LOGIN“วันนี้ดูอารมณ์ดีเนอะมึงอ่ะ” เซ็นโตะนั่งท้าวคางมองฉันที่กำลังหั่นผักเตรียมทำอาหารอยู่ในห้องของมัน
“ยังไงวะ กูก็ยิ้มแบบนี้ทุกวันมั้ยล่ะ”
“ไม่อ่ะ กูรู้สึกว่าวันนี้มึงยิ้มมากกว่าปกติ เหมือน....”
“เหมือนอะไร?”
“...คนบ้า”
“ไอ้%#@$%$” ฉันบ่นมันอุบอิบแล้วจัดการทำกับข้าวของตัวเองต่อไป โดยสายตาเจ้ากรรมก็ยังไม่วายเหลือบมองพี่เซจิอยู่ตลอด พี่เซจิที่กำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่ด้วย สงสัยช่วงนี้สอบถี่ เพราะตั้งแต่มาถึงที่ห้องฉันก็เห็นเขาก้มหน้าอ่านหนังสืออยู่ตลอดเวลา
แต่ในวันนี้เขาดูเงียบลงกว่าเมื่อคืนเยอะเลย ไม่แม้แต่จะทักทายอะไรฉันด้วยซ้ำ ออกมาจากห้องนอนตัวเองได้ก็อ่านหนังสืออยู่ในท่านั้น ทั้งห้องจึงมีเพียงเสียงของฉันและเซ็นโตะที่พูดคุยตอบโต้กันไปมา
“เอ้า! เสร็จแล้ว!” ฉันยกแกงจืดเต้าหู้หมูสับกับผัดผักมาวางไว้ที่โต๊ะกินข้าวและนั่งรอเซ็นโตะที่กำลังเดินไปตักข้าวมา ตามหน้าที่ที่ตกลงกันเอาไว้
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไหร่แล้ว แต่เผลอแปบเดียวพี่เซจิก็หายไปจากโต๊ะอ่านหนังสือเสียอย่างนั้น อาจจะเข้าไปนอนในห้องแล้วล่ะมั้ง แต่แล้วก็เหมือนว่าฉันจะคิดผิด เมื่อร่างสูงที่ฉันกำลังนึกถึงอยู่นั้น เดินออกมาจากห้องนอนของตัวเองพร้อมกับถือกุญแจรถราวกับว่าจะออกไปไหนอย่างนั้น
“พี่เซจิคะ!” ฉันเผลอเรียกเขาอย่างลืมตัว ทำเอาเซ็นโตะที่ตักข้าวอยู่นั้นหันมามองฉันด้วยสีหน้างุนงง แต่คนที่ถูกเรียกกลับมีท่าทีที่นิ่งเฉย พี่เซจิทำเพียงแค่ปรายตามามองฉันเท่านั้น ราวกับว่าไม่ได้ใส่ใจอะไรสักเท่าไหร่
“?”
