Se connecterพี่เซจิพามาถึงจุดหมาย ซึ่งเป็นสวนหย่อมที่ผู้คนต่างมาเดินเล่นพักผ่อนกันเป็นคู่ ในช่วงยามเย็นแบบนี้ ดวงอาทิตย์กับลังลับขอบฟ้า แสงอาทิตย์กำลังอบอุ่นได้ที่เลยทีเดียว
แต่ก็อบอุ่นหัวใจได้เพียงบรรยากาศเท่านั้น เพราะตอนนี้ฉันรู้สึกว่ากำลังมีบางอย่างที่หนักอึ้งอยู่ภายในใจ บอกตามตรง ฉันไม่พร้อมจะเผชิญหน้าเขาเลย อยากจะหนีไปให้พ้นเสียด้วยซ้ำ แต่อีกใจก็อยากรู้ว่าเขาอยากจะพูดเรื่องอะไร หรือว่าพี่เซจิจะพาฉันมาคุยเรื่องที่ฉันสารภาพออกไปวันนั้น และเรียกมาปฏิเสธกันนะ... ไม่เอาอะ ของขวัญไม่อยากฟังคำนั้น...ฉันควรจะวิ่งหนีไปให้ไกลสิ แต่มานึกขึ้นได้ตอนนี้ก็สายไปแล้วล่ะของขวัญ พี่เซจิมายืนอยู่ตรงหน้าฉัน แววตาของเขาดูจริงจังประกอบกับความลึกลับซึ่งทำให้ฉันไม่สามารถอ่านได้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ เขายืนนิ่งเงียบอยู่สักครู่ก่อนจะสูดหายใจเข้าลึก ราวกับว่าเขากำลังรวบรวมความกล้าที่จะพูดอะไรบางอย่าง "มีเรื่องอะไรจะคุยเหรอคะ?" ฉันตัดสินใจเปิดปากถามออกไปตรง ๆ เพราะต้องการรีบตัดความอึดอัดใจนี้ทิ้ง เอาเลย ของขวัญพร้อมแล้ว จะปฏิเสธก็บอกมาตามตรงเลยสิ! พี่เซจินิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง สายตาที่แฝงไปด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ยากจะอธิบายนี้ทำเอาฉันใจเต้นรัวขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก และสุดท้ายเขาก็พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ที่เธอพูดวันนั้น…ที่บอกว่าพี่น่าจะรู้ว่าเธอรู้สึกยังไง...” นั่นไง เป็นเรื่องนี้จริงด้วย ความรู้สึกเหมือนโดนสะกิดตรงหัวใจเข้าอย่างจังแบบนี้ รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังถูกดึงกลับไปสู่ช่วงเวลาที่น่าอายที่สุดในชีวิตอย่างไรอย่างนั้น ฉันรีบหันหลังให้เขาทันที ก่อนจะยกมือขึ้นปิดหน้าตัวเอง "บอกตามตรง ตอนแรกพี่ไม่ค่อยมั่นใจนักหรอก เพราะเห็นเธอเป็นเหมือนน้องสาวคนหนึ่งมาตลอด" พี่เซจิกล่าว นี่แสดงว่ากำลังจะปฏิเสธสินะ ไม่อยากฟังเลยเรา T^T “แต่หลังจากที่เธอมาสารภาพวันนั้น... แล้วยังวันที่เธอโดนวางยาอีก จริง ๆ แล้วพี่ก็รู้สึกแปลกกับเธอมาสักพักแล้วล่ะ” อ้าวยังพูดไม่จบหรอกเหรอ? แบบนี้เขาหมายความว่ายังไงกัน