เข้าสู่ระบบ"เป็นอะไรไหม?" เสี่ยภาคินทร์เอ่ยถามปาริฉัตรทันทีที่ขึ้นมานั่งบนรถ
"มะ..ไม่ค่ะ ขอบคุณเสี่ยนะคะที่มาช่วยหนู" ปาริฉัตรยกมือที่กำลังสั่นระริกพนมมือไหว้ขอบคุณเสี่ยหนุ่ม ถึงจะออกมาพ้นจากสถานการณ์น่ากลัวนั้นแล้วแต่ใจดวงน้อยของเธอก็ยังไม่หายเต้นรัว พานทำให้เนื้อตัวสั่นเทิ้มตามไปด้วย "ฉันดูหน่อยว่าเจ็บตรงไหนหรือเปล่า?" ร่างใหญ่ของเสี่ยหนุ่มขยับมาใกล้หญิงสาวพลางยื่นมือใหญ่มาจับแขนเล็กที่ยังมือร่องรอยสีแดงจากการคุกคามของผู้จัดการหื่นเมื่อครู่ "ไม่!" หญิงสาวที่กำลังตื่นกลัวจากเรื่องร้ายแผดเสียงดังใส่เสี่ยหนุ่มอย่างลืมตัวเธอสะบัดแขนออกให้พ้นจากมือใหญ่แล้วรีบขยับไปชิดประตูอีกฝั่งหนึ่งของรถอย่างคนหวาดระแวง มือเล็กกำชายกระโปรงที่สวมไว้แน่นเพื่อข่มสติของตัวเองไว้ "หนะ..หนูขอโทษค่ะ หนูไม่เป็นไรแล้ว หนูขอตัวกลับบ้านก่อนนะคะ" ปาริฉัตรเมื่อได้สติที่รู้ตัวว่าทำตัวเสียมารยาทกับผู้มีพระคุณ เธอรีบละล่ำละลักขอโทษเสี่ยหนุ่มพร้อมทั้งเอี้ยวตัวหันหลังกลับยื่นมือที่สั่นระริกเพื่อไปเปิดประตู แต่ไม่ทันได้เปิด ร่างสูงของหมอกก็เข้ามานั่งในรถฝั่งคนขับเสียก่อน "เรียบร้อยแล้วครับเสี่ย" ลูกน้องคนสนิทของเสี่ยหนุ่มหันหลังมารายงานเจ้านายหลังเขาขึ้นนั่งประจำตำแหน่งคนขับแล้ว "อือ" เสี่ยหนุ่มพยักหน้ารับรู้พลางขยับตัวมานั่งยังตำแหน่งเดิม "นี่กระเป๋าคุณใช่ไหมครับ? ผมเห็นตกอยู่ที่พื้นเลยหยิบมาให้" หมอกเอ่ยถามขณะที่ยื่นกระเป๋าสะพายข้างสีดำใบย่อมให้หญิงสาวที่ยังคงนั่งชิดเบียดติดกับประตูรถ "ขอบคุณมากค่ะ" หญิงสาวผงกศีรษะคำนับแล้วยื่นมือที่ยังสั่นอยู่ไปรับกระเป๋าจากลูกน้องของเสี่ยหนุ่ม "งั้นหนูขอตัวกลับก่อนนะคะ" ปาริฉัตรพูดกับเสี่ยภาคินทร์แล้วหันหลังกลับไปเพื่อจะเปิดประตูรถ "เดี๋ยวฉันไปส่ง ออกรถ" เสี่ยหนุ่มเอ่ยน้ำเสียงทุ้มเรียบขณะที่ใบหน้าหล่อไม่ได้หันมามองหน้าคู่สนทนาจากนั้นจึงบอกลูกน้องคนสนิททันทีโดยที่หญิงสาวไม่มีโอกาสได้โต้แย้งอะไร "หนู..หนูกลับเองได้ค่ะ" ปาริฉัตรบอกเสี่ยหนุ่มเสียงสั่นแล้วหันมองออกข้างนอกเลิ่กลั่ก เธอจะไว้ใจเสี่ยได้อย่างไรถึงเขาจะมาช่วยเหลือเธอก็เถอะก็ในเมื่อตอนเช้าเสี่ยหนุ่มเพิ่งจะขโมยจูบแรกเธอไป เธอจะแน่ใจได้อย่างไรว่าเสี่ยจะไม่ทำแบบผู้จัดการหื่นคนนั้น "ไม่ต้องกลัว ฉันไม่ทำอะไรเธอหรอก" เสี่ยภาคินทร์เอ่ยกับเธอ เขาเปลี่ยนใจในสิ่งที่ตั้งใจจะทำตั้งแต่แรก ในเมื่อเธอหวาดกลัวจนสั่นเป็นลูกนกแบบนี้ เขาก็ไม่อยากที่จะบังคับขืนใจ รอให้ถึงเส้นตายที่กำหนดไว้ก็ได้ เสี่ยหนุ่มคิดในใจแล้วถอนใจเฮือกใหญ่จนหมอกต้องเหลือบมองผ่านกระจกมองหลัง เขาแปลกใจในคำพูดของเสี่ย รู้ทั้งรู้ว่าเสี่ยมาเพราะเหตุผลอะไร "จะให้ไปไหนครับเสี่ย?" หมอกผู้เป็นสารถีเอ่ยถามเจ้านายเพื่อความมั่นใจอีกครั้ง "ไปส่งเธอ" เสี่ยภาคินทร์ตอบลูกน้องกลับไปขณะที่ทิ้งศีรษะลงไปพิงกับพนักด้านหลังอย่างคนต้องการการพักผ่อน "ส่งเธอเหรอครับ?" หมอกย้ำถามอีกครั้งเผื่อเสี่ยจะเปลี่ยนใจขณะที่สายตาจ้องมองใบหน้าเสี่ยหนุ่มผ่านกระจกมองหลังเพื่อดูสีหน้าผู้เป็นนาย ด้วยความที่ทำงานด้วยกันมานาน ดูก็รู้ว่าเจ้านายหนุ่มกำลังตัดใจจากหญิงสาวสวยข้าง ๆ "เออ! มึงนี่เซ้าซี้จังวะ" เสี่ยหนุ่มตะคอกกลับไปเสียงดังจนปาริฉัตรสะดุ้งด้วยความกลัว "บ้านเธออยู่ไหน บอกมันไป" เสี่ยภาคินทร์หันมาพูดกับเธอก่อนที่จะเบนหน้าออกไปมองข้างทางไม่สนใจคนทั้งคู่อีกต่อไป ปาริฉัตรซึ่งต้องยอมจำนนเลยต้องบอกทางไปบ้านให้แก่หมอก รถหรูคันใหญ่แล่นไปบนถนนมืดมิดไม่นานก็มาถึงตำแหน่งที่ตั้งของบ้านเธอ เมื่อรถจอดสนิทที่หน้ารั้วประตู หญิงสาวขอบคุณเสี่ยหนุ่มอีกครั้งแล้วจึงลงรถไป สองหนุ่มที่ในรถนั่งมองตามหลังเธอจนลับสายตา "ทำไมเสี่ยเปลี่ยนใจล่ะครับ?" หมอกถามเพราะเขายังไม่หายสงสัยที่เจ้านายหนุ่มเปลี่ยนใจ "เธอตกใจจากไอ้บ้านั่นอยู่ รออีกสองวัน ถ้าเธอไม่ตกลง ตอนนั้นกูฉุดแน่" เสี่ยหนุ่มตอบเสียงทุ้มเรียบ "แล้วเสี่ยไม่กลัวเธอตกใจเหรอครับ?" หมอกถามอย่างสงสัย ในเมื่อเสี่ยสงสารเธอแล้วทำไมคิดจะฉุดเธออีก "ตอนนี้กูไม่มีอารมณ์ กลับ!" เสี่ยภาคินทร์หันกลับมาชักสีหน้าใส่แล้วตะคอกใส่ลูกเสียงดังแล้ว ปล่อยให้รอดไปอีกวันสองวันคงไม่เป็นไร เสี่ยหนุ่มคิดในใจแล้วหัวเราะเสียงต่ำในลำคอ เสียงหัวเราะฟังดูน่าสยดสยองจนหมอกรู้สึกเสียวสันหลัง ถ้าเสี่ยภาคินทร์หัวเราะแบบนี้ไม่ใช่เรื่องที่ดีแน่ ๆ เมื่อปาริฉัตรเดินเข้ามาในตัวบ้าน เธอก็พบกับตาแสงผู้เป็นตาแท้ ๆ ของเธอนั่งหน้าเครียดกุมขมับอยู่ที่โต๊ะทานข้าว ข้าวที่เตรียมไว้ในสำรับไม่พร่องเลยซักนิด "ตาจ๋าหนูกลับมาแล้ว ยายไปไหนจ๊ะ?" ปาริฉัตรถามผู้เป็นตาเมื่อไม่เห็นยายเอมผู้เป็นยาย ซึ่งปกติเวลานี้ทั้งคู่ต้องออกมานั่งดูรายการโทรทัศน์ช่องโปรด "ยายเขาไม่สบายน่ะตอนนี้นอนอยู่ในห้อง เอาข้าวไปให้กินก็ไม่กิน" ตาแสงตอบหลานสาว "โถ่ ยาย" ปาริฉัตรเอ่ยออกมา จากนั้นร่างบางจึงเดินเข้าไปในห้องเพื่อดูผู้เป็นยายเพื่อถามไถ่อาการ เมื่อเข้าไปเธอก็พบว่ายายเอมนั้นหลับไปแล้ว ยายคงคิดมากเรื่องที่ดินจะถูกยึดถึงได้ล้มป่วยไปแบบนี้ ปาริฉัตรคิดในใจแล้วถอนหายออกมาเฮือกใหญ่ จากนั้นเธอจึงเดินออกมาจากห้องยายแล้วเดินอย่างเศร้าสร้อยขึ้นห้องของตัวเองไป ......................หมอหนุ่มใช้เวลาไม่นานในการจัดการชำระคราบเหงื่อไคลและน้ำคาวทั้งของตัวเองและหญิงสาว จะให้เสียเวลาอาบน้ำนานได้อย่างไรก็ในเมื่อลำท่อนของเขาพร้อมที่จะออกรบอีกรอบ หลังจากที่ซับหยดน้ำออกจากตัวแล้วเขาก็รีบอุ้มคนตัวนิ่มมายังเตียงกว้างทันที “จะทำอีกจริง ๆ เหรอคะ รอบเดียวก็พอแล้วมั้ง” แก้มใสพูดขึ้นขณะที่ขยับถอยหลังไปกลางเตียง มือน้อยดึงชายผ้าห่มมาคลุมร่างเปลือยของตัวเองเพราะรู้สึกหนาวเย็นจากไอเครื่องปรับอากาศ “บอกแล้วว่าคืนนี้พี่ต้องเอาให้คุ้ม ถ่างขาหน่อยสิครับ” หมอชวิณเอ่ยเสียงนุ่มน่าฟังน่าคล้อยตาม ร่างใหญ่คลานเข้ามาแทรกยังหว่างขาเรียวใช้มือใหญ่จับเข่าเล็กแบะออกจนสุด ขยับสะโพกเข้าไปให้ปลายบานหัวเห็ดเข้าไปใกล้กับร่องแดงช้ำ “อีกรอบเดียวได้ไหมคะ หนูเหนื่อย..” แก้มใสต่อรอง ดวงตาสั่นไหวระริกในตอนที่ก้มมองปลายบานสีแดงถูอยู่กับปากทางรัก “แต่พี่ไม่เหนื่อย” พูดจบก็กระแทกสะโพกอัดความใหญ่โตเข้ามาจนสุดความยาว “อ๊า!” “อ๊ะ พะ..พอแล้ว หนูไม่ไหว..แล้ว” แก้มใสที่อยู่ในท่าคว่ำหน้าอยู่กับหมอนใบใหญ่พูดขึ้นโดยที่สะโพกของเธอถูกยกสูงโดยฝีมือของคนด้านหลัง เธอโดนคนตัวโตจับพลิกคว่ำพลิกหงายมามากกว่าสามชั่วโมงแ
"ตรงนี้มันแฉะหมดแล้วนะ" หมอชวิณพูดขึ้นในตอนที่มือหนาลูบไปมาอยู่เป้ากางเกงสีขาวของภรรยาสาวโดยที่ริมฝีปากยังคงติดอยู่กับยอดไตแข็ง ลมหายใจอุ่นยามเขาเอื้อนเอ่ยมากระทบที่เนื้อเปียกชื้นทำเอาเธอถึงกับขนลุกซู่ หมอหนุ่มหงายฝ่ามือแล้วสอดเข้าไปในขอบกางเกงในตัวจิ๋วของภรรยา สะกิดติ่งเนื้อกลางกลีบอูมเพียงนิดร่างบางก็สั่นสะท้านผวาเข้ากอดศีรษะเขาแน่น จนใบหน้าของเขาจมเข้าไปในอกอวบนุ่มนิ่ม "อื้อ!" แก้มใสกัดเม้มปากแน่นเมื่อคนตัวโตส่งสองนิ้วเข้ามาในร่องเนื้อ มือน้อยออกแรงขยุ้มผมสั้นของหมอหนุ่มเมื่อเขาเริ่มชักนิ้วเข้าออกโพรงนิ่ม