อีกแล้ว...ความรู้สึกห่างเหินเริ่มกลับมาอีกครั้งแล้วสินะ เมื่อคืนฉันคงคาดหวังไปเองจริง ๆ
“อยู่กินข้าวด้วยกันก่อนสิคะ” แต่ถึงอย่างนั้นฉันก็ยังจะพยายามเอ่ยปากชวนเขาอีกครั้ง
“ไม่เป็นไร พอดีพี่...เอ่อ...ฉันมีธุระต้องรีบไปทำ”
“ธุระอะไร ไปแถวไหน? กูจะฝากซื้อของด้วยขากลับ” เซ็นโตะถามขึ้น อันที่จริงฉํนก็ไม่ได้อยากร็นักหรอกนะ แต่ไหน ๆ แล้วก็ขอลองฟังหน่อยแล้วกัน
“กูจะไปติวหนังสือกับเพื่อน พรุ่งนี้จะสอบอยู่แล้ว แล้วมึงจะฝากซื้ออะไร? เดี๋ยวขากลับแวะซื้อให้”
“ฝากซื้อ @$^$&^(*()_()+”
“เออ เดี๋ยวแวะซื้อให้ แต่คงได้ดึก ๆ นะ” พี่เซจิบอกแล้วก็เดินออกจากห้องไป และฉันก็แอบเห็นว่าเซ็นโตะเหลือบมองมาทางฉันราวกับสงสัยอะไรบางอย่าง แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ไม่พูดอะไรออกมา แต่ก็ดีเหมือนกัน เพราะช่วงหลังมานี้ฉันรู้สึกวางตัวกับเซ็นโตะไม่ค่อยถูกอย่างไรไม่รู้ เพราะดูเหมือนมันจ้องจะจับผิดฉันอยู่ตลอดเวลา หากพูดอะไรออกมาอีกคงกระอักกระอ่วนใจที่จะตอบ
“กินข้าวกันเถอะ กูหิวแล้ว”
หลังจากที่ทานข้าวกันเสร็จเรียบร้อย ฉันก็นอนดูทีวีและนั่งเล่นที่ห้องเซนโตะไปพลาง ช่วงปีหนึ่งการเรียนของฉันยังชิวอยู่ เพราะฉะนั้นจึงอยากกอบโกยความสุขให้เต็มที่
ว่าแต่...ทำไมใจฉันถึงจดจ่ออยู่ตรงหน้าประตูห้องตลอดเลย เอ๊ะ ฉันไม่ได้รอเขาหรอกนะ แค่มาอยู่กับเพื่อนสนิทเท่านั้น แต่นี่เขาออกไปตั้งแต่เช้าแล้ว จนเซ็นโตะนอนแล้วนอนอีกก็ยังไม่เห็นจะกลับมาสักที
“เซนโตะ! กูกลับห้องแล้วนะ”
“อือ...กูฝากล็อคประตูด้วย” ฉันพยักหน้ารับร่างสูงที่นอนหลับอยู่บนโซฟา ก่อนจะเดินออกจากห้องไปโดยไม่ลืมที่จะล็อคประตูตามคำสั่งแล้วลงลิฟต์ไปที่ชั้นห้องตัวเอง
แต่แล้วสายตาของฉันก็ไปสะดุดเข้ากับร่างสูงที่ดูเหมือนกำลังยืนทำอะไรสักอย่างอยู่ตรงหน้าประตูห้องของฉัน ตายแล้ว โรคจิตหรือเปล่าน่ะ!
“อ...อ้าว...ของขวัญ ไม่ได้อยู่ในห้องหรอกเหรอ?”
ปรากฎว่าเป็นพี่เซจิที่ยืนอยู่ตรงหน้าห้องของฉัน พลางในมือของเขาก็หอบถุงพะรุงพะรัง เมื่อหันมาเห็นฉันที่หยุดยืนมองอยู่ก็ดูทำท่าพะว้าพะวงแปลก ๆ
“พี่เซจิ มาทำอะไรตรงนี้คะ” ฉันเอ่ยถามอย่างตรงประเด็น บอกตามตรงแอบหงุดหงิดที่เขาไม่อยู่ห้องทั้งวันทั้งที่ฉัน...เออ! ยอมรับก็ได้ว่าแอบรอ!
“อ...อ๋อ...คือ พอดีฉันซื้อขนมมาเยอะเกินไปน่ะ แล้วนี่ก็อิ่มมากแล้ว กินไม่หมดก็เลย...” ว่าพลางชี้ไปตรงถุงขนมที่แขวนอยู่ตรงหน้าประตู
“ดีใจนะคะที่ยังคิดถึงน้อง ว่าแต่...พี่เคาะประตูเรียกก็ได้หนิคะ ไม่เห็นต้องทำรับล่อแบบนี้เลย น้องคิดว่าโรคจิตซะอีก”
“คือว่า...ช่างมันเถอะ รับไปแล้วกัน” พี่เซจิยื่นถุงขนมมายัดใส่ลงในมือของฉันแทน ก่อนจะเดินตรงไปที่ลิฟต์โดยไม่หันกลับมามองเลยสักนิด แต่ยังไม่ทันจะเดินผ่านฉันดี
คร่อกกกก~
หูของฉันมันก็ได้ยินเสียงท้องของเขาร้องขึ้นมาซะก่อน ทำเอาฉันดึงแขนเขาเอาไว้
“ไหนว่ากินอิ่มแล้วไงคะ”
“....”
