LOGINฟ้ารุ่งไม่รอช้า หล่อนก้าวฉับ ๆ ตรงไปที่ท้ายรถสปอร์ตคันหรูสีเทาแกรไฟต์ที่จอดขวางสนิท
หญิงสาววางมือลงบนตัวถังรถที่เย็นเฉียบแล้วออกแรงผลักเต็มกำลัง ทว่า... รถคันงามกลับ นิ่งสนิทราวกับถูกหล่อติดไว้กับพื้นปูน ไม่มีการขยับเขยื้อนแม้แต่เซนติเมตรเดียว!
"ไหนใครบอกว่าใส่เกียร์ว่างเอาไว้ไงคะ!"
ฟ้ารุ่งหันมาแหวเสียงเขียว ดวงตาหลังเลนส์แว่นฉายแวววาวโรจน์
"ดูสิ... นิ่งสนิทขนาดนี้ เข็นให้ตายรถมันก็ไม่ไปหรอก!"
"อ้าว... ก็ผมบอกเขาแล้วนี่ครับ..."
ยามทำหน้าเก้อ ยืนเซ่อทำอะไรไม่ถูก ได้แต่กระพริบตาปริบ ๆ มองสลับไปมาระหว่างสองสาวกับรถสปอร์ตเจ้าปัญหาด้วยท่าทางเลิ่กลั่ก
"โธ่... พ่อยามเอ๊ย!"
รุ่งรัตนาขยับเสียงสูงขึ้นด้วยความระอา ใบหน้าซื่อ ๆ ที่ดูเหมือนคนทำอะไรไม่ถูกของยามทำให้หล่อนรู้สึกหมั่นไส้มากกว่าจะโกรธลงจริง ๆ หล่อนเดินเข้าไปหยุดใกล้ ๆ พลางพ่นลมหายใจออกมาแรง ๆ ด้วยนิสัยขี้รำคาญแต่ลึก ๆ ก็อดสงสารไม่ได้
"นี่ทำงานมากี่วันแล้วหือ? ทำไมถึงปล่อยให้เขาจอดอภิสิทธิ์ชน ขวางโลก ขนาดนี้ได้"
"ผมทำมานานแล้วครับคุณ... คือคุณเจ้าของรถคนนี้เขามาที่นี่บ่อยครับ เขาเป็น..."
"จะเป็นนายกฯ หรือเป็นเทวดามาจากไหน ก็จอดรถไร้มารยาทขวางโลกแบบนี้ไม่ได้!"
ฟ้ารุ่งต่อประโยคให้ด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าวตามสไตล์สายบู๊ที่พร้อมปะทะทุกเมื่อ
"นี่มันจะอภิสิทธิ์เกินไปแล้วมั้ง แค่เขาบอกว่าเดี๋ยวจะออกมา เธอก็เชื่อเขาไปหมดเลยหรือไง"
"ก็... ทุกครั้งคุณเขาจะเป็นอย่างนั้นจริง ๆ นะครับคุณ คือว่าท่าน..."
"มีปัญหาอะไรกับรถผมหรือเปล่าครับ?"
น้ำเสียงทุ้มต่ำที่เปี่ยมไปด้วยอำนาจและความเยือกเย็นดังแทรกขึ้นมาจากด้านหลัง ทำให้บทสนทนาอันเผ็ดร้อนชะงักลงทันควัน ทั้งรุ่งรัตนาและฟ้ารุ่งรีบหันขวับไปมองต้นเสียงพร้อมกันด้วยความอยากรู้ว่า...
ใครกันที่เป็นเจ้าของ "ความขวางโลก" คันนี้!
