LOGIN“ก็กูจะใช้...”
“แต่ผมหยิบก่อน”
“กูจำเป็นต้องใช้ตอนนี้...เดี๋ยวผัดผักมันไหม้”
“ผมก็จำเป็นเหมือนกัน เดี๋ยวไข่ไหม้”
ฉันตื่นขึ้นเพราะเสียงเอะอะโวยวายดังไปทั่วบริเวณ แต่เมื่อลืมตาขึ้นมาก็พบว่าพี่เซจิและคิรันกำลังเข้าครัวทำอาหารด้วยกันอยู่ ถึงแม้จะดูเหมือนคนกำลังจะเปิดศึกฆ่าแกงกันมากกว่าก็เถอะ
“ทำอะไรกัน?” ฉันเดินงัวเงียเข้ามาในห้องครัวเรียกความสนใจจากทั้งคู่ได้ทันควัน ก่อนจะจ้องมองสิ่งที่อยู่ในกะทะเริ่มเกรียมเข้าไปทุกที ฉันจึงต้องรีบเข้าไปคว้าตะหลิวในมือของคิรันออกมาถือไว้เอง ด้วยกลัวว่าทั้งคู่จะทำห้องฉันไฟลุกแทนที่จะได้นั่งทานข้าวกันอย่างปกติสุข
“ออกไปทั้งคู่เลย” ฉันชี้นิ้วไปทางโซนห้องนั่งเล่น ทั้งสองพากันคอตกแล้วเดินออกไปอย่างว่าง่าย ไม่นานอาหารก็ถูกยกออกมาตั้งวางไว้บนโต๊ะ
“แล้วเซนโตะล่ะคะ ไม่ได้มาด้วยกันเหรอ?” ฉันถามถึงเพื่อนสนิทตัวดี ที่ตอนนี้หายหน้าหายตาและส่งพี่ชายตัวเองมาคุมประพฤติฉันแทน
“ไปห้องแฟนแล้ว” พี่เซจิตอบพร้อมทำสีหน้าหน่าย ๆ ช่วงนี้ดูเหมือนเซนโตะจะติดแฟนสาวคนนี้มากเป็นพิเศษ หรือว่ามันจะเจอคนที่ใช่แล้วจริง ๆ นะ สงสัยต้องหาเวลาให้มันมานั่งชี้แจงสักหน่อยแล้ว
“อ่อ...” ฉันพยักหน้ารับทราบก่อนจะเดินกลับเข้าไปในห้องนอนของตัวเองเพื่ออาบน้ำแต่งตัวและจัดการธุระให้เรียบร้อย หลังจากกลับออกมาก็พบว่าทั้งคู่กำลังยืนเถียงกันอีกตามเคย
“ส่งทัพพีมา กูจะตักข้าวให้ของขวัญเอง”
“ผมจับก่อน เดี๋ยวผมตักให้เอง” จากนั้นก็แย่งยื้อกันอยู่นาน
เฮ้อ...อยู่ ๆ ก็มีคนมาเอาอกเอาใจถึงสองคนได้ยังไงเนี่ยะของขวัญ...ฉันสบถในใจก่อนจะเดินตรงไปหาทั้งคู่แล้วคว้าทัพพีจากมือของคิรันมาถืออีกครั้ง
“เลิกตีกันได้แล้ว” ฉันว่าพลางใช้ทัพพีตักข้าวใส่จานให้แต่ละคนแล้วทั้งคู่ก็เดินไปนั่งที่โต๊ะทานอาหารอย่างเป็นระเบียบเหมือนเด็กอนุบาลไม่มีผิด
ก็อยากจะขำอยู่หรอกนะ แต่สถานการณ์แบบนี้ไม่น่าจะเหมาะ ฉันต้องทำตัวให้เคร่งขรึมเข้าไว้จึงจะคุมความประพฤติของทั้งคู่ได้อยู่หมัด ไม่อย่างนั้น ถ้าตีกันจนห้องฉันพังขึ้นมาจะแย่เอาได้
ทุกคนอยู่ในความสงบและนั่งลงทานข้าวด้วยกัน หลังจากทานเสร็จเรียบร้อย คิรันก็อาสาจะล้างจานให้ ซึ่งฉันก็ไม่ได้คัดค้าน ส่วนพี่เซจิก็ตามไปคอยช่วยคิรันอีกแรง
ฉันจ้องมองแผ่นหลังของทั้งคู่ด้วยความฉงน เป็นอะไรกันไปหมดนะ... ทุกคนทำตัวแปลกมาก คิรันจากที่ปกติวางตัวดีไม่วุ่นวายก็จะเอาชนะพี่เซจิให้ได้อยู่ตลอด แต่คนที่แปลกที่สุดก็คือพี่เซจิเนี่ยะแหละ เมื่อก่อนไม่เห็นจะมาใส่ใจเรื่องของฉันเลยสักนิด แต่ตอนนี้กลับต่างออกไป ถ้าจะมาคุมประพฤติกันจริงต้องทำถึงขนาดนี้เลยเหรอ?
