LOGIN“โอ๊ย! พี่เป็นอะไรเนี่ยะ!” ฉันร้องออกมาเพราะแรงเหวี่ยงจากพี่เซจิที่โยนร่างของฉันลงบนเบาะหลังรถ และฉันก็โวยวายขึ้นทันทีหลังจากที่เขาปล่อยให้ฉันเป็นอิสระ ก่อนที่ขายาวจะก้าวอ้อมไปทางประตูฝั่งคนขับแล้วเปิดขึ้นมานั่ง
“ไม่ได้เป็นอะไรหนิ เธอนั่นแหละดื้อ บอกให้กลับด้วยกันก็ไม่ยอมกลับ ฉันก็เลยต้องทำแบบนี้” ว่าพลางจับพวงมาลัยรถแล้วขับออกมาจากร้านอาหาร
“ก็น้องไม่อยากขัดจังหวะพี่อยู่กับแฟนหนิ” ฉันพูดสิ่งที่ตัวเองคิดออกไปตามตรง ไม่รู้ว่ามันฟังดูเป็นการประชดหรือเปล่านะ แต่สำหรับฉันแล้วมันหมายความตามนั้นจริง ๆ
หลังจากฟังสิ่งที่ฉันชี้แจงแล้วพี่เซจิก็นิ่งเงียบเหมือนทุกครั้ง เขาไม่มีเหตุจำเป็นจะต้องชี้แจงเรื่องนี้กับฉันหรอก แต่บอกตามตรง ว่าฉันก็แอบหวังให้เขาปฏิเสธกลับมา ว่าผู้หญิงคนนั้นกับเขาไม่ใช่แฟนกัน แต่ก็ไร้ซึ่งเสียงตอบกลับจากเขา
บอกตามตรง เห็นแบบนี้แล้ว...ฉันจะตัดใจจากพี่เซจิขั้นเด็ดขาดแล้วล่ะ ทุกคนรอดูได้เลย
ไม่นานนักรถก็มาหยุดอยู่ตรงหน้าร้านคาเฟ่แห่งหนึ่งแทนที่จะเป็นคอนโดของพวกเรา ฉันรีบหันมองเขาด้วยแววตาฉงนสงสัย แต่ในขณะที่กำลังจะเอ่ยปากถาม เขาก็เปิดปากอธิบายขึ้นก่อนแล้ว
“ฉันอยากกินของหวานน่ะ ถือว่ามากินเป็นเพื่อนหน่อยแล้วกันนะ” ว่าจบก็ปลดเข็มขัดนิรภัยแล้วเดินลงจากรถไปด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“แปลกคน...” การกระทำของเขาทำให้ฉันที่ยังนั่งนิ่งอยู่บนรถต้องบ่นอุบ ก็ตอนแรกเขาดูรีบร้อนอยากจะกลับไปถึงคอนโดให้ได้ ถึงขั้นแบกฉันขึ้นรถเลยทีเดียว แต่ตอนนี้กลับมาแวะร้านคาเฟ่แล้วสั่งขนมอย่างสบายใจเสียอย่างนั้น
“ขนมและเครื่องดื่มที่สั่งได้แล้วค่ะ” พนักงานสาวในร้านเดินมาเสิร์ฟขนม แต่เมื่อเห็นพี่เซจิ นางก็ส่งสายตาหวานแหววเป็นการหยอดเขา แต่ก็อย่างว่า คุณเขาหล่อ สาว ๆ ที่ไหนก็หมายปองทั้งนั้นแหละ
“กินสิ” พี่เซจิเลื่อนจานที่ใส่ขนมเค้กมาให้ฉัน
“ขอบคุณค่ะ” ฉันรับมาอย่างไม่เกรงใจ เพราะเรื่องกินเรื่องใหญ่สำหรับของขวัญคนนี้อยู่แล้ว แต่ทานไปได้สักพักฉันก็ยังเห็นพี่เซจินิ่งอยู่ เขาไม่ตักเค้กกินแม้แต่เสี้ยวเดียว เอาแต่นั่งมองฉันอยู่ฝ่ายเดียว “พี่เซจิไม่กินเหรอคะ ไหนว่าอยากกินไง”