เสียงทุ้มนุ่มทว่าเปี่ยมไปด้วยอำนาจดังขึ้นจากทางเบื้องหลัง ส่งผลให้คนทั้งสามหันขวับไปมองเป็นตาเดียว ร่างสูงสง่าในชุดภูมิฐานเดินตรงเข้ามาด้วยย่างก้าวที่มั่นคง ใบหน้าหล่อเหลานั้นเรียบเฉยและเคร่งขรึม ไร้ซึ่งวี่แววของความรู้สึกผิดแม้เพียงกระผีกริ้น เขามองข้ามยามที่ยืนตัวลีบและเมินเฉยต่อสายตาคาดคั้นของสองสาวราวกับทุกคนในที่นั้นเป็นเพียง อากาศธาตุ ที่ไร้ตัวตนชายหนุ่มหยุดลงที่ข้างประตูรถสปอร์ตคันหรู เขาค้อมศีรษะให้รุ่งรัตนาเล็กน้อยตามมารยาททางสังคมที่ถูกฝึกฝนมาอย่างดี แต่มันกลับเป็นมารยาทที่ดูห่างเหินและเต็มไปด้วยกำแพงแห่งชนชั้น
"ขอโทษด้วยครับที่ทำให้เสียเวลา ผมจะเลื่อนรถให้เดี๋ยวนี้"
คำพูดนั้นแม้จะฟังดูสุภาพและมีหางเสียง แต่น้ำเสียงที่ราบเรียบกลับบอกชัดว่าเขาเพียงแต่ตัดรำคาญไปตามพิธีเท่านั้น เขาไม่แม้แต่จะปรายตาไปทางยามหรือสบตากับฟ้ารุ่งที่กำลังยืนเดือดปาล์วอยู่ข้างๆ
"ทีหลังน่ะ... ยามอย่าปล่อยให้ใครมาจอดขวางโลกแบบนี้อีกนะ คนที่จะต้องมารองรับอารมณ์คนอื่นก็คือยามนั่นแหละ!"
ฟ้ารุ่งโพล่งขึ้นเสียงดังจงใจให้ร่างสูงได้ยินทุกถ้อยคำ หล่อนเหลืออดกับท่าทีวางโตที่แสนจะเย็นชานั่นเต็มที
"คนที่จอดน่ะเขาไม่สนใจหรอกว่ายามจะถูกดุด่าหรือโดนตำหนิแค่ไหน... ยามนั่นแหละที่ต้อง รับกรรมแทน พฤติกรรมเห็นแก่ตัวของคนอื่นเต็มๆ!"
ประโยคกระแทกกระทั้นที่เน้นย้ำคำว่า 'รับกรรมแทน' ได้ผลชะงัด ร่างสูงที่กำลังจะมุดตัวเข้าไปในรถชะงักกึกทันที เขาหันกลับมามองฟ้ารุ่งด้วยสายตาเรียบนิ่งทว่ากดดัน แววตาคมกริบคู่นั้นจับจ้องใบหน้าของหญิงสาวอยู่ครู่หนึ่ง เป็นสายตาที่เต็มไปด้วยความอึดอัดและทระนงในอำนาจ ราวกับจะปรามว่าหล่อนกำลังล้ำเส้นเขายังคงรักษามารยาทด้วยการไม่โต้ตอบหยาบคาย แต่มุมปากที่กระตุกขึ้นเล็กน้อยและสายตาที่จ้องลึกเข้าไปในดวงตาหลังเลนส์แว่นของฟ้ารุ่งนั้น เป็นจุดเริ่มต้นของความไม่ลงรอยกันที่ชัดเจนที่สุด
"ผมขอโทษครับ... คุณผู้หญิง"
น้ำเสียงนั้นทุ้มต่ำและทอดจังหวะเชื่องช้า ทว่ากังวานชัดจนคนฟังรู้สึกสั่นสะเทือนในอก
