LOGINหลายเดือนมานี้ ฉันเฝ้าอ่านหนังสืออยู่ตลอดเวลา เพื่อหวังจะสอบเข้ามหาลัยและคณะเดียวกับพี่เซจิให้ได้ จึงไม่ค่อยได้ออกไปเที่ยวเล่นเหมือนแต่ก่อนแล้ว พ่อและแม่เห็นถึงความตั้งใจของฉันก็คอยช่วยสนับสนุนอยู่ไม่ห่าง
“วันนี้หนูจะออกไปอ่านหนังสือที่คาเฟ่นะคะ” ฉันเดินลงบันไดมาจากชั้นสองของตัวบ้าน แต่งกายด้วยชุดเสื้อยืดสีขาวกระโปรงพลีทสั้นเหนือเข่าขึ้นมาหนึ่งคืบ แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ไม่ได้ดูสั้นเกินไปสำหรับคนสูงหนึ่งร้อยหกสิบเซนติเมตรอย่างฉันหรอก
ส่วนสาเหตุที่ฉันอยากจะออกไปอ่านข้างนอกมากกว่าอ่านที่บ้านนั้น เป็นเพราะการอ่านหนังสือที่บ้านจะมีความเครียดระดับหนึ่ง เพราะฉะนั้น หากได้เดินทางออกไปข้างนอก อาจเป็นตัวช่วยหลอกสมองได้บ้าง ว่าเรากำลังออกไปเที่ยวและในขณะเดียวกันก็อ่านหนังสือไปด้วยอย่างไรล่ะ ซึ่งพ่อกับแม่ก็ไม่ได้คัดค้านแต่อย่างใด
“ให้พ่อไปส่งไหม” พ่อของฉันเอ่ยถามขณะที่กำลังนั่งดูข่าวในโทรทัศน์ไปพลาง
“ไม่เป็นไรค่ะ หนูไปคนเดียวได้”
“แล้วเซนโตะล่ะ ช่วงนี้ไม่เห็นมาเล่นที่บ้านเลย”
“เซนโตะกำลังยุ่งกับเรื่องสอบเข้าเหมือนกันค่ะ เห็นว่าโดนคุณพ่อกักบริเวณไม่ให้ออกมาข้างนอกจนกว่าจะสอบได้ หนูก็ไม่อยากไปกวนมันช่วงนี้ด้วย”
“นี่สินะ ทายาทโรงพยาบาลใหญ่ ก็ต้องจริงจังถึงขนาดนี้เลยล่ะ”
“ไปก่อนนะคะ” ฉันกล่าวลาพ่อกับแม่แล้วเดินออกจากบ้าน ระหว่างนั้นฉันก็คอยมองแท็กซี่ตลอดเวลา เพื่อจะเรียกให้ไปส่งคาเฟ่ที่ฉันตั้งใจจะไป
คาเฟ่คนค่อนข้างน้อย เงียบสงบเหมาะสำหรับอ่านหนังสือพอดีเลย อันที่จริงก็ไม่เชิงเป็นคาเฟ่สักเท่าไหร่ เป็นเหมือน co-working space เสียมากกว่า หลังจากเดินเข้าไปข้างในแล้ว ฉันก็รีบไปจับจองที่นั่งก่อนจะไปหาซื้อของกินเพิ่มเติม
แต่ในระหว่างที่อ่านหนังสืออยู่นั้น...อยู่ ๆ ก็มีคนมาทิ้งตัวนั่งลงข้าง ๆ เสียอย่างนั้น ทำเอาฉันที่กำลังโฟกัสกับการจับเวลาทำโจทย์แอบเสียสมาธิก่อนจะเหลือบมองไป ฉันมองเห็นหน้าผู้มาเยือนได้ไม่ค่อยชัดเจนนัก เนื่องจากเมื่อมาถึงเขาก็ทิ้งตัวฟุบลงไปกับโต๊ะ ราวกับอดหลับอดนอนที่ไหนมา แต่หากมองจากเสื้อฮู้ดตัวใหญ่โคร่งที่เขากำลังสวมใส่ก็พอจะรู้ว่าอีกฝ่ายต้องเป็นผู้ชายอย่างแน่นอน แต่กลิ่นน้ำหอมนี่ คุ้นจมูกอีกแล้วแฮะ...
ปึก!