“น...นี่...มันเสียงกระเพาะกำลังย่อยต่างหาก -///-” พูดพลางหน้าดำหน้าแดง ไม่เข้าใจเลย แค่เสียงท้องร้องจะต้องอายอะไรขนาดนั้น
ว่าจบพี่เซจิก็รีบสาวเท้าก้าวเดินไปที่ลิฟต์อย่างร้อนรน ราวกับตัวเองกำลังทำอะไรผิดมาอย่างนั้น แปลกคนจัง ไม่คิดเลยว่าพี่เซจิที่คอยเอาแต่ทำตัวนิ่งขรึมจะมีมุมโก๊ะ ๆ แบบนี้กับเขาด้วยเหมือนกัน
[ขอบคุณสำหรับขนมนะคะ] หลังจากอาบน้ำเตรียมตัวเข้านอนแล้ว ฉันก็ไม่ลืมที่จะส่งข้อความไปบอกขอบคุณพี่เซจิ มันเป็นมารยาทหรอกนะ ฉันไม่ได้คาดหวังให้เขาตอบกลับมาอะไรทั้งนั้น
แต่จะว่าไป...อันที่จริงเราก็มีข้อมูลการติดต่อกันมาตั้งนานแล้ว แต่บอกตามตรง นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันพิมพ์ข้อความส่งไปให้เขาเพราะก่อนหน้านี้ฉันไม่กล้าแม้แต่จะไปยืนหายใจใกล้เขาเสียด้วยซ้ำ กลัวโดนฆาตกรรม T^T
[ไม่เป็นไร] ส่งไปเพียงไม่กี่วินาที อีกฝ่ายก็ตอบกลับมาแล้ว ไม่รู้ว่าตอบเป็นมารยาทเหมือนที่ฉันทำหรือเปล่าน้า แต่ในขณะที่กำลังจะวางโทรศัพท์ลงข้างหัวเตียง เสียงแจ้งเตือนไลน์ก็ดังขึ้นอีกครั้ง
[พรุ่งนี้เข้าคณะหรือเปล่า] ทั้งที่คิดว่าเขาจะจบประโยคสนทนาไปแบบทื่อ ๆ แต่กลับผิดคาดแฮะ]
[ส่งผิดแชทหรือเปล่าคะ นี่ของขวัญนะ]
[ไม่ผิด พี่ถามเธอนั่นแหละ] หลังจากได้รับข้อความนี้ ฉันก็นั่งงุนงงเป็นไก่ตาแตก เป็นเพราะเขาไม่เคยทำตัวอยากรู้อยากเห็นธุระเรื่องของฉันตั้งแต่ไหนแต่ไร แล้ววันนี้กลับมาถามเสียอย่างนั้น มันจึงค่อนข้างประหลาดสำหรับฉัน
[เข้าค่ะ พรุ่งนี้มีเรียนเช้า] // ตอบตามตรง
[อ่อ ถ้าอย่างนั้น ตั้งใจเรียนล่ะ]
[พี่เซจิมีอะไรหรือเปล่าคะ]
[ไม่มีอะไรหรอก]
[เห็นว่าพรุ่งนี้พี่เซจิมีสอบ สู้ ๆ นะคะ] // ส่งสติกเกอร์เป็นกำลังใจไปให้ และหลังจากนั้นอีกฝ่ายก็ส่งสติกเกอร์ขอบคุณตอบกลับมาเช่นกัน ทำเอาใจน้อย ๆ ของฉันแอบเต้นแรงขึ้นมาอีกครั้งเสียอย่างนั้น
โอเค พอแล้ว...ของขวัญ พรุ่งนี้มีเรียนเช้า พรุ่งนี้มีเรียน...
