Mag-log in@ห้างC
“ไอ้เซน! พี่เซจินัดกี่โมงเนี่ย?”
“มันบอกกูว่าบ่ายสองนะ”
“นี่ก็บ่ายสองครึ่งแล้วนะ กูว่าพวกเรากลับกันเถอะ พี่เซจิคงไม่มาแล้วล่ะ” ฉันชูนาฬิกาข้อมือที่บอกเวลาบ่ายสองครึ่งให้เซนโตะที่นั่งดูดน้ำอยู่ข้าง ๆ พิจารณา ก่อนจะลุกขึ้นแล้วก้าวเดินออกจากร้าน แต่ทว่า...
พลั่ก!
“อุ๊ย ขอโทษค่ะ” ฉันเดินไปชนกับแผงอกของใครเข้าเต็มปัง กลิ่นน้ำหอมของเขามันช่างดูคุ้นจัง แต่ชนเขาเสียขนาดนั้นฉันก็ไม่กล้าที่จะเงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่าย จึงได้แต่เดินเลี่ยงไปอีกฝั่งแทน
แต่แล้วมือหนาของใครบางคนก็คว้าจับแขนของฉันเอาไว้เสียก่อน ฉันจึงรีบหันขวับกลับไปมอง ก่อนจะพบว่าคนนั้นก็คือพี่เซจินั่นเอง
‘เขาสัมผัสตัวฉันด้วยล่ะ…’
“จะไปไหน” ร่างสูงจ้องหน้าฉันพลางเอ่ยถามเสียงเรียบ
“ของขวัญคิดว่าพี่เซจิจะไม่มาแล้ว ก็เลย...” ฉันเงยหน้าไปมองร่างสูงพลางมองมือหนาที่กำลังจับแขนของฉันเอาไว้ด้วยสายตานิ่ง ทั้งที่ตอนนี้เสียงในหัวใจฉันมันเต้นโครมครามดังก้องไปหมดแล้ว
“ของขวัญ!” เสียงของเซนโตะดังไล่ตามฉันมาติด ๆ พี่เซจิจึงรีบสะบัดมือฉันทิ้งอย่างไม่ใยดี ก่อนจะหันไปมองยังร่างสูงด้านหลังฉันแทน
“กว่าจะมาเนอะ มึงนัดพวกกูบ่ายสอง แล้วดูดิมึงมากี่โมง”
“เออช้านิดช้าหน่อยไม่เป็นไรหรอกน่า มึงนั่งจนร้านปิด เพื่อนกูก็ไม่ว่าหรอก” ร้านี้ก็คือหนึ่งในร้านที่พี่เป็นหนึ่งเป็นเจ้าของนั่นเอง แต่ที่เหนือขั้นกว่าเป็นเจ้าของร้านแห่งนี้ก็คือ เขาเป็นเจ้าของห้างนี้ด้วย...
พี่เซจิดันหลังทั้งฉันและเซนโตะให้กลับไปนั่งที่เดิม ก่อนที่เขาจะเดินไปที่บาร์ร้านเพื่อคุยกับเจ้าของร้านหน้าตาดีรุ่นราวคราวเดียวกับตัวเอง
“อยากเข้าคณะอะไรกันบ้างล่ะ จะได้ไกด์ให้ถูก”
“ของขวัญอยากเข้าคณะเดียวกับพี่ค่ะ” ฉันรีบบอกทันควัน ในขณะที่สายตาของเซนโตะก็แอบปรายตามองอย่างนึกจับผิด
‘อะไร’ ฉันจ้องหน้ามันแล้วพูดแบบไม่มีเสียง แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ยังอ่านปากฉันได้
‘อย่าเยอะนะมึง’ เซนโตะตอบกลับมา
‘กูเยอะตรงไหน กูตั้งใจจริง’ ฉันตอบกลับก่อนจะหันไปสนใจพี่เซจิแทนการปะทะคารมกับเซนโตะ
“อยากเข้าคณะฉันเหรอ ยากนะ เรียนหนักด้วย”
ฉันยักไหล่อย่างไม่แคร์ อันที่จริงฉันอยากเข้าให้ได้ เพื่อจะยกระดับตัวเองให้เทียบเท่ากับพี่เซจินั่นแหละ ก็ตัวเขาเป็นถึงทายาทเจ้าของโรงพยาบาล ถ้าหากฉันจะเป็นภรรยาของเขา ก็ต้องทำตัวให้สมฐานะสักหน่อย
นี่ฉันหวังสูงไปหรือเปล่านะ….