ฉันยังมีหวังหรือปล่า? แต่เรื่องที่ถูกวางยา ฉันก็ไม่ได้ตั้งใจจะให้มันเกิดขึ้นสักหน่อย เรื่องนั้นเป็นเพราะฉันโดนใครบางคนแกล้งต่างหากล่ะ “ความผิดเธอนั่นแหละ” เขาพูดเสียงดุ แต่ฉันก็ยังไม่ค่อยเข้าใจนักจนกระทั่งเขาขยายความเพิ่มเติมให้ “ทำแบบนั้นได้ยังไง เธอดึงพี่เข้าไปจนเกือบจะ...” พูดจบเขาก็เงียบลงแล้วหลบสายตาไปทางอื่นราวกับไม่อยากพูดถึงมัน และฉันก็พอจะเข้าใจแล้วล่ะว่าเขากำลังหมายถึงเหตุการณ์ไหน กรี๊ด!!!! หมายถึงตอนฉันดึงเขาเข้ามาจูบอย่างนั้นสินะ แล้วมันทำไมเหรอ ก็ตอนนั้นฉันควบคุมตัวเองไม่ได้นี่นา -///- "ที่อยากจะพูดวันนี้ก็คือ...ตอนนี้พี่ขอเวลาก่อนได้ไหม" พี่เซจิพูดต่อ แววตาของเขาดูซับซ้อนมาก ราวกับกำลังต่อสู้กับความรู้สึกของตัวเองอย่างนั้นแหละ “หลังจากมั่นใจแล้ว... พี่จะมาบอกเธอว่าจะเอายังไงต่อกับเรื่องของเรา” นี่หมายความว่าไม่ได้ปฏิเสธ แต่ก็ยังไม่ยอมรับความรู้สึกของฉันใช่ไหม @Seiji Talk ท่าทางของขวัญดูสับสนเมื่อได้ยินคำขอนั้น ผมรู้ตัวว่าการพูดแบบนี้มันดูน่าอาย ผู้หญิงเขาอุตส่าห์มาบอกความรู้สึกตรง ๆ แบบนี้แล้ว แต่ผมซึ่งเป็นลูกผู้ชายกลับให้คำตอบเธออย่างตรงไปตรงมาไม่ได้ใช่ไหมล่ะ อันที่จริง การมีเธอคอยวุ่นวายในชีวิตของผมตั้งแต่เด็ก คอยเรียกหาผมว่า ‘พี่เซจิ’ อยู่ตลอดทุกครั้งที่เจอหน้า มันทำให้ผมเคยชินไปตั้งแต่ตอนไหนก็ไม่รู้ รู้ตัวอีกที ผมก็รู้สึกแปลกหลังจากที่เธอเริ่มทำตัวเย็นชาใส่ และขอสารภาพตามตรงว่าผมคงรู้สึกหวั่น หากจะไม่มีเธอมาคอยวุ่นวายอยู่ในชีวิตอีกต่อไป เรียกได้ว่าเพิ่งรู้ว่าเธอสำคัญนั่นแหละ แล้ววันดีคืนดีเธอก็มาสารภาพรักกับผมอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยซะอย่างนั้น ยอมรับว่าผมเองก็แอบใจเต้นนะ แต่ถ้าจะให้ยอมรับรักแบบดื้อ ๆ ผมกลับรู้สึกว่ามันยังเร็วไปหน่อย แต่นั่นไม่ได้หมายว่าผมไม่ชอบเธอหรอกนะ... “ก็ได้ค่ะ...” หลังจากเงียบอยู่นานของขวัญก็ตอบตกลงเหมือนช่างใจมาเรียบร้อยแล้ว “?” “น้องรอพี่มาตั้งนานแล้ว รอต่อไปอีกหน่อยก็คงไม่เสียหายหรอก” “-///-” ไม่ต้องพูดตรงขนาดนี้ก็ได้ @CLUB JB “แล้วยังไงต่อ สรุปว่ามึงคบกับน้องเขาหรือยัง” มาร์ตินถามผมหลังจากที่มันฟังเรื่องที่ผมไปคุยกับของขวัญให้ฟัง ตอนนี้ภายในห้องมีแค่พวกเราสองคน จึงสามารถพูดคุยกันได้อย่างสบายใจ ผมไม่ค่อยชอบให้เรื่องส่วนตัวเป็นที่โด่งดังในหมู่เพื่อนสักเท่าไหร่นัก เพราะพวกมันชอบเล่นใหญ่จนคนทั้งโลกอาจรู้ข่าวของผมได้ มีเพียงมาร์ตินเนี่ยะแหละ ที่เก็บความลับเก่ง “ยังไม่ได้คบ...