มือหนาหยิบนมกล้วยออกมาตั้งลงบนโต๊ะก่อนจะเลื่อนมันส่งผ่านมาให้ฉัน นี่...เรารู้จักกันเหรอ
แต่ในขณะที่ฉันกำลังจะเอ่ยปากถาม อีกฝ่ายก็ผงกหัวขึ้นมาเสียก่อน “พี่เซจิ...” นี่เขามาทำอะไรที่นี่กันนะ
“พี่มาได้ยังไง”
“....”
“แล้วพี่มาทำอะไร นี่ไม่ใช่แถวมหาลัยพี่นี่นา...”
“ไม่ใช่เรื่องของเธอ” พูดจบเขาก็ฟุบลงกับโต๊ะ ก่อนจะหลับไป ฉันจึงต้องขยับตัวให้เงียบที่สุด เพื่อไม่ให้เสียงรบกวนเข้าไปในโสตประสาทของเขา
ฉันแอบมองพี่เซจิตอนที่เขากำลังนอนฟุบอยู่บนโต๊ะ แล้วก็เหมือนโชคเข้าข้าง เพราะขณะที่เขาหลับนั้น ได้หันหน้ามาทางที่ฉํนนั่งอยู่พอดี ฉันจึงได้โอกาสนอนฟุบลงกับโต๊ะโดยที่หันหน้าไปทางเขาเช่นกัน
‘น้องกำลังคิดถึงพี่อยู่พอดีเลย ดีจังที่พี่มานอนอยู่ตรงนี้...’
แต่ฟ้าเป็นใจอยู่ได้ไม่นาน อยู่ ๆ พี่เซจิก็ลืมตาตื่นขึ้นอย่างกะทันหัน ฉันจึงต้องรีบหันหลบไปอีกทาง
“ไม่อ่านแล้วเหรอ”
“อ...อ่านสิ...” ฉันรีบเปิดหนังสือเรียนขึ้นมากางปิดหน้าปิดตาของตัวเองด้วยความประหม่า
แต่สิ่งที่หญิงสาวไม่ทันได้เห็นคือท่าทีของชายหนุ่มที่หลุดยิ้มให้กับท่าทางเปิ่น ๆ ของเธออย่างช่วยไม่ได้
สองอาทิตย์ต่อมา...
“ไอ้@$%$^ ข้อสอบแม่งโคตรยากเลย….” เซนโตะพูดแบบนั้น แต่สีหน้ากลับดูไม่เคร่งเครียดเท่าไหร่
ตอนนี้พวกเรามาอยู่กันที่มหาลัย Bk ตามคาด ข้อสอบที่พี่เซจิมาช่วยบอกแนวให้ในวันนั้นออกเกินแปดสิบเปอร์เซ็นต์ด้วยซ้ำ แต่ถึงอย่างนั้นฉันก็ไม่อยากประมาทเลือกคณะแพทย์หมดทุกอันดับหรอกนะ แต่โชคดีที่ยังสามารถเลือกอันดับอื่นนอกเหนือจากคณะแพทย์ได้ หากไม่ติดคณะนี้ก็ยังมีหวังอีกคณะหนึ่ง ซึ่งฉันและเซนโตะ พวกเราสองคนก็เลือกทั้งสามลำดับเหมือนกัน เพียงแต่ว่าถ้าใครได้อันไหนที่ดีกว่า พวกเราก็ตกลงกันแล้วว่าจะแยกกันก็ได้ เพราะยังไงฉันกับเซนโตะก็พักคอนโดเดียวกัน ห้องติด ๆ กันอยู่แล้ว ตามที่อาน้ำกับแม่ฉันตกลงกันไว้
“ก็ที่ติวกันก็ออกตั้งเยอะนะ”
“อือ”
“กูรู้ว่ามึงไม่ได้หมายความตามที่พูดหรอก...” ฉันปรายตามองมันอย่างรู้ทัน เพราะเซนโตะก็เป็นแบบนี้ตลอด
“-.-”
“แล้วมึงจะเข้าไปหาพี่มึงมั้ย” ฉันพยักหันหน้าไปทางพี่เซจิและกลุ่มเพื่อน ๆ ของเขา ซึ่งแต่ละคนจัดได้ว่าหน้าตาดีทั้งกลุ่ม ส่วนพวกผู้หญิงก็มองกลุ่มพี่เซจิตาเป็นมันตอนที่เดินผ่านไปมา ส่วนพวกเราสองคนกำลังนั่งรอหวาน มิ้ง และจีน ซึ่งอยู่ไม่ไกลจะกลุ่มพวกพี่เขาสักเท่าไรนัก ฉันรู้ว่าพี่เซจิเห็นพวกเราแต่ก็ทำเป็นไม่สนใจ เขาทำท่าทีเหมือนหันไปคุยกับเพื่อนต่อ นี่ขนาดน้องชายตัวเองนะ….ยังหยิ่งได้ขนาดนี้!
