Mag-log in“วันนี้ดูอารมณ์ดีเนอะมึงอ่ะ” เซ็นโตะนั่งท้าวคางมองฉันที่กำลังหั่นผักเตรียมทำอาหารอยู่ในห้องของมัน
“ยังไงวะ กูก็ยิ้มแบบนี้ทุกวันมั้ยล่ะ”
“ไม่อ่ะ กูรู้สึกว่าวันนี้มึงยิ้มมากกว่าปกติ เหมือน....”
“เหมือนอะไร?”
“...คนบ้า”
“ไอ้%#@$%$” ฉันบ่นมันอุบอิบแล้วจัดการทำกับข้าวของตัวเองต่อไป โดยสายตาเจ้ากรรมก็ยังไม่วายเหลือบมองพี่เซจิอยู่ตลอด พี่เซจิที่กำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่ด้วย สงสัยช่วงนี้สอบถี่ เพราะตั้งแต่มาถึงที่ห้องฉันก็เห็นเขาก้มหน้าอ่านหนังสืออยู่ตลอดเวลา
แต่ในวันนี้เขาดูเงียบลงกว่าเมื่อคืนเยอะเลย ไม่แม้แต่จะทักทายอะไรฉันด้วยซ้ำ ออกมาจากห้องนอนตัวเองได้ก็อ่านหนังสืออยู่ในท่านั้น ทั้งห้องจึงมีเพียงเสียงของฉันและเซ็นโตะที่พูดคุยตอบโต้กันไปมา
“เอ้า! เสร็จแล้ว!” ฉันยกแกงจืดเต้าหู้หมูสับกับผัดผักมาวางไว้ที่โต๊ะกินข้าวและนั่งรอเซ็นโตะที่กำลังเดินไปตักข้าวมา ตามหน้าที่ที่ตกลงกันเอาไว้
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไหร่แล้ว แต่เผลอแปบเดียวพี่เซจิก็หายไปจากโต๊ะอ่านหนังสือเสียอย่างนั้น อาจจะเข้าไปนอนในห้องแล้วล่ะมั้ง แต่แล้วก็เหมือนว่าฉันจะคิดผิด เมื่อร่างสูงที่ฉันกำลังนึกถึงอยู่นั้น เดินออกมาจากห้องนอนของตัวเองพร้อมกับถือกุญแจรถราวกับว่าจะออกไปไหนอย่างนั้น
“พี่เซจิคะ!” ฉันเผลอเรียกเขาอย่างลืมตัว ทำเอาเซ็นโตะที่ตักข้าวอยู่นั้นหันมามองฉันด้วยสีหน้างุนงง แต่คนที่ถูกเรียกกลับมีท่าทีที่นิ่งเฉย พี่เซจิทำเพียงแค่ปรายตามามองฉันเท่านั้น ราวกับว่าไม่ได้ใส่ใจอะไรสักเท่าไหร่
“?”