แต่น้องเขาบอกว่าจะรอกู” “แล้วมึงจะให้น้องเขารอไปถึงเมื่อไหร่ ยันแก่เลยไหมแล้วค่อยสารภาพอะ” มาร์ตินบอกกล่าวเพื่อนของตนราวกับว่าสิ่งที่มันทำนั้นไม่ได้ดั่งใจเขาเลยสักนิด เพราะเขาเป็นฝ่ายแนะนำให้ไปคุยเพื่อให้ทั้งคู่ได้สารภาพความรู้สึกต่อกัน แต่กลายเป็นว่าเพื่อนสนิทตัวเองกลับเลื่อนเวลาให้ยืดยาวออกไปเสียอย่างนั้น “ก็ไม่ถึงขนาดนั้นไหมวะ กูแค่อยากรู้ว่าตัวเองรู้สึกชอบของขวัญจริง ๆ หรือเปล่า หรือมันแค่เพราะเรื่องคืนนั้น มึงลองคิดดูนะ ถ้ากูตกลงคบเลยแล้วเกิดไม่ใช่ขึ้นมา กูเสียน้องคนหนึ่งเลยนะเว้ย” ผมพยายามอธิบายเหตุผลที่ดูเหมือนจะฟังไม่ค่อยขึ้นให้มาร์ตินฟัง แต่เจ้าตัวก็ยังส่ายหน้าไปมาพร้อมกับรินเหล้าลงในแก้วอย่างเหนื่อยหน่าย “เอาเถอะ ถ้าเป็นกูคงไม่เล่นตัวอะ...เสียเวลา...” นี่มันแอบหลอกด่าว่าผมเล่นตัวอยู่หรือเปล่าวะ (. .)? “อย่างน้องของขวัญเองก็ไม่ธรรมดานะเว้ย ถ้ามึงไม่รีบอะ กูว่าอีกไม่นานคงหลุดมือแน่ มึงอย่าคิดนะว่าการที่น้องเขาชอบมึงมาหลายปี แล้วน้องเขาจะชอบมึงต่อยันแก่ได้อะ คนเราต้องหาทางเลือกที่ดีให้ตัวเอง ถ้าไม่ดีก็ต้องตัดทางเลือกนั้นทิ้ง” มาร์ตินสวดยับก่อนจะกระดกแก้วเหล้าเข้าปากต่อ “เออๆๆ เข้าใจแล้ว กูกลับละ” ขี้เกียจอยู่ฟังมันบ่นต่อแล้ว -_- หลังจากร่างสูงเดินจากไป มาร์ตินก็ดื่มด่ำอยู่กับบบรรยากาศเสียงเพลงภายในคลับต่อไป จนกระทั่งมีเหตุการณ์ที่ทำให้เขาถึงกับต้องแสยะยิ้มออกมาด้วยความชอบใจเป็นอย่างยิ่ง “เหอะ อย่างมึงอะเซจิ...ต้องเจออะไรแรง ๆ สะกิดสักหน่อยถึงจะรู้สึกตัว” มือหนาของเขาเลื่อนเปิดหน้าจอโทรศัพ์ก่อนจะกดถ่ายรูปภาพเหตุการณ์ตรงหน้าไปให้เพื่อนสนิทของตัวเอง จริง ๆ แล้ว หากเป็นภาพทั่วไปก็คงไม่ค่อยน่าสนใจสักเท่าไหร่ แต่สิ่งนี้กลับทำให้เซจิที่กำลังจะทิ้งตัวลงนอนบนเตียงถึงกับเด้งตัวลุกขึ้นมาในทันที พึ่บ! [เจอที่ไหนวะ?] // รีบตอบทันที ทั้งที่ไม่ค่อยตอบแชทเพื่อนสักเท่าไหร่ [กูอยู่ที่ไหนก็เจอที่นั่นแหละ] [ฝากดูหน่อย เดี๋ยวกูรีบไป] “เหอะ ดูมัน แล้วบอกว่ายังไม่แน่ใจว่าชอบรึเปล่า...