“สามคนนั้นออกห้องสอบช้าชิบ เดี๋ยวกูไปเข้าห้องน้ำแปปนะ มึงนั่งรอคนเดียวไปก่อน” ฉันพยักหน้ารับพลางนั่งเล่นโทรศัพท์ของตัวเองต่อ แต่หลังจากที่เซนโตะเดินออกไปได้แปปเดียว ก็มีใครไม่รู้มาสะกิดไหล่ฉันเข้า เป็นผู้ชายร่างสูงขาวหน้าลูกครึ่งยืนยิ้มให้ฉันทางด้านหลัง อีกมือข้าง หนึ่งเขาของกำลังถือโทรศัพท์อยู่ ไม่ต้องก็รู้ว่ามาทำไม….
“เธอ ๆ น่ารักจัง ชื่ออะไรอะ? เราขอไลน์หน่อยดิ”
“เราของขวัญแล้วนายล่ะ” ฉันรับโทรศัพท์เขามาพิมพ์ไลน์ตัวเองแล้วส่งคืนให้
“เราเบนจามิน เรียกเบนเฉย ๆ ก็ได้ นั่งคนเดียวเหรอ? ให้เรานั่งเป็นเพื่อนกันมั้ย”
“ไม่เป็นไร เดี๋ยวเพื่อนเราก็มาแล้ว” ฉันบอกไล่เบนจามินเป็นนัย ๆ แต่ดูเหมือนเขาจะไม่เข้าใจ แถมยังนั่งข้างๆ ฉันอีกต่างฉัน
“งั้นรอให้เพื่อนเธอมาก่อนแล้วเราค่อยไปโอเคมั้ย?”
“^^” ฉันไม่ได้ตอบอะไรเขาไป ได้แต่ยิ้มแหยๆ ให้ตามมารยาท
“แล้วนี้ของขวัญจะเข้าคณะอะไรอะ”
“คณะแพทย์น่ะ แล้วเบนอยากเข้าคณะอะไรอะ”
“เราลงคณะแพทย์เป็นอันดับแรก ส่วนอันดับสองเป็นทันตะ”
“แสดงว่านายต้องเก่งมากแน่เลย”
“ก็ไม่ขนาดนั้นหรอก”
“ของขวัญ! กะ...” แล้วระหว่างที่ฉันกำลังสนทนากับเพื่อนใหม่อย่างเบนจามินจนเริ่มจะถูกคอกันมากขึ้นแล้ว เสียงที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นมาจากที่ไกล ๆ จนคนละแวกนั้นหันไปมองหาเจ้าของเสียงอย่างเซนโตะกันเสียยกใหญ่ มันหันมามองฉันเหมือนมีเรื่องจะคุย แต่พอเห็นเบนจามินที่นั่งอยู่ข้าง ๆ จึงเลือกที่จะเงียบแทน
“เซนโตะ! นี่เบนจามิน เบนจามินนี่เซนโตะเพื่อนเราเอง” ฉันแนะนำให้สองคนนั้นรู้จักกันพลางดึงเซนโตะให้นั่งลงข้าง ๆ ฉัน
“เพื่อนของขวัญมาแล้ว งั้นเราขอตัวก่อนแล้วกันนะ”
“นั่งคุยด้วยกันก่อนก็ได้นะเบน”
“ไม่เป็นไรอะ ไว้เราทักเธอทางไลน์แล้วกันนะ”
“โอเค” ฉันโบกมือลาเบนจามินที่เดินกลับไปหากลุ่มเพื่อนของเขา พอร่างของเบนจามินพ้นจากสายตาของโต๊ะเราเท่านั้น เสียงของเซนโตะก็ดังขึ้นทันที
“คุยกันไม่กี่คำนี่มึงให้ไลน์เลยเหรอ”
“ไม่ใช่นะมึง กูให้ไลน์ก่อนแล้วค่อยคุย”
“ไอ้ของขวัญ!”