“อ๋อ อยู่ ๆ ก็อิ่มขึ้นมาแล้วน่ะ” พี่เซจิรีบหันมองทางอื่นแล้วยกโทรศัพท์ขึ้นมาเลื่อนไถแทน
“อร่อยดีนะคะ ลองสักหน่อยเถอะ เป็นคนสั่งมาแท้ ๆ” ฉันตักเค้กใส่ช้อนแล้วยื่นไปตรงหน้าเขา พี่เซจิมองอยู่สักพักก่อนจะอ้าปากแล้วยอมทานมันเข้าไป แต่สายตาเจ้ากรรมก็ยังจ้องมองมาที่ตาของฉันอย่างไม่วางตา
ตึกตักตึกตัก
อยู่ ๆ ฉันก็รู้สึกว่าหัวใจตัวเองกำลังเต้นรัวขึ้นมาเสียอย่างนั้น ไม่ได้นะ จะเป็นแบบนี้ไม่ได้สิของขวัญ เมื่อกี้เพิ่งตัดสินใจว่าจะตัดใจจากเขาไปเองนะ ทำแบบนี้เท่ากับไม่ซื่อสัตย์กับตัวเอง!
“ขอบคุณนะ” พี่เซจพูดขึ้นหลังจากที่ฉันดึงช้อนกลับพร้อมกับละสายตาออกจากทิวทัศน์อันตรายตรงหน้าทันที หากจ้องมองต่อไปคงได้หัวใจวายตายแน่
“สรุปพี่มาที่นี่ทำไม...ไม่เห็นจะกินอะไรเลยสักหน่อย” ฉันพูดเสียงเบา ไม่ได้ต้องการคำตอบหรอกแค่บ่นไปเรื่อยเท่านั้นแหละ
“ก็ปกติแล้ว ผู้หญิงชอบให้พามากินของหวานหลังจากกินข้าวไม่ใช่เหรอ?”
สถานการณ์แบบนี้ฉันควรจะดีใจหรือว่าทำยังไงดีล่ะเนี่ยะ สิ่งที่เขาพูดนั้นดูเหมือนจะบ่งบอกว่าเขาเริ่มมองฉันในฐานะผู้หญิงคนหนึ่งมากกว่าน้องสาวแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นฉันกลับรู้สึกฉุนเฉียวอย่างไรบอกไม่ถูก นี่เขาผ่านผู้หญิงมากี่คนกันนะถึงได้รู้เรื่องมากมายขนาดนี้
“ดูเหมือนว่าพี่จะมีประสบการณ์โชกโชนเรื่องผู้หญิงนะคะ” พูดจบฉันก็วางช้อนที่ตักขนมเค้กลงก่อนจะหยิบกระดาษทิชชู่ขึ้นมาซับปากให้เรียบร้อย “แต่น้องไม่ใช่ผู้หญิงที่พี่จะเดาทางได้ง่ายหรอกนะคะ เค้กอร่อยมาก ขอบคุณที่พามาค่ะ”
จากนั้นฉันก็ลุกขึ้นยืนแล้วก้าวออกจากร้านมาโดยไม่ให้อีกคนได้ทันตามออกมา ก่อนจะโบกแท็กซี่บริเวณนั้นเพื่อตรงกลับคอนโดของตัวเอง เสียเวลาแล้วยังต้องมาเสียใจอีก...
@ Seiji Talk
ให้ตายเถอะ ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าของขวัญเอาใจยากขนาดนี้ แล้วผมพูดอะไรผิดไปอย่างนั้นเหรอ? เพราะสิ่งที่ผมพูดมันเป็นความจริงนี่นา ผู้หญิงชอบทานของหวานไม่ใช่เหรอ ผมพาเธอมาที่นี่เพื่อไถ่โทษที่ลากเธอออกมาจากร้านอาหารด้วยท่าทีที่ดูไม่เหมาะไม่ควร แต่ดูเหมือนจะไปพูดอะไรขัดใจเธอเข้าจนได้
ว่าแต่...ทำไมผมจะต้องใส่ใจด้วยล่ะ...
