INICIAR SESIÓNไม่หนาวอย่างที่คิดนี่นา ฮ่าๆๆ ฉันทำปากเก่งไปอย่างนั้นแหละ เป็นเพราะได้เสื้อโค้ทกับผ้าพันคอรวมถึงถุงเท้าที่พี่เซจิเตรียมมา จึงช่วยให้ความอบอุ่นกับฉันได้พอสมควร ทำดีก็เป็นเหมือนกันนะเราเนี่ยะ
ฉันแอบมองเขาจากทางด้านหลัง เพราะตอนนี้พี่เซจิกำลังนั่งอยู่ตรงเบาะข้างหน้าพร้อมกับคุณอา มาซาชิ เพื่อพูดคุยเรื่องที่จะต้องไปพบปะทีมผู้บริหารโรงพยาบาลในอีกสองวันข้างหน้า ใช้เวลาเกือบชั่วโมงก็มาถึงบ้านตระกูลทากาฮาชิที่ญี่ปุ่น ฉันว่าบ้านที่ไทยก็ใหญ่มากแล้วนะ แต่พอเป็นบ้านที่ญี่ปุ่นแล้วที่ไทยกลับเทียบไม่ติดเลยเนี่ยะสิ แบบนี้ต้องเรียกว่าคฤหาสน์มากกว่าบ้านแล้ว “ของขวัญเคยใส่กิโมโนไหมลูก” คุณอามาซาชิหันมาพูดกับฉันระหว่างทางที่พวกเรากำลังเดินเข้าไปในตัวบ้าน “ไม่เคยค่ะ” ฉันส่ายศีรษะด้วยความงุนงง คงจะเคยแหละ หน้าอย่างฉันคงจะซื้อกิโมโนมาใส่เดินเล่นที่ประเทศไทยอยู่หรอก -_- “เดี๋ยววันนี้อาจะให้ช่างตัดผ้าเข้ามาวัดตัวให้ เป็นชุดที่ต้องใส่ไหว้บรรพบุรุษในวันสุดสัปดาห์นี้ หนูแพทเองก็ด้วยนะ” “ค่ะ ขอบคุณค่ะ” ฉันและแพทพยักหน้ารับทราบแล้วกล่าวขอบคุณ นี่พวกฉันต้องไปร่วมพิธีอะไรกับพวกเขาด้วยอย่างนั้นเหรอ คิดว่าจะเป็นพิธีเฉพาะสมาชิกในครอบครัวซะอีก หลังจากเข้ามาในตัวบ้านเป็นที่เรียบร้อย คุณพ่อบ้านก็พาฉันกับแพทตรงไปยังห้องพักที่จัดเอาเตรียมเอาไว้ให้ ภายในห้องมีเตียงสองหลัง ซึ่งขนาดของมันหากเทียบกับตัวฉันและแพทแล้ว นอนเตียงเดียวกันยังมีพื้นที่เหลือเฟือ นอกจากนี้ยังมีตู้เสื้อผ้า โต๊ะเครื่องแป้ง รวมถึงอุปกรณ์ไดร์เป่าผมอย่างครบครัน รวมถึงห้องน้ำแยกในตัวด้วย ราวกับมาพักในโรงแรมหรูไม่มีผิด ฉันกับแพทมองสำรวจห้องด้วยความตกตะลึง ปกติแล้วห้องรับรองแขกต้องหรูหราขนาดนี้เลยเหรอ “เชิญพักผ่อนตามอัธยาศัยนะครับ” คุณพ่อบ้านพูดภาษาไทยแต่ติดสำเนียงญี่ปุ่น แต่ก็ยังดีกว่าพูดไม่ได้แหละนะ เพราะฉันกับแพทพูดภาษาญี่ปุ่นกันไม่ได้เลย “ขอบคุณค่ะ” เราสองคนกล่าวขอบคุณพ่อบ้าน จากนั้นก็แยกย้ายกันจัดแจงเสื้อผ้า เนื่องจากต้องอยู่ที่นี่เกือบสองสัปดาห์ ดังนั้นจึงต้องคัดแยกของใช้ส่วนตัวและเสื้อผ้าออกจากกระเป๋าให้เรียบร้อย เพื่อสะดวกต่อการใช้งานและไม่ยับยู่ยี่ ระหว่างที่กำลังนำเสื้อผ้าใส่ไม้แขวนเสื้อ แพทก็ถามขึ้นพร้อมรอยยิ้มกรุ้มกริ่ม “ของขวัญกับพี่เซจิคบกันมานานแล้วใช่ไหม” “เอ๊ะ? เปล่านะ ไม่ได้คบกันเลย” “อ้าว จริงเหรอ เห็นที่สนามบินดูเหมือนจะเป็นแบบนั้นเลยนะ” แพทหัวเราะคิกคักเหมือนกำลังแซว จากนั้นก็พูดขึ้นต่อ “รีบคบกันล่ะ พวกเธอสองคนเหมาะสมกันมาก น่ารักมาก ๆ เลยด้วย” “-///-” “นั่นสิ เหมาะกันเหลือเกิน...” เสียงดังขึ้นมาจากหน้าประตูห้อง เมื่อฉันหันไปมองก็พบกับเซนโตะที่กำลังยืนกอดอกพิงประตูอยู่ เห็นหน้าก็รู้แล้วว่ามันไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่นัก “มึงจะบอกกูเมื่อไหร่อะของขวัญ” “กูไม่ได้คบกันสักหน่อย” “ไม่ได้คบอะไร มึงอย่ามาโกหก กูรู้ตั้งแต่เจอกุญแจรถมันอยู่ในห้องมึงแล้ว” “!!!” นี่มันรู้ได้ยังไงเนี่ยะ “ทำหน้าเหวอทำไม” เซนโตะแสยะยิ้มอย่างขำขันก่อนจะเดินผ่านหน้าฉันเข้าไปหาแฟนของมัน “ดูให้ดีแล้วกัน กูก็คงห้ามอะไรพวกมึงไม่ได้อยู่แล้ว พี่กูก็ดื้อชิบหาย” “ก็กูยังไม่คบจริง ๆ กูแค่ชอบเขา (. .)” ฉันว่ากล่าวไปตามตรง เพราะมาถึงตอนนี้ก็คงปิดบังอะไรเซนโตะไม่ได้อีกแล้ว “มึงเลือกชอบใครไม่ชอบ มาชอบพี่ชายกูเนี่ยะนะ” มันทำหน้าสะอิดสะเอียน “มึงอย่ามาว่าพี่เซจินะ” ฉันทำหน้ามุ่ยไม่พอใจใส่มันทันที ถ้าเป็นเมื่อก่อนฉันคงแกล้งเออ-ออไปกับมันแล้ว แต่ในเมื่อเรื่องทุกอย่างถูกเปิดเผยหมดแล้ว ฉันก็ต้องแสดงจุดยืนที่ชัดเจนบ้างสิ “โอ้โห ดูเข้าสิ เดี๋ยวนี้ว่าอะไรมันต่อหน้ามึงไม่ได้แล้วสินะ” พอบ่นถึงพี่ชายตัวเองได้ไม่นาน พี่เซจิก็เดินเข้ามาพอดี ระหว่างที่เซนโตะมองพี่ชายตัวเองที่กำลังเดินเข้ามาหาฉัน มันก็ร่ายยาวขึ้นต่อ “กูแนะนำนะของขวัญ ถ้ายังไม่คบก็หนีมันไปซะเถอะ...อย่างมึงหาที่ดีกว่าไอเซจิได้อยู่แล้ว” เซนโตะว่ากล่าวพี่เซจิต่อหน้าเขาอย่างไม่ปิดบัง “ไม่ต้องยุ่งได้ไหมวะ” ประโยคนี้ฉันไม่ได้พูดนะ แต่เป็นพี่เซจิที่กำลังเดินตรงเข้ามากลางวงสนทนาอันแสนกระอักกระอ่วนใจของพวกเราได้ทันเวลาพอดี “ไม่ยุ่งมึงก็ช่วยดูแลของขวัญให้ดีหน่อย ไม่ใช่ให้กูมาคอยตามล้างตามเช็ดให้ ละเรื่องที่ของขวัญโดนวางยานั่นอีก ก็เป็นฝีมือสาว ๆ ของมึงอะ จะให้ของขวัญแม่งได้กับไอ้เบนไง” “นี่มึงรู้-/เรื่องนั้นกูจัดการไปเรียบร้อยแล้ว มึงไม่ต้องมายุ่งหรอก” ฉันยังพูดไม่ทันจบประโยค พี่เซจิก็ตัดบทแทรกขึ้นก่อนแล้ว ทิ้งให้ฉํนสงสัยอยู่อย่างนั้นว่าเซนโตะมันรู้เรื่องที่ฉันโดนวางยาได้ยังไง เดี๋ยวก่อนนะ...แล้วจัดการอะไรกันเนี่ยะ นี่อย่าบอกนะว่าสองพี่น้องหาตัวคนที่วางยาฉันแล้วไปแอบจัดการลับหลังโดยไม่ให้ฉันรู้ “คือว่า-/เงียบ” ขณะที่ฉันกำลังจะเอ่ยปากถาม สองพี่น้องก็รีบประสานเสียงเพื่อให้ฉันอยู่ในความสงบ ก่อนที่พวกเขาจะคุยกันต่อ “กูรู้ว่ามึงไม่ค่อยสนสายตาว่าคนอื่นจะคิดยังไง แต่กับผู้หญิงของมึง เรื่องนี้มึงต้องใส่ใจหน่อย พวกนั้นน่ากลัวชิบหาย” เซนโตะร่ายยาวก่อนจะทิ้งตัวนั่งลงบนเตียงของแพท ไม่ต่างจากพี่เซจิที่นั่งลงบนเตียงของฉํน และสองพี่น้องก็นั่งเสวนากันจนกระทั่งจบเรื่อง ว่าแต่...