จำที่ฉันบอกได้มั้ยคะทุกคนที่ฉันบอกไปตั้งแต่แรกว่าเวลาฉันจะคุยกับใครคือต้องผ่านการสแกนของเซนโตะซะก่อน ดูว่ามันโอเคด้วยหรือเปล่า หมอนี่มันดูคนออกว่าคนไหนหลอกคนไหนจริงใจ เพราะมันเองก็ผ่านเรื่องพวกนี้มาเยอะเหมือนกัน และเบนจามินนี่ฉันผิดไหมที่จะบอกว่าฉันรู้สึกถูกชะตาด้วย ไม่ได้หมายความว่าในเชิงชู้สาวนะ แค่คิดว่าเขาเองก็น่าจะเป็นเพื่อนที่ดีสำหรับฉันได้ แต่ดูจากสายตาที่เซนโตะมองแล้วนั้น ดูก็รู้ว่ามันไม่ให้เบนจามินผ่านแน่ ๆ
“คนนี้ไม่ผ่าน!”
“มึงเบนก็ดูเป็นคนนิสัยดีนะ กูหมายถึงไม่ได้คิดจะคบเป็นแฟน”
“แต่มันไม่ได้มองมึงเป็นเพื่อนตั้งแต่แรกไง ไม่งั้นจะขอไลน์มึงทำไมจริงมั๊ย?”
“...” ฉันเลือกที่จะเงียบแล้วปล่อยให้เซนโตะบ่นต่อไป เอาจริงๆ ฉันว่าเบนจามินเขาก็ดูนิสัยดีนะ ฉันแอบเหลือบตาไปมองกลุ่มโต๊ะของพี่เซจิอย่างแนบเนียน ดูเหมือนพี่เซจิจะไม่ได้ใส่ใจฉันเลยแม้แต่น้อย ยังคงคุยกับเพื่อนอยู่ นี่ฉันกำลังหวังอะไรอยู่เนี่ย…ยังไงมันก็เป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว...
และแล้วเวลาก็ล่วงเลยผ่านมาอีกสองสัปดาห์ เป็นช่วงเวลาที่ผลสอบของทางมหาลัยออกพอดี ฉันที่ตอนนี้กำลังนั่งใจจดใจจ่ออยู่กับหน้าแล็ปทอปแอบอารมณ์เสียเล็กน้อย เนื่องจากเว็บของมหาลัยล่มจนฉันไม่สามารถเข้าไปดูผลของตัวเองได้สักที
ส่วนมืออีกข้างก็ถือโทรศัพท์คอลอยู่กับเซนโตะด้วย พอดีว่าช่วงนี้ไอ้ตัวดีมันไปเที่ยวต่างประเทศกับอาน้ำ ปกติต้องเป็นแม่ฉันที่ไปกับแม่ของมัน แต่ว่าช่วงนี้สุขภาพแม่ของฉันไม่ค่อยดี จึงไม่ค่อยอยากเดินทางไกลสักเท่าไหร่ อาน้ำจึงตัดสินใจหอบหิ้วลูกชายคนเล็กอย่างเซนโตะไปช่วยถือของด้วย ด้วยเหตุนี้ มันจึงฝากให้ฉันดูผลสอบให้ด้วย แต่คุยกับมันมาเป็นชั่วโมงแล้วเว็บก็ยังเข้าไม่ได้สักที
“โอ๊ย! เมื่อไรเว็บจะเข้าได้สักที”
[ของขวัญ มึงพูดประโยคนี้มาเป็นล้านรอบแล้วนะ เน็ตบ้านมึงไม่แรงก็เงี้ยแหละ]
[ก็ฟังกูพูดอีกสักรอบไม่ได้หรือไง คอยดูเดี๋ยวกูจะไม่ดูให้มึง]
[ไม่ได้อะ ไม่งั้นมึงก็อดของฝากเหมือนกัน]
[-0-]
[กูอยู่คุยกับมึงนานกว่านี้ไม่ได้แล้วว่ะ แม่เรียกแล้ว อย่าลืมดูให้กูด้วยนะ ไม่งั้นกูจะเอาของฝากที่จะให้มึงไปให้หมาท้ายซอยแดกให้หมดเลย]
[เออค่ะ]
แต่เมื่อกดวางสายจากเซนโตะ หน้าเว็บก็หายล่มซะอย่างนั้น หรือว่าจริง ๆแล้วเซนโตะคือตัวบังสัญญาณกันแน่นะ เมื่อเข้าได้แล้วฉํนจึงรีบใส่รหัสเพื่อเข้าไปดูผลการสอบของตัวเองก่อน และแล้ว...
กรี๊ดดดดดดดดดด!!!!
