تسجيل الدخولบทที่ 20 พริมที่พี่ไม่เคยรู้จัก
--------------------------------------------------------
ฉันคิดว่าการทำงานกับคนที่ตัวเองชอบน่าจะมีข้อดีอย่างหนึ่ง
อย่างน้อยก็ได้เห็นหน้าบ่อย
แต่หลังผ่านไปสามวัน ฉันเริ่มสงสัยว่าใครเป็นคนคิดเรื่องนี้ขึ้นมา เพราะสิ่งที่ได้เห็นบ่อยกว่าใบหน้าธามคือแบบแก้ งานเร่ง ลูกค้าเปลี่ยนใจ และคนหน้างานโทรมาตามกันตั้งแต่แปดโมงเช้า
“พริมครับ ป้ายตรงโถงหลักติดไม่ได้”
ฉันที่กำลังลงจากรถหยุดกึก
“ทำไมคะ”
หัวหน้าทีมติดตั้งชี้ไปด้านใน
“ตำแหน่งที่ส่งมา เจองานระบบพาดอยู่ด้านหลัง ถ้าเจาะตรงนี้มีโอกาสโดนท่อ”
ฉันหลับตาหนึ่งวินาที
ดีมาก
วันนี้เพิ่งเริ่มได้สิบห้านาที
“งั้นยังไม่ต้องเจาะค่ะ เดี๋ยวพริมดูใหม่”
ฉันวางกระเป๋า เปิดแท็บเล็ตแล้วเดินเข้าไปในพื้นที่จริง โถงหลักยังเต็มไปด้วยฝุ่นและเสียงเครื่องมือ คนก่อสร้างเดินสวนกันวุ่นวาย ลูกค้าขอให้งานส่วนนี้เสร็จก่อนวันเปิดพื้นที่ทดลองในอีกไม่ถึงสองสัปดาห์
ตำแหน่งป้ายที่มีปัญหาเป็นจุดสำคัญด้วย ถ้าขยับมั่ว ๆ เส้นทางมองเห็นทั้งพื้นที่จะเสียหมด
“ขยับไปซ้ายได้ไหมครับ” ทีมติดตั้งถาม
ฉันส่ายหน้า
“ซ้ายไปชนแนวประตูค่ะ แล้วจากทางเข้าจะอ่านไม่ชัด”
“ขวาล่ะ”
“ติดเสา”
เสียงอีกคนดังจากด้านหลัง
“ถ้ายกขึ้นอีกยี่สิบเซนติเมตรได้”
ฉันหัน ธามเดินเข้ามาพร้อมหมวกนิรภัยในมือ เขาก้มดูจุดติดตั้ง ก่อนเงยขึ้นมองฝ้า
“ท่ออยู่เหนือแนวนี้ ถ้ายกกรอบขึ้น แล้วย้ายจุดยึดไปตรงคานด้านข้าง จะไม่โดนระบบ”
ฉันมองตามที่เขาชี้
“แต่ความสูงจะเกินแนวสายตา”
“ถ้าลดขนาดกรอบลงห้าเซนติเมตรล่ะ”
ฉันเปิดแบบเทียบ ลองขยับภาพในแท็บเล็ต พอเห็นสัดส่วนใหม่ก็พยักหน้า
“ได้ค่ะ แต่ข้อความต้องขยายขึ้นนิดหนึ่ง”
หัวหน้าทีมติดตั้งถอนหายใจโล่ง
“งั้นผมรอแบบใหม่”
“สิบห้านาทีค่ะ”
ธามเหลือบมอง
“ทำทัน?”
“ทันค่ะ”
“แน่?”