เอาใจก็ไม่ชอบ ไม่รู้จะทำยังไงแล้วเนี่ยะ ว่าแล้วก็หงุดหงิดยังไงไม่รู้ ผมไม่เคยเสียท่าให้ผู้หญิงคนไหนเลยนะ ทุกคนต่างชอบที่ผมเอาใจทั้งนั้น เพราะไม่ใช่ทุกคคนที่ผมจะทำอะไรแบบนี้ให้ นอกจากแฟนเก่าของผม
[เห้ย เป็นหนึ่ง วันนี้มึงว่างเปล่าวะ] ผมยกสายโทรศัพท์หาเพื่อนสนิทคนหนึ่งในกลุ่ม เพราะรู้ว่ายังไงหมอนี่มันก็ว่างอยู่แล้ว และอาจหาวิธีช่วยผมคลายความหงุดหงิดจากของขวัญได้
[ว่าไงไอหมอ กูว่างทุกวันอยู่แล้วเว้ย] เห็นไหมล่ะ ผมพูดไม่เคยผิด
[กูจะเข้าไปที่ร้านมึง อยู่ต้อนรับกูด้วยแล้วกัน]
[มึงเป็นไรเนี่ยะ หงุดหงิดใครมาวะ] ดูเหมือนว่ามันจะฟังน้ำเสียงของผมออก
[ก็แค่...เออ...ช่างมันเถอะกูไม่อยากพูดถึง]
[มึงนี่ แบบนี้ก็มีให้เห็นด้วยเหรอวะ] มันพูดแซวพร้อมเสียงฟังดูน่าขัน [ถ้างั้น เดี๋ยวกูจัดห้องพิเศษแบบเดิมให้แล้วกันนะ]
[เออ...เดี๋ยวกูเข้าไป]
@CLUB JB
“ไหน คุณเซจิของเราเป็นไรวะ” เจ้าของสถานที่แห่งหนึ่ง หรือเป็นหนึ่งพูดขึ้นเมื่อเห็นผมก้าวขาเข้าไปในห้องวีไอพีที่มันจัดให้
“ดูทรงละเรื่องผู้หญิงชัวร์” มาร์ติน หนึ่งในสมาชิกของกลุ่มเพื่อนกล่าวขึ้นพลางส่งสายตายิ้มเยาะมาทางผมราวกับรู้ทัน
“อย่างไอเซจิเนี่ยะนะจะมาหงุดหงิดเพราะเรื่องผู้หญิง” เป็นหนึ่งที่นั่งอยู่ตรงข้ามกับมาร์ตินกล่าวขึ้นราวกับกำลังถกข้อพิพาทกัน ขณะเดียวกันนั้น เจ้าของผับอย่างมันก็ทำการรินเหล้าให้ผมไปด้วย แหม รู้สึกเป็นเกียรติเหลือเกินที่คุณเป็นหนึ่งรินให้
“จะเป็นเรื่องอื่นไปได้ยังไง เรื่องเรียนก็ดูไม่น่าใช่ ระดับไอเซจิ” แม้ต่ไอเท็มที่เอาแต่นั่งไถโทรศัพท์ก็ยังร่วมลงความเห็นแบบเดียวกับมาร์ติน
บางทีผมก็ไม่ค่อยชอบใจนักที่มีผองเพื่อนคอยรู้ทันกันไปซะทุกเรื่อง จะเก็บทรงสักหน่อยก็ไม่ได้เลย
“ใครวะ เล่าให้กูฟังหน่อยสิ” มาร์ตินลุกออกจากที่นั่งของตัวเองแล้วเดินตรงมาทิ้งตัวนั่งลงข้างโซฟาเบาะใกล้ผม
“กูทะเลาะกับของขวัญมา ไม่ใช่ผู้หญิงที่ไหน”
“นั่นก็ผู้หญิง”
“น้องกูไหมล่ะ”
“มึงมองของขวัญเป็นน้องจริงเหรอวะ” ไอเท็มละสายตาจากหน้าจอโทรศัพท์แล้วถามผมด้วยสีหน้าจริงจัง “ได้ข่าวว่าของขวัญถูกมึงลากออกมาจากร้านอาหาร เพราะน้องสาวตัวดีของมึงคนนี้ถูกไอ้หนุ่มเดือนคณะของมึงขอไลน์”