แล้วถ้าชอบมันจะต้องขนาดไหนวะเนี่ยะ” มาร์ตินอ่านข้อความของเพื่อนที่ส่งมาก่อนจะโยนโทรศัพท์ลงข้าง ๆ ที่นั่งของตัวเองไม่หนาวอย่างที่คิดนี่นา ฮ่าๆๆ ฉันทำปากเก่งไปอย่างนั้นแหละ เป็นเพราะได้เสื้อโค้ทกับผ้าพันคอรวมถึงถุงเท้าที่พี่เซจิเตรียมมา จึงช่วยให้ความอบอุ่นกับฉันได้พอสมควร ทำดีก็เป็นเหมือนกันนะเราเนี่ยะฉันแอบมองเขาจากทางด้านหลัง เพราะตอนนี้พี่เซจิกำลังนั่งอยู่ตรงเบาะข้างหน้าพร้อมกับคุณอา มาซาชิ เพื่อพูดคุยเรื่องที่จะต้องไปพบปะทีมผู้บริหารโรงพยาบาลในอีกสองวันข้างหน้าใช้เวลาเกือบชั่วโมงก็มาถึงบ้านตระกูลทากาฮาชิที่ญี่ปุ่น ฉันว่าบ้านที่ไทยก็ใหญ่มากแล้วนะ แต่พอเป็นบ้านที่ญี่ปุ่นแล้วที่ไทยกลับเทียบไม่ติดเลยเนี่ยะสิ แบบนี้ต้องเรียกว่าคฤหาสน์มากกว่าบ้านแล้ว“ของขวัญเคยใส่กิโมโนไหมลูก” คุณอามาซาชิหันมาพูดกับฉันระหว่างทางที่พวกเรากำลังเดินเข้าไปในตัวบ้าน“ไม่เคยค่ะ” ฉันส่ายศีรษะด้วยความงุนงง คงจะเคยแหละ หน้าอย่างฉันคงจะซื้อกิโมโนมาใส่เดินเล่นที่ประเทศไทยอยู่หรอก -_-“เดี๋ยววันนี้อาจะให้ช่างตัดผ้าเข้ามาวัดตัวให้ เป็นชุดที่ต้องใส่ไหว้บรรพบุรุษในวันสุดสัปดาห์นี้ หนูแพทเองก็ด้วยนะ”“ค่ะ ขอบคุณค่ะ” ฉันและแพทพยักหน้ารับทราบแล้วกล่าวขอบคุณ นี่พวกฉันต้องไปร่วมพิธีอะไรกับพวกเขาด้วยอย่างนั้นเหรอ คิดว่าจะเป็นพิธีเฉพ
“ไม่เอา ของขวัญไม่อยากไป…” ฉันกอดอกยืนหันหลังให้พ่อกับแม่ที่เข้ามาเจรจาว่าจะให้ฉันไปญี่ปุ่นกับครอบครัวของพี่เซจิ พร้อมทั้งให้เหตุผลว่าจะให้ลองไปดูงานในโรงพยาบาลถ้าฉันไปก็หลบหน้าเขาต่อไม่ได้น่ะสิ บอกตามตรง ตั้งแต่เรื่องวันนั้นฉันก็ยังงอนเขาอยู่ อย่าคิดว่าของขวัญคนนี้จะยอมยกโทษให้ง่าย ๆ นะ!“แต่แม่ตอบตกลงกับอาน้ำไปแล้วนะ ทริปนี้เซนโตะก็ไปด้วยกัน ปกติเห็นตัวติดกันตลอดไม่ใช่เหรอ”“ตอนนี้ไม่ติดแล้วค่ะ เซนโตะมันติดเมียมันนู่น” ดูท่าคงจะพกเมียติดไปด้วยแน่ ๆ และฉันก็คงต้องไปอยู่ที่นู่นอย่างโดดเดี่ยว เพราะจะให้ไปอยู่กับพี่เซจิฉันก็ไม่เอาหรอก!“นี่อย่าบอกนะว่าครั้งก่อนที่เราพูดว่าอกหัก…” พ่อเปรยขึ้นมาพลางยกมือขึ้นชี้นิ้วมาทางฉัน อย่าได้คิดเรื่องแบบนั้นเชียว...“?”“เพราะเซนโตะมีแฟนเหรอ?” พ่อถามออกมาตามตรง ส่วนแม่เองก็รอคำตอบเรื่องนี้เหมือนกัน นั่นไง! ว่าแล้วเชียว!