ฉันเงยหน้า
“เรื่องงาน อย่าดูถูกกันนะคะ”
มุมปากเขาขยับ
“ไม่ได้ดูถูก”
ฉันนั่งลงบนลังไม้ตรงมุมหนึ่ง เปิดไฟล์แล้วแก้แบบทันที
ธามไม่ได้ยืนเฝ้า เขาเดินไปดูงานอีกฝั่งของพื้นที่พร้อมทีมตัวเอง
ดีแล้ว
ฉันจะได้ทำงานโดยไม่ต้องคอยระวังว่าตัวเองเผลอมองผู้ชายมากกว่าหน้าจอหรือเปล่า
สิบสามนาทีต่อมา ฉันส่งไฟล์ใหม่เข้ากลุ่ม
“ได้แล้วค่ะ”
หัวหน้าทีมติดตั้งเปิดดู
“โอเคครับ”
ปัญหาแรกจบ
ปัญหาที่สองมาต่อทันที
ลูกค้าเดินเข้ามาพร้อมสีหน้าไม่ค่อยดีนัก
“คุณพริมคะ ตรงผนังเวิร์กช็อป ผู้บริหารอยากเปลี่ยนข้อความอีกค่ะ”
ฉันนิ่งไปนิดหนึ่ง
ข้อความนั้นอนุมัติไปเมื่อสัปดาห์ก่อน และทีมฉันส่งผลิตไปแล้ว
“เปลี่ยนเยอะไหมคะ”
เธอยื่นโทรศัพท์ให้ดู
ไม่ใช่เยอะ
คือเปลี่ยนใหม่ทั้งหมด
ฉันอ่านจบแล้วเงยหน้า
“ชิ้นนี้ผลิตไปแล้วนะคะ”
“ทราบค่ะ แต่ผู้บริหารเพิ่งเห็นเวอร์ชันล่าสุดแล้วรู้สึกว่าอยากให้สื่อสารอีกแบบ”
ฉันสูดหายใจ
“ถ้าเปลี่ยนตอนนี้จะมีค่าใช้จ่ายผลิตใหม่ และอาจกระทบกำหนดติดตั้งค่ะ”
“ลองช่วยทีมหน่อยได้ไหมคะ งานนี้สำคัญมาก”
ประโยคนี้คุ้นมาก
ช่วยทีม แปลว่าคนทำงานต้องรับผลจากการเปลี่ยนใจของคนอนุมัติ
ฉันไม่ได้ตอบทันที
ทีมกราฟิกของฉันมีคนช่วยอยู่สองคน ทุกคนทำงานล่วงเวลามาหลายวันแล้ว ถ้ารื้อชิ้นนี้ใหม่คืนนี้ คนที่โดนลากทำต่อไม่ใช่ฉันคนเดียว
“พริมช่วยปรับได้ค่ะ” ฉันตอบ “แต่ต้องขอให้ยืนยันข้อความภายในเที่ยงวันนี้ แล้วค่าใช้จ่ายผลิตใหม่จะเป็น change order นะคะ”
ลูกค้าชะงัก
“เพิ่มงบเหรอคะ”
“ค่ะ เพราะแบบเดิมอนุมัติและผลิตแล้ว”
“แต่ถ้างบส่วนนี้ไม่มี”
“งั้นก็ต้องใช้ชิ้นเดิมค่ะ”
ฉันพูดโดยยังยิ้มอยู่
“สองทางนี้พริมทำได้ แต่พริมไม่อยากให้ทีมต้องรับต้นทุนจากการเปลี่ยนหลังอนุมัติค่ะ”
บรรยากาศเงียบลงนิดหนึ่ง ฉันรู้ว่าธามยืนอยู่ไม่ไกล แต่ไม่ได้หันไปมอง
ลูกค้าเม้มปาก ก่อนพยักหน้า
“โอเคค่ะ เดี๋ยวฉันคุยกับผู้บริหารเรื่องงบ”
“ขอบคุณค่ะ ถ้ายืนยันก่อนเที่ยง พริมจะจัดคิวให้ทัน”
เธอเดินออกไปโทรศัพท์
ฉันถอนหายใจ
“ดุเหมือนกันนะ”
เสียงธามดังข้างหลัง
ฉันหัน
“ไม่ได้ดุค่ะ”
“เมื่อกี้คนฟังหน้าเสีย”
“ถ้าพริมยอมทุกครั้ง คนทำงานของพริมก็หน้าเสียค่ะ”
เขาเงียบไปนิดหนึ่ง
“ทีมพริมมีคนไม่เยอะ?”
“ตอนนี้ยังเล็กค่ะ ส่วนใหญ่ใช้ฟรีแลนซ์ประจำ แต่ถ้างานนี้จบดี พริมอยากเปิดสตูดิโอจริงจัง”
“คิดไว้นานแล้ว?”
“สองปีแล้วค่ะ”
ฉันตอบพลางเก็บแท็บเล็ต
“แต่ยังไม่กล้า เพราะไม่อยากเปิดแล้วต้องรับทุกงานเพื่อจ่ายค่าเช่า”
ธามพยักหน้าเหมือนคิดตามจริง ๆ
“ถูกแล้ว”
“ไม่บอกให้พริมรีบโตหรือคะ”
“พริมโตแล้ว”
คำตอบนั้นทำให้ฉันหยุดมือ เขาพูดธรรมดามาก แต่กลับไม่เหมือนเวลาพูดว่า น้อง
ฉันเงยหน้ามอง
ธามเองก็มองฉันอยู่
“ทำไม”
“เปล่าค่ะ”
ฉันรีบก้มเก็บของต่อ
บ้าเอ๊ย
แค่คำว่าโตแล้วก็ยังเอามาคิดได้ สมองคนกำลังจีบนี่น่ารำคาญจริง ๆ
ช่วงบ่ายปัญหาหน้างานยังมาเรื่อย ๆ มีวัสดุส่งผิดสี ระยะผนังจริงไม่ตรงกับแบบเก่าสามเซนติเมตร ทีมไฟขอเลื่อนตำแหน่งปลั๊กอีกจุด
ฉันกับธามเดินกันแทบทั่วพื้นที่
สิ่งที่น่าหงุดหงิดคือเขาทำงานเก่งจริง ไม่ใช่เก่งแบบพูดทุกอย่างเอง แต่เวลามีปัญหา เขาจะถามคนที่เกี่ยวข้องก่อนเสมอ
“ถ้าขยับปลั๊ก พริมเสียอะไรไหม”
“งานกราฟิกไม่เสียค่ะ แต่โต๊ะกิจกรรมจะบัง”
เขาหันไปถามฝ่ายตกแต่งต่อ
“โต๊ะขยับได้ไหม”
ทุกอย่างเดินไปทีละจุด ไม่มีใครต้องยอมเสียงานเพราะอีกฝ่ายพูดเสียงดังกว่า
ฉันมองเขาคุยกับช่างอยู่พักหนึ่งแล้วต้องหันกลับ ยิ่งรู้จักมากขึ้นยิ่งแย่ เมื่อก่อนฉันชอบเพราะเขาเป็นพี่ธามของบ้านข้าง ๆ ตอนนี้ดันมีเหตุผลใหม่เพิ่มมาอีก
เย็นเกือบหกโมง งานหลักถึงพอหยุดได้ ลูกค้าที่มาดูไซต์ช่วงท้ายยืนคุยกับธามตรงโถง ส่วนฉันกำลังก้มเก็บตัวอย่างวัสดุใส่กล่อง
“วันนี้ช่วยได้เยอะเลยครับ”
เสียงลูกค้าดังมา
ฉันไม่ได้สนใจจนได้ยินประโยคถัดไป
“แฟนคุณเก่งนะครับ”
มือฉันหยุด
อะไรนะ
ฉันเงยหน้า
ลูกค้าคนนั้นกำลังมองมาทางฉันพอดี
ธามเองก็หันมา
สายตาเราประสานกัน นี่เป็นจังหวะง่ายมาก
เขาแค่หัวเราะแล้วบอกว่าไม่ใช่ หรือบอกว่าเป็นคนรู้จัก เป็นเพื่อนบ้าน เป็นน้อง
คำนี้เขาถนัดที่สุดไม่ใช่หรือไง
แต่ธามไม่ได้พูดสักอย่าง เขามองฉันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหันกลับไปทางลูกค้า
“ครับ...เก่ง”
ฉันยืนนิ่งอยู่กับกล่องตัวอย่างในมือ
หัวใจเต้นแรงแบบไม่มีเหตุผล
เพราะคำที่ทำให้ฉันเสียอาการที่สุด—
ไม่ใช่คำว่า แฟน
แต่เป็นการที่เขาไม่แก้มันต่างหาก
