로그인ฟ้ารุ่งรีบเก็บม้วนแบบแปลนและอุปกรณ์ลงกระเป๋าด้วยท่าทางคล่องแคล่ว ทว่าในใจกลับเต้นรัวอย่างคุมไม่อยู่ เมื่อสัมผัสได้ถึงสายตาคมกริบที่จ้องมองเธอไม่วางตาจากทางด้านหลัง
"วันนี้รายละเอียดครบถ้วนแล้วค่ะคุณพชร เดี๋ยวฟ้าจะกลับไปแก้แบบห้องโถงตามที่คุณต้องการ แล้วจะส่งไฟล์ให้ตรวจอีกทีนะคะ"
เธอกล่าวพลางขยับถอยห่าง แต่ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่กลับก้าวเข้ามาขวางทางออกไว้อย่างใจเย็นพชร ในเสื้อเชิ้ตสีดำพับแขนเผยให้เห็นรอยสักลวดลายวิจิตรที่ลามออกมาถึงข้อมือและลำคอ ส่งให้เขาดูมีอำนาจและน่าค้นหาอย่างประหลาด เขาพิงกรอบประตูพลางกอดอก แววตาที่จ้องมองมานั้นไม่ได้มีความดุร้าย แต่มันกลับเต็มไปด้วยความ "พึงพอใจ" จนคนถูกมองหน้าร้อนผ่าว
"จะรีบไปไหนล่ะครับคุณฟ้า นี่ก็จะเย็นมากแล้ว... ผมว่าเราไปหาอะไรทานกันก่อนดีกว่า"
น้ำเสียงทุ้มต่ำของเขาฟังดูเหมือนคำชวนทั่วไป แต่แฝงไปด้วยความเอาแต่ใจของคนที่คุ้นชินกับการได้รับทุกอย่างที่ต้องการ
"ขอบคุณค่ะ แต่ฟ้ามีนัดกับเพื่อนแล้วค่ะ"
เธอโกหกคำโต หวังจะปลีกตัวออกไปจากบรรยากาศที่เริ่มอึดอัดนี้
"นัดกับเพื่อน... หรือนัดกับคนที่จดทะเบียนรถผมไปเมื่อเช้าล่ะครับ?"
พชรเลิกคิ้วถามพร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ ทำเอาฟ้ารุ่งชะงักกึก
"ผมจำได้นะว่ารถที่ขวางหน้าผมเมื่อเช้า มีผู้หญิงหน้าตาเหมือนคุณเป๊ะนั่งอยู่ข้างคนขับ
"ฟ้ารุ่งหน้าร้อนฉ่า
"ฟ้า... คือนั่นมันอุบัติเหตุค่ะ ฟ้าไม่ได้ตั้งใจ"
"งั้นถือซะว่าเป็นการไถ่โทษที่ทำให้ผมเสียเวลาไปห้านาทีเมื่อเช้าก็แล้วกัน"
พชรขยับเข้ามาใกล้จนได้กลิ่นน้ำหอมแนววู้ดดี้จางๆ จากตัวเขา
"ร้านอาหารบรรยากาศดี ๆ ไม่ไกลจากที่นี่ ผมจองไว้แล้ว... อย่าให้ฟ้าต้องปฏิเสธน้ำใจผมเลยนะครับ นักออกแบบคนเก่ง"
เขาผึ่งมือเชิญอย่างสุภาพแต่กดดันในที ฟ้ารุ่งเม้มปากแน่น มองดูรอยสักบนมือเขาที่ดูน่าเกรงขาม ก่อนจะตัดสินใจว่าจะเอายังไงต่อดี
ฟ้าพยายามฝืนยิ้มขณะที่มือยังคงกำสายกระเป๋าแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด "คือ... ฟ้าเพิ่งนึกได้ค่ะว่าพี่รัตน์ เจ้านายของฟ้า เรียกประชุมด่วนเย็นนี้เรื่องส่งงานลูกค้ารายใหญ่ ถ้าฟ้าไม่เข้าออฟฟิศตอนนี้คงแย่แน่ๆ ค่ะ"พชรเลิกคิ้วมองเธอด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก เขาขยับกายเพียงเล็กน้อยแต่กลับทำให้ฟ้าลนลานจนต้องก้าวถอยหลัง "ประชุมตอนหกโมงเย็นเนี่ยนะ? เจ้านายคุณใจร้ายขนาดนั้นเลยเหรอ""ค่ะ พี่รัตน์เขาเป็นพวกบ้างานน่ะค่ะ ฟ้าขอโทษจริงๆ นะคะคุณพชร ไว้โอกาสหน้า... ถ้าฟ้าว่างกว่านี้" เธอรีบเอ่ยตัดบทพลางทำท่าจะเดินเลี่ยง แต่เขากลับกางแขนข้างที่มีรอยสักเต็มพาดทับขอบประตูไว้ ขนาบเธอไว้ในพื้นที่แคบ ๆ