ติ๊ง!
[ฝันดีนะ] // ส่งสติ๊กเกอร์ฝันดีมาให้
กรี๊ดดดดด! ทำไมพี่เซจิถึงทำแบบนี้ เก่งจังเลยนะ เรื่องทำให้ใจฉํนเต้นแรงเนี่ยะ -///- แต่ฉันไม่ได้ส่งกลับไปหรอกนะ ทำทีเป็นว่าปิดโทรศัพท์หลับไปแล้ว ทั้งที่จริง ๆ แล้ว...ฉันนอนนว้าวุ่นจนทบไม่ได้หลับทั้งคืน
“สภาพ...” เซนโตะเอ่ยขึ้นแล้วยืนมองฉันหน้านิ่ง สายตาของมันดูสมเพชฉันอย่างไรไม่รู้ ฉันรู้สึกได้
“ก็กูนอนไม่หลับอ่ะ ใครจะไปหลับได้ทั้งวันทั้งคืนเหมือนมึงล่ะ”
“แล้วมึงเป็นอะไรนอนไม่หลับ”
“กู...” ฉันเงียบไป ด้วยตระหนักได้ว่าตัวเองไม่ควรพูดเรื่องพี่เซจิให้เซนโตะฟัง
“ช่วงนี้มึงทำตัวแปลกนะ หรือว่ามึงมีความรัก?”
“ความรักอะไรล่ะ กู...ก็แค่กลัวผีจนนอนไม่หลับ ก็แค่นั้น”
ว่าจบฉันก็รีบก้าวนำไปที่ห้องเลคเชอร์ แต่เมื่อเหลือบหันกลับไปมองเซ็นโตะที่เดินตามหลังมาอีกครั้ง มันก็ยังส่งสายตาจับผิดมาที่ฉันอยู่ ฉันล่ะเอือมเหลือเกิน นี่มีเพื่อนหรือมีผัววะเนี่ยะ
“มึง กูไม่มีจริง ๆ เว้ย ถ้ามีกูจะบอกให้มึงรู้เป็นคนแรกเลย”
“ไม่มีก็ดี” ว่าจบมันก็นั่งลงข้างฉันแล้วฟุบลงไปเตรียมตัว...นอนต่อ ยังจะหลับลงอีกนะ เมื่อวานก็นอนมาทั้งวันแล้วแท้ ๆ
หลังจากเลิกเรียนเสร็จ ฉันกับกลุ่มเพื่อนก็พากันไปหาร้านอาหารเพื่อทานข้าวกันตามปกติ มีเพียงเซนโตะเท่านั้นที่ขอตัวกลับไปก่อน
“ว่าแต่กูแปลก ทีมึงอะ ทิ้งกู มึงนัดสาวที่ไหนไว้ ห๊ะ” ฉันหรี่ตาจ้องมองมันอย่างเอาเรื่อง
“เออ กูก็มีธุระบ้างป่าววะ เดี๋ยวมึงกินเสร็จละกูมารับละกัน” มันว่าพลางกดโทรศพท์ยิก ๆ ยิ่งทำให้น่าสงสัยเข้าไปใหญ่ เพราะโดยปกติแล้วเซ็นโตะมันไม่เคยนัดใครผ่านทางนี้ มันจะล่อจับเหยื่อที่เห็นตรงหน้าเพียงเท่านั้น
“ไม่ต้องอะ มึงกลับไปเถอะ กูกลับคนเดียวได้” ฉันว่าพลางโบกมือไล่เซ็นโตะให้รีบไสหัวออกไป เอาเถอะ ถ้าเพื่อนฉันคนนี้จะมีเมียทั้งที ฉันก็ควรจะสนับสนุนมันสกหน่อย จะได้เป็นฝั่งเป็นฝาไม่ต้องเที่ยวม่อคนอื่นไปทั่วแล้ว
“ไม่ได้ ยังไงกูก็ต้องมารับมึง อย่าได้หนีกลับก่อนเชียว” ทิ้งคำขาดเอาไว้ก็เดินตรงดิ่งไปที่รถคันหรูแล้วขับออกไป
หลังจากนั้นฉันและน้ำหวาน รวมถึงมิ้งก็พากันไปนั่งที่โต๊ะเพื่อสั่งอาหาร แต่แล้วสายตาเจ้ากรรมก็เหลือบไปเห็นบุคคลคุ้นเคยที่กำลังนั่งอยู่กับผู้หญิงคนหนึ่งด้วยท่าทางสนิทสนม
พี่เซจิ...