“ถ้าอย่างนั้นเรากลับก่อนนะของขวัญ” คิรันบอกแล้วโบกมือลา “เดี๋ยวยังไงคืนนี้อาจจะแวะมา”
“ไม่ต้องมาหรอก คืนนี้ของขวัญไม่วาง”
“?” ไอคนที่เอ๊ะก็คือฉันเนี่ยะแหละ เพราะจำได้ว่าคืนนี้ตตารางของฉันก็ไม่ได้ติดธุระอะไรสักหน่อย แต่พี่เซจิก็ไม่ได้อธิบายอะไรเพิ่มเติมไปมากกว่านี้
แต่ถึงอย่างนั้นคิรันก็ไม่ได้ถามซักไซ้แต่อย่างใด
“อ้าวเหรอ...ถ้าอย่างนั้น เจอกันที่คณะพรุ่งนี้นะของขวัญ” ว่าจบเขาก็หันมาโบกมือลาอีกครั้ง
“โอเค” ฉันโบกมือให้คิรันอีกครั้งก่อนที่เจ้าตัวจะเดินออกจากห้องไป สิ้นเสียงปิดประตูฉันก็หันมองอีกคนที่ยังยืนนิ่งไม่ไหวติง
“ไม่กลับเหรอคะ?”
“อ๋อ...เดี๋ยวก็จะไปแล้ว...” เขาพูดเสียงเบา แล้วชี้ไปที่ประตู “งั้นพี่ไปก่อนนะ”
ฉันพยักหน้ารับทราบแล้วมองตามแผ่นหลังของเขาที่หายวับไปหลังจากประตูปิดลง และแล้วภายในห้องก็กลับเข้าสู่ความสงบอีกครั้ง ซึ่งเป็นความรู้สึกที่ฉันโหยหามาตั้งแต่เมื่อคืนวาน
แต่แล้วเสียงแจ้งเตือนโทรศัพท์ก็ดังขึ้นอีกครั้ง
[สอบวันไหน?] ถามแบบนี้จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากพี่เซจินั่นแหละ นี่ฉันเริ่มแปลกใจจริง ๆ แล้วนะเนี่ยะ ว่าเขาจะมาสนใจอะไรชีวิตของฉันนักหนา
[พรุ่งนี้ค่ะ] ตอบไปตามมารยาทหรอกนะ
[ถ้าอย่างนั้น พรุ่งนี้ตอนเย็นทำตัวให้ว่างแล้วกันนะ]
[มีธุระอะไรเหรอคะ?]