"ตลอดอาทิตย์ที่ผ่านมา ผมเห็นคุณไปทั้งห้างสรรพสินค้า ร้านกาแฟแถวสุขุมวิท แม้แต่ที่จอดรถคอนโดคุณ... คุณก็ดูไม่เห็นจะยุ่งขนาดนี้เลยนี่ครับ"
คำพูดเรียบ ๆ ของเขาทำให้ฟ้าเย็นวาบไปถึงสันหลัง เขาติดตามเธอจริง ๆ อย่างที่เธอสงสัยมาตลอด!
ความหวาดกลัวเริ่มจู่โจมหัวใจจนหน้าซีดเผือด เขาไม่ใช่แค่ลูกค้าที่ขี้ตื้อ แต่เขาคือคนอันตรายที่พร้อมจะล่าเหยื่ออย่างเธอไม่ให้คลาดสายตา
"คุณ... คุณตามฟ้าเหรอคะ?"
น้ำเสียงของเธอสั่นพร่าอย่างห้ามไม่ได้
"ผมแค่เป็นคนใส่ใจครับฟ้า" พชรโน้มใบหน้าลงมาจนลมหายใจอุ่น ๆ รดพวงแก้ม
"และผมก็เป็นคนที่ไม่ชอบโดนปฏิเสธซ้ำ ๆ ด้วย... ให้ผมไปส่งที่คุณออฟฟิศไหม? จะได้เข้าไปสวัสดี 'คุณรุ่งรัตนา' ของคุณด้วยคน"
ฟ้ารุ่งลอบกลืนน้ำลายลงคอที่แห้งผาก เธอรู้ดีว่าคำชวนของเขาไม่ใช่ข้อเสนอ แต่มันคือคำสั่งที่เธอแทบไม่มีทางเลือก
ฟ้ารุ่งสูดหายใจเข้าลึกๆ เรียกสติที่เกือบจะกระเจิงให้กลับมามั่นคง เธออาศัยจังหวะที่พชรชะงักรอคำตอบ ค่อย ๆ เบี่ยงตัวหลบออกจากพันธนาการทางสายตาและช่วงแขนของเขาอย่างนุ่มนวล ท่วงท่าของเธอแฝงไปด้วยความสุขุมของมืออาชีพเธอยืนเว้นระยะห่างในจุดที่สายตาของแม่บ้านที่กำลังเดินผ่านโถงทางเดินมองเห็นได้พอดี และที่สำคัญ... เธอแว่วเสียงฝีเท้าหนักๆ ของ ‘เสี่ยอำนาจ’ ผู้เป็นพ่อของพชรที่กำลังเดินลงมาจากชั้นสองฟ้ารุ่งระบายยิ้มเย็น ๆ ที่ดูสุภาพแต่แฝงไปด้วยกำแพงบางอย่าง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงนิ่มนวลทว่าชัดเจน
"อย่าเพิ่งรีบร้อนขนาดนั้นเลยค่ะคุณพชร วันนี้ฟ้าติดงานด่วนจริง ๆ แต่เห็นแก่ที่คุณพชรตั้งใจชวน... พรุ่งนี้ช่วงกลางวันฟ้ายังพอมีเวลาว่างอยู่บ้าง ถ้าคุณพชรไม่รังเกียจ ขอเป็นมื้อเที่ยงพรุ่งนี้แทนน่าจะสะดวกกว่านะคะ"
คำตอบของเธอทำให้พชรนิ่งไปชั่วครู่ ดวงตาคมกริบหรี่มองเหมือนกำลังประเมินว่าเธอกำลังใช้แผน "ถอยเพื่อตั้งหลัก" หรือไม่ แต่เมื่อได้ยินเสียงกระแอมของบิดาดังมาจากด้านหลัง เขาก็จำต้องลดท่าทีคุกคามลง
"เอาแบบนั้นก็ได้ครับคุณฟ้า..."
