพราะรู้ดีว่าความปรารถนาของเธอไม่ใช่ความดื้อรั้นไร้เหตุผล โรสลินไม่ได้ต้องการพลังเพื่อเอาชนะทุกคน เธอต้องการพลังเพื่อไม่ให้ใครสามารถพรากสิทธิ์ในการเลือกชีวิตของเธอไปได้อีก “เช่นนั้นเราจะเริ่มพรุ่งนี้” เขากล่าว “พรุ่งนี้เลยหรือคะ?” “เจ้าต้องพักให้ร่างกายฟื้นตัวก่อน” “แต่ฉันรู้สึกดีขึ้นมากแล้วนะคะ” “และข้าต้องการให้เจ้ามีชีวิตอยู่จนถึงวันพรุ่งนี้ด้วย” โรสลินเงียบไป ก่อนจะยิ้มออกมาอย่างอ่อนโยน “ค่ะ ฉันจะพัก” อาเดรียนลุกขึ้นจากเก้าอี้ “ดี” เขาเดินไปถึงประตูแล้ว แต่เสียงของโรสลินก็ดังขึ้นอีกครั้ง “อาเดรียนคะ” เขาหันกลับมา “อะไร” “ขอบคุณที่เมื่อคืนไม่ปล่อยมือฉันค่ะ” ราชาแวมไพร์นิ่งงัน เขาไม่ได้ตอบ เพียงมองเธออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหันหลังออกจากห้องไป แต่โรสลินสังเกตเห็นว่าใบหูของเขาแดงขึ้นเล็กน้อย และนั่นทำให้เธอยิ้มอยู่คนเดียวเป็นเวลานาน ### 3\. เงาที่เริ่มขยับ ในเวลาเดียวกัน ณ วิหารร้างใต้หุบเขาทางเหนือ วาเลเรียนกำลังยืนอยู่หน้าประตูหินโบราณ เลือดสีแดงเข้มลอยอยู่เหนือวงเวท ขณะที่เส้นพลังสีดำค่อย ๆ ไหลเข้าสู่รอยแยกบนประตู แต่ทันใดนั้น แสงสีเงินเส้นหนึ่งก็ปรากฏขึ้นกลางวงเวท เส้นพลังสีดำทั้งหมดสั่นสะเทือน ก่อนถูกผลักกลับอย่างรุนแรง วาเลเรียนถอยหลังไปครึ่งก้าว รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาหายไป “เป็นไปไม่ได้…” เขายกมือขึ้นพยายามควบคุมวงเวทอีกครั้ง แต่พลังที่เคยไหลผ่านพันธะกลับถูกปิดกั้นอย่างสมบูรณ์ เสียงหัวเราะแหบพร่าดังมาจากอีกฟากหนึ่งของประตู “ทายาทแห่งจันทรา…เริ่มตื่นแล้วสินะ” วาเลเรียนกำมือแน่น “นางยังควบคุมพลังได้ไม่ถึงครึ่งด้วยซ้ำ” “แต่เลือดของนางเลือกที่จะปฏิเสธเจ้าแล้ว” คำพูดนั้นทำให้แววตาของวาเลเรียนแข็งกร้าวขึ้น เขาใช้เวลาหลายศตวรรษตามหาทายาทคนสุดท้ายของราชวงศ์จันทรา วางแผนทุกขั้นตอนเพื่อใช้พันธะเลือดเปิดผนึกที่ถูกสร้างขึ้นเมื่อพันสองร้อยปีก่อน เขาคิดว่าความรักจะทำให้พันธะสมบูรณ์ คิดว่าความกลัวจะทำให้โรสลินยอมจำนน และคิดว่าอาเดรียนจะยอมทำทุกอย่างเพื่อรักษาชีวิตของตนเอง แต่ตอนนี้เขาเริ่มเห็นแล้วว่า