[ก็ไม่ได้มีอะไรสำคัญหรอก แค่ทำตัวให้ว่างก็พอ]
ฉันส่งสติกเกอร์โอเคกลับไปเพียงเท่านั้น และหลังจากนั้นก็ไปนั่งอ่านหนังสือคนเดียวต่อ เมื่อถึงวันรุ่งขึ้น หลังจากสอบเสร็จฉันก็รู้สึกโล่งใจที่ทำข้อสอบได้ค่อนข้างเยอะพอสมควรจึงอารมณ์ดีเป็นพิเศษ
“ของขวัญ มึงกลับเองได้ใช่ไหมวันนี้อะ กูต้องรีบไปหาแฟน”
“ค่ะ ว่าแต่...แฟนมึงนี่คนไหนวะ ไม่เห็นพามาเปิดตัวบ้าง”
“เออ ไว้ก่อน เดี๋ยววันเกิดกูจะพามาแนะนำทุกคนอย่างเป็นทางการ”
“จริงจังเลยดิ คนนี้?”
“เออ...ลูกสาวเพื่อนแม่อะ เจอกันตอนไปเที่ยวต่างประเทศด้วยกันครั้งก่อน”
“รักแรกพบว่างั้น?” ฉันเอ่ยแซวมันก่อนจะพยักหน้ารับทราบข่าวคราวที่มันอุตส่าห์บอก ก็ดีแล้วล่ะที่คนอย่างมันร็จักเป็นฝั่งเป็นฝาสักที ตอนนี้ทุกคนในกลุ่มก็มีแฟนกันหมดแล้วเหลือแค่ฉันคนเดียว
ถึงว่าทำไมช่วงนี้เหงาจังเลยเรา...
ฉันโบกมือให้เซนโตะรีบไปก่อนจะเดินออกมารอรถตรงหน้ามหาลัย แต่ในขณะที่กำลังจะขึ้นรถประจำทางเพื่อกลับคอนโด รถหรูคันหนึ่งก็เข้ามาจอดเทียบตรงหน้าฉันพอดี
กระจกรถถูกเลื่อนลง ตามมาด้วยเสียงคุ้นเคยจากคนที่อยู่ในรถ “ขึ้นมาสิ”
“ขึ้นได้เหรอคะ?” ฉันมองคนตรงหน้าอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ เพราะครั้งล่าสุดที่ขึ้นไปนั่งบนรถของเขา บรรยากาศค่อนข้างอึมครึมเป็นอย่างมาก
“บอกว่าให้ขึ้นมาไง” เนี่ยะ ชอบออกคำสั่งอีกแล้ว! และฉันก็ต้องรู้สึกเกร็งทุกครั้งที่เขาทำแบบนี้ แต่ก็นะ...เอาวะของขวัญ...ขึ้นก็ได้ แต่ก็แค่ไม่อยากให้เสียน้ำใจหรอกนะ -_-
“ค่ะ” ฉันจึงรีบก้าวขึ้นรถตามคำสั่งของพี่เซจิ เมื่อคาดเข็มขัดนิรภัยเรียบร้อยแล้วฉันก็เอ่ยปากคนที่ควบคุมพวงมาลัยรถอีกครั้ง “จะพาน้องไปไหนเหรอคะ?”
“ดูหนัง”
“ห...ห๊ะ?”
@ M Cinema
ยังไม่ทันหายตกใจฉันก็มาโผล่ที่โรงภาพยนตร์เป็นที่เรียบร้อย เราสองคนมาหยุดยืนอยู่ตรงบอร์ดฉายโปรแกรมหนัง พี่เซจิกวาดสายตามองมันสักครู่ก่อนจะหันมองฉันอีกครั้ง
“พี่เซจิอยากดูหนังเรื่องไหนเหรอคะ? อาทิตย์นี้มีแต่หนังผีกับหนัง...รัก” ฉันถามพี่เซจิก่อนเพื่อเป็นการรักษามารยาท เพราะถึงยังไงเขาก็เป็นฝ่ายชวนมา เพราะฉะนั้นควรให้เขาเป็นฝ่ายได้เลือกก่อน
“เธออยากดูเรื่องไหนล่ะ” ถามแบบนี้คงจะตามใจกันสินะ
“หนังผีก็ได้ค่ะ หนังรักมันน่าเบื่อ มีแต่พวกคลั่งรัก...ไม่ได้เรื่องเลย” ฉันบอกไปก่อนจะเหลือบมองพี่เซจิที่อยู่ ๆสีหน้าก็ซีดเซียวขึ้นมาอย่างกะทันหัน “พี่เซจิคงไม่กลัวใช่มั้ยคะ” ยิ้มร้าย
กรี๊ด!