บทที่ 24 ประโยคที่ได้ยินไม่ครบ--------------------------------------------วันที่ยี่สิบหก ฉันไม่ได้ส่งกาแฟให้ธามอีกวันที่ยี่สิบเจ็ดก็เหมือนกันไม่มีใครตายบริษัทเขายังเปิดโลกยังหมุนและฉันก็เพิ่งค้นพบว่าตัวเองสามารถผ่านหนึ่งวันโดยไม่ส่งข้อความไปถามผู้ชายข้างบ้านว่า กินข้าวหรือยังคะ ได้จริง ๆถือเป็นพัฒนาการที่ดีมินบอกว่าอย่างน้อยฉันก็เริ่มกลับมาเป็นมนุษย์ปกติฉันตอบไปว่ากูปกติมาตลอดมันส่งสติกเกอร์หัวเราะมาแปดตัว เพื่อนดี ๆ มีไว้ทำลายความมั่นใจจริง ๆช่วงสองวันนี้ฉันยุ่งกับโปรเจกต์พื้นที่สร้างสรรค์จนแทบไม่มีเวลาไปคิดเรื่องอื่นอยู่แล้ว งานเข้าสู่ช่วงเก็บรายละเอียด ทุกอย่างต้องวิ่งพร้อมกัน ทั้งไฟล์สำหรับผลิต ป้ายจริง สีผนัง ตำแหน่งติดตั้ง และงานเปิดตัวที่ลูกค้าเพิ่งขอเพิ่มเข้ามาอีกชุดธามกับฉันยังเจอกันทุกวันคุยกันทุกวันด้วย แต่คุยเฉพาะเรื่องงานเขาเหมือนพยายามหาเรื่องถามอย่างอื่นบ้าง“เมื่อคืนกลับกี่โมง”“สี่ทุ่มค่ะ”“กินข้าวไหม”“กินแล้วค่ะ”“แม่บอกว่าพริมกลับดึก”“ค่ะ”จบถ้าเป็นเมื่อก่อน ฉันคงต่อว่า ถามละเอียดขนาดนี้สมัครเป็นแฟนเลยไหมคะตอนนี้ไม่พูดแล้วฉันไม่ได้ต้องการลงโทษเข
วันที่ยี่สิบห้า เริ่มเหนื่อยแล้วจริง ๆ-----------------------------------------------เช้าวันที่ยี่สิบห้า ฉันไม่ได้ส่งกาแฟให้ธามไม่ได้ลืมไม่ได้งอนไม่ได้ตั้งใจเล่นเกมอะไรทั้งนั้นฉันแค่ตื่นมาแล้วรู้สึกว่าไม่อยากทำแค่นั้นเลยโทรศัพท์วางอยู่ข้างหมอน แชตของเขายังอยู่ตรงเดิม ข้อความล่าสุดเมื่อคืนเป็นเรื่องไซต์งานพรุ่งนี้สิบโมงเข้าหน้างานใช่ไหมฉันตอบไปแค่ค่ะจบไม่มีสติกเกอร์ไม่มี ฝันดีนะคะไม่มี คิดถึงได้ไหมไม่มีอะไรต่อ ตอนแรกฉันคิดว่าจะรู้สึกแปลกกว่านี้ แต่กลับโล่ง นิดหนึ่งอาจเพราะหลายวันที่ผ่านมา ฉันพยายามมากเกินไปจนไม่ทันรู้ตัวว่าจะทำให้ตัวเองเหนื่อยเหนื่อยกับการรอคำตอบเหนื่อยกับการตีความสีหน้าเหนื่อยกับการคิดว่าการที่เขาจำของกินได้ การเก็บโน้ต การไปรับ การกอด หรือการเกือบจูบ หมายความว่าอะไรแล้วพอฉันคิดว่าตัวเองเข้าใจเขาก็บอกว่าฉันคิดไปเองฉันไม่ได้โกรธแล้ว เมื่อคืนกลับถึงบ้านก็ไม่ได้ร้องไห้ด้วย แค่ถอดรองเท้า อาบน้ำ แล้วนอนและเช้านี้สิ่งแรกที่ทำไม่ใช่เปิดแชตเขา ฉันเปิดไฟล์งานนั่นน่าจะดีแล้วสิบโมง ฉันไปถึงไซต์ตรงเวลาธามมาก่อนเขายืนคุยกับทีมช่างอยู่ตรงโซนกิจกรรม พอเห็