สิ่งที่กำลังเติบโตระหว่างราชาแวมไพร์กับทายาทแห่งจันทราอาจไม่ใช่จุดอ่อนอย่างที่เขาคาดไว้ มันอาจกลายเป็นสิ่งที่ทำลายแผนการทั้งหมดของเขาได้ วาเลเรียนยกมือขึ้นเรียกวงเวทอีกวงหนึ่ง ภาพของชายหนุ่มผมสีทองปรากฏขึ้นเหนือแท่นหิน คัลเลน แบล็กวูด “หากใช้ราชาแวมไพร์ไม่ได้ผล…” วาเลเรียนพึมพำ “เราก็ต้องเริ่มจากคนที่เคยเป็นคู่แท้ของนาง” เงามืดแผ่ขยายออกไปทั่วพื้นวิหาร “ถึงเวลาที่เจ้าจะชดใช้ความผิดพลาดของตัวเองแล้ว คัลเลน” บนผิวประตูหิน รอยแยกสีแดงค่อย ๆ สว่างขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ เสียงที่ดังมาจากด้านในไม่ได้เรียกร้องเลือด แต่มันเรียกชื่อของหญิงสาวเพียงคนเดียว “โรสลิน…” และที่ปราสาทแบล็กธอร์น โรสลินสะดุ้งขึ้นจากเก้าอี้ทันที ถ้วยชาในมือสั่นไหว เธอได้ยินเสียงนั้นชัดเจน ทั้งที่ไม่มีใครอยู่ใกล้ตัว ทั้งที่พันธะเลือดของเธอสงบลงแล้ว เสียงจากอีกฟากของผนึกยังคงกระซิบซ้ำ “กลับบ้านของเจ้า…ทายาทแห่งจันทรา” โรสลินยกมือแตะจี้หินสีขาวที่ห้อยอยู่ตรงลำคอ แสงสีเงินส่องสว่างขึ้นจากภายในจี้ ก่อนจะปรากฏรอยร้าวเล็ก ๆ บนผิวหิน เธอรู้ทันทีว่า สิ่งที่วาเลเรียนกำลังตามหาอาจไม่ใช่เพียงเลือดของเธอ แต่อาจเป็นความลับที่แม่ของเธอพยายามปกป้องมาตลอดชีวิต และหากเธอต้องการหยุดพิธีกรรมก่อนคืนพระจันทร์เต็มดวง เธอจะต้องค้นหาความจริงเกี่ยวกับราชวงศ์จันทราให้พบ ก่อนที่ประตูซึ่งถูกปิดผนึกมานานกว่าพันปีจะเปิดออกอย่างสมบูรณ์ชื่อของอาเดรียน วาลมอร์หายไปจากแผนที่เวทมนตร์ต่อหน้าทุกคน ไม่มีเสียงระเบิด ไม่มีเปลวไฟลุกท่วม และไม่มีรอยแตกร้าวบนพื้นห้องบัญชาการ ทว่าความเงียบที่เกิดขึ้นกลับน่าหวาดหวั่นยิ่งกว่าภัยพิบัติใด ๆ เพราะชั่วขณะที่ชื่อของราชาแวมไพร์ถูกลบออกไป โรสลินรู้สึกได้ว่าพันธะเลือดระหว่างนางกับเขาสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ราวกับโลกทั้งใบกำลังพยายามลืมว่าเขาเคยมีตัวตน “อาเดรียน!” นางคว้ามือเขาไว้ทันที ราชาแวมไพร์ยืนตัวแข็ง ดวงตาสีแดงที่เคยส่องประกายราวกับเปลวเพลิงกำลังซีดจางลงทีละน้อย ขอบร่างของเขาโปร่งแสงเพียงชั่วพริบตา ก่อนกลับคืนสู่สภาพเดิม เซราฟีนก้าวเข้ามาหาเจ้านายด้วยสีหน้าตื่นตระหนก “ฝ่าบาท!” อาเดรียนยกมือขึ้นเป็นสัญญาณห้ามไม่ให้นางเข้ามาใกล้กว่าเดิม “อย่าแตะต้องข้า” น้ำเสียงของเขายังคงหนักแน่น แต่โรสลินสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดที่ซ่อนอยู่ในพันธะ นางบีบมือเขาแน่นขึ้น “ฉันอยู่ตรงนี้ คุณได้ยินฉันไหม?” “ได้ยิน” “มองฉัน” อาเดรียนหันมาสบตานาง โรสลินปล่อยพลังจันทราออกจากฝ่ามือ แสงสีเงินไหลคลุมมือของทั้งคู่ ไม่ได้พยายามบังคับให้ชื่อของเขากลับไปอยู่บนแผนที่ แต่กำลังยืนยันสิ่งที่แผนที่ไม่อาจต
“คนที่สั่งให้ราชวงศ์จันทราล่มสลาย... ไม่ใช่เอเรนเพียงคนเดียว” เสียงของอิซาราดับลง ทิ้งไว้เพียงความเงียบที่หนักอึ้งอยู่กลางวิหาร โรสลินก้มมองจี้พระจันทร์เสี้ยวในมือ เส้นสีดำบนผิวหินขยับช้า ๆ ราวกับเส้นเลือดที่กำลังเต้น ก่อนจะหยุดนิ่งตรงสัญลักษณ์รูปดวงตาซึ่งปรากฏขึ้นในวงกลมไม่สมบูรณ์ เธอเงยหน้ามองชายผมขาวที่ยืนอยู่ตรงข้าม “คุณบอกว่าคุณเป็นคนสั่งปิดผนึกเมืองหลวง” “ใช่” “และคุณรู้ว่าการตัดสินใจนั้นจะทำให้ผู้คนจำนวนมากตาย” เอเรนไม่หลบสายตา “ข้ารู้” “แต่คุณไม่ได้บอกว่าคุณเป็นคนสั่งให้ราชวงศ์จันทราล่มสลาย” “เพราะสองสิ่งนั้นไม่เหมือนกัน” “สำหรับคนที่ตายอยู่ข้างใน พวกมันอาจไม่ต่างกันเลย” คำพูดของโรสลินทำให้เซราฟีนขยับมือเข้าใกล้ด้ามดาบ นางไม่ได้ชักมันออกมา แต่พร้อมรับมือหากชายผมขาวคิดจะใช้พลังบางอย่าง อาเดรียนยืนอยู่ข้างโรสลิน ใบหน้าของเขายังคงเย็นชา ทว่าดวงตาสีแดงเข้มกลับมีประกายผิดปกติ เขากำลังพยายามนึกถึงบางสิ่งที่อยู่ลึกลงไปในความทรงจำ “เจ้ารู้ว่าใครเป็นคนที่สองหรือไม่” ราชาแวมไพร์ถาม เอเรนหลับตาลงชั่วครู่ “ข้าเคยคิดว่ารู้” “แต่ตอนนี้ไม่แน่ใจ?” “ตอนนี้ข้าไม่แน่ใจแม้กระทั่ง
เสียงเรียกจากหลังประตูทำให้ทั้งวิหารสั่นสะเทือน “ผู้เฝ้าประตูคนสุดท้าย... ในที่สุดเจ้าก็กลับมา” อาเดรียนยังคงคุกเข่าอยู่บนพื้นหิน มือข้างหนึ่งกดลงบนหน้าอก ขณะที่เส้นสีเงินค่อย ๆ แผ่กระจายใต้ผิวหนังของเขา ราวกับมีบางสิ่งกำลังตื่นขึ้นจากการหลับใหลอันยาวนาน โรสลินประคองไหล่เขาไว้แน่น “อาเดรียน มองข้า อย่าฟังเสียงนั้น” เขาพยายามเงยหน้าขึ้น ดวงตาสีแดงสลับกับสีเงินอย่างควบคุมไม่ได้ “ข้าได้ยินมันมาตลอดชีวิต” เขากระซิบ “แต่ไม่เคยรู้ว่ามันเป็นเสียงของใคร” “ตอนนี้ท่านรู้แล้วหรือ” “ไม่ทั้งหมด” คำตอบนั้นทำให้โรสลินรู้สึกโล่งใจอย่างประหลาด อย่างน้อยเขาก็ยังไม่ยอมเชื่อทุกสิ่งที่เห็นเพียงเพราะมันดูเหมือนความทรงจำของตัวเอง เธอจับมือเขาไว้ “เช่นนั้นเราจะหาคำตอบด้วยกัน” อาเดรียนบีบมือเธอตอบ ก่อนค่อย ๆ ลุกขึ้นยืน แม้ความเจ็บปวดจะยังทำให้สีหน้าเขาซีดลงก็ตาม อีกด้านหนึ่ง เอเรนยืนขวางอยู่ระหว่างพวกเขากับประตูบานที่สาม ใบหน้าของชายผมขาวเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง แววตาสีเงินที่เคยสงบนิ่งเต็มไปด้วยความระมัดระวัง “ทุกคนถอยออกจากประตู” เขาสั่ง เซราฟีนชักดาบออกมา “ท่านไม่มีสิทธิ์สั่งพวกเรา” “หากเจ้า
เสียงแตกร้าวจากประตูบานที่สามดังขึ้นพร้อมกับความเงียบงันที่แผ่ปกคลุมวิหารใต้ดิน ชายผมขาวยืนมองรอยแยกบนแท่นหินโดยไม่ขยับเขยื้อน แสงสีเงินในดวงตาของเขาสั่นไหวเล็กน้อย ก่อนจะกลับมาเย็นชาเช่นเดิม เขารู้ดีว่ารอยร้าวนั้นหมายถึงอะไร มันไม่ใช่สัญญาณว่าผนึกกำลังอ่อนแอลงตามกาลเวลา แต่เป็นผลจากการที่ผู้ถือครองนามส่วนแรกเริ่มเข้าใกล้ความจริง โรสลิน วินเทอร์ กำลังเดินตามเส้นทางที่ถูกปิดตายมานานกว่าพันปี และอาเดรียนกำลังจะกลับไปยังสถานที่ซึ่งความตายครั้งแรกของเขาได้เปลี่ยนชะตาของโลกทั้งสองไปตลอดกาล “เจ้าควรหยุดพวกเขา” เสียงจากความมืดกล่าว ชายผมขาวส่ายหน้า “ข้าหยุดพวกเขามานานพอแล้ว” “หากพวกเขาเปิดเผยนามของเจ้า ทุกสิ่งที่เจ้าพยายามรักษาไว้อาจพังทลาย” “หากความจริงทำให้สิ่งที่สร้างขึ้นจากคำโกหกพังทลาย มันก็สมควรพัง” เขาหันหลังให้ประตูบานที่สาม ก่อนเดินลึกเข้าไปในทางเดินมืด “เตรียมตัวให้พร้อม เมื่อพวกเขามาถึงวิหารแห่งแรก ข้าจะไม่ซ่อนตัวอีกต่อไป” สามวันหลังจากได้รับแหวนเงิน โรสลินกับอาเดรียนออกเดินทางไปยังวิหารแห่งแรก โดยมีเซราฟีนและองครักษ์แวมไพร์จำนวนหนึ่งติดตามไปด้วย สถานที่แห่งนั้นตั้งอ