รายชื่อของฉันเด่นหลาอยู่บนหน้าจอพร้อมกับข้อความสีเขียวขนาดเล็กที่ระบุแสดงความยินดี พร้อมกับคณะอันดับหนึ่งที่ฉันอยากเข้าขึ้นมา ฮือ...ไม่เสียแรงที่อดหลับอดนอนตั้งใจอ่านหนังสือ
ฉันรีบถ่ายรูปผลสอบของฉันไปให้เซนโตะดูทันที ก่อนจะล็อกอินใหม่อีกครั้งเพื่อเข้าไปดูผลสอบให้มันอีกครั้ง
ไม่นานนักรายชื่อของเซนโตะก็ปรากฏขึ้นพร้อมกับข้อความสีเขียวแบบเดียวกับฉันไม่มีผิด นั่นหมายความว่าพวกเราสอบติดเหมือนกันและคณะเดียวกันด้วย!
ฉันดีใจมากเมื่อคิดว่าจะมีเพื่อนเรียนด้วย ตอนแรกก็แอบกลัวอยู่เหมือนกันว่าจะติดคณะเดียวกันหรือเปล่า เพราะมันเล่นหายหน้าไปเลยช่วงอ่านหนังสือสอบ แถมยังบอกว่าทำไม่ได้ อีกทั้งคณะที่พวกเราจะเข้าก็ติดหนึ่งในคณะที่เข้ายากด้วย แต่อย่างเซนโตะมันเก่งอยู่แล้ว ซ้ำยังหัวดีกว่าฉันอีก เพียงแต่ว่ามันแอบขี้เกียจไปหน่อยบางทีก็เท่านั้น
ฉันกดถ่ายผลสอบของเซนโตะ แต่ในขณะที่กำลังจะส่งไปให้มันนั้น ก็มีไลน์โทรแทรกเข้ามาเสียก่อน...
“ว่าไงเบน” นี่ฉันได้บอกหรือเปล่าว่าหลังจากที่ทำความรู้จักกับเบนจามินไปคราวนั้น พวกเราก็ติดต่อกันมาเรื่อย ๆ แบบไม่ให้เซนโตะรู้ แต่คุยแค่ทางไลน์นะ ไม่กล้านัดเจอกับเขาหรอก เพราะถ้าหากว่าเซนโตะรู้เข้าฉันต้องตายแน่ ไม่ก็เบนจามินที่จะลำบากเอา
ไม่รู้ว่าฉันเคยเล่าให้ฟังแล้วหรือยัง ว่ามีอยู่ครั้งหนึ่ง ที่ฉันพยายามจะแอบคุยกับผู้ชายที่เคยเข้ามาจีบ ซึ่งตอนนั้นเซนโตะเคยเอ่ยปากเตือนไปแล้ว แล้วพอมันรู้เข้า มันก็ไปดักต่อยผู้ชายคนนั้น ฉันก็เพิ่งมารู้สรรพคุณทีหลังว่ามันหม้อผู้หญิงไปทั่วแล้วคิดจะฟันฉันแล้วทิ้งเหมือนผู้หญิงคนอื่น ๆด้วย แต่ก็อย่างที่บอก ฉันไม่ได้คิดจะคบใครซะหน่อย เพราะฉันชอบแค่พี่เซจิคนเดียวเท่านั้น
[ของขวัญ รู้ผลสอบยัง]
[อืมเพิ่งเปิดเนี่ย เบนติดคณะที่อยากเรียนมั้ย]
[ติดคณะแพทย์แล้ว]
[ดีใจด้วยนะคณะของเบนสอบยากกว่าเราอีก เก่งชะมัด…]
[แล้วของขวัญติดคณะที่อยากเรียนหรือเปล่า]
[ติดสิ แอบลุ้นแทบแย่]
[ดีใจด้วยเหมือนกันนะ ของขวัญ…]
[....]