ชายหนุ่มไม่ยอมก้าวเข้าไปในรถอย่างที่ตั้งใจไว้ตอนแรก แต่กลับหมุนตัวเดินย้อนกลับมาหาพิกัดที่สองสาวยืนอยู่ด้วยท่วงท่าที่เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ
"ผมเข้าไปเพียงครู่เดียวจริง ๆ ครับ"
เขาสำทับเสียงเข้มขรึม
"ผมยอมรับว่าตัวเองผิดที่จอดรถในลักษณะนี้... แต่มันเป็นเหตุจำเป็น เพราะผมมีธุระสำคัญ"
เขาหยุดยืนประจัญหน้ากับหญิงสาวทั้งสองในระยะประชิด รัศมีบางอย่างที่แผ่ออกมาจากร่างสูงสง่าประกอบกับใบหน้าคมเข้มราวกับรูปสลักชั้นดี ทำให้ รุ่งรัตนาถึงกับเผลอไผลมองเขาจนลืมตัว หัวใจหล่อนเต้นผิดจังหวะไปชั่วขณะเมื่อสบเข้ากับดวงตาคมกริบที่ดูมีอำนาจคู่นั้นเขากวาดสายตามองใบหน้าของฟ้ารุ่งและรุ่งรัตนาอย่างพินิจ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยทว่ากวนประสาทอยู่ในที
"ลองคิดดูสิครับ... ถ้าผมต้องวนรถหาที่จอดไปเรื่อย ๆ เพื่อรอให้มีที่ว่างสักที่ ผมคงทำธุระไม่เสร็จตามเวลาที่กำหนดแน่ ๆ และนั่นจะเป็นปัญหาใหญ่กว่าการจอดซ้อนคันแบบนี้... ต้องขอโทษอีกครั้งนะครับที่ธุระของผมมันสำคัญเกินไป"
"โอเคค่ะ... ในเมื่อคุณขอโทษแล้ว เราก็ไม่ติดใจตรงนั้น"
รุ่งรัตนาเอ่ยตอบพลางระบายยิ้มบาง ๆ อย่างลืมตัว หล่อนนึกในใจว่าผู้ชายคนนี้แอบมีอารมณ์ขันและชั้นเชิงในการยั่วโมโหที่น่าสนใจไม่น้อย แม้จะมาในมาดเข้มขรึมก็ตามทว่า... ฟ้ารุ่งกลับไม่ยอมจบเรื่องง่าย ๆ หล่อนขยับแว่นสายตาพลางจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขาด้วยแววตาประชดประชัน
"ดูเหมือนธุระของคุณจะสลักสำคัญกว่าสิทธิของคนอื่นจังเลยนะคะ ถึงขนาดรอเวลาจอดรถตามระเบียบเหมือนชาวบ้านเขาไม่ได้เชียวหรือ?"
"ครับ... คุณเข้าใจถูกเผงเลย"
ชายหนุ่มรับคำหน้าตาเฉย แววตาของเขาจ้องประสานกับฟ้ารุ่งอย่างไม่ลดละ รอยยิ้มจาง ๆ ที่มุมปากดูเป็นความกวนประสาทแบบผู้ดีที่ยั่วโมโหฟ้ารุ่งได้ยอดเยี่ยมที่สุด"นี่คุณคิดว่าตัวเอง..."
ฟ้ารุ่งเริ่มจะปรี๊ดแตก ทว่าชายหนุ่มกลับชิงดึงอำนาจในการคุมสถานการณ์กลับมาที่ตัวเองด้วยประโยคคำถามเรียบ ๆ
"ไม่ทราบว่าตอนนี้... คุณพร้อมที่จะให้ผมขยับรถออก เพื่อที่คุณจะได้ไปทำธุระที่ 'อาจจะ' สำคัญน้อยกว่าของผมต่อหรือยังครับ?"