พวกเราใช้เวลานั่งฟังพี่เซจิอธิบายเนื้อหาส่วนที่เน้นใช้ทำข้อสอบ เป็นเวลาชั่วโมงกว่าจนฉันรู้สึกเมื่อยตัวนิดหน่อย แต่ก็ยังไม่เท่าคนที่นั่งข้าง ๆ ฉันอย่างเซนโตะที่ตอนนี้มันแทบจะฟุ๊บหลับคาโต๊ะไปตั้งแต่ครึ่งชั่วโมงแรกแล้ว
“เดี๋ยวมานะ” เซนโตะมันบอกแล้วก็ลุกออกไปเลย สงสัยจะไปเข้าห้องน้ำ แต่แบบนี้ก็ดีแล้ว ฉันจะได้มีโอกาสอยู่กับพี่เซจิแบบสองต่อสองสักที
“....” ต่างคนต่างเงียบ
พี่เซจิเอาแต่อ่านหนังสือที่หยิบจากมือฉันไป ส่วนฉันก็คอยแอบจ้องเขาอยู่เป็นระยะ แต่ถึงอย่างนั้นก็พยายามเนียนที่สุด ทำเป็นมองผู้คนที่เดินผ่านไปมาเข้าออกร้าน พี่เซจิคงไม่ทันสังเกตอาการของฉันหรอก
“เมื่อวาน...” จู่ ๆ พี่เซจิก็พูดขึ้นมา ทั้งที่สายตายังมองแต่หนังสือ มือหนาของเขาคว้าจับดินสอของฉันที่วางอยู่บนโต๊ะ ก่อนจะขีดเขียนอะไรบางอย่างลงไปในนั้น แต่เขายังไม่ทันจะพูดจบประโยคเลย
“คะ?”
“ตกลงเธอนัดใครไปห้องนั้น?” เขาเงยหน้าขึ้นมามองฉันแทน ทำเอาฉันตัวแข็งทื่อ ก็บอกไปแล้วไม่ใช่หรือไง
“ไม่ได้นัดใครไว้นี่คะ”
“แล้วไปทำอะไรที่ห้องนั้น”
“น้องแค่ไป…”
“ไม่รู้หรือไงว่าห้องนั้นเขาเอาไว้ทำอะไร”
“น้องแค่เดินไปตามทางที่ป้ายบอกไม่คิดว่านั่นจะเป็นห้องเชือด”
“หึ!” พี่เซจิหัวเราะในลำคอพลางหันไปสนใจกับหนังสือตรงหน้าต่อ โดยไม่ได้หันมามองฉันอีก แบบนี้หมายความว่าไง?
ครืด-ครืด-ครืด-
ระหว่างนั้น เสียงโทรศัพท์ของพี่เซจิก็สั่นขึ้นมาอย่างกะทันหัน เขาเหลือบตามองที่หน้าจอเล็กน้อยก่อนจะหันไปสนใจหนังสือเรียนของฉันต่อ แล้วปล่อยให้เสียงโทรศัพท์มันสั่นอยู่อย่างนั้น จนฉันเริ่มรู้สึกรำคาญ
“จะไม่รับจริงๆ เหรอคะ”
“ไม่ใช่เรื่องของเธอ”
“ค่ะ! ไม่ใช่เรื่องของน้องหรอก แต่ว่ามันน่ารำคาญ”
“....” พี่เซจิไม่ได้สนใจสิ่งที่ฉันพูดเลยสักนิด หรือไม่ก็จงใจทำเป็นไม่ได้ยิน
“พี่เซจิคะ”
“....”