วันที่ยี่สิบสาม เกือบจูบครั้งที่สอง-----------------------------------------“พี่ธาม ถ้าพี่ขยับป้ายอีกห้าเซนต์ พริมจะเอาเทปกาวแปะพี่ไว้กับผนังจริง ๆ นะ”ฉันยืนเท้าเอวมองคนตรงหน้าธามเงยจากตลับเมตร“เมื่อเช้าพริมบอกว่าขยับได้”“เมื่อเช้าพูดสามเซนต์”“สองเซนต์เอง”“สองเซนต์ก็เซนต์ค่ะ”“คนทั่วไปมองไม่ออก”“แต่พริมมองออก”“เพราะพริมเป็นคนทำ”“ถูกต้องค่ะ เพราะฉะนั้นเชื่อคนทำ”ธามมองฉันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหันไปบอกช่างให้ใช้ตำแหน่งเดิมฉันยิ้มอย่างผู้ชนะ“ดีมาก”“สั่งเก่ง”“กับบางคนต้องสั่งค่ะ พูดดี ๆ ไม่ฟัง”“ใครกันแน่”ฉันกำลังจะสวนกลับ แต่ช่างสองคนที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ หลุดหัวเราะเสียก่อนนี่คือสภาพของเราหลังทำงานด้วยกันต่อเนื่องหลายวันเถียงกันเรื่องระยะ เรื่องสี เรื่องวัสดุ เรื่องว่าป้ายควรสูงเท่าไรแต่แปลกตรงที่งานกลับเดินเร็วขึ้นฉันเริ่มรู้ว่าถ้าธามขมวดคิ้วแบบไหนคือไม่เห็นด้วยจริง แบบไหนคือกำลังคิด ส่วนเขาก็ดูจะรู้แล้วว่าถ้าฉันพูดเร็วขึ้นเรื่อย ๆ แปลว่ากำลังจะโมโห ไม่ใช่ตื่นเต้นวันที่ยี่สิบสามของข้อตกลงสามสิบวันจึงผ่านมาตั้งแต่เช้าด้วยงานล้วน ๆแทบไม่มีเวลาจีบถ้านับจริง ๆ สิ่งหวานที่สุดที
บทที่ 21 วันที่ยี่สิบ เขาจำทุกอย่างได้ -------------------------------------------------ตอนสามทุ่มสิบเจ็ด ฉันเริ่มสงสัยว่าคำว่า เลิกงาน เป็นเรื่องที่คนทำโปรเจกต์นี้แต่งขึ้นมาหลอกกันเองรึเปล่า ไซต์งานเหลือคนอยู่ไม่ถึงครึ่งจากตอนกลางวัน แต่โต๊ะประชุมชั่วคราวของเรายังเต็มไปด้วยโน้ต ตัวอย่างวัสดุ และแก้วกาแฟที่ไม่มีใครยอมรับว่าเป็นของตัวเอง วางเกือบเต็มโต๊ะฉันนั่งแก้ตำแหน่งกราฟิกบนแปลนเป็นรอบที่สามธามนั่งฝั่งตรงข้าม คุยโทรศัพท์กับฝ่ายระบบอยู่“ถ้าขยับไฟตรงนั้น ต้องเช็กโหลดใหม่ทั้งหมดครับ...ใช่ พรุ่งนี้เช้าเอาตัวเลขมาให้ผมก่อน”เสียงเขานิ่งเหมือนตอนนี้เพิ่งบ่ายสอง ไม่ใช่สามทุ่มกว่าฉันมองอย่างหมั่นไส้ คนอะไรพลังงานเหลือเยอะขนาดนี้ ส่วนฉันกำลังจะกินปากกาดิจิทัลแทนอาหารเย็นแล้ว“พริม”ฉันเงยหน้าธามวางสายไปตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้“คะ”“หิวไหม”“ไม่ค่ะ”ท้องฉันร้องพอดี ดังด้วย คนในโต๊ะข้าง ๆ หันมามอง ฉันก้มหน้าทันทีธามพยักหน้าช้า ๆ“ไม่หิว”“ค่ะ”“เสียงเมื่อกี้ระบบแอร์?”“น่าจะค่ะ”มุมปากเขายกขึ้น ฉันชี้ปากกาไปทางเขา“ห้ามหัวเราะ”“ยังไม่ได้หัวเราะ”“หน้าพี่หัวเราะแล้ว”“เดี๋ยวสั่งข้าว”เ