รู้เรื่องนี้กันได้ยังไงวะเนี่ยะ แต่ขณะที่ผมกำลังครุ่นคิดอย่างถี่ถ้วนก็เห็นน้ำหวานเดินเข้ามานั่งข้างไอเท็มพอดิบพอดี ผมจึงพอจะทราบแล้วว่ามันรู้ได้ยังไง
“เอาเรื่องว่ะ...” เป็นหนึ่งที่นั่งฟังบทสนทนาอยู่นานเริ่มเข้ามามีส่วนร่วมด้วยอีกคน ใจคอจะไม่ให้ผมได้มีที่ยืนเลยใช่ไหมเนี่ยะ
“กูเป็นห่วงหรอก ไอหมอนั่นดูไม่น่าไว้ใจ”
“ห่วงหรือหวง” ไอบ้ามาร์ตินพูดขึ้นขณะยกแก้วเหล้าขึ้นจิบไปพลาง ก่อนจะส่งสายตาขำขันมาให้ผมอีกครั้งเมื่อเห็นว่าผมปต่อไม่ถูก
ผมอยากจะแก้ต่างว่า ไม่ได้หวง...แค่เป็นห่วงในฐานะพี่ชาย แต่พกนี้ดูเหมือนจะไม่ยอมรับฟังผมเลยเนี่ยะสิ...
“แล้วแต่พวกมึงจะคิดเถอะ” ผมปลงแล้ว
ว่าแต่...ยัยตัวแสบนั่นกลับถึงคอนโหรือยังนะ สงสัยต้องรีบกลับไปตรวจสอบหน่อยแล้ว
“เอาสาวสักคนไหมล่ะ เผื่ออารมณ์จะดีขึ้นแล้วค่อยไปลุยต่อ” ไอเป็นหนึ่งเสนอขึ้นมา แต่บอกตามตรงว่าผมไม่มีอารมณ์อะไรแบบนั้นเลยเนี่ยะสิ
“ไม่เอาล่ะ เบื่อ เดี๋ยวกูจะกลับแล้ว”
บอกตามตรง หลังจากผมได้แตะเนื้อต้องตัวของขวัญอย่างจริงจังในวันที่เธอโดนวางยา ผมก็ไม่รู้สึกอยากใกล้ชิดกับผู้หญิงคนไหนอีกเลย เหมือนเธอเปิดปุ่มความรู้สึกผิดชอบชั่วดีของผมไปเสียอย่างนั้น ซึ่งผมเองก็ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงรู้สึกแบบนี้ได้
“กูไปละ” ผมโบกมือลาทุกคนที่อยู่ในห้องวีไอพีแล้วลุกขึ้นยืนเต็มความสูง
“อะไรวะ ไม่แตะเหล้าที่กูรินให้เลยสักนิด” เป็นหนึ่งโวยวาย แต่ก็ไม่ได้คิดจะรั้งผมเอาไว้อยู่แล้ว
@ Condo J
หลังจากผมกลับมาถึงคอนโด ในตอนแรกก็ว่าจะขึ้นไปที่ห้องของตัวเองเลย แต่มือดันไปกดทเข้าที่ชั้นแปดก่อนชั้นสิบเอ็ดเนี่ยะสิ แต่ก็ฌอาเถอะ ไหน ๆ ก็กดแล้ว เดินผ่านไปหน่อยก็ได้...
ประตูลิฟต์เปิดออก ผมก็เดินมาหยุดที่หน้าห้องของยัยตัวแสบ ขณะที่กำลังจะเอาหูไปแนบกับช่องประตูเพื่อได้ยินเสียง ประตูก็เปิดออกเสียก่อน ปรากฎภาพร่างบางในชุดนอนกางเกงขาสั้นกำลังจะเอาถุงขยะออกไปทิ้ง
“พี่เซจิ? มาทำอะไรตรงนี้คะ?”