“พี่เซจิ!” ฉันต้องเรียกพี่เซจิถึงสองครั้ง เขาถึงได้หันมา ก่อนจะยื่นโทรศัพท์ตัวเองมาให้ฉัน หน้าจอเป็นเบอร์ที่พี่พายุได้เมมเอาไว้ว่า ‘อย่ารับสาย’ นั่นยิ่งทำให้ฉันยิ่งอยากรู้อยากเห็นเข้าไปหลายเท่า ว่าเจ้าของเบอร์นี้เป็นใครกัน
“รับสิ…แล้วบอกว่าฉันไม่อยู่”
“...” ฉันชั่งใจอยู่สักพักก่อนจะกดรับโทรศัพท์นั้น
[เซจิ! นายอยู่ที่ไหน ออกมาหาฉันหน่อยได้มั้ย] พอกดรับ ปลายสายก็รัวคำพูดใส่ จนฉันแทบฟังไม่ทัน แต่ฟังจากคำพูดคำจาแล้ว ฉันก็พอจะจับใจความได้ว่าคงจะเป็นผู้หญิงของเขาแน่นอน
“พี่เซจิไม่อยู่ค่ะ”
[แล้วเธอเป็นใครถึงมารับโทรศัพท์ของเซจิได้? ไปเรียกเซจิมาคุยกับฉันหน่อย ฉันมีเรื่องจะคุยกับเซจิ] หลังจากได้ยินแบบนั้น ฉันก็ปรายตามองพี่เซจิราวกับกำลังขอความเห็น เขาจึงดึงโทรศัพท์ออกจากมือของฉัน ก่อนจะกดตัดสายไป แล้วปิดเครื่องทันที ทำเหมือนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ฉันอยากรู้จังว่าทำไมเขาไม่กดปิดเครื่องซะตั้งแต่ทีแรกหรือว่า เขาจะเอาฉันเป็นไม้กันหมา ฉันคงมีค่าแค่นี้สำหรับเขาสินะ!
“แฟนพะ…”
“ไม่ใช่เรื่องของเธอ!” ตั้งใจจะเอ่ยถาม แต่ก็โดนขัดเสียก่อน เขาบอกฉันเพียงเท่านั้นก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง
“.....”
“บอกเซนโตะด้วยว่าฉันขอตัวกลับก่อน” ว่าจบ เขาก็เดินออกจากร้านไปหน้าตาเฉย ทิ้งให้ฉันได้แต่สงสัยว่าผู้หญิงปลายสายที่เสวนาด้วยเมื่อสักครู่เป็นใครกัน หรือจะเป็นผู้หญิงคนที่อยู่กับพี่เซจิเมื่อวานนะ
ตั้งแต่ฉันรู้จักพี่เซจิมา เขามีผู้หญิงมาคอยเกาะแกะเยอะอยู่พอสมควรเลย แต่ก็ไม่เห็นว่าเขาจะคบกับใครเป็นตัวเป็นตนสักคน นอกจากนี้ฉันยังไม่เคยเห็นพี่เซจิพาผู้หญิงคนไหนไปแนะนำกับอาน้ำเลย
ฉันจึงคอยตั้งคำถามกับตัวเองมาโดยตลอด ว่าพอจะเป็นฉันบ้างได้มั้ย คนที่เขาคิดจริงจังถึงขั้นเป็นคู่ชีวิต แต่ก็อย่างที่ทุกคนเห็นนั่นแหละ บทสนทนาของฉันกับพี่เซจิมันค่อนข้างบ่งบอกถึงความสัมพันธ์ที่แสนห่างไกลของเราเสียเหลือเกิน
‘พอจะมีวิธี ไหนบ้างนะที่จะทำให้เราใกล้ชิดกันได้มากกว่านี้ ขอเป็นคนรักของพี่ พอจะเป็นไปได้หรือเปล่า?’