“ตัวเองดูท่าจะกลัวกว่าแท้ ๆ”
“กลัวแค่บางช่วงเฉย ๆ ค่ะ -0-” เพราะหนังผีเรื่องนี้มีจังหวะสะดุ้งบ่อยหรอก -//-
“หึหึ!” เขาหัวเราะในลำคอเบา ๆ ทำเอาฉันแอบเสียเซลฟ์ไปเลย ปกติหนังผีมันก็ต้องมีฉากน่ากลัวอะไรแบบนี้อยู่แล้ว มันก็ต้องมีกลัวกันบ้างสิ -_-
“พี่ขำอะไร ไม่ตลกนะ -*-”
ฉันเผลอตีไหล่เขาเบา ๆ อย่างลืมตัว จนทำให้เขาหยุดหัวเราะแล้วหันมามองหน้าฉันแทน นี่ฉันทำอะไรไม่ถูกหรือเปล่านะ
“ขอโทษค่ะ...” ระหว่างที่เราสองคนมองหน้ากันและฉันกำลังคิดคำขอโทษดี ๆ ที่เผลอตีไหล่เขา แต่แล้วอยู่ ๆ เขาก็เอาแขนกั้นเบาะขึ้นแล้วขยับเข้ามาใกล้จนไหล่ของเราสองคนแนบชิดกัน
“แบบนี้คงหายกลัวบ้างนิดนึงแหละมั้ง” ถึงจะพูดอย่างนั้น แต่สายตาก็ยังจับจ้องอยู่ที่จอฉายหนังอยู่ไม่ขาด
ตึกตัก-ตึกตัก
ขณะที่ฉันกำลังหันมองใบหน้าหล่อเหลาที่กำลังจดจ่ออยู่กับหนัง หัวใจเจ้ากรรมก็เริ่มเต้นรัวขึ้นมาอีกครั้ง อาการแบบนี้มันเป็นสัญญาณอันตรายชัด ๆ เมื่อเป็นเช่นนั้น ฉันจึงรีบหันหน้ากลับไปมองจอฉายต่อทันที
อย่านะ...ของขวัญ...ไม่ได้นะ จะต้องให้ตัวเองช้ำใจเพราะคน ๆ นี้อีกกี่รอบถึงจะรู้จักจดจำใส่ใจสักที
‘ว่าแต่...ทำไมอยู่ ๆ ฉันก็รู้สึกอยากให้หนังเรื่องนี้มีสักยี่สิบสี่ชั่วโมงขึ้นมาเสียอย่างนั้นล่ะ...’