เรื่องนี้มันกลายเป็นเรื่องของสองพี่น้องและฉันเป็นคนนอกไปแล้วอย่างนั้นเหรอ -_- “มึงไม่ต้องห่วง กูไม่ให้ใครมาแตะต้องของกูหรอก” “เออ ก็ดี อย่าให้เห็นว่าของขวัญเป็นอะไรไปละกัน” เอาเข้าไป...มีแต่ฉันเนี่ยะแหละที่ไม่รู้เรื่องอยู่คนเดียว หลังจากสองพี่น้องคุยเสร็จแล้วก็พาฉันกับแพทไปที่ห้องทานอาหาร เพื่อรับประทานมื้อกลางวันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตากัน บอกตามตรง ฉันรู้สึกว่าโต๊ะทานอาหารมันค่อนข้างยาวและใหญ่เกินกว่าคนในครอบครัวสี่คน ถึงแม้ว่าจะรวมฉันกับแพทแล้วยังไม่มีวี่แววว่าจะนั่งกันเต็มจำนวนเก้าอี้ที่วางอยู่ด้วยซ้ำ แต่ก็อย่างว่า...ต้นตระกูลทากาฮาชิคงมีเครือญาติเยอะกว่าที่เห็น ณ ปัจจุบัน จึงได้รังสรรคห้องอาหารและคฤหาสน์ใหญ่โตขนาดนี้ หลังจากทานมื้อกลางวันเสร็จเรียบร้อย ฉันก็ไปนั่งคุยเล่นอยู่กับแพท พลางเปิดดูว่ามีสถานที่ไหนน่าไปท่องเที่ยวกันบ้าง “อยากไปศาลเจ้าอิกูตะที่เมืองโคเบะ แต่พวกหนุ่ม ๆ คงไม่อยากไปกันหรอกเนอะ” แพทว่าพลางเบะปาก “ถ้าอย่างนั้น พวกเราหาวันว่างไปกันเองดีไหม?” ฉันเสนอ บอกตามตรง ฉันเองก็อยากไปเหมือนกัน เขาว่าที่ศาลเจ้านี้ขอพรเรื่องความรักได้สมหวังกันทั้งนั้น นอกจากนี้ยังมีบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ให้ไปเที่ยวชมด้วย “เอาสิ” แพทพยักหน้าก่อนที่รอยยิ้มจะกลับมาสดใสอีกครั้ง อีกด้านหนึ่ง ระหว่างที่สองสาวกำลังนั่งหาข้อมูลว่าจะไปเที่ยวที่ไหนบ้างนั้น สองพี่น้องก็กำลังปรึกษาหารือในเรื่องเดียวกัน ว่าจะพาสองสาวไปเที่ยวที่ไหนกันดี “มึงวางโปรแกรมเที่ยวให้แพทยังไงบ้างวะ” “กูก็ยังไม่รู้เลย ไม่ได้วางแผนด้วย อุตส่าห์ชวนแพทมาเองแท้ ๆ” เซนโตะพูดในเชิงตำหนิตัวเอง เมื่อได้ยินพี่ชายถามขึ้นมา ไม่นานนัก เซจิที่นอนอยู่บนเตียงของตัวเองก็สแยะยิ้มขึ้น “กูคิดออกละ” “ยังไงวะ บอกกูบ้างดิ” “ทำไมกูต้องบอก” เซจิว่าพลางเลื่อนไถโทรศัพท์ไปโดยไม่แยแสน้องชายตัวเองที่กำลังเป็นเดือดเป็นร้อน เขาอยากวางโปรแกรมเที่ยวให้กับแฟนสาวใจแทบขาด ด้วยความไม่อยากให้เสียเที่ยว เพราะตัวเองเป็นฝ่ายชวนเธอมา แบบนี้สิถึงจะเรียกว่าพี่น้อง ญาติดีกันได้ไม่ถึงนาทีก็จะตีกันอีกแล้ว “บอกเถอะ สมองกูว่างเปล่าจริง ๆ นะเว้ย ไม่มีอะไรในหัวเลย” “งั้นกูถามหน่อย” "ว่า" “ของขวัญเหมาะกับใครมากกว่า ระหว่างกูกับคิรัน” “ก็ต้องคิรันสิวะ ถามได้” ไม่เห็นต้องคิด รูปหล่อแสนดีไม่เที่ยวผู้หญิงอย่างนั้น ต้องชนะเลิศใจเซนโตะอยู่แล้ว “เออ งั้นมึงก็ใช้สมองกลวง ๆ ของมึงคิดเองแล้วกัน!” เซจิตอบกลับน้องชายตัวเองด้วยความโมโห ก่อนจะพลิกตัวนอนหันหน้าไปอีกทางแทน “เห้ยๆๆ เดี๋ยวดิ แต่ถ้ามึงยอมบอก...” เซนโตะเริ่มใช้มาตรการล่อ “กูจะลงคะแนนเสียงข้างมึงนะเว้ย” เซจิได้ยินน้องชายพูดแบบนั้นก็ปรายตามองอย่างพินิจ ก่อนจะถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่าย แล้วยอมบอกแผนให้น้องชายตัวเองฟัง “เป็นที่ที่ผู้หญิงชอบไปแน่นอน แต่ต้องเป็นหลังเข้าไปดูงานที่โรงพยาบาล” เซจิว่าพลางเปิดปฏิทินในโทรศัพท์ของตัวเอง “ช่วงนี้ก็พาไปเที่ยวที่ใกล้ ๆ นี่ก่อน” “กูไปด้วย!” เซนโตะเดินไปนั่งลงข้างพี่ชายตัวเอง พวกเขาวางแผนโปรแกรมเที่ยวด้วยกัน ก่อนจะไปบอกให้คุณพ่อบ้านช่วยไปหาซื้อบัตรเข้าชมสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ มาให้ วันนี้ประเดิมที่แรกด้วย ซูมิดะ อควาเรียม เซนโตะพาแพทเดินเที่ยวข้างในตามประสาคู่รักที่ใกล้ชิดกันได้อย่างไม่มีข้อกังขา แต่ทางด้านเซจิกับของขวัญนั้น พวกเขายังพอมีระยะห่างเวลาที่เดินเที่ยวด้วยกัน ฉันเดินนำพี่เซจิไปตรงจุดชมโลกใต้ทะเล ไม่รู้ว่าเดินอยู่ในนี้นานเท่าไหร่ แต่รู้ตัวอีกทีฉันที่กำลังล่องลอยราวกับต้องมนต์สะกดจากแมงกะพรุนเรืองแสงก็ได้สติกลับคืนมา เมื่อสัมผัสได้ว่ามือหนาของพี่เซจิกำลังจับแขนของฉันเอาไว้ “มองทางด้วย เดี๋ยวไปชนคนอื่นเขา” ว่าพลางเปลี่ยนจากจับแขนมากอบกุมมือของฉันแทน ก่อนที่จะทันสังเกตได้ว่าบริเวณโดยรอบมีผู้คนเข้าชมจำนวนไม่น้อยเลย “-///-” “ด....เดี๋ยวหลง...” เป็นข้ออ้างทั้งนั้นแหละ เขามีจีพีเอสติดกับของขวัญจะมาพลัดหลงได้ยังไงกัน “ค่ะ...” แต่ของขวัญที่ไม่ทราบเรื่องจีพีเอสก็คิดว่าเขาหมายความอย่างนั้นจริง จากที่ใจเต้นในตอนแรกก็ค่อย ๆ สงบลง แต่ถึงแม้จะเดินไปตรงบริเวณที่ปลอดคนแล้ว เขาก็ยังเดินจับมือของเธอเอาไว้ไม่ห่าง จากนั้นพี่เซจิก็พาฉันออกมาเดินเล่นในย่านศูนย์การค้า ส่วนเซนโตะและแพทขอตัวไปนั่งเล่นคาเฟ่แถวนี้ กลายเป็นว่าตั้งแต่ออกมาจากบ้าน ฉันก็อยู่กับพี่เซจิสองต่อสองมาโดยตลอด ฉันเดินไปเจอร้านเสื้อผ้าที่ถูกใจเข้า จึงอยากเดินเข้าไปดู แต่ไม่รู้ว่าพี่เซจิจะอยากรอหรือเปล่า แต่เมื่อฉันหันมองเขาก็ยกยิ้มแล้วจูงมือฉันเดินเข้าไปโดยไม่ได้ว่าอะไรสักคำ “เท่าไหร่ครับ” ด้วยความที่ฉันพูดภาษาญี่ปุ่นไม่ได้ พี่เซจิจึงคอยเป็นล่ามให้ตลอด แต่สิ่งที่ฉันคาดไม่ถึงก็คือ การที่เขาควักบัตรเครดิตของตัวเองออกมารูดจ่ายทันที “น้องจ่ายเองได้” “ไม่เป็นไร” “จะไปซื้ออะไรอีกไหม?” เขารับถุงกระดาษที่ใส่เสื้อผ้าของฉันมาจากพนักงาน แล้วหันมาถามต่อ มาถึงญี่ปุ่นแล้ว คงต้องไปดูสกินแคร์และเครื่องสำอางค์ยอดฮิตของที่นี่สักหน่อยเนอะ นอกจากนี้ยังมีพวกวิตามินบำรุงสุขภาพที่อยากซื้อไปฝากพ่อกับแม่ด้วย เมื่อคิดได้ดังนั้นฉันก็พยักหน้าแล้ววิ่งนำเขาไป แต่ก้าวนำไปได้ไม่นาน มือหนาของเขาก็คว้าจับมือของฉันอีกครั้ง โดยให้เหตุผลตามเดิม ค่ะ ของขวัญเหมือนเด็กน้อยที่จะหลงทางอย่างนั้นเหรอ เฮ้อ...นี่เขาเคยมองฉันในฐานะผู้หญิงคนหนึ่งแทนน้องน้อยบ้างไหมเนี่ยะ -_- ระหว่างที่อยู่ในร้านสกินแคร์และเครื่องสำอาง พี่เซจิก็ยืนกดโทรศัพท์ด้วยท่าทีตั้งใจอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน หลังจากนั้นก็เดินมาบอกฉันว่า “พอดีนับดาวฝากซื้อของน่ะ เธอช่วยเลือกให้หน่อยสิ” จากนั้นก็ส่งโทรศัพท์ของตัวเองมาให้ “ได้ค่ะ เดี๋ยวดูให้” แต่สิ่งที่ฉันกวาดสายตามองเป็นสิ่งแรก กลับไม่ใช่รูปสิ่งของที่พี่นับดาวฝากซื้อ แต่เป็นภาษาแชทที่เขาคุยกันเนี่ยะแหละ ทำไม...มันดูกุ๊กกิ๊กแปลก ๆ แล้วพี่เซจิพูดจาลงท้ายว่า ‘ครับ’ แบบนี้ด้วยเหรอ หึ่ย! ขนาดนี้ไม่พามาเองเลยล่ะ! อุ๊ย...ไม่เอาสิของขวัญ อย่าเป็นคนขี้หึงแบบนี้ไม่ดีเลย ไม่ได้เป็นอะไรกันสักหน่อย... ระหว่างที่ฉันพยายามปลอบให้ตัวเองใจเย็น ก็เดินหาของที่พี่นับดาวต้องการไปด้วย รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคนปากร้ายใจดียังไงก็ไม่รู้สิ ไม่ชอบเขานะ แต่ก็ยังช่วยหาของให้... รำคาญตัวเองจังเลย! หลังจากเลือกซื้อของเรียบร้อยแล้ว พี่เซจิก็ยังยื่นบัตรครดิตของตัวเองให้พนักงานอย่างต่อเนื่อง ก่อนจะพูดขึ้นมาว่า “ไม่เป็นไรหรอก เดี๋ยวพี่จ่ายเอง พอดีมีของนับดาวด้วยไง” จริง ๆ แล้วเขาตั้งใจจะซื้อให้ของขวัญนั่นแหละ แต่ก็ใช้เพื่อนผู้หญิงมาอ้าง แต่สำหรับของขวัญแล้ว การกระทำของเขาช่างอ้อมค้อมยากที่จะเข้าใจ เธอจึงปักใจเชื่อว่าพี่เซจิอยากซื้อของให้พี่นับดาว ส่วนเธอนั้นเป็นเพียงผลพลอยได้ ของขวัญเริ่มตึงใส่เขาอีกครั้ง ก่อนที่เซจิจะทันรู้ตัวว่าเขาอาจพูดจาผิดไป และแล้วท่าทางของของขวัญก็เริ่มทำให้เขาอยู่ไม่สุข “คือ...ไม่ได้หมายความว่าจะซื้อให้นับดาวนะ คือเขาฝากมา...