ไม่หนาวอย่างที่คิดนี่นา ฮ่าๆๆ ฉันทำปากเก่งไปอย่างนั้นแหละ เป็นเพราะได้เสื้อโค้ทกับผ้าพันคอรวมถึงถุงเท้าที่พี่เซจิเตรียมมา จึงช่วยให้ความอบอุ่นกับฉันได้พอสมควร ทำดีก็เป็นเหมือนกันนะเราเนี่ยะฉันแอบมองเขาจากทางด้านหลัง เพราะตอนนี้พี่เซจิกำลังนั่งอยู่ตรงเบาะข้างหน้าพร้อมกับคุณอา มาซาชิ เพื่อพูดคุยเรื่องที่จะต้องไปพบปะทีมผู้บริหารโรงพยาบาลในอีกสองวันข้างหน้าใช้เวลาเกือบชั่วโมงก็มาถึงบ้านตระกูลทากาฮาชิที่ญี่ปุ่น ฉันว่าบ้านที่ไทยก็ใหญ่มากแล้วนะ แต่พอเป็นบ้านที่ญี่ปุ่นแล้วที่ไทยกลับเทียบไม่ติดเลยเนี่ยะสิ แบบนี้ต้องเรียกว่าคฤหาสน์มากกว่าบ้านแล้ว“ของขวัญเคยใส่กิโมโนไหมลูก” คุณอามาซาชิหันมาพูดกับฉันระหว่างทางที่พวกเรากำลังเดินเข้าไปในตัวบ้าน“ไม่เคยค่ะ” ฉันส่ายศีรษะด้วยความงุนงง คงจะเคยแหละ หน้าอย่างฉันคงจะซื้อกิโมโนมาใส่เดินเล่นที่ประเทศไทยอยู่หรอก -_-“เดี๋ยววันนี้อาจะให้ช่างตัดผ้าเข้ามาวัดตัวให้ เป็นชุดที่ต้องใส่ไหว้บรรพบุรุษในวันสุดสัปดาห์นี้ หนูแพทเองก็ด้วยนะ”“ค่ะ ขอบคุณค่ะ” ฉันและแพทพยักหน้ารับทราบแล้วกล่าวขอบคุณ นี่พวกฉันต้องไปร่วมพิธีอะไรกับพวกเขาด้วยอย่างนั้นเหรอ คิดว่าจะเป็นพิธีเฉพ
“ไม่เอา ของขวัญไม่อยากไป…” ฉันกอดอกยืนหันหลังให้พ่อกับแม่ที่เข้ามาเจรจาว่าจะให้ฉันไปญี่ปุ่นกับครอบครัวของพี่เซจิ พร้อมทั้งให้เหตุผลว่าจะให้ลองไปดูงานในโรงพยาบาลถ้าฉันไปก็หลบหน้าเขาต่อไม่ได้น่ะสิ บอกตามตรง ตั้งแต่เรื่องวันนั้นฉันก็ยังงอนเขาอยู่ อย่าคิดว่าของขวัญคนนี้จะยอมยกโทษให้ง่าย ๆ นะ!“แต่แม่ตอบตกลงกับอาน้ำไปแล้วนะ ทริปนี้เซนโตะก็ไปด้วยกัน ปกติเห็นตัวติดกันตลอดไม่ใช่เหรอ”“ตอนนี้ไม่ติดแล้วค่ะ เซนโตะมันติดเมียมันนู่น” ดูท่าคงจะพกเมียติดไปด้วยแน่ ๆ และฉันก็คงต้องไปอยู่ที่นู่นอย่างโดดเดี่ยว เพราะจะให้ไปอยู่กับพี่เซจิฉันก็ไม่เอาหรอก!“นี่อย่าบอกนะว่าครั้งก่อนที่เราพูดว่าอกหัก…” พ่อเปรยขึ้นมาพลางยกมือขึ้นชี้นิ้วมาทางฉัน อย่าได้คิดเรื่องแบบนั้นเชียว...“?”“เพราะเซนโตะมีแฟนเหรอ?” พ่อถามออกมาตามตรง ส่วนแม่เองก็รอคำตอบเรื่องนี้เหมือนกัน นั่นไง! ว่าแล้วเชียว!“โอ๊ยยยย ไม่ใช่ค่ะ ไอ้นี่น่ะ ปล่อยมันไปมีเมียก็ดีแล้ว คนเขาจะได้เลิกเข้าใจผิดว่ามันเป็นแฟนหนูสักที” ฉันบ่นลับหลัง เพราะหลายปีที่ผ่านมานี้ ยอมรับตามตรงที่ฉันโสดก้เป็นเพราะมันส่วนหนึ่งด้วย แต่ฉันก็ไม่อยากจะโทษมันมากนักหรอก เพราะสาเหตุห