ไม่หนาวอย่างที่คิดนี่นา ฮ่าๆๆ ฉันทำปากเก่งไปอย่างนั้นแหละ เป็นเพราะได้เสื้อโค้ทกับผ้าพันคอรวมถึงถุงเท้าที่พี่เซจิเตรียมมา จึงช่วยให้ความอบอุ่นกับฉันได้พอสมควร ทำดีก็เป็นเหมือนกันนะเราเนี่ยะฉันแอบมองเขาจากทางด้านหลัง เพราะตอนนี้พี่เซจิกำลังนั่งอยู่ตรงเบาะข้างหน้าพร้อมกับคุณอา มาซาชิ เพื่อพูดคุยเรื่องที่จะต้องไปพบปะทีมผู้บริหารโรงพยาบาลในอีกสองวันข้างหน้าใช้เวลาเกือบชั่วโมงก็มาถึงบ้านตระกูลทากาฮาชิที่ญี่ปุ่น ฉันว่าบ้านที่ไทยก็ใหญ่มากแล้วนะ แต่พอเป็นบ้านที่ญี่ปุ่นแล้วที่ไทยกลับเทียบไม่ติดเลยเนี่ยะสิ แบบนี้ต้องเรียกว่าคฤหาสน์มากกว่าบ้านแล้ว“ของขวัญเคยใส่กิโมโนไหมลูก” คุณอามาซาชิหันมาพูดกับฉันระหว่างทางที่พวกเรากำลังเดินเข้าไปในตัวบ้าน“ไม่เคยค่ะ” ฉันส่ายศีรษะด้วยความงุนงง คงจะเคยแหละ หน้าอย่างฉันคงจะซื้อกิโมโนมาใส่เดินเล่นที่ประเทศไทยอยู่หรอก -_-“เดี๋ยววันนี้อาจะให้ช่างตัดผ้าเข้ามาวัดตัวให้ เป็นชุดที่ต้องใส่ไหว้บรรพบุรุษในวันสุดสัปดาห์นี้ หนูแพทเองก็ด้วยนะ”“ค่ะ ขอบคุณค่ะ” ฉันและแพทพยักหน้ารับทราบแล้วกล่าวขอบคุณ นี่พวกฉันต้องไปร่วมพิธีอะไรกับพวกเขาด้วยอย่างนั้นเหรอ คิดว่าจะเป็นพิธีเฉพ
“ไม่เอา ของขวัญไม่อยากไป…” ฉันกอดอกยืนหันหลังให้พ่อกับแม่ที่เข้ามาเจรจาว่าจะให้ฉันไปญี่ปุ่นกับครอบครัวของพี่เซจิ พร้อมทั้งให้เหตุผลว่าจะให้ลองไปดูงานในโรงพยาบาลถ้าฉันไปก็หลบหน้าเขาต่อไม่ได้น่ะสิ บอกตามตรง ตั้งแต่เรื่องวันนั้นฉันก็ยังงอนเขาอยู่ อย่าคิดว่าของขวัญคนนี้จะยอมยกโทษให้ง่าย ๆ นะ!“แต่แม่ตอบตกลงกับอาน้ำไปแล้วนะ ทริปนี้เซนโตะก็ไปด้วยกัน ปกติเห็นตัวติดกันตลอดไม่ใช่เหรอ”“ตอนนี้ไม่ติดแล้วค่ะ เซนโตะมันติดเมียมันนู่น” ดูท่าคงจะพกเมียติดไปด้วยแน่ ๆ และฉันก็คงต้องไปอยู่ที่นู่นอย่างโดดเดี่ยว เพราะจะให้ไปอยู่กับพี่เซจิฉันก็ไม่เอาหรอก!“นี่อย่าบอกนะว่าครั้งก่อนที่เราพูดว่าอกหัก…” พ่อเปรยขึ้นมาพลางยกมือขึ้นชี้นิ้วมาทางฉัน อย่าได้คิดเรื่องแบบนั้นเชียว...“?”“เพราะเซนโตะมีแฟนเหรอ?” พ่อถามออกมาตามตรง ส่วนแม่เองก็รอคำตอบเรื่องนี้เหมือนกัน นั่นไง! ว่าแล้วเชียว!“โอ๊ยยยย ไม่ใช่ค่ะ ไอ้นี่น่ะ ปล่อยมันไปมีเมียก็ดีแล้ว คนเขาจะได้เลิกเข้าใจผิดว่ามันเป็นแฟนหนูสักที” ฉันบ่นลับหลัง เพราะหลายปีที่ผ่านมานี้ ยอมรับตามตรงที่ฉันโสดก้เป็นเพราะมันส่วนหนึ่งด้วย แต่ฉันก็ไม่อยากจะโทษมันมากนักหรอก เพราะสาเหตุห