แต่ผู้หญิงคนนี้ฉันไม่เคยเห็นหน้ามาก่อนเลย เดาว่าคงจะเป็นแฟนใหม่ของพี่เซจิสินะ แล้วที่ฉันนอนไม่หลับเพราะว้าวุ่นเรื่องของเขาทั้งคืนล่ะ ทำไปเพื่ออะไรนะของขวัญ...
และดูเหมือนว่าพี่เซจิก็จะเห็นฉันเข้าแล้วเหมือนกัน ฉันจึงทำเป็นเมินสายตาไปทางอื่นแทน บอกตามตรง ไม่ว่าจะเห็นเขากับผู้หญิงคนอื่นอีกสักกี่ครั้ง ฉันก็ยังพยายามข่มใจให้ไม่เจ็บไม่ได้สักที
ดูเหมือนจะต้องปล่อยวางเรื่องของเขาอย่างจริงจังแล้วล่ะของขวัญ...
“ก็กูจะใช้...”“แต่ผมหยิบก่อน”“กูจำเป็นต้องใช้ตอนนี้...เดี๋ยวผัดผักมันไหม้”“ผมก็จำเป็นเหมือนกัน เดี๋ยวไข่ไหม้”ฉันตื่นขึ้นเพราะเสียงเอะอะโวยวายดังไปทั่วบริเวณ แต่เมื่อลืมตาขึ้นมาก็พบว่าพี่เซจิและคิรันกำลังเข้าครัวทำอาหารด้วยกันอยู่ ถึงแม้จะดูเหมือนคนกำลังจะเปิดศึกฆ่าแกงกันมากกว่าก็เถอะ“ทำอะไรกัน?” ฉันเดินงัวเงียเข้ามาในห้องครัวเรียกความสนใจจากทั้งคู่ได้ทันควัน ก่อนจะจ้องมองสิ่งที่อยู่ในกะทะเริ่มเกรียมเข้าไปทุกที ฉันจึงต้องรีบเข้าไปคว้าตะหลิวในมือของคิรันออกมาถือไว้เอง ด้วยกลัวว่าทั้งคู่จะทำห้องฉันไฟลุกแทนที่จะได้นั่งทานข้าวกันอย่างปกติสุข“ออกไปทั้งคู่เลย” ฉันชี้นิ้วไปทางโซนห้องนั่งเล่น ทั้งสองพากันคอตกแล้วเดินออกไปอย่างว่าง่าย ไม่นานอาหารก็ถูกยกออกมาตั้งวางไว้บนโต๊ะ“แล้วเซนโตะล่ะคะ ไม่ได้มาด้วยกันเหรอ?” ฉันถามถึงเพื่อนสนิทตัวดี ที่ตอนนี้หายหน้าหายตาและส่งพี่ชายตัวเองมาคุมประพฤติฉันแทน“ไปห้องแฟนแล้ว” พี่เซจิตอบพร้อมทำสีหน้าหน่าย ๆ ช่วงนี้ดูเหมือนเซนโตะจะติดแฟนสาวคนนี้มากเป็นพิเศษ หรือว่ามันจะเจอคนที่ใช่แล้วจริง ๆ นะ สงสัยต้องหาเวลาให้มันมานั่งชี้แจงสักหน่อยแล้ว“อ่อ...” ฉันพยักหน