พชรยอมถอยออกมาหนึ่งก้าว ยิ้มตอบเธอด้วยสายตาที่ยังคงทิ้งร่องรอยของการล่าไว้อย่างไม่ปิดบัง
"พรุ่งนี้กลางวัน ผมจะไปรับคุณที่หน้าออฟฟิศด้วยตัวเอง หวังว่าคงไม่มี 'งานด่วน' เข้ามาแทรกกะทันหันอีกนะครับ"
ฟ้ารุ่งยิ้มรับเพียงนิดก่อนจะรีบขอตัวเดินเลี่ยงออกมาทันที ทิ้งให้พชรยืนมองตามหลังเธอไปพร้อมกับรอยสักบนมือที่ขยับตามแรงกำหมัดแน่น
"อ้าว! หนูฟ้า จะกลับแล้วเหรอครับ?"
เสียงทุ้มกังวานที่มาพร้อมกับเสียงหัวเราะร่วนดังขึ้นก่อนที่ตัวจะถึงเสียอีก เสี่ยอำนาจ เดินพุงนำหน้าเข้ามา ใบหน้ากลมเกลี้ยงเกลาและศีรษะที่ล้านเลี่ยนสะท้อนแสงไฟวิบวับดูมีสง่าราศีตามแบบฉบับเศรษฐีใจดี ท่านฉีกยิ้มกว้างจนตาปิดพลางยกมือรับไหว้ฟ้ารุ่งอย่างเป็นกันเอง
"ค่ะเสี่ย พอดีฟ้ามีงานด่วนที่ออฟฟิศนิดหน่อยค่ะ เลยต้องขอตัวก่อน"
ฟ้ารุ่งชะงักเท้าแล้วปั้นยิ้มตอบกลับด้วยความนอบน้อม อย่างน้อยการเจอเสี่ยอำนาจในตอนนี้ก็เหมือนได้ระฆังมาช่วยช่วยชีวิต"โถ่... ขยันจริง ๆ เลยแม่คุณ เอางี้ไหม เดี๋ยวให้เจ้าพชรมันไปส่ง งานการน่ะพักบ้างก็ได้นะหนู"
เสี่ยอำนาจหันไปกวักมือเรียกลูกชายเสียงดังลั่น
"เฮ้ย! ตาเพชร มาส่งหนูฟ้าเขาหน่อยไป๊ อย่ามัวแต่ยืนบื้อ!
"พชรที่เดินตามหลังมาติดๆ กระตุกยิ้มที่มุมปาก สายตาของเขายังคงจับจ้องที่ฟ้ารุ่งอย่างไม่ลดละ
"ไม่ต้องห่วงครับป๊า ผมนัดกับคุณฟ้าไว้แล้วว่าพรุ่งนี้จะไปรับเธอทานข้าวเที่ยง ส่วนเย็นนี้... เธอคงอยากรีบไปจัดการ 'งานสำคัญ' ของเธอมากกว่า"
เสี่ยอำนาจหัวเราะฮ่า ๆ พลางตบพุงดังปึ้ง
"ดี ๆ งั้นพรุ่งนี้จัดเต็มเลยนะเจ้าเพชร เลือกร้านดี ๆ อย่าให้หนูฟ้าเขาเสียน้ำใจล่ะ"
ก่อนจะหันมาทางหญิงสาว "งั้นรีบไปเถอะหนูฟ้า ขอบคุณมากนะที่มาช่วยดูบ้านให้ป๊า เดินทางปลอดภัยนะลูก!"