อีกแล้ว...ความรู้สึกห่างเหินเริ่มกลับมาอีกครั้งแล้วสินะ เมื่อคืนฉันคงคาดหวังไปเองจริง ๆ
“อยู่กินข้าวด้วยกันก่อนสิคะ” แต่ถึงอย่างนั้นฉันก็ยังจะพยายามเอ่ยปากชวนเขาอีกครั้ง
“ไม่เป็นไร พอดีพี่...เอ่อ...ฉันมีธุระต้องรีบไปทำ”
“ธุระอะไร ไปแถวไหน? กูจะฝากซื้อของด้วยขากลับ” เซ็นโตะถามขึ้น อันที่จริงฉํนก็ไม่ได้อยากร็นักหรอกนะ แต่ไหน ๆ แล้วก็ขอลองฟังหน่อยแล้วกัน
“กูจะไปติวหนังสือกับเพื่อน พรุ่งนี้จะสอบอยู่แล้ว แล้วมึงจะฝากซื้ออะไร? เดี๋ยวขากลับแวะซื้อให้”
“ฝากซื้อ @$^$&^(*()_()+”
“เออ เดี๋ยวแวะซื้อให้ แต่คงได้ดึก ๆ นะ” พี่เซจิบอกแล้วก็เดินออกจากห้องไป และฉันก็แอบเห็นว่าเซ็นโตะเหลือบมองมาทางฉันราวกับสงสัยอะไรบางอย่าง แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ไม่พูดอะไรออกมา แต่ก็ดีเหมือนกัน เพราะช่วงหลังมานี้ฉันรู้สึกวางตัวกับเซ็นโตะไม่ค่อยถูกอย่างไรไม่รู้ เพราะดูเหมือนมันจ้องจะจับผิดฉันอยู่ตลอดเวลา หากพูดอะไรออกมาอีกคงกระอักกระอ่วนใจที่จะตอบ
“กินข้าวกันเถอะ กูหิวแล้ว”
หลังจากที่ทานข้าวกันเสร็จเรียบร้อย ฉันก็นอนดูทีวีและนั่งเล่นที่ห้องเซนโตะไปพลาง ช่วงปีหนึ่งการเรียนของฉันยังชิวอยู่ เพราะฉะนั้นจึงอยากกอบโกยความสุขให้เต็มที่
ว่าแต่...ทำไมใจฉันถึงจดจ่ออยู่ตรงหน้าประตูห้องตลอดเลย เอ๊ะ ฉันไม่ได้รอเขาหรอกนะ แค่มาอยู่กับเพื่อนสนิทเท่านั้น แต่นี่เขาออกไปตั้งแต่เช้าแล้ว จนเซ็นโตะนอนแล้วนอนอีกก็ยังไม่เห็นจะกลับมาสักที
“เซนโตะ! กูกลับห้องแล้วนะ”
“อือ...กูฝากล็อคประตูด้วย” ฉันพยักหน้ารับร่างสูงที่นอนหลับอยู่บนโซฟา ก่อนจะเดินออกจากห้องไปโดยไม่ลืมที่จะล็อคประตูตามคำสั่งแล้วลงลิฟต์ไปที่ชั้นห้องตัวเอง
แต่แล้วสายตาของฉันก็ไปสะดุดเข้ากับร่างสูงที่ดูเหมือนกำลังยืนทำอะไรสักอย่างอยู่ตรงหน้าประตูห้องของฉัน ตายแล้ว โรคจิตหรือเปล่าน่ะ!
“อ...อ้าว...ของขวัญ ไม่ได้อยู่ในห้องหรอกเหรอ?”
ปรากฎว่าเป็นพี่เซจิที่ยืนอยู่ตรงหน้าห้องของฉัน พลางในมือของเขาก็หอบถุงพะรุงพะรัง เมื่อหันมาเห็นฉันที่หยุดยืนมองอยู่ก็ดูทำท่าพะว้าพะวงแปลก ๆ
“พี่เซจิ มาทำอะไรตรงนี้คะ” ฉันเอ่ยถามอย่างตรงประเด็น บอกตามตรงแอบหงุดหงิดที่เขาไม่อยู่ห้องทั้งวันทั้งที่ฉัน...เออ! ยอมรับก็ได้ว่าแอบรอ!
“อ...อ๋อ...คือ พอดีฉันซื้อขนมมาเยอะเกินไปน่ะ แล้วนี่ก็อิ่มมากแล้ว กินไม่หมดก็เลย...” ว่าพลางชี้ไปตรงถุงขนมที่แขวนอยู่ตรงหน้าประตู
“ดีใจนะคะที่ยังคิดถึงน้อง ว่าแต่...พี่เคาะประตูเรียกก็ได้หนิคะ ไม่เห็นต้องทำรับล่อแบบนี้เลย น้องคิดว่าโรคจิตซะอีก”
“คือว่า...ช่างมันเถอะ รับไปแล้วกัน” พี่เซจิยื่นถุงขนมมายัดใส่ลงในมือของฉันแทน ก่อนจะเดินตรงไปที่ลิฟต์โดยไม่หันกลับมามองเลยสักนิด แต่ยังไม่ทันจะเดินผ่านฉันดี
คร่อกกกก~
หูของฉันมันก็ได้ยินเสียงท้องของเขาร้องขึ้นมาซะก่อน ทำเอาฉันดึงแขนเขาเอาไว้
“ไหนว่ากินอิ่มแล้วไงคะ”
“....”