ซวยแล้วสิ...
“ก...ก็แค่มา......เอ่อ...เซนโตะอยู่ไหม” เอาวะ ใช้น้องชายตัวเองเป็นข้ออ้างเนี่ยะแหละ ฟังดูสมเหตุสมผลสุดแล้ว แต่ร่างบางตรงหน้าก็ยังไม่วายขมวดคิ้วแล้วหรี่ตามองอย่างจ้องจับผิดอย่างไรอย่างนั้น
“ไม่อยู่ค่ะ” เธอตอบกลับมา ท่าทางเย็นชาเป็นที่สุด ดูไม่สดใสเหมือนของขวัญที่ผมรู้จักเลยสักนิด “แล้วพี่หาไอเซนไปทำไมเหรอคะ ปกติไม่เห็นจะเคยถามหา”
“เอ่อ...มันฝากซื้อของน่ะ ก็เลยลงมาตามดู ห...เห็นมันไม่อยู่ที่ห้อง ก็เลยคิดว่าอยู่กับเธอ...” นิ่งไว้เซจิ ไม่มีพิรุธตรงไหนหรอก...
“พี่ก็ไลน์ไปถามไอเซนสิคะว่ามันอยู่ไหน เพราะวันนี้หลังจากเรียนเสร็จมันก็หายหัวไปเลย” ของขวัญก้าวออกมาข้างนอกห้องหวังจะเดินไปตรงจุดทิ้งขยะ
“อ่อ...ได้สิ...ขอโทษที่รบกวนนะ เธอเข้าห้องไปเถอะ” ผมว่าพลางคว้าถุงขยะในมือของเธอออกมาถือไว้เองแล้วหมุนตัวหันหลังกลับไปที่ลิฟต์ โดยไม่ลืมที่จะทิ้งขยะก่อน
เกือบไปแล้วไอ้เซจิ...ว่าแต่..ทำไมผมจะต้องมาทำอะไรบ้าบอแบบนี้ด้วยเนี่ยะ
“ก็กูจะใช้...”“แต่ผมหยิบก่อน”“กูจำเป็นต้องใช้ตอนนี้...เดี๋ยวผัดผักมันไหม้”“ผมก็จำเป็นเหมือนกัน เดี๋ยวไข่ไหม้”ฉันตื่นขึ้นเพราะเสียงเอะอะโวยวายดังไปทั่วบริเวณ แต่เมื่อลืมตาขึ้นมาก็พบว่าพี่เซจิและคิรันกำลังเข้าครัวทำอาหารด้วยกันอยู่ ถึงแม้จะดูเหมือนคนกำลังจะเปิดศึกฆ่าแกงกันมากกว่าก็เถอะ“ทำอะไรกัน?” ฉันเดินงัวเงียเข้ามาในห้องครัวเรียกความสนใจจากทั้งคู่ได้ทันควัน ก่อนจะจ้องมองสิ่งที่อยู่ในกะทะเริ่มเกรียมเข้าไปทุกที ฉันจึงต้องรีบเข้าไปคว้าตะหลิวในมือของคิรันออกมาถือไว้เอง ด้วยกลัวว่าทั้งคู่จะทำห้องฉันไฟลุกแทนที่จะได้นั่งทานข้าวกันอย่างปกติสุข“ออกไปทั้งคู่เลย” ฉันชี้นิ้วไปทางโซนห้องนั่งเล่น ทั้งสองพากันคอตกแล้วเดินออกไปอย่างว่าง่าย ไม่นานอาหารก็ถูกยกออกมาตั้งวางไว้บนโต๊ะ“แล้วเซนโตะล่ะคะ ไม่ได้มาด้วยกันเหรอ?” ฉันถามถึงเพื่อนสนิทตัวดี ที่ตอนนี้หายหน้าหายตาและส่งพี่ชายตัวเองมาคุมประพฤติฉันแทน“ไปห้องแฟนแล้ว” พี่เซจิตอบพร้อมทำสีหน้าหน่าย ๆ ช่วงนี้ดูเหมือนเซนโตะจะติดแฟนสาวคนนี้มากเป็นพิเศษ หรือว่ามันจะเจอคนที่ใช่แล้วจริง ๆ นะ สงสัยต้องหาเวลาให้มันมานั่งชี้แจงสักหน่อยแล้ว“อ่อ...” ฉันพยักหน