บทที่ 20 พริมที่พี่ไม่เคยรู้จัก--------------------------------------------------------ฉันคิดว่าการทำงานกับคนที่ตัวเองชอบน่าจะมีข้อดีอย่างหนึ่งอย่างน้อยก็ได้เห็นหน้าบ่อยแต่หลังผ่านไปสามวัน ฉันเริ่มสงสัยว่าใครเป็นคนคิดเรื่องนี้ขึ้นมา เพราะสิ่งที่ได้เห็นบ่อยกว่าใบหน้าธามคือแบบแก้ งานเร่ง ลูกค้าเปลี่ยนใจ และคนหน้างานโทรมาตามกันตั้งแต่แปดโมงเช้า“พริมครับ ป้ายตรงโถงหลักติดไม่ได้”ฉันที่กำลังลงจากรถหยุดกึก“ทำไมคะ”หัวหน้าทีมติดตั้งชี้ไปด้านใน“ตำแหน่งที่ส่งมา เจองานระบบพาดอยู่ด้านหลัง ถ้าเจาะตรงนี้มีโอกาสโดนท่อ”ฉันหลับตาหนึ่งวินาทีดีมากวันนี้เพิ่งเริ่มได้สิบห้านาที“งั้นยังไม่ต้องเจาะค่ะ เดี๋ยวพริมดูใหม่”ฉันวางกระเป๋า เปิดแท็บเล็ตแล้วเดินเข้าไปในพื้นที่จริง โถงหลักยังเต็มไปด้วยฝุ่นและเสียงเครื่องมือ คนก่อสร้างเดินสวนกันวุ่นวาย ลูกค้าขอให้งานส่วนนี้เสร็จก่อนวันเปิดพื้นที่ทดลองในอีกไม่ถึงสองสัปดาห์ตำแหน่งป้ายที่มีปัญหาเป็นจุดสำคัญด้วย ถ้าขยับมั่ว ๆ เส้นทางมองเห็นทั้งพื้นที่จะเสียหมด“ขยับไปซ้ายได้ไหมครับ” ทีมติดตั้งถามฉันส่ายหน้า“ซ้ายไปชนแนวประตูค่ะ แล้วจากทางเข้าจะอ่านไม่ชัด”“ข
บทที่ 19 โปรเจกต์ที่บังคับให้เจอกันทุกวัน------------------------------------------------------------------สามวันหลังจากเดินออกจากบริษัทธามทั้งที่คุยกันยังไม่จบ ฉันได้รับโทรศัพท์ที่ทำให้ทุกอย่างในหัวต้องถูกพักไว้ก่อน“คุณพริมคะ โปรเจกต์ที่คุยกันไว้ ผู้บริหารเลือกทีมคุณแล้วค่ะ”ฉันที่กำลังนั่งแก้ภาพอยู่บนพื้นห้องชะงัก“จริงเหรอคะ”“ค่ะ อยากนัดคิกออฟให้เร็วที่สุด เพราะมีเวลาเตรียมพื้นที่ไม่มาก”ฉันรีบคว้าสมุดมาจดงานนี้เป็นงานใหญ่ที่สุดตั้งแต่ฉันเริ่มรับงานฟรีแลนซ์ลูกค้ากำลังเปิดพื้นที่สร้างสรรค์แห่งใหม่ มีทั้งคาเฟ่ โซนเวิร์กช็อป ร้านสินค้าออกแบบ และพื้นที่จัดกิจกรรม หน้าที่ของฉันคือทำตั้งแต่ภาพลักษณ์แบรนด์ ไปจนถึงกราฟิกที่ใช้จริงในพื้นที่ถ้างานนี้ออกมาดี มันไม่ใช่แค่เงินก้อนใหญ่มันอาจเป็นงานที่ช่วยให้ฉันขยับจากฟรีแลนซ์คนเดียวไปสู่สตูดิโอที่คิดไว้มานานได้จริง ๆ“ได้ค่ะ พริมพร้อม”ฉันตอบโดยไม่ต้องคิดวางสายเสร็จก็ส่งข้อความหามินทันทีกูได้งานแล้ว!มันตอบกลับมาด้วยสติกเกอร์จุดพลุสามตัวติดฉันยิ้มอยู่คนเดียวเกือบนาทีจากนั้นสายตาก็เผลอเลื่อนไปที่หน้าต่างบ้านธามเงียบสามวันที่ผ่านมาเร