พี่ตั้งใจซื้อให้เธอ” อยู่ ๆ จากคนที่ไม่ชอบพูดอธิบายอะไรอย่างเขา ด้วยการถือคติว่าเสียเวลาของตนนั้นก็เริ่มร่ายยาวออกมาอย่างไม่รู้ตัว “ขอบคุณค่ะ...” ของขวัญกล่าว เธอยอมหันมาพูดกับเขาในที่สุด ทำให้เซจิถอนหายใจด้วยความโล่งอก และดูเหมือนตอนนี้เขาจะค้นพบแล้ว ว่าคนตัวเล็กมีผลต่อเขามากกว่าที่คิดนัก แค่เพียงท่าทางเมินเฉยของเธอก็ทำให้เขาร้อนใจได้ถึงเพียงนี้เลยทีเดียวไม่หนาวอย่างที่คิดนี่นา ฮ่าๆๆ ฉันทำปากเก่งไปอย่างนั้นแหละ เป็นเพราะได้เสื้อโค้ทกับผ้าพันคอรวมถึงถุงเท้าที่พี่เซจิเตรียมมา จึงช่วยให้ความอบอุ่นกับฉันได้พอสมควร ทำดีก็เป็นเหมือนกันนะเราเนี่ยะฉันแอบมองเขาจากทางด้านหลัง เพราะตอนนี้พี่เซจิกำลังนั่งอยู่ตรงเบาะข้างหน้าพร้อมกับคุณอา มาซาชิ เพื่อพูดคุยเรื่องที่จะต้องไปพบปะทีมผู้บริหารโรงพยาบาลในอีกสองวันข้างหน้าใช้เวลาเกือบชั่วโมงก็มาถึงบ้านตระกูลทากาฮาชิที่ญี่ปุ่น ฉันว่าบ้านที่ไทยก็ใหญ่มากแล้วนะ แต่พอเป็นบ้านที่ญี่ปุ่นแล้วที่ไทยกลับเทียบไม่ติดเลยเนี่ยะสิ แบบนี้ต้องเรียกว่าคฤหาสน์มากกว่าบ้านแล้ว“ของขวัญเคยใส่กิโมโนไหมลูก” คุณอามาซาชิหันมาพูดกับฉันระหว่างทางที่พวกเรากำลังเดินเข้าไปในตัวบ้าน“ไม่เคยค่ะ” ฉันส่ายศีรษะด้วยความงุนงง คงจะเคยแหละ หน้าอย่างฉันคงจะซื้อกิโมโนมาใส่เดินเล่นที่ประเทศไทยอยู่หรอก -_-“เดี๋ยววันนี้อาจะให้ช่างตัดผ้าเข้ามาวัดตัวให้ เป็นชุดที่ต้องใส่ไหว้บรรพบุรุษในวันสุดสัปดาห์นี้ หนูแพทเองก็ด้วยนะ”“ค่ะ ขอบคุณค่ะ” ฉันและแพทพยักหน้ารับทราบแล้วกล่าวขอบคุณ นี่พวกฉันต้องไปร่วมพิธีอะไรกับพวกเขาด้วยอย่างนั้นเหรอ คิดว่าจะเป็นพิธีเฉพ
“ไม่เอา ของขวัญไม่อยากไป…” ฉันกอดอกยืนหันหลังให้พ่อกับแม่ที่เข้ามาเจรจาว่าจะให้ฉันไปญี่ปุ่นกับครอบครัวของพี่เซจิ พร้อมทั้งให้เหตุผลว่าจะให้ลองไปดูงานในโรงพยาบาลถ้าฉันไปก็หลบหน้าเขาต่อไม่ได้น่ะสิ บอกตามตรง ตั้งแต่เรื่องวันนั้นฉันก็ยังงอนเขาอยู่ อย่าคิดว่าของขวัญคนนี้จะยอมยกโทษให้ง่าย ๆ นะ!“แต่แม่ตอบตกลงกับอาน้ำไปแล้วนะ ทริปนี้เซนโตะก็ไปด้วยกัน ปกติเห็นตัวติดกันตลอดไม่ใช่เหรอ”“ตอนนี้ไม่ติดแล้วค่ะ เซนโตะมันติดเมียมันนู่น” ดูท่าคงจะพกเมียติดไปด้วยแน่ ๆ และฉันก็คงต้องไปอยู่ที่นู่นอย่างโดดเดี่ยว เพราะจะให้ไปอยู่กับพี่เซจิฉันก็ไม่เอาหรอก!“นี่อย่าบอกนะว่าครั้งก่อนที่เราพูดว่าอกหัก…” พ่อเปรยขึ้นมาพลางยกมือขึ้นชี้นิ้วมาทางฉัน อย่าได้คิดเรื่องแบบนั้นเชียว...“?”“เพราะเซนโตะมีแฟนเหรอ?” พ่อถามออกมาตามตรง ส่วนแม่เองก็รอคำตอบเรื่องนี้เหมือนกัน นั่นไง! ว่าแล้วเชียว!“โอ๊ยยยย ไม่ใช่ค่ะ ไอ้นี่น่ะ ปล่อยมันไปมีเมียก็ดีแล้ว คนเขาจะได้เลิกเข้าใจผิดว่ามันเป็นแฟนหนูสักที” ฉันบ่นลับหลัง เพราะหลายปีที่ผ่านมานี้ ยอมรับตามตรงที่ฉันโสดก้เป็นเพราะมันส่วนหนึ่งด้วย แต่ฉันก็ไม่อยากจะโทษมันมากนักหรอก เพราะสาเหตุห