[คืนนี้ว่างเธอว่างมั้ยมาฉลองที่CLUB JB แถวๆ มหาลัยกัน ชวนเพื่อน ๆ มาด้วยก็ได้]
[อืมขอคิดดูก่อนนะแล้วเดี๋ยวเราจะบอกอีกที]
[โอเค... เรารอฟังข่าวดีอยู่นะ]
“ก็กูจะใช้...”“แต่ผมหยิบก่อน”“กูจำเป็นต้องใช้ตอนนี้...เดี๋ยวผัดผักมันไหม้”“ผมก็จำเป็นเหมือนกัน เดี๋ยวไข่ไหม้”ฉันตื่นขึ้นเพราะเสียงเอะอะโวยวายดังไปทั่วบริเวณ แต่เมื่อลืมตาขึ้นมาก็พบว่าพี่เซจิและคิรันกำลังเข้าครัวทำอาหารด้วยกันอยู่ ถึงแม้จะดูเหมือนคนกำลังจะเปิดศึกฆ่าแกงกันมากกว่าก็เถอะ“ทำอะไรกัน?” ฉันเดินงัวเงียเข้ามาในห้องครัวเรียกความสนใจจากทั้งคู่ได้ทันควัน ก่อนจะจ้องมองสิ่งที่อยู่ในกะทะเริ่มเกรียมเข้าไปทุกที ฉันจึงต้องรีบเข้าไปคว้าตะหลิวในมือของคิรันออกมาถือไว้เอง ด้วยกลัวว่าทั้งคู่จะทำห้องฉันไฟลุกแทนที่จะได้นั่งทานข้าวกันอย่างปกติสุข“ออกไปทั้งคู่เลย” ฉันชี้นิ้วไปทางโซนห้องนั่งเล่น ทั้งสองพากันคอตกแล้วเดินออกไปอย่างว่าง่าย ไม่นานอาหารก็ถูกยกออกมาตั้งวางไว้บนโต๊ะ“แล้วเซนโตะล่ะคะ ไม่ได้มาด้วยกันเหรอ?” ฉันถามถึงเพื่อนสนิทตัวดี ที่ตอนนี้หายหน้าหายตาและส่งพี่ชายตัวเองมาคุมประพฤติฉันแทน“ไปห้องแฟนแล้ว” พี่เซจิตอบพร้อมทำสีหน้าหน่าย ๆ ช่วงนี้ดูเหมือนเซนโตะจะติดแฟนสาวคนนี้มากเป็นพิเศษ หรือว่ามันจะเจอคนที่ใช่แล้วจริง ๆ นะ สงสัยต้องหาเวลาให้มันมานั่งชี้แจงสักหน่อยแล้ว“อ่อ...” ฉันพยักหน
ถึงแม้จะรู้สึกสงสัยว่าใครกันที่เป็นคนซื้อของพวกนี้มาให้ แต่ฉันก็รู้สึกขอบคุณมากยิ่งกว่า ให้ตายเถอะของขวัญ ลืมเรื่องสำคัญแบบนี้ไปได้ยังไงกันว่าใกล้วันนั้นของเดือนแล้ว ควรจะพกผ้าอนามัยติดตัวเอาไว้เผื่อฉุกเฉินสิฉันกลับมาถึงห้องของตัวเองโดยสวัสดิภาพ ก่อนจะพบว่าเซนโตะยืนรออยู่หน้าห้อง สีหน้าดูเป็นกังวลใจอย่างไรอย่างนั้น เมื่อเห็นฉํนมันก็รีบเดินตรงเข้ามาหาทันที“มึง ไม่เป็นไรนะ”“อืม...” สงสัยหวานกับมิ้งเป็นคนบอก บังเอิญว่าฉันทักไปหาพวกมันพอดี จึงไม่แปลกที่เซนโตะจะรู้เรื่องนี้เข้า “กูไม่เป็นไรหรอก ว่าแต่...กูสงสัยว่ะ ว่าใครซื้อผ้าอนามัยกับกระโปรงตัวใหม่มาให้กู”“เออเอาเหอะมึง เรื่องแบบนี้ช่างแม่งเหอะ” เซนโตะพูดเหมือนต้องการตัดจบเรื่องนี้“หรือมึงรู้ว่าใคร?” ฉันหรี่ตามองส่งสายตาจับผิดไปหามันทันที หรือว่า...ไม่หรอกมั้ง อย่างเขาคนนั้นจะมาใส่ใจฉันได้ยังไง“กู...จะไปรู้ได้ไงเล่า เลิกพูดถึงเรื่องร้าย ๆ เถอะของขวัญ มีคนช่วย...ก็ดีแล้ว”เซนโตะว่าพลางรอให้ฉันเปิดประตูเพื่อจะเดินเข้าไปในห้อง เอาอีกแล้ว สองพี่น้องนี่ชอบมาวุ่นวายที่ห้องฉันกันตลอดเลยก๊อก ก๊อกเพิ่งปิดประตูลงได้ไม่นานเสียงเคาะประตูก็ดั