“โอ๊ยยยย ไม่ใช่ค่ะ ไอ้นี่น่ะ ปล่อยมันไปมีเมียก็ดีแล้ว คนเขาจะได้เลิกเข้าใจผิดว่ามันเป็นแฟนหนูสักที” ฉันบ่นลับหลัง เพราะหลายปีที่ผ่านมานี้ ยอมรับตามตรงที่ฉันโสดก้เป็นเพราะมันส่วนหนึ่งด้วย แต่ฉันก็ไม่อยากจะโทษมันมากนักหรอก เพราะสาเหตุห
“หลับสบายจังเลยนะเมื่อคืนนี้” ว่าพลางบิดขี้เกียจแล้วยกยิ้มสดใส ต่างจากอีกคนที่ทำหน้ามุ่ยไม่รับบุญตั้งแต่เช้า“คนเจ้าเล่ห์”“เจ้าเล่ห์ตรงไหนกัน เธอหล่นมาหาพี่เองนะ”“พี่นั่นแหละดึงน้องลงไป” เธอจำความรู้สึกนั้นได้แม่น ว่าเหมือนมีคนดึงลงไปจนทำให้ตัวเองตกเตียงแล้วหลังจากนั้นทั้งสองก็ถกเถียงเรื่องนี้กันตลอดทั้งเช้า วันนี้เป็นวันอาทิตย์ ของขวัญซซึ่งเป็นนักศึกษาแพทย์ปีหนึ่งจึงไม่มีธุระจำเป็นที่จะต้องเข้ามหาลัย แต่สำหรับเซจิที่เป็นนักศึกษาแพทย์ปีที่สาม เขาต้องไปเข้าแล็ปส่งกล้องวิชาพยาธิวิทยา ที่นัดติวกับเพื่อนในรุ่นเอาไว้“ไปแต่งตัวซะ เดี๋ยวพี่ลงมารับ” ว่าจบเขาก็เดินออกจากห้องไปทิ้งให้ฉันงุนงง รับไปไหน วันนี้วันอาทิตย์ไม่ใช่เหรอ (. .)?หรือว่าจะพาไปเดทกันนะ -///- บ้าบอ คิดอะไรเพ้อเจ้อนะของขวัญ...แต่ก็เอาเถอะ อาบน้ำแต่งตัวรอก็ได้ ในตอนแรกฉันก็แอบหวังว่าเขาจะพาไปที่ที่น่าสนใจ แต่เมื่อรู้ตัวอีกทีก็มาโผล่อยู่ในคณะเป็นที่เรียบร้อยวันหยุดยังจะพามาที่นี่อีก แต่ไม่เป็นไร ฉันพอจะให้อภัยได้เพราะตัวเองได้อยู่ข้างเขาเนี่ยะแหละ -///-“อ้าว เซจิ เข้ามาสิ” เพื่อนร่วมรุ่นของพี่เซจิทักทายแล้วเชื้อเชิญให้เขา
กลับจากคุยเรื่องหัวใจกับพี่เซจิแล้ว พวกมิ้งและน้ำหวานก็ชวนฉันออกไปเที่ยวฉลองที่ร้านประจำ เนื่องในโอกาสที่คิรันได้แชมป์ และใช่ค่ะ พวกมันชวนดาวเด่นอย่างคิรันลับหลังฉันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก่อนที่จะมาชวนฉันเสียอีก และถ้าฉันไม่ไปก็คงเสียมารยาทมากแน่นอนของขวัญคนนี้จึงต้องแต่งตัวออกมาข้างนอกอีกครั้ง ทั้งที่บอกฝันดีพี่เซจิเรียบร้อยแล้ว ทำแบบนี้ไม่น่ารักเลยแฮะของขวัญ“ทางนี้คิรัน” มิ้งโบกมือเรียก ก่อนจะเว้นที่ว่างข้าง ๆ ฉันเอาไว้เพื่อให้คิรันได้เดินมานั่งอย่างรู้งาน -_-คิรันเดินเข้ามาพร้อมกับชุดลำลองที่ฉันไม่ค่อยได้เห็นบ่อยนัก เพราะส่วนใหญ่เจอกัแต่นที่มหาลัยจึงคุ้นตาเขาในคาบชุดนักศึกษาเสียมากกว่า