“น...นี่...มันเสียงกระเพาะกำลังย่อยต่างหาก -///-” พูดพลางหน้าดำหน้าแดง ไม่เข้าใจเลย แค่เสียงท้องร้องจะต้องอายอะไรขนาดนั้น
ว่าจบพี่เซจิก็รีบสาวเท้าก้าวเดินไปที่ลิฟต์อย่างร้อนรน ราวกับตัวเองกำลังทำอะไรผิดมาอย่างนั้น แปลกคนจัง ไม่คิดเลยว่าพี่เซจิที่คอยเอาแต่ทำตัวนิ่งขรึมจะมีมุมโก๊ะ ๆ แบบนี้กับเขาด้วยเหมือนกัน
[ขอบคุณสำหรับขนมนะคะ] หลังจากอาบน้ำเตรียมตัวเข้านอนแล้ว ฉันก็ไม่ลืมที่จะส่งข้อความไปบอกขอบคุณพี่เซจิ มันเป็นมารยาทหรอกนะ ฉันไม่ได้คาดหวังให้เขาตอบกลับมาอะไรทั้งนั้น
แต่จะว่าไป...อันที่จริงเราก็มีข้อมูลการติดต่อกันมาตั้งนานแล้ว แต่บอกตามตรง นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันพิมพ์ข้อความส่งไปให้เขาเพราะก่อนหน้านี้ฉันไม่กล้าแม้แต่จะไปยืนหายใจใกล้เขาเสียด้วยซ้ำ กลัวโดนฆาตกรรม T^T
[ไม่เป็นไร] ส่งไปเพียงไม่กี่วินาที อีกฝ่ายก็ตอบกลับมาแล้ว ไม่รู้ว่าตอบเป็นมารยาทเหมือนที่ฉันทำหรือเปล่าน้า แต่ในขณะที่กำลังจะวางโทรศัพท์ลงข้างหัวเตียง เสียงแจ้งเตือนไลน์ก็ดังขึ้นอีกครั้ง
[พรุ่งนี้เข้าคณะหรือเปล่า] ทั้งที่คิดว่าเขาจะจบประโยคสนทนาไปแบบทื่อ ๆ แต่กลับผิดคาดแฮะ]
[ส่งผิดแชทหรือเปล่าคะ นี่ของขวัญนะ]
[ไม่ผิด พี่ถามเธอนั่นแหละ] หลังจากได้รับข้อความนี้ ฉันก็นั่งงุนงงเป็นไก่ตาแตก เป็นเพราะเขาไม่เคยทำตัวอยากรู้อยากเห็นธุระเรื่องของฉันตั้งแต่ไหนแต่ไร แล้ววันนี้กลับมาถามเสียอย่างนั้น มันจึงค่อนข้างประหลาดสำหรับฉัน
[เข้าค่ะ พรุ่งนี้มีเรียนเช้า] // ตอบตามตรง
[อ่อ ถ้าอย่างนั้น ตั้งใจเรียนล่ะ]
[พี่เซจิมีอะไรหรือเปล่าคะ]
[ไม่มีอะไรหรอก]
[เห็นว่าพรุ่งนี้พี่เซจิมีสอบ สู้ ๆ นะคะ] // ส่งสติกเกอร์เป็นกำลังใจไปให้ และหลังจากนั้นอีกฝ่ายก็ส่งสติกเกอร์ขอบคุณตอบกลับมาเช่นกัน ทำเอาใจน้อย ๆ ของฉันแอบเต้นแรงขึ้นมาอีกครั้งเสียอย่างนั้น
โอเค พอแล้ว...ของขวัญ พรุ่งนี้มีเรียนเช้า พรุ่งนี้มีเรียน...