ถึงแม้จะรู้สึกสงสัยว่าใครกันที่เป็นคนซื้อของพวกนี้มาให้ แต่ฉันก็รู้สึกขอบคุณมากยิ่งกว่า ให้ตายเถอะของขวัญ ลืมเรื่องสำคัญแบบนี้ไปได้ยังไงกันว่าใกล้วันนั้นของเดือนแล้ว ควรจะพกผ้าอนามัยติดตัวเอาไว้เผื่อฉุกเฉินสิฉันกลับมาถึงห้องของตัวเองโดยสวัสดิภาพ ก่อนจะพบว่าเซนโตะยืนรออยู่หน้าห้อง สีหน้าดูเป็นกังวลใจอย่างไรอย่างนั้น เมื่อเห็นฉํนมันก็รีบเดินตรงเข้ามาหาทันที“มึง ไม่เป็นไรนะ”“อืม...” สงสัยหวานกับมิ้งเป็นคนบอก บังเอิญว่าฉันทักไปหาพวกมันพอดี จึงไม่แปลกที่เซนโตะจะรู้เรื่องนี้เข้า “กูไม่เป็นไรหรอก ว่าแต่...กูสงสัยว่ะ ว่าใครซื้อผ้าอนามัยกับกระโปรงตัวใหม่มาให้กู”“เออเอาเหอะมึง เรื่องแบบนี้ช่างแม่งเหอะ” เซนโตะพูดเหมือนต้องการตัดจบเรื่องนี้“หรือมึงรู้ว่าใคร?” ฉันหรี่ตามองส่งสายตาจับผิดไปหามันทันที หรือว่า...ไม่หรอกมั้ง อย่างเขาคนนั้นจะมาใส่ใจฉันได้ยังไง“กู...จะไปรู้ได้ไงเล่า เลิกพูดถึงเรื่องร้าย ๆ เถอะของขวัญ มีคนช่วย...ก็ดีแล้ว”เซนโตะว่าพลางรอให้ฉันเปิดประตูเพื่อจะเดินเข้าไปในห้อง เอาอีกแล้ว สองพี่น้องนี่ชอบมาวุ่นวายที่ห้องฉันกันตลอดเลยก๊อก ก๊อกเพิ่งปิดประตูลงได้ไม่นานเสียงเคาะประตูก็ดั
หลังจากวันนั้น พี่เซจิก็เริ่มทำตัวแปลกประหลาดมากขึ้นเรื่อย ๆ ทุกเย็นหลังจากฉันกลับถึงคอนโดก็จะเห็นเขายืนอยู่ตรงหน้าห้องเป็นประจำ ไม่รู้ว่ามีธุระอะไรที่ห้องของฉันนักหนา วันนี้เองก็เช่นกัน“พอดี พี่มารอเซนโตะน่ะ...”“เซนโตะไปห้องแฟนค่ะ ไม่ได้อยู่กับน้อง” ฉันตอบกลับทันควันพลางเดินหลบเลี่ยงเขาเข้าไปในห้อง แต่พี่เซจิก็ยังไม่วายเดินตามเข้ามาในห้องจนได้“ก็นั่นแหละ...พี่มารอมันที่ห้องเธอไง เดี๋ยวมันกลับมา”“แล้วทำไมไม่ไปรอที่ห้องพี่ล่ะ ถ้าเซนโตะกลับมาก็ต้องกลับห้องพี่อยู่แล้วไม่ใช่เหรอ?”“ก็...เผื่อมันแวะห้องเธอก่อนไง”เอาเถอะ ฉันไม่อยากซักไซ้ไร่เรียงความอะไรให้มันมากมายนักหรอก เขาอยากจะอยู่ก็ให้อยู่ไปแล้วกัน แต่วันนี้ฉันมีธุระต้องออกไปอ่านหนังสือที่หอสมุดตามที่นัดกับคิรันเอาไว้เมื่ออาบน้ำเปลี่ยนจากชุดนักศึกษาเป็นชุดลำลองเรียบร้อยแล้ว ฉันก็หยิบกระเป๋าสะพายพร้อมกับไอแพดเพื่อเตรียมตัวออกไปอ่านหนังสือ แต่พอฉันก้าวพ้นประตูห้องนอน พี่เซจิก็รีบลุกขึ้นยืนทันที“ไปไหน?”“นัดเพื่อนอ่านหนังือเอาไว้ที่หอสมุดค่ะ”“ไปด้วย” ว่าพลางหยิบกุญแจรถของตัวเองแล้วเดินตามฉันออกมาจนถึงหน้าประตูห้อง“พี่จะไปทำไม น้