แต่ตอนนี้เขาก็แค่เปลี่ยนไปใส่เสื้อยืดสีขาวแทนเสื้อเชิ้ตเท่านั้น ส่วนกางเกงเป็นกางเกงแสล็คเหมือนเดิม แต่ไม่รู้ทำไมถึงรู้สึกสะกดสายตาได้ขนาดนี้นะ หรืออาจเป็นเพราะใบหน้าที่หล่อเหลาเกินมนุษย์ของเขาล่ะแต่ฉันว่าเลิกพรรณนาถึงรูปร่างหน้าตาของเขาเถอะ เพราะถึงหล่อแค่ไหนคนในใจของฉันก็มีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น ก็คือพี่เซจินั่นแหละพูดถึงพี่เซจิแล้วก็ทำให้ฉันถึงเรื่องที่เราตกลงคุยกัน บอกตามตรงฉันก็รู้สึกว่าตั
พี่เซจิพามาถึงจุดหมาย ซึ่งเป็นสวนหย่อมที่ผู้คนต่างมาเดินเล่นพักผ่อนกันเป็นคู่ ในช่วงยามเย็นแบบนี้ ดวงอาทิตย์กับลังลับขอบฟ้า แสงอาทิตย์กำลังอบอุ่นได้ที่เลยทีเดียวแต่ก็อบอุ่นหัวใจได้เพียงบรรยากาศเท่านั้น เพราะตอนนี้ฉันรู้สึกว่ากำลังมีบางอย่างที่หนักอึ้งอยู่ภายในใจ บอกตามตรง ฉันไม่พร้อมจะเผชิญหน้าเขาเลย อยากจะหนีไปให้พ้นเสียด้วยซ้ำ แต่อีกใจก็อยากรู้ว่าเขาอยากจะพูดเรื่องอะไรหรือว่าพี่เซจิจะพาฉันมาคุยเรื่องที่ฉันสารภาพออกไปวันนั้น และเรียกมาปฏิเสธกันนะ...ไม่เอาอะ ของขวัญไม่อยากฟังคำนั้น...ฉันควรจะวิ่งหนีไปให้ไกลสิ แต่มานึกขึ้นได้ตอนนี้ก็สายไปแล้วล่ะของขวัญพี่เซจิมายืนอยู่ตรงหน้าฉัน แววตาของเขาดูจริงจังประกอบกับความลึกลับซึ่งทำให้ฉันไม่สามารถอ่านได้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ เขายืนนิ่งเงียบอยู่สักครู่ก่อนจะสูดหายใจเข้าลึก ราวกับว่าเขากำลังรวบรวมความกล้าที่จะพูดอะไรบางอย่าง"มีเรื่องอะไรจะคุยเหรอคะ?" ฉันตัดสินใจเปิดปากถามออกไปตรง ๆ เพราะต้องการรีบตัดความอึดอัดใจนี้ทิ้ง เอาเลย ของขวัญพร้อมแล้ว จะปฏิเสธก็บอกมาตามตรงเลยสิ!พี่เซจินิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง สายตาที่แฝงไปด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ยากจะอ
และแล้ววันเสาร์ก็มาถึง ตลอดทั้งสัปดาห์นี้ฉันพยายามหลบหน้าพี่เซจิอยู่ตลอด โธ่เอ๊ย ของขวัญ เรื่องบนรถวันนั้นน่าอายชะมัด พูดออกไปได้ยังไงกัน -///- และดูเหมือนว่าอีกฝ่ายก็จะรู้ตัวว่าฉันพยายามหลบหน้า จึงไม่โผล่มาให้ฉันเห็นเหมือนกันแต่บอกตามตรง...