ฟ้ารุ่งรีบไหว้ลาแล้วก้าวเท้าฉับ ๆ ออกไปที่รถทันที เธอรู้สึกได้ถึงสายตาของคนสองพ่อลูกที่มองตามหลังมา คนหนึ่งมองด้วยความเอ็นดู... แต่อีกคนมองเหมือนจะกลืนกินเธอเข้าไปทั้งตัว
สายลมโชยเอื่อยพัดพาเอากลิ่นอายความสดชื่นของร่มไม้ใบหนาเข้ามาภายในห้องนอนใหญ่ที่กำลังอยู่ระหว่างการปรับปรุงขยายพื้นที่เป็นครั้งสุดท้าย ฟ้ารุ่ง ยืนอยู่กลางห้องพลางกางแบบพิมพ์เขียวในมือออกตรวจดูความเรียบร้อยรอบ ๆ เธอดึงดันที่จะเดินทางมาดูงานที่บ้านสวนของ เรืองรบ ในวันนี้เพียงลำพังเพื่อเก็บรายละเอียดหน้างานส่วนสุดท้ายให้เสร็จสมบูรณ์"ทำไมมาดูงานถึงไม่ยอมบอกผมล่ะ?"เรืองรบเอ่ยถาม น้ำเสียงทุ้มต่ำแฝงไปด้วยความตัดพ้อบางเบาฟ้ารุ่งชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะแสร้งทำเป็นตรวจเช็กหน้าต่างกระจกบานโตเพื่อหลบสายตาคมกริบคู่นั้น "ฟ้าเห็นว่าเป็นแค่การเก็บงานส่วนสุดท้ายสั้น ๆ ค่ะ ไม่อยากรบกวนคุณ”“รบกวนอะไรกัน..”ชายหนุ่มขยับเข้าไปยืนเคียงข้างเธอ"ชอบสไตล์การแต่งห้องแบบไหน?”เขาทอดสายตามองไปรอบ ๆ ห้องนอนกว้างขวางที่ขยายเสร็จเรียบร้อยแล้ว ห้องนี้ผมปล่อยอิสระให้ฟ้าดีไซน์ได้เต็มที่เลยนะ รวมถึงวัสดุและเครื่องเรือนทุกชิ้นในห้องนี้ ผมอยากให้ฟ้าเป็นคนเลือกเองทั้งหมด... ทุกอย่างเลย"คำพูดที่ให้เกียรติและแฝงความนัยลึกซึ้งทำเอาฟ้ารุ่งหน้าร้อนวูบ“คุณเป็นเจ้าของควรจะเป็นคุณค่ะ”หัวใจเจ้ากรรมสั่นไหวอย่างควบคุมไม่ได้“เอา
ณ ผับอาเธอร์ ความโกลาหลใต้แสงไฟกระพริบ"ตำรวจ! ทุกคนหยุดอยู่กับที่! เปิดไฟสปอตไลท์! ปิดเครื่องเสียงเดี๋ยวนี้!"เสียงประกาศเฉียบขาดผ่านลำโพงขยายเสียงของนายตำรวจผู้ควบคุมทีม ทำเอาเสียงเพลงที่กำลังดังกระหึ่มดับวูบลงทันตา แสงไฟหลากสีถูกแปรเปลี่ยนเป็นไฟแสงขาวสว่างโล่บาดตา นักเที่ยวหลายร้อยชีวิตตื่นตระหนกพากันกรีดร้องและวิ่งพล่านหาทางหนี แต่ทุกประตูถูกเจ้าหน้าที่ตรึงกำลังไว้หมดแล้ว"เฮ้ย! พวกแกทำอะไรวะ รู้ไหมว่าที่นี่ผับของใคร?!"ชาติ ผู้จัดการผับคนสนิทของพชร วิ่งหน้าตาตื่นออกมาจากห้องทำงาน ท่าทางกร่างใส่นายตำรวจ "มีหมายค้นหรือเปล่า จู่ ๆ จะมาบุกรุกแบบนี้ไม่ได้นะเว้ย!""นี่หมายค้นและหมายจับ!"