ติ๊ง!
[ฝันดีนะ] // ส่งสติ๊กเกอร์ฝันดีมาให้
กรี๊ดดดดด! ทำไมพี่เซจิถึงทำแบบนี้ เก่งจังเลยนะ เรื่องทำให้ใจฉํนเต้นแรงเนี่ยะ -///- แต่ฉันไม่ได้ส่งกลับไปหรอกนะ ทำทีเป็นว่าปิดโทรศัพท์หลับไปแล้ว ทั้งที่จริง ๆ แล้ว...ฉันนอนนว้าวุ่นจนทบไม่ได้หลับทั้งคืน
“สภาพ...” เซนโตะเอ่ยขึ้นแล้วยืนมองฉันหน้านิ่ง สายตาของมันดูสมเพชฉันอย่างไรไม่รู้ ฉันรู้สึกได้
“ก็กูนอนไม่หลับอ่ะ ใครจะไปหลับได้ทั้งวันทั้งคืนเหมือนมึงล่ะ”
“แล้วมึงเป็นอะไรนอนไม่หลับ”
“กู...” ฉันเงียบไป ด้วยตระหนักได้ว่าตัวเองไม่ควรพูดเรื่องพี่เซจิให้เซนโตะฟัง
“ช่วงนี้มึงทำตัวแปลกนะ หรือว่ามึงมีความรัก?”
“ความรักอะไรล่ะ กู...ก็แค่กลัวผีจนนอนไม่หลับ ก็แค่นั้น”
ว่าจบฉันก็รีบก้าวนำไปที่ห้องเลคเชอร์ แต่เมื่อเหลือบหันกลับไปมองเซ็นโตะที่เดินตามหลังมาอีกครั้ง มันก็ยังส่งสายตาจับผิดมาที่ฉันอยู่ ฉันล่ะเอือมเหลือเกิน นี่มีเพื่อนหรือมีผัววะเนี่ยะ
“มึง กูไม่มีจริง ๆ เว้ย ถ้ามีกูจะบอกให้มึงรู้เป็นคนแรกเลย”
“ไม่มีก็ดี” ว่าจบมันก็นั่งลงข้างฉันแล้วฟุบลงไปเตรียมตัว...นอนต่อ ยังจะหลับลงอีกนะ เมื่อวานก็นอนมาทั้งวันแล้วแท้ ๆ
หลังจากเลิกเรียนเสร็จ ฉันกับกลุ่มเพื่อนก็พากันไปหาร้านอาหารเพื่อทานข้าวกันตามปกติ มีเพียงเซนโตะเท่านั้นที่ขอตัวกลับไปก่อน
“ว่าแต่กูแปลก ทีมึงอะ ทิ้งกู มึงนัดสาวที่ไหนไว้ ห๊ะ” ฉันหรี่ตาจ้องมองมันอย่างเอาเรื่อง
“เออ กูก็มีธุระบ้างป่าววะ เดี๋ยวมึงกินเสร็จละกูมารับละกัน” มันว่าพลางกดโทรศพท์ยิก ๆ ยิ่งทำให้น่าสงสัยเข้าไปใหญ่ เพราะโดยปกติแล้วเซ็นโตะมันไม่เคยนัดใครผ่านทางนี้ มันจะล่อจับเหยื่อที่เห็นตรงหน้าเพียงเท่านั้น
“ไม่ต้องอะ มึงกลับไปเถอะ กูกลับคนเดียวได้” ฉันว่าพลางโบกมือไล่เซ็นโตะให้รีบไสหัวออกไป เอาเถอะ ถ้าเพื่อนฉันคนนี้จะมีเมียทั้งที ฉันก็ควรจะสนับสนุนมันสกหน่อย จะได้เป็นฝั่งเป็นฝาไม่ต้องเที่ยวม่อคนอื่นไปทั่วแล้ว
“ไม่ได้ ยังไงกูก็ต้องมารับมึง อย่าได้หนีกลับก่อนเชียว” ทิ้งคำขาดเอาไว้ก็เดินตรงดิ่งไปที่รถคันหรูแล้วขับออกไป
หลังจากนั้นฉันและน้ำหวาน รวมถึงมิ้งก็พากันไปนั่งที่โต๊ะเพื่อสั่งอาหาร แต่แล้วสายตาเจ้ากรรมก็เหลือบไปเห็นบุคคลคุ้นเคยที่กำลังนั่งอยู่กับผู้หญิงคนหนึ่งด้วยท่าทางสนิทสนม
พี่เซจิ...