ถึงแม้จะรู้สึกสงสัยว่าใครกันที่เป็นคนซื้อของพวกนี้มาให้ แต่ฉันก็รู้สึกขอบคุณมากยิ่งกว่า ให้ตายเถอะของขวัญ ลืมเรื่องสำคัญแบบนี้ไปได้ยังไงกันว่าใกล้วันนั้นของเดือนแล้ว ควรจะพกผ้าอนามัยติดตัวเอาไว้เผื่อฉุกเฉินสิฉันกลับมาถึงห้องของตัวเองโดยสวัสดิภาพ ก่อนจะพบว่าเซนโตะยืนรออยู่หน้าห้อง สีหน้าดูเป็นกังวลใจอย่างไรอย่างนั้น เมื่อเห็นฉํนมันก็รีบเดินตรงเข้ามาหาทันที“มึง ไม่เป็นไรนะ”“อืม...” สงสัยหวานกับมิ้งเป็นคนบอก บังเอิญว่าฉันทักไปหาพวกมันพอดี จึงไม่แปลกที่เซนโตะจะรู้เรื่องนี้เข้า “กูไม่เป็นไรหรอก ว่าแต่...กูสงสัยว่ะ ว่าใครซื้อผ้าอนามัยกับกระโปรงตัวใหม่มาให้กู”“เออเอาเหอะมึง เรื่องแบบนี้ช่างแม่งเหอะ” เซนโตะพูดเหมือนต้องการตัดจบเรื่องนี้“หรือมึงรู้ว่าใคร?” ฉันหรี่ตามองส่งสายตาจับผิดไปหามันทันที หรือว่า...ไม่หรอกมั้ง อย่างเขาคนนั้นจะมาใส่ใจฉันได้ยังไง“กู...จะไปรู้ได้ไงเล่า เลิกพูดถึงเรื่องร้าย ๆ เถอะของขวัญ มีคนช่วย...ก็ดีแล้ว”เซนโตะว่าพลางรอให้ฉันเปิดประตูเพื่อจะเดินเข้าไปในห้อง เอาอีกแล้ว สองพี่น้องนี่ชอบมาวุ่นวายที่ห้องฉันกันตลอดเลยก๊อก ก๊อกเพิ่งปิดประตูลงได้ไม่นานเสียงเคาะประตูก็ดั
หลังจากวันนั้น พี่เซจิก็เริ่มทำตัวแปลกประหลาดมากขึ้นเรื่อย ๆ ทุกเย็นหลังจากฉันกลับถึงคอนโดก็จะเห็นเขายืนอยู่ตรงหน้าห้องเป็นประจำ ไม่รู้ว่ามีธุระอะไรที่ห้องของฉันนักหนา วันนี้เองก็เช่นกัน“พอดี พี่มารอเซนโตะน่ะ...”“เซนโตะไปห้องแฟนค่ะ ไม่ได้อยู่กับน้อง” ฉันตอบกลับทันควันพลางเดินหลบเลี่ยงเขาเข้าไปในห้อง แต่พี่เซจิก็ยังไม่วายเดินตามเข้ามาในห้องจนได้“ก็นั่นแหละ...พี่มารอมันที่ห้องเธอไง เดี๋ยวมันกลับมา”“แล้วทำไมไม่ไปรอที่ห้องพี่ล่ะ ถ้าเซนโตะกลับมาก็ต้องกลับห้องพี่อยู่แล้วไม่ใช่เหรอ?”“ก็...