สายลมโชยเอื่อยพัดพาเอากลิ่นอายความสดชื่นของร่มไม้ใบหนาเข้ามาภายในห้องนอนใหญ่ที่กำลังอยู่ระหว่างการปรับปรุงขยายพื้นที่เป็นครั้งสุดท้าย ฟ้ารุ่ง ยืนอยู่กลางห้องพลางกางแบบพิมพ์เขียวในมือออกตรวจดูความเรียบร้อยรอบ ๆ เธอดึงดันที่จะเดินทางมาดูงานที่บ้านสวนของ เรืองรบ ในวันนี้เพียงลำพังเพื่อเก็บรายละเอียดหน้างานส่วนสุดท้ายให้เสร็จสมบูรณ์"ทำไมมาดูงานถึงไม่ยอมบอกผมล่ะ?"เรืองรบเอ่ยถาม น้ำเสียงทุ้มต่ำแฝงไปด้วยความตัดพ้อบางเบาฟ้ารุ่งชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะแสร้งทำเป็นตรวจเช็กหน้าต่างกระจกบานโตเพื่อหลบสายตาคมกริบคู่นั้น "ฟ้าเห็นว่าเป็นแค่การเก็บงานส่วนสุดท้ายสั้น ๆ ค่ะ ไม่อยากรบกวนคุณ”“รบกวนอะไรกัน..”ชายหนุ่มขยับเข้าไปยืนเคียงข้างเธอ"ชอบสไตล์การแต่งห้องแบบไหน?”เขาทอดสายตามองไปรอบ ๆ ห้องนอนกว้างขวางที่ขยายเสร็จเรียบร้อยแล้ว ห้องนี้ผมปล่อยอิสระให้ฟ้าดีไซน์ได้เต็มที่เลยนะ รวมถึงวัสดุและเครื่องเรือนทุกชิ้นในห้องนี้ ผมอยากให้ฟ้าเป็นคนเลือกเองทั้งหมด... ทุกอย่างเลย"คำพูดที่ให้เกียรติและแฝงความนัยลึกซึ้งทำเอาฟ้ารุ่งหน้าร้อนวูบ“คุณเป็นเจ้าของควรจะเป็นคุณค่ะ”หัวใจเจ้ากรรมสั่นไหวอย่างควบคุมไม่ได้“เอา
ณ ผับอาเธอร์ ความโกลาหลใต้แสงไฟกระพริบ"ตำรวจ! ทุกคนหยุดอยู่กับที่! เปิดไฟสปอตไลท์! ปิดเครื่องเสียงเดี๋ยวนี้!"เสียงประกาศเฉียบขาดผ่านลำโพงขยายเสียงของนายตำรวจผู้ควบคุมทีม ทำเอาเสียงเพลงที่กำลังดังกระหึ่มดับวูบลงทันตา แสงไฟหลากสีถูกแปรเปลี่ยนเป็นไฟแสงขาวสว่างโล่บาดตา นักเที่ยวหลายร้อยชีวิตตื่นตระหนกพากันกรีดร้องและวิ่งพล่านหาทางหนี แต่ทุกประตูถูกเจ้าหน้าที่ตรึงกำลังไว้หมดแล้ว"เฮ้ย! พวกแกทำอะไรวะ รู้ไหมว่าที่นี่ผับของใคร?!"ชาติ ผู้จัดการผับคนสนิทของพชร วิ่งหน้าตาตื่นออกมาจากห้องทำงาน ท่าทางกร่างใส่นายตำรวจ "มีหมายค้นหรือเปล่า จู่ ๆ จะมาบุกรุกแบบนี้ไม่ได้นะเว้ย!""นี่หมายค้นและหมายจับ!"นายตำรวจระดับสารวัตรยื่นเอกสารฉบับใหญ่กระแทกเข้าที่หน้าอกของชาติทันที แววตากร้าว"เราได้รับสายรายงานและมีหลักฐานชัดเจนว่า ผับอาเธอร์มีการลักลอบจำหน่ายยาเสพติดรายใหญ่และเปิดสถานบริการเกินเวลาที่กฎหมายกำหนด คุมตัวผู้จัดการและพนักงานทุกคนไว้! ใครขัดขืนจับให้หมด!""เหวอ! เดี๋ยวซิผู้กอง... เคลียร์กันก่อนได้ไหม"ชาติหน้าถอดสี ท่าทางอวดดีมลายหายไปสิ้นเมื่อเห็นของกลางเป็นซองยาเสพติดชนิดต่าง ๆ ที่สายสืบตำรวจต