แต่ผู้หญิงคนนี้ฉันไม่เคยเห็นหน้ามาก่อนเลย เดาว่าคงจะเป็นแฟนใหม่ของพี่เซจิสินะ แล้วที่ฉันนอนไม่หลับเพราะว้าวุ่นเรื่องของเขาทั้งคืนล่ะ ทำไปเพื่ออะไรนะของขวัญ...
และดูเหมือนว่าพี่เซจิก็จะเห็นฉันเข้าแล้วเหมือนกัน ฉันจึงทำเป็นเมินสายตาไปทางอื่นแทน บอกตามตรง ไม่ว่าจะเห็นเขากับผู้หญิงคนอื่นอีกสักกี่ครั้ง ฉันก็ยังพยายามข่มใจให้ไม่เจ็บไม่ได้สักที
ดูเหมือนจะต้องปล่อยวางเรื่องของเขาอย่างจริงจังแล้วล่ะของขวัญ...
ไม่หนาวอย่างที่คิดนี่นา ฮ่าๆๆ ฉันทำปากเก่งไปอย่างนั้นแหละ เป็นเพราะได้เสื้อโค้ทกับผ้าพันคอรวมถึงถุงเท้าที่พี่เซจิเตรียมมา จึงช่วยให้ความอบอุ่นกับฉันได้พอสมควร ทำดีก็เป็นเหมือนกันนะเราเนี่ยะฉันแอบมองเขาจากทางด้านหลัง เพราะตอนนี้พี่เซจิกำลังนั่งอยู่ตรงเบาะข้างหน้าพร้อมกับคุณอา มาซาชิ เพื่อพูดคุยเรื่องที่จะต้องไปพบปะทีมผู้บริหารโรงพยาบาลในอีกสองวันข้างหน้าใช้เวลาเกือบชั่วโมงก็มาถึงบ้านตระกูลทากาฮาชิที่ญี่ปุ่น ฉันว่าบ้านที่ไทยก็ใหญ่มากแล้วนะ แต่พอเป็นบ้านที่ญี่ปุ่นแล้วที่ไทยกลับเทียบไม่ติดเลยเนี่ยะสิ แบบนี้ต้องเรียกว่าคฤหาสน์มากกว่าบ้านแล้ว“ของขวัญเคยใส่กิโมโนไหมลูก” คุณอามาซาชิหันมาพูดกับฉันระหว่างทางที่พวกเรากำลังเดินเข้าไปในตัวบ้าน“ไม่เคยค่ะ” ฉันส่ายศีรษะด้วยความงุนงง คงจะเคยแหละ หน้าอย่างฉันคงจะซื้อกิโมโนมาใส่เดินเล่นที่ประเทศไทยอยู่หรอก -_-“เดี๋ยววันนี้อาจะให้ช่างตัดผ้าเข้ามาวัดตัวให้ เป็นชุดที่ต้องใส่ไหว้บรรพบุรุษในวันสุดสัปดาห์นี้ หนูแพทเองก็ด้วยนะ”“ค่ะ ขอบคุณค่ะ” ฉันและแพทพยักหน้ารับทราบแล้วกล่าวขอบคุณ นี่พวกฉันต้องไปร่วมพิธีอะไรกับพวกเขาด้วยอย่างนั้นเหรอ คิดว่าจะเป็นพิธีเฉพ