“หลับสบายจังเลยนะเมื่อคืนนี้” ว่าพลางบิดขี้เกียจแล้วยกยิ้มสดใส ต่างจากอีกคนที่ทำหน้ามุ่ยไม่รับบุญตั้งแต่เช้า“คนเจ้าเล่ห์”“เจ้าเล่ห์ตรงไหนกัน เธอหล่นมาหาพี่เองนะ”“พี่นั่นแหละดึงน้องลงไป” เธอจำความรู้สึกนั้นได้แม่น ว่าเหมือนมีคนดึงลงไปจนทำให้ตัวเองตกเตียงแล้วหลังจากนั้นทั้งสองก็ถกเถียงเรื่องนี้กันตลอดทั้งเช้า วันนี้เป็นวันอาทิตย์ ของขวัญซซึ่งเป็นนักศึกษาแพทย์ปีหนึ่งจึงไม่มีธุระจำเป็นที่จะต้องเข้ามหาลัย แต่สำหรับเซจิที่เป็นนักศึกษาแพทย์ปีที่สาม เขาต้องไปเข้าแล็ปส่งกล้องวิชาพยาธิวิทยา ที่นัดติวกับเพื่อนในรุ่นเอาไว้“ไปแต่งตัวซะ เดี๋ยวพี่ลงมารับ” ว่าจบเขาก็เดินออกจากห้องไปทิ้งให้ฉันงุนงง รับไปไหน วันนี้วันอาทิตย์ไม่ใช่เหรอ (. .)?หรือว่าจะพาไปเดทกันนะ -///- บ้าบอ คิดอะไรเพ้อเจ้อนะของขวัญ...แต่ก็เอาเถอะ อาบน้ำแต่งตัวรอก็ได้ ในตอนแรกฉันก็แอบหวังว่าเขาจะพาไปที่ที่น่าสนใจ แต่เมื่อรู้ตัวอีกทีก็มาโผล่อยู่ในคณะเป็นที่เรียบร้อยวันหยุดยังจะพามาที่นี่อีก แต่ไม่เป็นไร ฉันพอจะให้อภัยได้เพราะตัวเองได้อยู่ข้างเขาเนี่ยะแหละ -///-“อ้าว เซจิ เข้ามาสิ” เพื่อนร่วมรุ่นของพี่เซจิทักทายแล้วเชื้อเชิญให้เขา
กลับจากคุยเรื่องหัวใจกับพี่เซจิแล้ว พวกมิ้งและน้ำหวานก็ชวนฉันออกไปเที่ยวฉลองที่ร้านประจำ เนื่องในโอกาสที่คิรันได้แชมป์ และใช่ค่ะ พวกมันชวนดาวเด่นอย่างคิรันลับหลังฉันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก่อนที่จะมาชวนฉันเสียอีก และถ้าฉันไม่ไปก็คงเสียมารยาทมากแน่นอนของขวัญคนนี้จึงต้องแต่งตัวออกมาข้างนอกอีกครั้ง ทั้งที่บอกฝันดีพี่เซจิเรียบร้อยแล้ว ทำแบบนี้ไม่น่ารักเลยแฮะของขวัญ“ทางนี้คิรัน” มิ้งโบกมือเรียก ก่อนจะเว้นที่ว่างข้าง ๆ ฉันเอาไว้เพื่อให้คิรันได้เดินมานั่งอย่างรู้งาน -_-คิรันเดินเข้ามาพร้อมกับชุดลำลองที่ฉันไม่ค่อยได้เห็นบ่อยนัก เพราะส่วนใหญ่เจอกัแต่นที่มหาลัยจึงคุ้นตาเขาในคาบชุดนักศึกษาเสียมากกว่า แต่ตอนนี้เขาก็แค่เปลี่ยนไปใส่เสื้อยืดสีขาวแทนเสื้อเชิ้ตเท่านั้น ส่วนกางเกงเป็นกางเกงแสล็คเหมือนเดิม แต่ไม่รู้ทำไมถึงรู้สึกสะกดสายตาได้ขนาดนี้นะ หรืออาจเป็นเพราะใบหน้าที่หล่อเหลาเกินมนุษย์ของเขาล่ะแต่ฉันว่าเลิกพรรณนาถึงรูปร่างหน้าตาของเขาเถอะ เพราะถึงหล่อแค่ไหนคนในใจของฉันก็มีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น ก็คือพี่เซจินั่นแหละพูดถึงพี่เซจิแล้วก็ทำให้ฉันถึงเรื่องที่เราตกลงคุยกัน บอกตามตรงฉันก็รู้สึกว่าตั