หลังจากวันนั้น พี่เซจิก็เริ่มทำตัวแปลกประหลาดมากขึ้นเรื่อย ๆ ทุกเย็นหลังจากฉันกลับถึงคอนโดก็จะเห็นเขายืนอยู่ตรงหน้าห้องเป็นประจำ ไม่รู้ว่ามีธุระอะไรที่ห้องของฉันนักหนา วันนี้เองก็เช่นกัน“พอดี พี่มารอเซนโตะน่ะ...”“เซนโตะไปห้องแฟนค่ะ ไม่ได้อยู่กับน้อง” ฉันตอบกลับทันควันพลางเดินหลบเลี่ยงเขาเข้าไปในห้อง แต่พี่เซจิก็ยังไม่วายเดินตามเข้ามาในห้องจนได้“ก็นั่นแหละ...พี่มารอมันที่ห้องเธอไง เดี๋ยวมันกลับมา”“แล้วทำไมไม่ไปรอที่ห้องพี่ล่ะ ถ้าเซนโตะกลับมาก็ต้องกลับห้องพี่อยู่แล้วไม่ใช่เหรอ?”“ก็...เผื่อมันแวะห้องเธอก่อนไง”เอาเถอะ ฉันไม่อยากซักไซ้ไร่เรียงความอะไรให้มันมากมายนักหรอก เขาอยากจะอยู่ก็ให้อยู่ไปแล้วกัน แต่วันนี้ฉันมีธุระต้องออกไปอ่านหนังสือที่หอสมุดตามที่นัดกับคิรันเอาไว้เมื่ออาบน้ำเปลี่ยนจากชุดนักศึกษาเป็นชุดลำลองเรียบร้อยแล้ว ฉันก็หยิบกระเป๋าสะพายพร้อมกับไอแพดเพื่อเตรียมตัวออกไปอ่านหนังสือ แต่พอฉันก้าวพ้นประตูห้องนอน พี่เซจิก็รีบลุกขึ้นยืนทันที“ไปไหน?”“นัดเพื่อนอ่านหนังือเอาไว้ที่หอสมุดค่ะ”“ไปด้วย” ว่าพลางหยิบกุญแจรถของตัวเองแล้วเดินตามฉันออกมาจนถึงหน้าประตูห้อง“พี่จะไปทำไม น้
“โอ๊ย! พี่เป็นอะไรเนี่ยะ!” ฉันร้องออกมาเพราะแรงเหวี่ยงจากพี่เซจิที่โยนร่างของฉันลงบนเบาะหลังรถ และฉันก็โวยวายขึ้นทันทีหลังจากที่เขาปล่อยให้ฉันเป็นอิสระ ก่อนที่ขายาวจะก้าวอ้อมไปทางประตูฝั่งคนขับแล้วเปิดขึ้นมานั่ง“ไม่ได้เป็นอะไรหนิ เธอนั่นแหละดื้อ บอกให้กลับด้วยกันก็ไม่ยอมกลับ ฉันก็เลยต้องทำแบบนี้” ว่าพลางจับพวงมาลัยรถแล้วขับออกมาจากร้านอาหาร“ก็น้องไม่อยากขัดจังหวะพี่อยู่กับแฟนหนิ” ฉันพูดสิ่งที่ตัวเองคิดออกไปตามตรง ไม่รู้ว่ามันฟังดูเป็นการประชดหรือเปล่านะ แต่สำหรับฉันแล้วมันหมายความตามนั้นจริง ๆหลังจากฟังสิ่งที่ฉันชี้แจงแล้วพี่เซจิก็นิ่งเงียบเหมือนทุกครั้ง เขาไม่มีเหตุจำเป็นจะต้องชี้แจงเรื่องนี้กับฉันหรอก แต่บอกตามตรง ว่าฉันก็แอบหวังให้เขาปฏิเสธกลับมา ว่าผู้หญิงคนนั้นกับเขาไม่ใช่แฟนกัน แต่ก็ไร้ซึ่งเสียงตอบกลับจากเขาบอกตามตรง เห็นแบบนี้แล้ว...ฉันจะตัดใจจากพี่เซจิขั้นเด็ดขาดแล้วล่ะ ทุกคนรอดูได้เลยไม่นานนักรถก็มาหยุดอยู่ตรงหน้าร้านคาเฟ่แห่งหนึ่งแทนที่จะเป็นคอนโดของพวกเรา ฉันรีบหันมองเขาด้วยแววตาฉงนสงสัย แต่ในขณะที่กำลังจะเอ่ยปากถาม เขาก็เปิดปากอธิบายขึ้นก่อนแล้ว“ฉันอยากกินของหวานน่ะ