“โอ๊ย! พี่เป็นอะไรเนี่ยะ!” ฉันร้องออกมาเพราะแรงเหวี่ยงจากพี่เซจิที่โยนร่างของฉันลงบนเบาะหลังรถ และฉันก็โวยวายขึ้นทันทีหลังจากที่เขาปล่อยให้ฉันเป็นอิสระ ก่อนที่ขายาวจะก้าวอ้อมไปทางประตูฝั่งคนขับแล้วเปิดขึ้นมานั่ง“ไม่ได้เป็นอะไรหนิ เธอนั่นแหละดื้อ บอกให้กลับด้วยกันก็ไม่ยอมกลับ ฉันก็เลยต้องทำแบบนี้” ว่าพลางจับพวงมาลัยรถแล้วขับออกมาจากร้านอาหาร“ก็น้องไม่อยากขัดจังหวะพี่อยู่กับแฟนหนิ” ฉันพูดสิ่งที่ตัวเองคิดออกไปตามตรง ไม่รู้ว่ามันฟังดูเป็นการประชดหรือเปล่านะ แต่สำหรับฉันแล้วมันหมายความตามนั้นจริง ๆหลังจากฟังสิ่งที่ฉันชี้แจงแล้วพี่เซจิก็นิ่งเงียบเหมือนทุกครั้ง เขาไม่มีเหตุจำเป็นจะต้องชี้แจงเรื่องนี้กับฉันหรอก แต่บอกตามตรง ว่าฉันก็แอบหวังให้เขาปฏิเสธกลับมา ว่าผู้หญิงคนนั้นกับเขาไม่ใช่แฟนกัน แต่ก็ไร้ซึ่งเสียงตอบกลับจากเขาบอกตามตรง เห็นแบบนี้แล้ว...ฉันจะตัดใจจากพี่เซจิขั้นเด็ดขาดแล้วล่ะ ทุกคนรอดูได้เลยไม่นานนักรถก็มาหยุดอยู่ตรงหน้าร้านคาเฟ่แห่งหนึ่งแทนที่จะเป็นคอนโดของพวกเรา ฉันรีบหันมองเขาด้วยแววตาฉงนสงสัย แต่ในขณะที่กำลังจะเอ่ยปากถาม เขาก็เปิดปากอธิบายขึ้นก่อนแล้ว“ฉันอยากกินของหวานน่ะ
“มึง นั่นพี่เซจิป่าววะ” น้ำหวานที่นั่งอยู่ข้าง ๆ พูดขึ้น บังเอิญว่าเป็นทิศที่หันหน้าเขาหาเขาพอดี น้ำหวานจึงต้องเห็นเป็นธรรมดาอยู่แล้ว และหลังจากได้ยินแบบนั้นทุกคนก็พากันหันไปมอง แต่ก็ไม่ได้พรวดพราดหันไปหรอกนะ เพราะกลุ่มเพื่อนของฉันมีวิธีหันอย่างแนบเนียนอยู่แล้ว“เออว่ะ ใช่จริงด้วย ว่าแต่พี่เขาเปลี่ยนคนควงอีกแล้วเหรอวะ”ฉันปรายตามองเขาอีกครั้งก่อนจะเห็นท่าทางยิ้มแย้มรวมถึงสายตาที่เขาใช้มองผู้หญิงคนนั้น มันช่าง...