อีกความรู้สึกหนึ่งฉันก็แอบน้อยใจเหมือนกันนะ เขาไม่พยายามที่จะมาเจอกันเลยอย่างนั้นสิขณะที่ภายในสมองกำลังครุ่นคิดเรื่องว้าวุ่นใจอยู่นั้น ขาของฉันก็ก้าวขึ้นไปบนแท่นอัฒจันทร์ที่อยู่ข้างสระว่ายน้ำเพื่อจับจองที่นั่งเข้าชมการแข่งขัน ใช่แล้ว วันนี้ฉันมาเชียร์คิรันแข่งขันกีฬาเฟรชชี่ แต่ไม่ได้มาคนเดียวหรอกนะ เพราะกลุ่มเพื่อนของฉัน พวกมิ้งและน้ำหวานก็มาด้วยเหมือนกันเมื่อถึงเวลาแข่งขัน ฉันก็รีบนำป้ายที่อุตส่าห์ตัดแปะสติ๊กเกอร์อย่างประณีตออกมา“คิรัน!” ฉันตะโกนเรียกเขาที่กำลังยืนอยู่ข้างสระเพื่อเตรียมตัวแข่งขัน หลังจากเขาหันมามองฉันก็รีบยกป้ายที่เขียนเอาไว้ว่า ‘สู้เขานะคิรัน’ ขึ้นมาโบกทันทีที่คิรันอ่านป้ายนั้นจบเขาก็ยกยิ้มแล้วโบกมือมาให้ฉันอย่างรับทราบ“แหม มึง เหมือนผัวเมียมาเชียร์กันเลยนะ” มิ้งเอ่ยแซวขึ้นมา ก่อนจะเบ้ปากให้ฉํนด้วยความหมั่นไส้“จริง ถ้าจะหว
“ก็กูจะใช้...”“แต่ผมหยิบก่อน”“กูจำเป็นต้องใช้ตอนนี้...เดี๋ยวผัดผักมันไหม้”“ผมก็จำเป็นเหมือนกัน เดี๋ยวไข่ไหม้”ฉันตื่นขึ้นเพราะเสียงเอะอะโวยวายดังไปทั่วบริเวณ แต่เมื่อลืมตาขึ้นมาก็พบว่าพี่เซจิและคิรันกำลังเข้าครัวทำอาหารด้วยกันอยู่ ถึงแม้จะดูเหมือนคนกำลังจะเปิดศึกฆ่าแกงกันมากกว่าก็เถอะ“ทำอะไรกัน
ถึงแม้จะรู้สึกสงสัยว่าใครกันที่เป็นคนซื้อของพวกนี้มาให้ แต่ฉันก็รู้สึกขอบคุณมากยิ่งกว่า ให้ตายเถอะของขวัญ ลืมเรื่องสำคัญแบบนี้ไปได้ยังไงกันว่าใกล้วันนั้นของเดือนแล้ว ควรจะพกผ้าอนามัยติดตัวเอาไว้เผื่อฉุกเฉินสิฉันกลับมาถึงห้องของตัวเองโดยสวัสดิภาพ ก่อนจะพบว่าเซนโตะยืนรออยู่หน้าห้อง สีหน้าดูเป็นกังวล
หลังจากวันนั้น พี่เซจิก็เริ่มทำตัวแปลกประหลาดมากขึ้นเรื่อย ๆ ทุกเย็นหลังจากฉันกลับถึงคอนโดก็จะเห็นเขายืนอยู่ตรงหน้าห้องเป็นประจำ ไม่รู้ว่ามีธุระอะไรที่ห้องของฉันนักหนา วันนี้เองก็เช่นกัน“พอดี พี่มารอเซนโตะน่ะ...”“เซนโตะไปห้องแฟนค่ะ ไม่ได้อยู่กับน้อง” ฉันตอบกลับทันควันพลางเดินหลบเลี่ยงเขาเข้าไปใน
“โอ๊ย! พี่เป็นอะไรเนี่ยะ!” ฉันร้องออกมาเพราะแรงเหวี่ยงจากพี่เซจิที่โยนร่างของฉันลงบนเบาะหลังรถ และฉันก็โวยวายขึ้นทันทีหลังจากที่เขาปล่อยให้ฉันเป็นอิสระ ก่อนที่ขายาวจะก้าวอ้อมไปทางประตูฝั่งคนขับแล้วเปิดขึ้นมานั่ง“ไม่ได้เป็นอะไรหนิ เธอนั่นแหละดื้อ บอกให้กลับด้วยกันก็ไม่ยอมกลับ ฉันก็เลยต้องทำแบบนี้”