เสียงโต้เถียงที่ดังเล็ดลอดออกมาจากห้องโถงใหญ่ ทำเอา ลอย ที่แอบซุ่มอยู่หลังม่านใกล้ทางเดินต้องคอยเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ ยิ่งเวลาผ่านไป น้ำเสียงของทั้งคู่ก็ยิ่งทวีความเกรี้ยวกราดและดังชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆภายในห้อง เสี่ยตือ กำลังยืนหน้าดำคร่ำเครียดจ้องมองกล่องของขวัญขนาดใหญ่หลายต่อหลายกล่องที่วางกองสลับซับซ้อนอยู่กลางบ้าน ก่อนจะตวัดสายตาไม่พอใจไปทาง เจี๊ยบ ที่ยืนกอดอกเชิดหน้าอย่างไร้ความเกรงกลัว"อีหนูเจี๊ยบ! นี่มันอะไรกันวะ!”เสี่ยตือหงุดหงิดมาก เพราะนับตั้งแต่ดูหลักฐานจากเล็กเขาจำเป็นต้องหาหลักฐานเพิ่มเติม เขาเคยพลาดแล้วเขาจะต้องไม่พลาดอีกเด้ดขาดแต่ทบทวนมาตลอดว่าจะทำกับเรื่องราวยุ่งเหยิงนี้ให้จบลงอย่างไรที่มันจะไม่พินาศยับเยิน“ทำไมคะเสี่ย ก็แค่งานของเจี๊ยบค่ะ น่าจะดีใจนะคะที่เจี๊ยบมาการมีงานทำ” เดี๋ยวนี้ปีกกล้าขาแข็ง ขนาดขนไอ้กล่องพวกนี้เข้ามาเต็มบ้านโดยไม่เห็นหัวกันเลยเหรอฮะ!"เสี่ยตือตวาดลั่น"มันก็เป็นสิทธิ์ของฉันไหมล่ะเสี่ย!"เจี๊ยบตอกกลับทันควัน น้ำเสียงสะบัดสะบิ้ง "นี่มันคืองานใหม่ที่เจี๊ยบได้เงินดีมาก ๆเชียวล่ะ”“มันงานอะไรกันแน่ ต้นปี กลางปี ตลอดปี ก็มีกล่องของขวัญไม่ต้องรอปีใ
ประตูห้องพักในอพาร์ตเมนต์หรูของเรืองรบปิดลงพร้อมกับเสียงล็อกอัตโนมัติที่ดัง ‘คลิก’ บาดลึกเข้าไปในความรู้สึกของฟ้ารุ่ง หญิงสาวก้าวขาเข้ามาด้านในอย่างจำนน“เข้ามาเหอะน่ายืนตรงหน้าประตูยิ่งเป็นเป้าสายตาคนพักที่นี่...”เรืองรบบอกขณะที่ สายตาฟ้ารุ่งกวาดมองไปรอบ ๆ ห้องพักที่เธอเพิ่งเคยมาเยือนเป็นครั้งแรก มันกว้างขวาง ทันสมัย และอบอวลไปด้วยบรรยากาศเรียบขรึม “ไม่ต้องกลัวผมปล้ำหรอก...”เสียงของเขายังคงจริงจังไม่เหลือร่องรอยการพูดล้อเล่นอีกเลย“ถ้าจะปล้ำ ผมไม่ต้องพามาที่นี่ เพราะที่นี่คนรู้จักผมทั้งนั้น”ฟ้ารุ่งเงียบและมองการตกแต่งห้องชุดนี้ด้วยโทนสีเทาดำและเฟอร์นิเจอร์หนังราคาแพงสะท้อนตัวตนของเจ้าของห้องได้เป็นอย่างดี“นั่งที่โต๊ะนี้ก่อน..