พี่เซจิพามาถึงจุดหมาย ซึ่งเป็นสวนหย่อมที่ผู้คนต่างมาเดินเล่นพักผ่อนกันเป็นคู่ ในช่วงยามเย็นแบบนี้ ดวงอาทิตย์กับลังลับขอบฟ้า แสงอาทิตย์กำลังอบอุ่นได้ที่เลยทีเดียวแต่ก็อบอุ่นหัวใจได้เพียงบรรยากาศเท่านั้น เพราะตอนนี้ฉันรู้สึกว่ากำลังมีบางอย่างที่หนักอึ้งอยู่ภายในใจ บอกตามตรง ฉันไม่พร้อมจะเผชิญหน้าเขาเลย อยากจะหนีไปให้พ้นเสียด้วยซ้ำ แต่อีกใจก็อยากรู้ว่าเขาอยากจะพูดเรื่องอะไรหรือว่าพี่เซจิจะพาฉันมาคุยเรื่องที่ฉันสารภาพออกไปวันนั้น และเรียกมาปฏิเสธกันนะ...ไม่เอาอะ ของขวัญไม่อยากฟังคำนั้น...ฉันควรจะวิ่งหนีไปให้ไกลสิ แต่มานึกขึ้นได้ตอนนี้ก็สายไปแล้วล่ะของขวัญพี่เซจิมายืนอยู่ตรงหน้าฉัน แววตาของเขาดูจริงจังประกอบกับความลึกลับซึ่งทำให้ฉันไม่สามารถอ่านได้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ เขายืนนิ่งเงียบอยู่สักครู่ก่อนจะสูดหายใจเข้าลึก ราวกับว่าเขากำลังรวบรวมความกล้าที่จะพูดอะไรบางอย่าง"มีเรื่องอะไรจะคุยเหรอคะ?" ฉันตัดสินใจเปิดปากถามออกไปตรง ๆ เพราะต้องการรีบตัดความอึดอัดใจนี้ทิ้ง เอาเลย ของขวัญพร้อมแล้ว จะปฏิเสธก็บอกมาตามตรงเลยสิ!พี่เซจินิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง สายตาที่แฝงไปด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ยากจะอ
และแล้ววันเสาร์ก็มาถึง ตลอดทั้งสัปดาห์นี้ฉันพยายามหลบหน้าพี่เซจิอยู่ตลอด โธ่เอ๊ย ของขวัญ เรื่องบนรถวันนั้นน่าอายชะมัด พูดออกไปได้ยังไงกัน -///- และดูเหมือนว่าอีกฝ่ายก็จะรู้ตัวว่าฉันพยายามหลบหน้า จึงไม่โผล่มาให้ฉันเห็นเหมือนกันแต่บอกตามตรง...อีกความรู้สึกหนึ่งฉันก็แอบน้อยใจเหมือนกันนะ เขาไม่พยายามที่จะมาเจอกันเลยอย่างนั้นสิขณะที่ภายในสมองกำลังครุ่นคิดเรื่องว้าวุ่นใจอยู่นั้น ขาของฉันก็ก้าวขึ้นไปบนแท่นอัฒจันทร์ที่อยู่ข้างสระว่ายน้ำเพื่อจับจองที่นั่งเข้าชมการแข่งขัน ใช่แล้ว วันนี้ฉันมาเชียร์คิรันแข่งขันกีฬาเฟรชชี่ แต่ไม่ได้มาคนเดียวหรอกนะ เพราะกลุ่มเพื่อนของฉัน พวกมิ้งและน้ำหวานก็มาด้วยเหมือนกันเมื่อถึงเวลาแข่งขัน ฉันก็รีบนำป้ายที่อุตส่าห์ตัดแปะสติ๊กเกอร์อย่างประณีตออกมา“คิรัน!” ฉันตะโกนเรียกเขาที่กำลังยืนอยู่ข้างสระเพื่อเตรียมตัวแข่งขัน หลังจากเขาหันมามองฉันก็รีบยกป้ายที่เขียนเอาไว้ว่า ‘สู้เขานะคิรัน’ ขึ้นมาโบกทันทีที่คิรันอ่านป้ายนั้นจบเขาก็ยกยิ้มแล้วโบกมือมาให้ฉันอย่างรับทราบ“แหม มึง เหมือนผัวเมียมาเชียร์กันเลยนะ” มิ้งเอ่ยแซวขึ้นมา ก่อนจะเบ้ปากให้ฉํนด้วยความหมั่นไส้“จริง ถ้าจะหว