“หลับสบายจังเลยนะเมื่อคืนนี้” ว่าพลางบิดขี้เกียจแล้วยกยิ้มสดใส ต่างจากอีกคนที่ทำหน้ามุ่ยไม่รับบุญตั้งแต่เช้า“คนเจ้าเล่ห์”“เจ้าเล่ห์ตรงไหนกัน เธอหล่นมาหาพี่เองนะ”“พี่นั่นแหละดึงน้องลงไป” เธอจำความรู้สึกนั้นได้แม่น ว่าเหมือนมีคนดึงลงไปจนทำให้ตัวเองตกเตียงแล้วหลังจากนั้นทั้งสองก็ถกเถียงเรื่องนี้กันตลอดทั้งเช้า วันนี้เป็นวันอาทิตย์ ของขวัญซซึ่งเป็นนักศึกษาแพทย์ปีหนึ่งจึงไม่มีธุระจำเป็นที่จะต้องเข้ามหาลัย แต่สำหรับเซจิที่เป็นนักศึกษาแพทย์ปีที่สาม เขาต้องไปเข้าแล็ปส่งกล้องวิชาพยาธิวิทยา ที่นัดติวกับเพื่อนในรุ่นเอาไว้“ไปแต่งตัวซะ เดี๋ยวพี่ลงมารับ” ว่าจบเขาก็เดินออกจากห้องไปทิ้งให้ฉันงุนงง รับไปไหน วันนี้วันอาทิตย์ไม่ใช่เหรอ (. .)?หรือว่าจะพาไปเดทกันนะ -///- บ้าบอ คิดอะไรเพ้อเจ้อนะของขวัญ...แต่ก็เอาเถอะ อาบน้ำแต่งตัวรอก็ได้ ในตอนแรกฉันก็แอบหวังว่าเขาจะพาไปที่ที่น่าสนใจ แต่เมื่อรู้ตัวอีกทีก็มาโผล่อยู่ในคณะเป็นที่เรียบร้อยวันหยุดยังจะพามาที่นี่อีก แต่ไม่เป็นไร ฉันพอจะให้อภัยได้เพราะตัวเองได้อยู่ข้างเขาเนี่ยะแหละ -///-“อ้าว เซจิ เข้ามาสิ” เพื่อนร่วมรุ่นของพี่เซจิทักทายแล้วเชื้อเชิญให้เขา
กลับจากคุยเรื่องหัวใจกับพี่เซจิแล้ว พวกมิ้งและน้ำหวานก็ชวนฉันออกไปเที่ยวฉลองที่ร้านประจำ เนื่องในโอกาสที่คิรันได้แชมป์ และใช่ค่ะ พวกมันชวนดาวเด่นอย่างคิรันลับหลังฉันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก่อนที่จะมาชวนฉันเสียอีก และถ้าฉันไม่ไปก็คงเสียมารยาทมากแน่นอนของขวัญคนนี้จึงต้องแต่งตัวออกมาข้างนอกอีกครั้ง ทั้งที่บอกฝันดีพี่เซจิเรียบร้อยแล้ว ทำแบบนี้ไม่น่ารักเลยแฮะของขวัญ“ทางนี้คิรัน” มิ้งโบกมือเรียก ก่อนจะเว้นที่ว่างข้าง ๆ ฉันเอาไว้เพื่อให้คิรันได้เดินมานั่งอย่างรู้งาน -_-คิรันเดินเข้ามาพร้อมกับชุดลำลองที่ฉันไม่ค่อยได้เห็นบ่อยนัก เพราะส่วนใหญ่เจอกัแต่นที่มหาลัยจึงคุ้นตาเขาในคาบชุดนักศึกษาเสียมากกว่า แต่ตอนนี้เขาก็แค่เปลี่ยนไปใส่เสื้อยืดสีขาวแทนเสื้อเชิ้ตเท่านั้น ส่วนกางเกงเป็นกางเกงแสล็คเหมือนเดิม