“ไม่เอา ของขวัญไม่อยากไป…” ฉันกอดอกยืนหันหลังให้พ่อกับแม่ที่เข้ามาเจรจาว่าจะให้ฉันไปญี่ปุ่นกับครอบครัวของพี่เซจิ พร้อมทั้งให้เหตุผลว่าจะให้ลองไปดูงานในโรงพยาบาลถ้าฉันไปก็หลบหน้าเขาต่อไม่ได้น่ะสิ บอกตามตรง ตั้งแต่เรื่องวันนั้นฉันก็ยังงอนเขาอยู่ อย่าคิดว่าของขวัญคนนี้จะยอมยกโทษให้ง่าย ๆ นะ!“แต่แม่ตอบตกลงกับอาน้ำไปแล้วนะ ทริปนี้เซนโตะก็ไปด้วยกัน ปกติเห็นตัวติดกันตลอดไม่ใช่เหรอ”“ตอนนี้ไม่ติดแล้วค่ะ เซนโตะมันติดเมียมันนู่น” ดูท่าคงจะพกเมียติดไปด้วยแน่ ๆ และฉันก็คงต้องไปอยู่ที่นู่นอย่างโดดเดี่ยว เพราะจะให้ไปอยู่กับพี่เซจิฉันก็ไม่เอาหรอก!“นี่อย่าบอกนะว่าครั้งก่อนที่เราพูดว่าอกหัก…” พ่อเปรยขึ้นมาพลางยกมือขึ้นชี้นิ้วมาทางฉัน อย่าได้คิดเรื่องแบบนั้นเชียว...“?”“เพราะเซนโตะมีแฟนเหรอ?” พ่อถามออกมาตามตรง ส่วนแม่เองก็รอคำตอบเรื่องนี้เหมือนกัน นั่นไง! ว่าแล้วเชียว!“โอ๊ยยยย ไม่ใช่ค่ะ ไอ้นี่น่ะ ปล่อยมันไปมีเมียก็ดีแล้ว คนเขาจะได้เลิกเข้าใจผิดว่ามันเป็นแฟนหนูสักที” ฉันบ่นลับหลัง เพราะหลายปีที่ผ่านมานี้ ยอมรับตามตรงที่ฉันโสดก้เป็นเพราะมันส่วนหนึ่งด้วย แต่ฉันก็ไม่อยากจะโทษมันมากนักหรอก เพราะสาเหตุห
“หลับสบายจังเลยนะเมื่อคืนนี้” ว่าพลางบิดขี้เกียจแล้วยกยิ้มสดใส ต่างจากอีกคนที่ทำหน้ามุ่ยไม่รับบุญตั้งแต่เช้า“คนเจ้าเล่ห์”“เจ้าเล่ห์ตรงไหนกัน เธอหล่นมาหาพี่เองนะ”“พี่นั่นแหละดึงน้องลงไป” เธอจำความรู้สึกนั้นได้แม่น ว่าเหมือนมีคนดึงลงไปจนทำให้ตัวเองตกเตียงแล้วหลังจากนั้นทั้งสองก็ถกเถียงเรื่องนี้กันตลอดทั้งเช้า วันนี้เป็นวันอาทิตย์ ของขวัญซซึ่งเป็นนักศึกษาแพทย์ปีหนึ่งจึงไม่มีธุระจำเป็นที่จะต้องเข้ามหาลัย แต่สำหรับเซจิที่เป็นนักศึกษาแพทย์ปีที่สาม เขาต้องไปเข้าแล็ปส่งกล้องวิชาพยาธิวิทยา ที่นัดติวกับเพื่อนในรุ่นเอาไว้“ไปแต่งตัวซะ เดี๋ยวพี่ลงมารับ” ว่าจบเขาก็เดินออกจากห้องไปทิ้งให้ฉันงุนงง รับไปไหน วันนี้วันอาทิตย์ไม่ใช่เหรอ (. .)?หรือว่าจะพาไปเดทกันนะ -///- บ้าบอ คิดอะไรเพ้อเจ้อนะของขวัญ...แต่ก็เอาเถอะ อาบน้ำแต่งตัวรอก็ได้ ในตอนแรกฉันก็แอบหวังว่าเขาจะพาไปที่ที่น่าสนใจ แต่เมื่อรู้ตัวอีกทีก็มาโผล่อยู่ในคณะเป็นที่เรียบร้อยวันหยุดยังจะพามาที่นี่อีก แต่ไม่เป็นไร ฉันพอจะให้อภัยได้เพราะตัวเองได้อยู่ข้างเขาเนี่ยะแหละ -///-“อ้าว เซจิ เข้ามาสิ” เพื่อนร่วมรุ่นของพี่เซจิทักทายแล้วเชื้อเชิญให้เขา