ผมจะจัดการเอง คุณนั่งรอเฉย ๆ”ฟ้ารุ่งพยายามระงับอาการสั่นพร่าในอก เธอกำมือแน่นพลางบอกตัวเองในใจ... อย่าปล่อยให้เผลอไผลเหมือนที่ผ่านมาอีกเด็ดขาด ครั้งนี้เธอต้องเข้มแข็งและมีสติ“เป็นอะไร อย่าบอกนะว่าคุณกลัวผม”เรืองรบหันมามองเธอ แววตาดุดันและท่าทีเฉียบขาดที่เขาใช้ระงับการประท้วงของเธอบนรถค่อย ๆ คลายลงเล็กน้อย แต่ยังคงแฝงไปด้วยความทรงอำนาจ“คนที่คุณควรกลัวตอน
บรรยากาศภายในออฟฟิศทำงานของฟ้ารุ่งดูอึดอัดขึ้นมาถนัดตา เมื่อร่างสูงสง่าของสารวัตรเรืองรบก้าวเข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้าโต๊ะทำงานของเธอ หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองเพียงแวบเดียว ก่อนจะก้มลงสนใจเอกสารบนโต๊ะต่อพลางวางตัวเฉยชา ไม่แสดงอาการตื่นเต้นดีใจเหมือนทุกครั้งที่เขามาหา ท่าทีเมินเฉยอย่างไร้เยื่อใยนั้นแสดงออกชัดเจนจน ‘รุ่งรัตนา’ เพื่อนร่วมงานที่นั่งอยู่ในห้องกระจกมองมาแปลกๆ ด้วยความสงสัยในความสัมพันธ์ของทั้งคู่เรืองรบกลับไม่ละความพยายาม ขยับเข้าไปใกล้ระบายยิ้มบาง ๆ“ยังไม่หายโกรธผมอีกเหรอ...”เขาดูอิดโรยเล็กน้อย น้ำเสียงแผ่วเบา ก่อนจะเอ่ยปากชวนด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล“ผมมารับไปทานข้าวเที่ยงด้วยกันหน่อย ผมมีเรื่องสำคัญบางเรื่องอยากจะเล่าให้คุณฟัง”ฟ้ารุ่งไม่ได้เงยหน้าขึ้นมาสบตาด้วยซ้ำ มือเรียวยังคงพลิกหน้ากระดาษเอกสารไปมาอย่างเป็นจังหวะ ก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งและห่างเหินจนคนฟังใจหาย“มีอะไรก็พูดมาที่นี่เลยค่ะ พูดตรงนี้ได้เลย ฉันมีงานต้องเคลียร์อีกเยอะ คงไม่มีเวลาออกไปนั่งทานข้าวข้างนอกหรอกค่ะ”.รุ่งรัตนาที่แอบสังเกตการณ์อยู่เงียบๆ ทนความอึดอัดไม่ไหว“สวัสดีค่า...ว่างเหรอคะถึงได้แวะมา “เ
“มีอะไรเฮีย ทำไมโทรให้ผมออกมาแต่เช้า”เล็กหรือรัตนัยน้องชายรัตนาผู้เป็นภรรยาของเสี่ยตือเอง“เฮียไม่อยากตอบคำถามพี่สาวลื้อ ขี้เกียจเถียงกัน”“ก็เฮียทำไม่ถูกนี่นะ”“เออนะ...ลื้อจะกินอะไรก็สั่งมา เฮียมีธุระอื่นอีกที่ต้องไป”“ไม่ล่ะยังกินอะไรไม่ลง เพิ่งกระดกกาแฟถ้วยที่สามมา พูดธุระมาเลย”“เฮียอยากจะขอดูหลักฐานที่ลื้อบอกว่ามีเกี่ยวกับเจี๊ยบ.....”