แต่ไม่รู้ทำไมถึงรู้สึกสะกดสายตาได้ขนาดนี้นะ หรืออาจเป็นเพราะใบหน้าที่หล่อเหลาเกินมนุษย์ของเขาล่ะแต่ฉันว่าเลิกพรรณนาถึงรูปร่างหน้าตาของเขาเถอะ เพราะถึงหล่อแค่ไหนคนในใจของฉันก็มีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น ก็คือพี่เซจินั่นแหละพูดถึงพี่เซจิแล้วก็ทำให้ฉันถึงเรื่องที่เราตกลงคุยกัน บอกตามตรงฉันก็รู้สึกว่าตั
พี่เซจิพามาถึงจุดหมาย ซึ่งเป็นสวนหย่อมที่ผู้คนต่างมาเดินเล่นพักผ่อนกันเป็นคู่ ในช่วงยามเย็นแบบนี้ ดวงอาทิตย์กับลังลับขอบฟ้า แสงอาทิตย์กำลังอบอุ่นได้ที่เลยทีเดียวแต่ก็อบอุ่นหัวใจได้เพียงบรรยากาศเท่านั้น เพราะตอนนี้ฉันรู้สึกว่ากำลังมีบางอย่างที่หนักอึ้งอยู่ภายในใจ บอกตามตรง ฉันไม่พร้อมจะเผชิญหน้าเขาเลย อยากจะหนีไปให้พ้นเสียด้วยซ้ำ แต่อีกใจก็อยากรู้ว่าเขาอยากจะพูดเรื่องอะไรหรือว่าพี่เซจิจะพาฉันมาคุยเรื่องที่ฉันสารภาพออกไปวันนั้น และเรียกมาปฏิเสธกันนะ...ไม่เอาอะ ของขวัญไม่อยากฟังคำนั้น...ฉันควรจะวิ่งหนีไปให้ไกลสิ แต่มานึกขึ้นได้ตอนนี้ก็สายไปแล้วล่ะของขวัญพี่เซจิมายืนอยู่ตรงหน้าฉัน แววตาของเขาดูจริงจังประกอบกับความลึกลับซึ่งทำให้ฉันไม่สามารถอ่านได้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ เขายืนนิ่งเงียบอยู่สักครู่ก่อนจะสูดหายใจเข้าลึก ราวกับว่าเขากำลังรวบรวมความกล้าที่จะพูดอะไรบางอย่าง"มีเรื่องอะไรจะคุยเหรอคะ?" ฉันตัดสินใจเปิดปากถามออกไปตรง ๆ เพราะต้องการรีบตัดความอึดอัดใจนี้ทิ้ง เอาเลย ของขวัญพร้อมแล้ว จะปฏิเสธก็บอกมาตามตรงเลยสิ!พี่เซจินิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง สายตาที่แฝงไปด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ยากจะอ
และแล้ววันเสาร์ก็มาถึง ตลอดทั้งสัปดาห์นี้ฉันพยายามหลบหน้าพี่เซจิอยู่ตลอด โธ่เอ๊ย ของขวัญ เรื่องบนรถวันนั้นน่าอายชะมัด พูดออกไปได้ยังไงกัน -///- และดูเหมือนว่าอีกฝ่ายก็จะรู้ตัวว่าฉันพยายามหลบหน้า จึงไม่โผล่มาให้ฉันเห็นเหมือนกันแต่บอกตามตรง...