“มึง นั่นพี่เซจิป่าววะ” น้ำหวานที่นั่งอยู่ข้าง ๆ พูดขึ้น บังเอิญว่าเป็นทิศที่หันหน้าเขาหาเขาพอดี น้ำหวานจึงต้องเห็นเป็นธรรมดาอยู่แล้ว และหลังจากได้ยินแบบนั้นทุกคนก็พากันหันไปมอง แต่ก็ไม่ได้พรวดพราดหันไปหรอกนะ เพราะกลุ่มเพื่อนของฉันมีวิธีหันอย่างแนบเนียนอยู่แล้ว“เออว่ะ ใช่จริงด้วย ว่าแต่พี่เขาเปลี่ยนคนควงอีกแล้วเหรอวะ”ฉันปรายตามองเขาอีกครั้งก่อนจะเห็นท่าทางยิ้มแย้มรวมถึงสายตาที่เขาใช้มองผู้หญิงคนนั้น มันช่าง...อบอุ่นเหลือเกิน เป็นสายตาที่ฉันคงไม่มีวันได้รับจากเขา“ของขวัญ มึงจะกินอะไรเนี่ยะ กูเรียกหลายรอบแล้วนะ”“อ๋อ...เอาตามมึงละกัน” ฉันบอกกล่าวหลังจากเรียกสติคืนมาได้“เออ จะได้รีบสั่ง หิวกันจะตายแล้ว”“เห้ย นั่นคิรัน เดือนคณะมึงป้ะของขวัญ” มิ้งส่งสายตาไปยังทิศสิบสิงนาฬิกาข้างหลังของฉัน ก่อนที่พวกเราจะค่อย ๆ ลอบมองอย่างแนบเนียนแล้วหันกลับมาพูดจาชุมนุมกันอีกครั้ง“เออว่ะ” ว่าจบ พวกมันก็ส่งสายตามาทางฉันอย่างมีเล่ศ์นัย อะไรกันอีกล่ะเนี่ยะ“อะแฮ่ม...ของขวัญ...”“?”“ฉันว่าคิรันมองเธออยู่นะ”“บ้าหน่า เขาอาจจะแค่ตกใจที่พวกเราแห่กันหันไปมองก็ได้” ฉันว่าพลางยกแก้วน้ำขึ้นจิบเป็นการเลี่ยงบทสน
“วันนี้ดูอารมณ์ดีเนอะมึงอ่ะ” เซ็นโตะนั่งท้าวคางมองฉันที่กำลังหั่นผักเตรียมทำอาหารอยู่ในห้องของมัน“ยังไงวะ กูก็ยิ้มแบบนี้ทุกวันมั้ยล่ะ”“ไม่อ่ะ กูรู้สึกว่าวันนี้มึงยิ้มมากกว่าปกติ เหมือน....”“เหมือนอะไร?”“...คนบ้า”“ไอ้%#@$%$” ฉันบ่นมันอุบอิบแล้วจัดการทำกับข้าวของตัวเองต่อไป โดยสายตาเจ้ากรรมก็ยังไม่วายเหลือบมองพี่เซจิอยู่ตลอด พี่เซจิที่กำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่ด้วย สงสัยช่วงนี้สอบถี่ เพราะตั้งแต่มาถึงที่ห้องฉันก็เห็นเขาก้มหน้าอ่านหนังสืออยู่ตลอดเวลาแต่ในวันนี้เขาดูเงียบลงกว่าเมื่อคืนเยอะเลย ไม่แม้แต่จะทักทายอะไรฉันด้วยซ้ำ ออกมาจากห้องนอนตัวเองได้ก็อ่านหนังสืออยู่ในท่านั้น ทั้งห้องจึงมีเพียงเสียงของฉันและเซ็นโตะที่พูดคุยตอบโต้กันไปมา“เอ้า! เสร็จแล้ว!” ฉันยกแกงจืดเต้าหู้หมูสับกับผัดผักมาวางไว้ที่โต๊ะกินข้าวและนั่งรอเซ็นโตะที่กำลังเดินไปตักข้าวมา ตามหน้าที่ที่ตกลงกันเอาไว้ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไหร่แล้ว แต่เผลอแปบเดียวพี่เซจิก็หายไปจากโต๊ะอ่านหนังสือเสียอย่างนั้น อาจจะเข้าไปนอนในห้องแล้วล่ะมั้ง แต่แล้วก็เหมือนว่าฉันจะคิดผิด เมื่อร่างสูงที่ฉันกำลังนึกถึงอยู่นั้น เดินออกมาจากห้องนอนของต