นายตำรวจระดับสารวัตรยื่นเอกสารฉบับใหญ่กระแทกเข้าที่หน้าอกของชาติทันที แววตากร้าว"เราได้รับสายรายงานและมีหลักฐานชัดเจนว่า ผับอาเธอร์มีการลักลอบจำหน่ายยาเสพติดรายใหญ่และเปิดสถานบริการเกินเวลาที่กฎหมายกำหนด คุมตัวผู้จัดการและพนักงานทุกคนไว้! ใครขัดขืนจับให้หมด!""เหวอ! เดี๋ยวซิผู้กอง... เคลียร์กันก่อนได้ไหม"ชาติหน้าถอดสี ท่าทางอวดดีมลายหายไปสิ้นเมื่อเห็นของกลางเป็นซองยาเสพติดชนิดต่าง ๆ ที่สายสืบตำรวจต
เสียงโต้เถียงที่ดังเล็ดลอดออกมาจากห้องโถงใหญ่ ทำเอา ลอย ที่แอบซุ่มอยู่หลังม่านใกล้ทางเดินต้องคอยเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ ยิ่งเวลาผ่านไป น้ำเสียงของทั้งคู่ก็ยิ่งทวีความเกรี้ยวกราดและดังชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆภายในห้อง เสี่ยตือ กำลังยืนหน้าดำคร่ำเครียดจ้องมองกล่องของขวัญขนาดใหญ่หลายต่อหลายกล่องที่วางกองสลับซับซ้อนอยู่กลางบ้าน ก่อนจะตวัดสายตาไม่พอใจไปทาง เจี๊ยบ ที่ยืนกอดอกเชิดหน้าอย่างไร้ความเกรงกลัว"อีหนูเจี๊ยบ! นี่มันอะไรกันวะ!”เสี่ยตือหงุดหงิดมาก เพราะนับตั้งแต่ดูหลักฐานจากเล็กเขาจำเป็นต้องหาหลักฐานเพิ่มเติม เขาเคยพลาดแล้วเขาจะต้องไม่พลาดอีกเด้ดขาดแต่ทบทวนมาตลอดว่าจะทำกับเรื่องราวยุ่งเหยิงนี้ให้จบลงอย่างไรที่มันจะไม่พินาศยับเยิน“ทำไมคะเสี่ย ก็แค่งานของเจี๊ยบค่ะ น่าจะดีใจนะคะที่เจี๊ยบมาการมีงานทำ” เดี๋ยวนี้ปีกกล้าขาแข็ง ขนาดขนไอ้กล่องพวกนี้เข้ามาเต็มบ้านโดยไม่เห็นหัวกันเลยเหรอฮะ!"เสี่ยตือตวาดลั่น"มันก็เป็นสิทธิ์ของฉันไหมล่ะเสี่ย!"เจี๊ยบตอกกลับทันควัน น้ำเสียงสะบัดสะบิ้ง "นี่มันคืองานใหม่ที่เจี๊ยบได้เงินดีมาก ๆเชียวล่ะ”“มันงานอะไรกันแน่ ต้นปี กลางปี ตลอดปี ก็มีกล่องของขวัญไม่ต้องรอปีใ
ประตูห้องพักในอพาร์ตเมนต์หรูของเรืองรบปิดลงพร้อมกับเสียงล็อกอัตโนมัติที่ดัง ‘คลิก’ บาดลึกเข้าไปในความรู้สึกของฟ้ารุ่ง หญิงสาวก้าวขาเข้ามาด้านในอย่างจำนน“เข้ามาเหอะน่ายืนตรงหน้าประตูยิ่งเป็นเป้าสายตาคนพักที่นี่...”เรืองรบบอกขณะที่ สายตาฟ้ารุ่งกวาดมองไปรอบ ๆ ห้องพักที่เธอเพิ่งเคยมาเยือนเป็นครั้งแรก มันกว้างขวาง ทันสมัย และอบอวลไปด้วยบรรยากาศเรียบขรึม “ไม่ต้องกลัวผมปล้ำหรอก...”เสียงของเขายังคงจริงจังไม่เหลือร่องรอยการพูดล้อเล่นอีกเลย“ถ้าจะปล้ำ ผมไม่ต้องพามาที่นี่ เพราะที่นี่คนรู้จักผมทั้งนั้น”ฟ้ารุ่งเงียบและมองการตกแต่งห้องชุดนี้ด้วยโทนสีเทาดำและเฟอร์นิเจอร์หนังราคาแพงสะท้อนตัวตนของเจ้าของห้องได้เป็นอย่างดี“นั่งที่โต๊ะนี้ก่อน..