เผื่อมันแวะห้องเธอก่อนไง”เอาเถอะ ฉันไม่อยากซักไซ้ไร่เรียงความอะไรให้มันมากมายนักหรอก เขาอยากจะอยู่ก็ให้อยู่ไปแล้วกัน แต่วันนี้ฉันมีธุระต้องออกไปอ่านหนังสือที่หอสมุดตามที่นัดกับคิรันเอาไว้เมื่ออาบน้ำเปลี่ยนจากชุดนักศึกษาเป็นชุดลำลองเรียบร้อยแล้ว ฉันก็หยิบกระเป๋าสะพายพร้อมกับไอแพดเพื่อเตรียมตัวออกไปอ่านหนังสือ แต่พอฉันก้าวพ้นประตูห้องนอน พี่เซจิก็รีบลุกขึ้นยืนทันที“ไปไหน?”“นัดเพื่อนอ่านหนังือเอาไว้ที่หอสมุดค่ะ”“ไปด้วย” ว่าพลางหยิบกุญแจรถของตัวเองแล้วเดินตามฉันออกมาจนถึงหน้าประตูห้อง“พี่จะไปทำไม น้
“โอ๊ย! พี่เป็นอะไรเนี่ยะ!” ฉันร้องออกมาเพราะแรงเหวี่ยงจากพี่เซจิที่โยนร่างของฉันลงบนเบาะหลังรถ และฉันก็โวยวายขึ้นทันทีหลังจากที่เขาปล่อยให้ฉันเป็นอิสระ ก่อนที่ขายาวจะก้าวอ้อมไปทางประตูฝั่งคนขับแล้วเปิดขึ้นมานั่ง“ไม่ได้เป็นอะไรหนิ เธอนั่นแหละดื้อ บอกให้กลับด้วยกันก็ไม่ยอมกลับ ฉันก็เลยต้องทำแบบนี้” ว่าพลางจับพวงมาลัยรถแล้วขับออกมาจากร้านอาหาร“ก็น้องไม่อยากขัดจังหวะพี่อยู่กับแฟนหนิ” ฉันพูดสิ่งที่ตัวเองคิดออกไปตามตรง ไม่รู้ว่ามันฟังดูเป็นการประชดหรือเปล่านะ แต่สำหรับฉันแล้วมันหมายความตามนั้นจริง ๆหลังจากฟังสิ่งที่ฉันชี้แจงแล้วพี่เซจิก็นิ่งเงียบเหมือนทุกครั้ง เขาไม่มีเหตุจำเป็นจะต้องชี้แจงเรื่องนี้กับฉันหรอก แต่บอกตามตรง ว่าฉันก็แอบหวังให้เขาปฏิเสธกลับมา ว่าผู้หญิงคนนั้นกับเขาไม่ใช่แฟนกัน แต่ก็ไร้ซึ่งเสียงตอบกลับจากเขาบอกตามตรง เห็นแบบนี้แล้ว...ฉันจะตัดใจจากพี่เซจิขั้นเด็ดขาดแล้วล่ะ ทุกคนรอดูได้เลยไม่นานนักรถก็มาหยุดอยู่ตรงหน้าร้านคาเฟ่แห่งหนึ่งแทนที่จะเป็นคอนโดของพวกเรา ฉันรีบหันมองเขาด้วยแววตาฉงนสงสัย แต่ในขณะที่กำลังจะเอ่ยปากถาม เขาก็เปิดปากอธิบายขึ้นก่อนแล้ว“ฉันอยากกินของหวานน่ะ
“มึง นั่นพี่เซจิป่าววะ” น้ำหวานที่นั่งอยู่ข้าง ๆ พูดขึ้น บังเอิญว่าเป็นทิศที่หันหน้าเขาหาเขาพอดี น้ำหวานจึงต้องเห็นเป็นธรรมดาอยู่แล้ว และหลังจากได้ยินแบบนั้นทุกคนก็พากันหันไปมอง แต่ก็ไม่ได้พรวดพราดหันไปหรอกนะ เพราะกลุ่มเพื่อนของฉันมีวิธีหันอย่างแนบเนียนอยู่แล้ว“เออว่ะ ใช่จริงด้วย ว่าแต่พี่เขาเปลี่ยนคนควงอีกแล้วเหรอวะ”ฉันปรายตามองเขาอีกครั้งก่อนจะเห็นท่าทางยิ้มแย้มรวมถึงสายตาที่เขาใช้มองผู้หญิงคนนั้น มันช่าง...