“หลับสบายจังเลยนะเมื่อคืนนี้” ว่าพลางบิดขี้เกียจแล้วยกยิ้มสดใส ต่างจากอีกคนที่ทำหน้ามุ่ยไม่รับบุญตั้งแต่เช้า“คนเจ้าเล่ห์”“เจ้าเล่ห์ตรงไหนกัน เธอหล่นมาหาพี่เองนะ”“พี่นั่นแหละดึงน้องลงไป” เธอจำความรู้สึกนั้นได้แม่น ว่าเหมือนมีคนดึงลงไปจนทำให้ตัวเองตกเตียงแล้วหลังจากนั้นทั้งสองก็ถกเถียงเรื่องนี้กันตลอดทั้งเช้า วันนี้เป็นวันอาทิตย์ ของขวัญซซึ่งเป็นนักศึกษาแพทย์ปีหนึ่งจึงไม่มีธุระจำเป็นที่จะต้องเข้ามหาลัย แต่สำหรับเซจิที่เป็นนักศึกษาแพทย์ปีที่สาม เขาต้องไปเข้าแล็ปส่งกล้องวิชาพยาธิวิทยา ที่นัดติวกับเพื่อนในรุ่นเอาไว้“ไปแต่งตัวซะ เดี๋ยวพี่ลงมารับ” ว่าจบเขาก็เดินออกจากห้องไปทิ้งให้ฉันงุนงง รับไปไหน วันนี้วันอาทิตย์ไม่ใช่เหรอ (. .)?หรือว่าจะพาไปเดทกันนะ -///- บ้าบอ คิดอะไรเพ้อเจ้อนะของขวัญ...แต่ก็เอาเถอะ อาบน้ำแต่งตัวรอก็ได้ ในตอนแรกฉันก็แอบหวังว่าเขาจะพาไปที่ที่น่าสนใจ แต่เมื่อรู้ตัวอีกทีก็มาโผล่อยู่ในคณะเป็นที่เรียบร้อยวันหยุดยังจะพามาที่นี่อีก แต่ไม่เป็นไร ฉันพอจะให้อภัยได้เพราะตัวเองได้อยู่ข้างเขาเนี่ยะแหละ -///-“อ้าว เซจิ เข้ามาสิ” เพื่อนร่วมรุ่นของพี่เซจิทักทายแล้วเชื้อเชิญให้เขา
กลับจากคุยเรื่องหัวใจกับพี่เซจิแล้ว พวกมิ้งและน้ำหวานก็ชวนฉันออกไปเที่ยวฉลองที่ร้านประจำ เนื่องในโอกาสที่คิรันได้แชมป์ และใช่ค่ะ พวกมันชวนดาวเด่นอย่างคิรันลับหลังฉันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก่อนที่จะมาชวนฉันเสียอีก และถ้าฉันไม่ไปก็คงเสียมารยาทมากแน่นอนของขวัญคนนี้จึงต้องแต่งตัวออกมาข้างนอกอีกครั้ง ทั้งที่บอกฝันดีพี่เซจิเรียบร้อยแล้ว ทำแบบนี้ไม่น่ารักเลยแฮะของขวัญ“ทางนี้คิรัน” มิ้งโบกมือเรียก ก่อนจะเว้นที่ว่างข้าง ๆ ฉันเอาไว้เพื่อให้คิรันได้เดินมานั่งอย่างรู้งาน -_-คิรันเดินเข้ามาพร้อมกับชุดลำลองที่ฉันไม่ค่อยได้เห็นบ่อยนัก เพราะส่วนใหญ่เจอกัแต่นที่มหาลัยจึงคุ้นตาเขาในคาบชุดนักศึกษาเสียมากกว่า แต่ตอนนี้เขาก็แค่เปลี่ยนไปใส่เสื้อยืดสีขาวแทนเสื้อเชิ้ตเท่านั้น ส่วนกางเกงเป็นกางเกงแสล็คเหมือนเดิม แต่ไม่รู้ทำไมถึงรู้สึกสะกดสายตาได้ขนาดนี้นะ หรืออาจเป็นเพราะใบหน้าที่หล่อเหลาเกินมนุษย์ของเขาล่ะแต่ฉันว่าเลิกพรรณนาถึงรูปร่างหน้าตาของเขาเถอะ เพราะถึงหล่อแค่ไหนคนในใจของฉันก็มีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น ก็คือพี่เซจินั่นแหละพูดถึงพี่เซจิแล้วก็ทำให้ฉันถึงเรื่องที่เราตกลงคุยกัน บอกตามตรงฉันก็รู้สึกว่าตั