อีกความรู้สึกหนึ่งฉันก็แอบน้อยใจเหมือนกันนะ เขาไม่พยายามที่จะมาเจอกันเลยอย่างนั้นสิขณะที่ภายในสมองกำลังครุ่นคิดเรื่องว้าวุ่นใจอยู่นั้น ขาของฉันก็ก้าวขึ้นไปบนแท่นอัฒจันทร์ที่อยู่ข้างสระว่ายน้ำเพื่อจับจองที่นั่งเข้าชมการแข่งขัน ใช่แล้ว วันนี้ฉันมาเชียร์คิรันแข่งขันกีฬาเฟรชชี่ แต่ไม่ได้มาคนเดียวหรอกนะ เพราะกลุ่มเพื่อนของฉัน พวกมิ้งและน้ำหวานก็มาด้วยเหมือนกันเมื่อถึงเวลาแข่งขัน ฉันก็รีบนำป้ายที่อุตส่าห์ตัดแปะสติ๊กเกอร์อย่างประณีตออกมา“คิรัน!” ฉันตะโกนเรียกเขาที่กำลังยืนอยู่ข้างสระเพื่อเตรียมตัวแข่งขัน หลังจากเขาหันมามองฉันก็รีบยกป้ายที่เขียนเอาไว้ว่า ‘สู้เขานะคิรัน’ ขึ้นมาโบกทันทีที่คิรันอ่านป้ายนั้นจบเขาก็ยกยิ้มแล้วโบกมือมาให้ฉันอย่างรับทราบ“แหม มึง เหมือนผัวเมียมาเชียร์กันเลยนะ” มิ้งเอ่ยแซวขึ้นมา ก่อนจะเบ้ปากให้ฉํนด้วยความหมั่นไส้“จริง ถ้าจะหว
ก๊อก ก๊อกฉันลืมตาขึ้นมาด้วยสภาพงัวเงียเพราะได้ยินเสียงเหมือนกับว่าใครมาเคาะประตู หรือว่าเป็นเสียงจากความฝันกันนะ ฉันรู้สึกนอนไม่เต็มอิ่มเลยสักนิด เพราะเมื่อคืนกว่าจะหลับก็กลิ้งไปมาอยู่บนเตียงนานมาว่าแต่...ทำไมฉันรู้สึกว่าที่นอนมันแคบแปลก ๆ ล่ะ -_-“พี่เซจิ!” เมื่อพลิกตัวหันไปอีกด้านของเตียงก็พบว่
เมื่อเขาเริ่มโน้มหน้าลงมาใกล้มากขึ้นเรื่อย ๆ ดวงตาของฉันก็หลับลงโดยอัตโนมัติ ก่อนจะสังเกตได้ว่าการเคลื่อนไหวนั้นหยุดลงไปแล้ว จึงแอบลืมตาขึ้นพี่เซจิแสยะยิ้มก่อนจะพลิกตัวเองให้นอนหงายแผ่ลงบนเตียงข้างฉัน“...เตียงเธอก็นอนสบายเหมือนกันนะ” ว่าพลางยกมือประสานตรงท้ายทอยตัวเองแล้วหลับตาพริ้ม ปล่อยให้ฉันนอ
โอ๊ย มาเคาะประตูอีกแล้ว ช่วงหลังมานี้พี่เซจิเคาะเก่งเหลือเกิน หรือฉันควรบอกรหัสเข้าห้องให้เขาไปเลยดีนะ จะได้ไม่ต้องมาคอยเคาะอยู่ตลอดเวลา บอกตามตรง ฉันเริ่มหลอนเสียงเคาะประตูก็เพราะเขาเนี่ยะแหละ“ได้แล้วค่ะ...เอ๊ะ...พี่เซจิ...” หายไปไหนของเขาแล้วนะ ก่อนหน้านี้ยังอยู่แถวนี้อยู่เลย...“ได้แล้วเหรอ”“เ
ใช้เวลาภายในโรงภายยนตร์สองชั่วโมง แต่ฉันกลับไม่ได้จดจ่อกับหนังเลยสักนิด เมื่อกลับออกมาข้างนอกพี่เซจิก็ยังพาฉันไปทานข้าวและขนมตามร้านคาเฟ่อีกด้วยพอได้ออกมาข้างนอกแล้วก็รู้สึกหายใจได้เต็มปอดหน่อย ถ้าหากยังต้องนั่งใกล้ชิดต่อไปแบบนั้น ฉันต้องหัวใจวายตายแน่เลย ขอยอมรับตามตรงว่าฉันยังไม่มีภูมิคุ้นกันต่อ


![Evil Engineerร้ายรักวิศวะเลว [ไนต์]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)