กลับจากคุยเรื่องหัวใจกับพี่เซจิแล้ว พวกมิ้งและน้ำหวานก็ชวนฉันออกไปเที่ยวฉลองที่ร้านประจำ เนื่องในโอกาสที่คิรันได้แชมป์ และใช่ค่ะ พวกมันชวนดาวเด่นอย่างคิรันลับหลังฉันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก่อนที่จะมาชวนฉันเสียอีก และถ้าฉันไม่ไปก็คงเสียมารยาทมากแน่นอนของขวัญคนนี้จึงต้องแต่งตัวออกมาข้างนอกอีกครั้ง ทั้งที่บอกฝันดีพี่เซจิเรียบร้อยแล้ว ทำแบบนี้ไม่น่ารักเลยแฮะของขวัญ“ทางนี้คิรัน” มิ้งโบกมือเรียก ก่อนจะเว้นที่ว่างข้าง ๆ ฉันเอาไว้เพื่อให้คิรันได้เดินมานั่งอย่างรู้งาน -_-คิรันเดินเข้ามาพร้อมกับชุดลำลองที่ฉันไม่ค่อยได้เห็นบ่อยนัก เพราะส่วนใหญ่เจอกัแต่นที่มหาลัยจึงคุ้นตาเขาในคาบชุดนักศึกษาเสียมากกว่า แต่ตอนนี้เขาก็แค่เปลี่ยนไปใส่เสื้อยืดสีขาวแทนเสื้อเชิ้ตเท่านั้น ส่วนกางเกงเป็นกางเกงแสล็คเหมือนเดิม แต่ไม่รู้ทำไมถึงรู้สึกสะกดสายตาได้ขนาดนี้นะ หรืออาจเป็นเพราะใบหน้าที่หล่อเหลาเกินมนุษย์ของเขาล่ะแต่ฉันว่าเลิกพรรณนาถึงรูปร่างหน้าตาของเขาเถอะ เพราะถึงหล่อแค่ไหนคนในใจของฉันก็มีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น ก็คือพี่เซจินั่นแหละพูดถึงพี่เซจิแล้วก็ทำให้ฉันถึงเรื่องที่เราตกลงคุยกัน บอกตามตรงฉันก็รู้สึกว่าตั
พี่เซจิพามาถึงจุดหมาย ซึ่งเป็นสวนหย่อมที่ผู้คนต่างมาเดินเล่นพักผ่อนกันเป็นคู่ ในช่วงยามเย็นแบบนี้ ดวงอาทิตย์กับลังลับขอบฟ้า แสงอาทิตย์กำลังอบอุ่นได้ที่เลยทีเดียวแต่ก็อบอุ่นหัวใจได้เพียงบรรยากาศเท่านั้น เพราะตอนนี้ฉันรู้สึกว่ากำลังมีบางอย่างที่หนักอึ้งอยู่ภายในใจ บอกตามตรง ฉันไม่พร้อมจะเผชิญหน้าเขาเลย อยากจะหนีไปให้พ้นเสียด้วยซ้ำ แต่อีกใจก็อยากรู้ว่าเขาอยากจะพูดเรื่องอะไรหรือว่าพี่เซจิจะพาฉันมาคุยเรื่องที่ฉันสารภาพออกไปวันนั้น และเรียกมาปฏิเสธกันนะ...