ขยับเรียวขาออกจากกันเพื่อให้นิ้วของเขาได้เข้ามาสร้างความเสียงซาบซ่าให้ตัวเองได้ง่ายขึ้น หมอชวิณขืนตัวยืดตัวขึ้นเมื่อเห็นว่าตัวเองใกล้ขาดใจตายจากแรงกดของหญิงสาว ริมฝีปากบางฉกวูบเข้าที่ปากน้อยที่กำลังเผยอคราง แทรกลิ้นหนาเข้าไปกวาดเอาความหอมหวานจากโพรงปากน้อย ตวัดลิ้นหยอกล้อกับลิ้นน้อยขณะที่ด้านล่างก็ออกแรงกระตุกข้อมือบดปลายนิ้วเข้าที่ปุ่มกระสันด้านในโพรงร้อนจนร่างบางเกร็งสะท้านไปทั้งตัว เสียงฝ่ามือยามเขากระแทกเข้าใส่ร่องแดงเปียกแฉะดังออกมาให้ทั้งคู่ได้ยิน "อื้อ!" แก้มใสกรีดร้องใ
ติ๊ง! "ขอบคุณนะคะ" แก้มใสที่ได้ยินเสียงข้อความเข้าจากโทรศัพท์เครื่องหรูของตัวเองที่วางอยู่บนโต๊ะหัวเตียงเอ่ยขอบคุณ ละสายตาจากลูกน้อยในอกหันไปยิ้มหวานปานน้ำผึ้งผสมยาพิษให้แก่ผู้จ่ายเงินค่าเจ็บคลอดลูก รอยยิ้มนั้นทำให้หมอหนุ่มถึงกับขนลุกซู่ จากนั้นแก้มใสก็หันกลับไปค่อย ๆ ดึงเต้านมออกจากปากลูกน้อยเมื่อเห็นว่าเด็กชายนั้นได้หลับไปแล้วจึงค่อย ๆ ขยับตัวออกห่างอย่างระวังเพราะกลัวว่าการขยับเขยื้อนจะรบกวนการหลับนอนของลูกชาย "มา พี่อุ้มลูกไปนอนเปลเอง" หมอชวิณพูดขึ้นพลางคลานขึ้นมาบนเตียงแล้วช้อนตัวลูกชายขึ้นอย่างทะนุถนอม ร่างสูงถอยหลังกลับลงจากเตียงไปแล้ววางลูกชายลงในเปลเด็กที่อยู่ข้างเตียงใหญ่ "ทำไมไม่ให้ลูกนอนบนนี้ล่ะคะ?" แก้มใสพูดขึ้นขณะที่ชะเง้อมองดูลูกน้อยว่าพ่อของเขาได้ห่มผ้าให้เรียบร้อยดีหรือเปล่า "เห็นทีว่า คืนนี้คงให้ลูกนอนบนเตียงกับเราไม่ได้" หมอหนุ่มเอ่ยขณะที่เดินอ้อมเตียงไปฝั่งที่เมียรักนอนอยู่ ร่างใหญ่คลานขึ้นไปคร่อมร่างเล็กกักตัวเธอเอาไว้ใต้ร่าง "ทะ..ทำไมคะ?" แก้มใสถึงกับพูดตะกุกตะกักเมื่อได้จ้องมองกล้ามเนื้อแน่นหนั่นของสามี การที่ทั้งคู่อยู่ในท่านี้ทำให้เธอนึกไปถึงตอนร่วมรั
ห้าสัปดาห์ผ่านไป คุณแม่ลูกอ่อนกำลังนอนตะแคงข้างอยู่บนเตียงใหญ่ ในอ้อมอกของเธอนั้นมีทารกตัวอ้วนจ้ำม่ำกำลังดูดดุนสูบน้ำนมจากอกเต่งตึงของแม่อย่างเอร็ดอร่อย หนูน้อยชานนท์ตอนนี้อายุได้เดือนกว่าแล้ว เขาเป็นเด็กที่เลี้ยงง่ายไม่ค่อยงอแง พอได้กินนมอิ่มท้องก็จะหลับปุ๋ยทันทีแก้มใสจึงไม่ค่อยเหนื่อยเท่าไร เพียงแต่ว่าในตอนกลางคืนเธอต้องตื่นมาให้นมทุก ๆ 2-3 ชั่วโมงจึงมีอาการง่วงหนาวหาวนอนในตอนกลางวัน