พี่เซจิพามาถึงจุดหมาย ซึ่งเป็นสวนหย่อมที่ผู้คนต่างมาเดินเล่นพักผ่อนกันเป็นคู่ ในช่วงยามเย็นแบบนี้ ดวงอาทิตย์กับลังลับขอบฟ้า แสงอาทิตย์กำลังอบอุ่นได้ที่เลยทีเดียวแต่ก็อบอุ่นหัวใจได้เพียงบรรยากาศเท่านั้น เพราะตอนนี้ฉันรู้สึกว่ากำลังมีบางอย่างที่หนักอึ้งอยู่ภายในใจ บอกตามตรง ฉันไม่พร้อมจะเผชิญหน้าเขาเลย อยากจะหนีไปให้พ้นเสียด้วยซ้ำ แต่อีกใจก็อยากรู้ว่าเขาอยากจะพูดเรื่องอะไรหรือว่าพี่เซจิจะพาฉันมาคุยเรื่องที่ฉันสารภาพออกไปวันนั้น และเรียกมาปฏิเสธกันนะ...ไม่เอาอะ ของขวัญไม่อยากฟังคำนั้น...ฉันควรจะวิ่งหนีไปให้ไกลสิ แต่มานึกขึ้นได้ตอนนี้ก็สายไปแล้วล่ะของขวัญพี่เซจิมายืนอยู่ตรงหน้าฉัน แววตาของเขาดูจริงจังประกอบกับความลึกลับซึ่งทำให้ฉันไม่สามารถอ่านได้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ เขายืนนิ่งเงียบอยู่สักครู่ก่อนจะสูดหายใจเข้าลึก ราวกับว่าเขากำลังรวบรวมความกล้าที่จะพูดอะไรบางอย่าง"มีเรื่องอะไรจะคุยเหรอคะ?" ฉันตัดสินใจเปิดปากถามออกไปตรง ๆ เพราะต้องการรีบตัดความอึดอัดใจนี้ทิ้ง เอาเลย ของขวัญพร้อมแล้ว จะปฏิเสธก็บอกมาตามตรงเลยสิ!พี่เซจินิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง สายตาที่แฝงไปด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ยากจะอ
และแล้ววันเสาร์ก็มาถึง ตลอดทั้งสัปดาห์นี้ฉันพยายามหลบหน้าพี่เซจิอยู่ตลอด โธ่เอ๊ย ของขวัญ เรื่องบนรถวันนั้นน่าอายชะมัด พูดออกไปได้ยังไงกัน -///- และดูเหมือนว่าอีกฝ่ายก็จะรู้ตัวว่าฉันพยายามหลบหน้า จึงไม่โผล่มาให้ฉันเห็นเหมือนกันแต่บอกตามตรง...อีกความรู้สึกหนึ่งฉันก็แอบน้อยใจเหมือนกันนะ เขาไม่พยายามที่จะมาเจอกันเลยอย่างนั้นสิขณะที่ภายในสมองกำลังครุ่นคิดเรื่องว้าวุ่นใจอยู่นั้น ขาของฉันก็ก้าวขึ้นไปบนแท่นอัฒจันทร์ที่อยู่ข้างสระว่ายน้ำเพื่อจับจองที่นั่งเข้าชมการแข่งขัน ใช่แล้ว วันนี้ฉันมาเชียร์คิรันแข่งขันกีฬาเฟรชชี่ แต่ไม่ได้มาคนเดียวหรอกนะ เพราะกลุ่มเพื่อนของฉัน พวกมิ้งและน้ำหวานก็มาด้วยเหมือนกันเมื่อถึงเวลาแข่งขัน ฉันก็รีบนำป้ายที่อุตส่าห์ตัดแปะสติ๊กเกอร์อย่างประณีตออกมา“คิรัน!” ฉันตะโกนเรียกเขาที่กำลังยืนอยู่ข้างสระเพื่อเตรียมตัวแข่งขัน หลังจากเขาหันมามองฉันก็รีบยกป้ายที่เขียนเอาไว้ว่า ‘สู้เขานะคิรัน’ ขึ้นมาโบกทันทีที่คิรันอ่านป้ายนั้นจบเขาก็ยกยิ้มแล้วโบกมือมาให้ฉันอย่างรับทราบ“แหม มึง เหมือนผัวเมียมาเชียร์กันเลยนะ” มิ้งเอ่ยแซวขึ้นมา ก่อนจะเบ้ปากให้ฉํนด้วยความหมั่นไส้“จริง ถ้าจะหว