อบอุ่นเหลือเกิน เป็นสายตาที่ฉันคงไม่มีวันได้รับจากเขา“ของขวัญ มึงจะกินอะไรเนี่ยะ กูเรียกหลายรอบแล้วนะ”“อ๋อ...เอาตามมึงละกัน” ฉันบอกกล่าวหลังจากเรียกสติคืนมาได้“เออ จะได้รีบสั่ง หิวกันจะตายแล้ว”“เห้ย นั่นคิรัน เดือนคณะมึงป้ะของขวัญ” มิ้งส่งสายตาไปยังทิศสิบสิงนาฬิกาข้างหลังของฉัน ก่อนที่พวกเราจะค่อย ๆ ลอบมองอย่างแนบเนียนแล้วหันกลับมาพูดจาชุมนุมกันอีกครั้ง“เออว่ะ” ว่าจบ พวกมันก็ส่งสายตามาทางฉันอย่างมีเล่ศ์นัย อะไรกันอีกล่ะเนี่ยะ“อะแฮ่ม...ของขวัญ...”“?”“ฉันว่าคิรันมองเธออยู่นะ”“บ้าหน่า เขาอาจจะแค่ตกใจที่พวกเราแห่กันหันไปมองก็ได้” ฉันว่าพลางยกแก้วน้ำขึ้นจิบเป็นการเลี่ยงบทสน
“วันนี้ดูอารมณ์ดีเนอะมึงอ่ะ” เซ็นโตะนั่งท้าวคางมองฉันที่กำลังหั่นผักเตรียมทำอาหารอยู่ในห้องของมัน“ยังไงวะ กูก็ยิ้มแบบนี้ทุกวันมั้ยล่ะ”“ไม่อ่ะ กูรู้สึกว่าวันนี้มึงยิ้มมากกว่าปกติ เหมือน....”“เหมือนอะไร?”“...คนบ้า”“ไอ้%#@$%$” ฉันบ่นมันอุบอิบแล้วจัดการทำกับข้าวของตัวเองต่อไป โดยสายตาเจ้ากรรมก็ยังไม่วายเหลือบมองพี่เซจิอยู่ตลอด พี่เซจิที่กำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่ด้วย สงสัยช่วงนี้สอบถี่ เพราะตั้งแต่มาถึงที่ห้องฉันก็เห็นเขาก้มหน้าอ่านหนังสืออยู่ตลอดเวลาแต่ในวันนี้เขาดูเงียบลงกว่าเมื่อคืนเยอะเลย ไม่แม้แต่จะทักทายอะไรฉันด้วยซ้ำ ออกมาจากห้องนอนตัวเองได้ก็อ่านหนังสืออยู่ในท่านั้น ทั้งห้องจึงมีเพียงเสียงของฉันและเซ็นโตะที่พูดคุยตอบโต้กันไปมา“เอ้า! เสร็จแล้ว!” ฉันยกแกงจืดเต้าหู้หมูสับกับผัดผักมาวางไว้ที่โต๊ะกินข้าวและนั่งรอเซ็นโตะที่กำลังเดินไปตักข้าวมา ตามหน้าที่ที่ตกลงกันเอาไว้ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไหร่แล้ว แต่เผลอแปบเดียวพี่เซจิก็หายไปจากโต๊ะอ่านหนังสือเสียอย่างนั้น อาจจะเข้าไปนอนในห้องแล้วล่ะมั้ง แต่แล้วก็เหมือนว่าฉันจะคิดผิด เมื่อร่างสูงที่ฉันกำลังนึกถึงอยู่นั้น เดินออกมาจากห้องนอนของต