โชคดีที่มีแม่บ้านคอยทำงานบ้านอยู่แล้วเธอจึงไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลัง แค่คอยดูแลลูกและได้งีบหลับพร้อมกับลูกในตอนที่นอนให้นมลูก หน้าตาของเธอจึงอิ่มเอิบไม่ทรุดโทรมเหมือนแม่ลูกอ่อนที่ส่วนใหญ่ต้องทำงานบ้านเองสารพัด แกรก.. "กลับมาแล้วเหรอคะ?" แก้มใสเอ่ยทักผู้ที่เปิดประตูห้องนอนเข้ามา เธอเงยหน้าไปส่งยิ้มหวานให้สามีรูปหล่อเพียงนิดจากนั้นก็ก้มลงมองลูกน้อยที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะดื่มนมอิ่ม มือน้อยของเธอมีผ้าขนหนูผืนเล็กปิดไว้ที่จุกไตยอดอกใหญ่ข้างที่ทารกไม่ได้ดูดกินเพื่อคอยซับน้ำนมที่ไหลในตอนที่เต้านมคัดจากการที่โดนลูกน้อยดูดกระตุ้นอีกข้าง "เลี้ยงลูกเหนื่อยไหมวันนี้?" หมอชวิณถามผู้เป็นภรรยาอย่างห่วงใย แทนที่หญิ
เวลาผ่านไปประมาณสี่ชั่วโมง นายแพทย์ชรัญและคุณพิมลภาได้พากายกลับบ้านไปแล้ว เพราะเห็นว่าแก้มใสยังไม่คลอด ถ้าอยู่ต่อก็ไม่รู้ว่าหญิงสาวจะคลอดเมื่อไหร่ พวกท่านจึงจำเป็นต้องกลับไปพักผ่อน ไม่เช่นนั้นการพักผ่อนน้อยอาจจะทำให้ไม่สบายได้ แก้มใสถูกพาเข้าห้องคลอดเพราะหมอน้ำตรวจดูแล้วว่าได้เวลาที่เด็กน้อยจะออกมาสู่ภายนอกแล้ว โดยที่หมอชวิณได้ตามติดไปให้กำลังใจภรรยาสาวในห้องคลอดด้วย "ไม่ต้องกลัวนะ พี่อยู่ตรงนี้" หมอชวิณบอกแก่คนที่นอนหน้าซีดเหงื่อเต็มหน้าบนขาหยั่งเพื่อที่จะทำการคลอดโดยมีผ้ากั้นระหว่างครึ่งบนและครึ่งล่างของตัวเธอไว้ หมอหนุ่มเลื่อนมือหนาไปลูบเหงื่อที่ไรผมด้วยอาการสั่นเทาจนคุมไม่ได้ ไม่แน่ใจว่าคนที่กลัวนั้นเป็นเขาหรือเธอกันแน่ เพราะตอนนี้แก้มใสไม่มีความกลัวอยู่แม้แต่นิดเพราะความเจ็บปวดทรมานอยากจะคลอดลูกนั้นมีมากกว่าความกลัวการคลอดหลายเท่าตัวนัก "ถ้ามีลมเบ่งก็เบ่งเลยนะคะ หมอคอยช่วยอยู่แล้วค่ะ" เสียงหมอน้ำเอ่ยคำแนะขึ้นจากอีกฝั่งหนึ่งของผ้า อุแว้! อุแว้! ไม่นานก็มีเสียงทารกแผดเสียงร้องลั่นห้องคลอด เสียงนั้นมาพร้อมกับการหายจากอาการเจ็บปวดของผู้เป็นแม่และความโล่งใจของผู้เป็นพ่อ "น้อง
ณ โรงพยาบาลC เนื่องว่าวันนี้เป็นวันหยุด การสัญจรบนถนนจึงไม่แออัด อิฐใช้เวลาไม่นานก็พาคนทั้งห้ามาถึงยังหน้าโรงพยาบาล เมื่อรถตู้ยี่ห้อหรูจอดสนิทแล้ว บุรุษพยาบาลก็ดันรถเข็นมารอรับถึงประตูรถ "สวัสดีค่ะท่าน" หมอน้ำยกมือขึ้นพนมไหว้เมื่อเหลือบไปเห็นนายแพทย์ชรัญที่กำลังจะลงมาจากที่นั่งโดยสารตอนหลังในขณะที่บุรุษพยาบาลนั้นกำลังช่วยหมอชวิณในการให้แก้มใสนั่งบนรถเข็น และได้ทำความเคารพแก่คุณพิมลภาด้วยอีกคน "อือ..