ไม่เอาอะ ของขวัญไม่อยากฟังคำนั้น...ฉันควรจะวิ่งหนีไปให้ไกลสิ แต่มานึกขึ้นได้ตอนนี้ก็สายไปแล้วล่ะของขวัญพี่เซจิมายืนอยู่ตรงหน้าฉัน แววตาของเขาดูจริงจังประกอบกับความลึกลับซึ่งทำให้ฉันไม่สามารถอ่านได้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ เขายืนนิ่งเงียบอยู่สักครู่ก่อนจะสูดหายใจเข้าลึก ราวกับว่าเขากำลังรวบรวมความกล้าที่จะพูดอะไรบางอย่าง"มีเรื่องอะไรจะคุยเหรอคะ?" ฉันตัดสินใจเปิดปากถามออกไปตรง ๆ เพราะต้องการรีบตัดความอึดอัดใจนี้ทิ้ง เอาเลย ของขวัญพร้อมแล้ว จะปฏิเสธก็บอกมาตามตรงเลยสิ!พี่เซจินิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง สายตาที่แฝงไปด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ยากจะอ
และแล้ววันเสาร์ก็มาถึง ตลอดทั้งสัปดาห์นี้ฉันพยายามหลบหน้าพี่เซจิอยู่ตลอด โธ่เอ๊ย ของขวัญ เรื่องบนรถวันนั้นน่าอายชะมัด พูดออกไปได้ยังไงกัน -///- และดูเหมือนว่าอีกฝ่ายก็จะรู้ตัวว่าฉันพยายามหลบหน้า จึงไม่โผล่มาให้ฉันเห็นเหมือนกันแต่บอกตามตรง...อีกความรู้สึกหนึ่งฉันก็แอบน้อยใจเหมือนกันนะ เขาไม่พยายามที่จะมาเจอกันเลยอย่างนั้นสิขณะที่ภายในสมองกำลังครุ่นคิดเรื่องว้าวุ่นใจอยู่นั้น ขาของฉันก็ก้าวขึ้นไปบนแท่นอัฒจันทร์ที่อยู่ข้างสระว่ายน้ำเพื่อจับจองที่นั่งเข้าชมการแข่งขัน ใช่แล้ว วันนี้ฉันมาเชียร์คิรันแข่งขันกีฬาเฟรชชี่ แต่ไม่ได้มาคนเดียวหรอกนะ เพราะกลุ่มเพื่อนของฉัน พวกมิ้งและน้ำหวานก็มาด้วยเหมือนกันเมื่อถึงเวลาแข่งขัน ฉันก็รีบนำป้ายที่อุตส่าห์ตัดแปะสติ๊กเกอร์อย่างประณีตออกมา“คิรัน!” ฉันตะโกนเรียกเขาที่กำลังยืนอยู่ข้างสระเพื่อเตรียมตัวแข่งขัน หลังจากเขาหันมามองฉันก็รีบยกป้ายที่เขียนเอาไว้ว่า ‘สู้เขานะคิรัน’ ขึ้นมาโบกทันทีที่คิรันอ่านป้ายนั้นจบเขาก็ยกยิ้มแล้วโบกมือมาให้ฉันอย่างรับทราบ“แหม มึง เหมือนผัวเมียมาเชียร์กันเลยนะ” มิ้งเอ่ยแซวขึ้นมา ก่อนจะเบ้ปากให้ฉํนด้วยความหมั่นไส้“จริง ถ้าจะหว