เล็กมองหน้าพี่เขยพร้อมถอนหายใจอย่างหนัก ๆ นั่งจ้องอยู่สักครู่จึงพูดขึ้นว่า “ที่ผมบอกเจ๊รัตน์เพราะสงสารทั้งเฮียทั้งเจ๊...ที่จริงเรื่องนี้ผมรู้มานานแล้วเล็กหยุดไปนิดหนึ่งเพื่อให้โอกาสอีฝ่ายโต้แย้งแต่เสี่ยตือยังคงนิ่งเงียบ แววตาเคร่งขรึมลง ไม่มีทีท่าว่าจะปฏิเสธ เล็กจึงสูดหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะเปิดฉากพูดเตือนสติพี่เขยอย่างตรงไปตรงมา“เฮียตือ...ผมเห็นเฮียเป็นเหมือนพี่ชาย ผมเองก็รักและนับถือเฮียเพราะเป็นสามีพี่สาวผม” เล็กถอนหายใจจ้องหน้าที่เคร่งเครียดของเสี่ยตือ“ถามจริง นึกยังไงถึงเข้ามาขอดูหลักฐานกับผมวันนี้”“ลื้ออย่ารู้เลย เฮียอยากเห็นกับตา ถ้าลื้อมีจริงก็เอามาแสดงให้เฮียดู”“อ่อ..เพื่อความมั่นใจว่าเมียผิดหจริงไหม? ว่างั้นเถอะ...”เขาถอยหายใจห
ฟ้ารุ่งรีบเก็บม้วนแบบแปลนและอุปกรณ์ลงกระเป๋าด้วยท่าทางคล่องแคล่ว ทว่าในใจกลับเต้นรัวอย่างคุมไม่อยู่ เมื่อสัมผัสได้ถึงสายตาคมกริบที่จ้องมองเธอไม่วางตาจากทางด้านหลัง"วันนี้รายละเอียดครบถ้วนแล้วค่ะคุณพชร เดี๋ยวฟ้าจะกลับไปแก้แบบห้องโถงตามที่คุณต้องการ แล้วจะส่งไฟล์ให้ตรวจอีกทีนะคะ" เธอกล่าวพลางขยับถอ
"ก๊อก... ก๊อก...""เชิญค่ะ ประตูไม่ได้ล็อก"รุ่งรัตนาเอ่ยอนุญาตน้ำเสียงกังวานใส ทันทีที่บานประตูถูกผลักเข้ามา สมฤทัย ประชาสัมพันธ์สาวสวยของบริษัทก็โผล่หน้าส่งยิ้มกว้างนำเข้ามาก่อน ตามมาด้วยร่างสูงโปร่งของชายหนุ่มในชุดลำลองที่ดูเรียบง่ายทว่ากลับดูภูมิฐานอย่างน่าประหลาดรุ่งรัตนาวางมือจากงานแล้วลุกขึ้
"พร้อมจะให้ผมถอยรถออกหรือยังครับ?"น้ำเสียงนั้นนิ่งสนิททว่าทรงอำนาจดุจคำสั่งที่ประกาศก้องกลางครัน ส่งผลให้ประโยคถัดไปที่ฟ้ารุ่งกำลังจะพ่นออกมาด้วยความเดือดดาลถูกกลืนหายไปในลำคอทันที หญิงสาวเหยียดริมฝีปากมองอีกฝ่ายด้วยสายตาชิงชังอย่างปิดไม่มิด หล่อนรู้สึกอึดอัดจนอกแทบระเบิดที่ทำอะไรผู้ชายคนนี้ไม่ได
ฟ้ารุ่งมี รูปร่างที่สมบูรณ์แบบ ราวกับประติมากรรมชั้นยอด แขนขาเรียวเล็กดูบอบบางแต่คล่องแคล่ว ท่วงท่าการขยับตัวดูดีไปเสียทุกสัดส่วนจนยากจะละสายตา แต่ภายใต้รูปลักษณ์ที่แสนดึงดูดนั้น ฟ้ารุ่งกลับเป็นคนที่มีกำแพงสูงลิบ หล่อน ระวังตัวอย่างยิ่ง และมีสายตาที่คอยสังเกตสิ่งรอบข้างอยู่เสมอ ความ ฉลาดเฉลียวและมี