ไปดูลูกสะใภ้ผมก่อน เจ็บท้องมาตลอดทางเลย" นายแพทย์ใหญ่สั่งการด้วยตัวเองด้วยน้ำเสียงเร่งรีบทำให้หมอน้ำต้องรีบหันไปสั่งให้บุรุษพยาบาลเข็นรถพาคนท้องแก่เข้าไปด้านใน โดยที่มีหมอน้ำและหมอชวิณเดินตามไปติด ๆ หน้าห้องคลอด "เดี๋ยว ๆ นายจะไปไหน?" หมอน้ำจับที่ท่อนแขนของหมอชวิณเมื่อเห็นว่าหมอหนุ่มจะตามบุรุษพยาบาลที่เข็นรถพาแก้มใสเข้าไปด้านในห้องคลอด "จะเข้าไปดูเมียฉันน่ะสิ" หมอชวิณตอบหมอน้ำพลางมองตามหลังภรรยาไป "จะบ้าหรือไง จะเข้าไปชุดนี้ได้ยังไง ไปเปลี่ยนชุดก่อนสิ" หมอน้ำเตือนสติเพื่อน นี่เพื่อนเธอตื่นเต้นจนลืมไปแล้วเหรอไงว่าห้องคลอดที่ต้องการความสะอาด จะใส่ชุดที่มีแต่ฝุ่นละอองสกปรกเข้าไปได้อย่
"อืม" เสียงครางทุ้มดังขึ้นในลำคอเมื่อลิ้นน้อยของคนใต้ร่างตวัดเกี่ยวลิ้นตอบจูบของเขาอย่างเงอะ ๆ งะ ๆ รู้สึกพอใจที่เธอเริ่มที่จะโต้ตอบการร่วมรัก นิ้วยาวเร่งสะกิดยอดไตแข็งที่อยู่ด้านบนก้อนเนื้ออวบหยุ่นมือเพื่อดึงให้อารมณ์สวาทของหญิงสาวพุ่งสูงขึ้นยิ่งกว่าเดิมพร้อมทั้งป้อนรสจูบที่หนักหน่วงไปให้ ความหอม
"หนู..หนูขอจ่ายดอกเบี้ยเป็นเงินไม่ได้เหรอคะ?" ปาริฉัตรถามออกไป เธออยากจะมีหวังเพียงซักนิดที่เสี่ยหนุ่มจะเปลี่ยนใจแม้มันจะริบหรี่ก็ตามที "ไม่ได้ เธอต้องจ่ายด้วยตัวเธอเท่านั้น" เสี่ยภาคินทร์ยังยืนยันคำเดิม ในเมื่อกวางน้อยหลุดเข้ามาในถ้ำเสือร้ายอย่างเขา มีเหรอที่เขาจะปล่อยให้หลุดมือไป "หนู..หนู ไม
"แปลงไหน?" "...." ปาริฉัตรตอบไม่ถูกว่าจะตอบเขาไปอย่างไรดี "พี่ชายเธอชื่ออะไร?" เสี่ยหนุ่มถามเธอต่อด้วยเสียงดุเมื่อเห็นว่าหญิงสาวยืนนิ่งไม่ตอบคำถามเขา "ชะ..ชื่อประวิทย์ค่ะ" ปาริฉัตรตอบเสี่ยหนุ่มอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ เมื่อเห็นสายตาคมจ้องมองมาที่เธอเขม็ง "เช็คดูสิ" คำพูดนี้เขาหันไปยังชายที่ยืนอยู่ห
ตุบ ๆเสียงรองเท้าผ้าใบคู่เล็กกระทบกับพื้นคอนกรีตซอยถี่ บ่งบอกว่าอารมณ์เจ้าของรองเท้านั้นเร่งรีบขนาดไหนแฮก ๆ เสียงหอบเหนื่อยของเจ้าของรองเท้ามาหยุดที่หน้าคาสิโนขนาดใหญ่ที่สร้างในพื้นที่หลายสิบไร่ ซึ่งคาสิโนใหญ่แห่งนี้มีการพนันทุกชนิดแบบครบวงจรไว้คอยบริการนักพนันทั้งในและนอกประเทศที่เข้ามาเล่นกันอ