ผมจะจัดการเอง คุณนั่งรอเฉย ๆ”ฟ้ารุ่งพยายามระงับอาการสั่นพร่าในอก เธอกำมือแน่นพลางบอกตัวเองในใจ... อย่าปล่อยให้เผลอไผลเหมือนที่ผ่านมาอีกเด็ดขาด ครั้งนี้เธอต้องเข้มแข็งและมีสติ“เป็นอะไร อย่าบอกนะว่าคุณกลัวผม”เรืองรบหันมามองเธอ แววตาดุดันและท่าทีเฉียบขาดที่เขาใช้ระงับการประท้วงของเธอบนรถค่อย ๆ คลายลงเล็กน้อย แต่ยังคงแฝงไปด้วยความทรงอำนาจ“คนที่คุณควรกลัวตอน
บรรยากาศภายในออฟฟิศทำงานของฟ้ารุ่งดูอึดอัดขึ้นมาถนัดตา เมื่อร่างสูงสง่าของสารวัตรเรืองรบก้าวเข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้าโต๊ะทำงานของเธอ หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองเพียงแวบเดียว ก่อนจะก้มลงสนใจเอกสารบนโต๊ะต่อพลางวางตัวเฉยชา ไม่แสดงอาการตื่นเต้นดีใจเหมือนทุกครั้งที่เขามาหา ท่าทีเมินเฉยอย่างไร้เยื่อใยนั้นแสดงออกชัดเจนจน ‘รุ่งรัตนา’ เพื่อนร่วมงานที่นั่งอยู่ในห้องกระจกมองมาแปลกๆ ด้วยความสงสัยในความสัมพันธ์ของทั้งคู่เรืองรบกลับไม่ละความพยายาม ขยับเข้าไปใกล้ระบายยิ้มบาง ๆ“ยังไม่หายโกรธผมอีกเหรอ...”เขาดูอิดโรยเล็กน้อย น้ำเสียงแผ่วเบา ก่อนจะเอ่ยปากชวนด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล“ผมมารับไปทานข้าวเที่ยงด้วยกันหน่อย ผมมีเรื่องสำคัญบางเรื่องอยากจะเล่าให้คุณฟัง”ฟ้ารุ่งไม่ได้เงยหน้าขึ้นมาสบตาด้วยซ้ำ มือเรียวยังคงพลิกหน้ากระดาษเอกสารไปมาอย่างเป็นจังหวะ ก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งและห่างเหินจนคนฟังใจหาย“มีอะไรก็พูดมาที่นี่เลยค่ะ พูดตรงนี้ได้เลย ฉันมีงานต้องเคลียร์อีกเยอะ คงไม่มีเวลาออกไปนั่งทานข้าวข้างนอกหรอกค่ะ”.รุ่งรัตนาที่แอบสังเกตการณ์อยู่เงียบๆ ทนความอึดอัดไม่ไหว“สวัสดีค่า...ว่างเหรอคะถึงได้แวะมา “เ
“มีอะไรเฮีย ทำไมโทรให้ผมออกมาแต่เช้า”เล็กหรือรัตนัยน้องชายรัตนาผู้เป็นภรรยาของเสี่ยตือเอง“เฮียไม่อยากตอบคำถามพี่สาวลื้อ ขี้เกียจเถียงกัน”“ก็เฮียทำไม่ถูกนี่นะ”“เออนะ...ลื้อจะกินอะไรก็สั่งมา เฮียมีธุระอื่นอีกที่ต้องไป”“ไม่ล่ะยังกินอะไรไม่ลง เพิ่งกระดกกาแฟถ้วยที่สามมา พูดธุระมาเลย”“เฮียอยากจะขอดูหลักฐานที่ลื้อบอกว่ามีเกี่ยวกับเจี๊ยบ.....”