อบอุ่นเหลือเกิน เป็นสายตาที่ฉันคงไม่มีวันได้รับจากเขา“ของขวัญ มึงจะกินอะไรเนี่ยะ กูเรียกหลายรอบแล้วนะ”“อ๋อ...เอาตามมึงละกัน” ฉันบอกกล่าวหลังจากเรียกสติคืนมาได้“เออ จะได้รีบสั่ง หิวกันจะตายแล้ว”“เห้ย นั่นคิรัน เดือนคณะมึงป้ะของขวัญ” มิ้งส่งสายตาไปยังทิศสิบสิงนาฬิกาข้างหลังของฉัน ก่อนที่พวกเราจะค่อย ๆ ลอบมองอย่างแนบเนียนแล้วหันกลับมาพูดจาชุมนุมกันอีกครั้ง“เออว่ะ” ว่าจบ พวกมันก็ส่งสายตามาทางฉันอย่างมีเล่ศ์นัย อะไรกันอีกล่ะเนี่ยะ“อะแฮ่ม...ของขวัญ...”“?”“ฉันว่าคิรันมองเธออยู่นะ”“บ้าหน่า เขาอาจจะแค่ตกใจที่พวกเราแห่กันหันไปมองก็ได้” ฉันว่าพลางยกแก้วน้ำขึ้นจิบเป็นการเลี่ยงบทสน
“วันนี้ดูอารมณ์ดีเนอะมึงอ่ะ” เซ็นโตะนั่งท้าวคางมองฉันที่กำลังหั่นผักเตรียมทำอาหารอยู่ในห้องของมัน“ยังไงวะ กูก็ยิ้มแบบนี้ทุกวันมั้ยล่ะ”“ไม่อ่ะ กูรู้สึกว่าวันนี้มึงยิ้มมากกว่าปกติ เหมือน....”“เหมือนอะไร?”“...คนบ้า”“ไอ้%#@$%$” ฉันบ่นมันอุบอิบแล้วจัดการทำกับข้าวของตัวเองต่อไป โดยสายตาเจ้ากรรมก็ยังไม่วายเหลือบมองพี่เซจิอยู่ตลอด พี่เซจิที่กำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่ด้วย สงสัยช่วงนี้สอบถี่ เพราะตั้งแต่มาถึงที่ห้องฉันก็เห็นเขาก้มหน้าอ่านหนังสืออยู่ตลอดเวลาแต่ในวันนี้เขาดูเงียบลงกว่าเมื่อคืนเยอะเลย ไม่แม้แต่จะทักทายอะไรฉันด้วยซ้ำ ออกมาจากห้องนอนตัวเองได้ก็อ่านหนังสืออยู่ในท่านั้น ทั้งห้องจึงมีเพียงเสียงของฉันและเซ็นโตะที่พูดคุยตอบโต้กันไปมา“เอ้า! เสร็จแล้ว!” ฉันยกแกงจืดเต้าหู้หมูสับกับผัดผักมาวางไว้ที่โต๊ะกินข้าวและนั่งรอเซ็นโตะที่กำลังเดินไปตักข้าวมา ตามหน้าที่ที่ตกลงกันเอาไว้ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไหร่แล้ว แต่เผลอแปบเดียวพี่เซจิก็หายไปจากโต๊ะอ่านหนังสือเสียอย่างนั้น อาจจะเข้าไปนอนในห้องแล้วล่ะมั้ง แต่แล้วก็เหมือนว่าฉันจะคิดผิด เมื่อร่างสูงที่ฉันกำลังนึกถึงอยู่นั้น เดินออกมาจากห้องนอนของต