โรสลินไม่เคยเห็นอาเดรียนเงียบงันได้นานขนาดนี้มาก่อนหลังจากจี้หินสีขาวเปล่งแสงและเผยคำว่า ผู้พิทักษ์แห่งนามแรก เขาก็แทบไม่พูดอะไรอีก ชายผู้เคยเผชิญหน้ากับศัตรูนับพันโดยไม่กะพริบตากลับนั่งนิ่งอยู่ข้างหน้าต่าง ราวกับกำลังเผชิญหน้ากับสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าความตายโรสลินไม่ได้เร่งรัดให้เขาตอบคำถามเธอรู้ดีว่าบางครั้งความเงียบไม่ได้หมายถึงการปิดบัง แต่อาจหมายถึงการพยายามทำความเข้าใจกับความจริงที่ไม่เคยมีใครเตรียมใจรับมือกระนั้น เธอก็ไม่คิดจะปล่อยให้เรื่องนี้ถูกฝังไว้ใต้ความเงียบตลอดไป“ท่านจำอะไรได้บ้าง”อาเดรียนหันมามองเธอ“ไม่มากพอจะเรียกว่าความทรงจำ”“แต่ก็ไม่ใช่ไม่รู้อะไรเลย”เขาถอนหายใจเบา ๆ ก่อนยื่นมือมาแตะจี้ที่อยู่บนลำคอของเธอ ทว่าคราวนี้เขาไม่ได้สัมผัสมันโดยตรง เพียงหยุดนิ้วไว้ห่างจากผิวหินเล็กน้อย“ตอนข้ายังเด็ก ข้ามักฝันถึงสถานที่แห่งหนึ่ง เป็นห้องสีขาวที่ไม่มีประตู ไม่มีหน้าต่าง และไม่มีเงา ในห้องนั้นมีเสียงผู้หญิงเรียกชื่อข้า”“นางเรียกชื่ออาเดรียนหรือ”“ไม่ใช่”คำตอบนั้นทำให้โรสลินขมวดคิ้ว“แล้วนางเรียกท่านว่าอะไร”อาเดรียนหลุบตาลง“ข้าจำไม่ได้ แต่ทุกครั้งที่ตื่นขึ้น ข้าจะรู
เสียงนั้นยังคงก้องอยู่ในความทรงจำของโรสลิน แม้เธอกับอาเดรียนจะเดินออกมาจากถ้ำแล้วก็ตาม “จงรีบกลับมา ก่อนที่เจ้าจะได้รู้ว่าใครเป็นคนสร้างราชวงศ์จันทราขึ้นมา... และใครเป็นคนสั่งให้มันล่มสลาย” คำพูดนั้นไม่เหมือนคำข่มขู่ และไม่เหมือนคำเชื้อเชิญจากความว่างเปล่าที่พยายามล่อลวงเธอมาตลอดหลายวัน มันฟังคล้ายคำเตือนจากใครบางคนที่รอคอยมานานแสนนาน โรสลินหยุดยืนตรงปากถ้ำ ลมหนาวพัดผ่านเส้นผมของเธอ ขณะที่จี้หินสีขาวบนลำคอเย็นจัดจนแทบเหมือนน้ำแข็ง สัญลักษณ์รูปดวงตาที่ปรากฏอยู่บนผิวหินค่อย ๆ เลือนหาย เหลือเพียงรอยเส้นสีเงินจาง ๆ “เจ้าคิดว่าเสียงนั้นเป็นใคร” เธอถาม อาเดรียนยืนอยู่ข้างกาย ดวงตาสีแดงจับจ้องความมืดภายในถ้ำ “ข้ายังไม่รู้” “ปกติท่านจะมีคำตอบที่น่าหงุดหงิดกว่านี้ อย่างน้อยก็ต้องบอกว่าทุกอย่างอยู่ในการควบคุม” “ข้าไม่เคยบอกว่าทุกอย่างอยู่ในการควบคุม” “ท่านเคยพูดว่าไม่มีสิ่งใดหลุดรอดสายตาของราชาแวมไพร์” “นั่นเป็นคำกล่าวที่ใช้ข่มขู่ขุนนางโง่เขลา ไม่ใช่คำสารภาพต่อหญิงที่รู้จักข้าดีกว่าคนเหล่านั้น” โรสลินเหลือบมองเขา “ท่านกำลังยอมรับว่าข้ารู้จักท่านดีหรือ” “อย่าทำให้ข้าต้องเสียใจที่พูดค