เล็กมองหน้าพี่เขยพร้อมถอนหายใจอย่างหนัก ๆ นั่งจ้องอยู่สักครู่จึงพูดขึ้นว่า “ที่ผมบอกเจ๊รัตน์เพราะสงสารทั้งเฮียทั้งเจ๊...ที่จริงเรื่องนี้ผมรู้มานานแล้วเล็กหยุดไปนิดหนึ่งเพื่อให้โอกาสอีฝ่ายโต้แย้งแต่เสี่ยตือยังคงนิ่งเงียบ แววตาเคร่งขรึมลง ไม่มีทีท่าว่าจะปฏิเสธ เล็กจึงสูดหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะเปิดฉากพูดเตือนสติพี่เขยอย่างตรงไปตรงมา“เฮียตือ...ผมเห็นเฮียเป็นเหมือนพี่ชาย ผมเองก็รักและนับถือเฮียเพราะเป็นสามีพี่สาวผม” เล็กถอนหายใจจ้องหน้าที่เคร่งเครียดของเสี่ยตือ“ถามจริง นึกยังไงถึงเข้ามาขอดูหลักฐานกับผมวันนี้”“ลื้ออย่ารู้เลย เฮียอยากเห็นกับตา ถ้าลื้อมีจริงก็เอามาแสดงให้เฮียดู”“อ่อ..เพื่อความมั่นใจว่าเมียผิดหจริงไหม? ว่างั้นเถอะ...”เขาถอยหายใจห
แสงแดดยามบ่ายคล้อยสะท้อนเงาวับบนตัวถังรถยนต์คันหรูที่แล่นเข้ามาจอดในลานจอดรถของออฟฟิศรุ่งรัตนา ฟ้ารุ่งที่กำลังลดมือลงล้วงหากุญแจรถในกระเป๋าสะพาย ถึงกับชะงักเธอจำรถคันนั้นได้ทันที หัวใจเธอกระตุกวูบ ความรู้สึกบางอย่างกระตุ้นให้เธอย่ำเท้าเร็วขึ้น หญิงสาวรีบเร่งฝีเท้าตรงดิ่งไปยังรถของตัวเองด้วยหวังว่าจ
"ก๊อก... ก๊อก...""เชิญค่ะ ประตูไม่ได้ล็อก"รุ่งรัตนาเอ่ยอนุญาตน้ำเสียงกังวานใส ทันทีที่บานประตูถูกผลักเข้ามา สมฤทัย ประชาสัมพันธ์สาวสวยของบริษัทก็โผล่หน้าส่งยิ้มกว้างนำเข้ามาก่อน ตามมาด้วยร่างสูงโปร่งของชายหนุ่มในชุดลำลองที่ดูเรียบง่ายทว่ากลับดูภูมิฐานอย่างน่าประหลาดรุ่งรัตนาวางมือจากงานแล้วลุกขึ้
"พร้อมจะให้ผมถอยรถออกหรือยังครับ?"น้ำเสียงนั้นนิ่งสนิททว่าทรงอำนาจดุจคำสั่งที่ประกาศก้องกลางครัน ส่งผลให้ประโยคถัดไปที่ฟ้ารุ่งกำลังจะพ่นออกมาด้วยความเดือดดาลถูกกลืนหายไปในลำคอทันที หญิงสาวเหยียดริมฝีปากมองอีกฝ่ายด้วยสายตาชิงชังอย่างปิดไม่มิด หล่อนรู้สึกอึดอัดจนอกแทบระเบิดที่ทำอะไรผู้ชายคนนี้ไม่ได
ฟ้ารุ่งไม่รอช้า หล่อนก้าวฉับ ๆ ตรงไปที่ท้ายรถสปอร์ตคันหรูสีเทาแกรไฟต์ที่จอดขวางสนิทหญิงสาววางมือลงบนตัวถังรถที่เย็นเฉียบแล้วออกแรงผลักเต็มกำลัง ทว่า... รถคันงามกลับ นิ่งสนิทราวกับถูกหล่อติดไว้กับพื้นปูน ไม่มีการขยับเขยื้อนแม้แต่เซนติเมตรเดียว!"ไหนใครบอกว่าใส่เกียร์ว่างเอาไว้ไงคะ!"ฟ้ารุ่งหันมาแหว







