LOGIN@ห้างC
“ไอ้เซน! พี่เซจินัดกี่โมงเนี่ย?”
“มันบอกกูว่าบ่ายสองนะ”
“นี่ก็บ่ายสองครึ่งแล้วนะ กูว่าพวกเรากลับกันเถอะ พี่เซจิคงไม่มาแล้วล่ะ” ฉันชูนาฬิกาข้อมือที่บอกเวลาบ่ายสองครึ่งให้เซนโตะที่นั่งดูดน้ำอยู่ข้าง ๆ พิจารณา ก่อนจะลุกขึ้นแล้วก้าวเดินออกจากร้าน แต่ทว่า...
พลั่ก!
“อุ๊ย ขอโทษค่ะ” ฉันเดินไปชนกับแผงอกของใครเข้าเต็มปัง กลิ่นน้ำหอมของเขามันช่างดูคุ้นจัง แต่ชนเขาเสียขนาดนั้นฉันก็ไม่กล้าที่จะเงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่าย จึงได้แต่เดินเลี่ยงไปอีกฝั่งแทน
แต่แล้วมือหนาของใครบางคนก็คว้าจับแขนของฉันเอาไว้เสียก่อน ฉันจึงรีบหันขวับกลับไปมอง ก่อนจะพบว่าคนนั้นก็คือพี่เซจินั่นเอง
‘เขาสัมผัสตัวฉันด้วยล่ะ…’
“จะไปไหน” ร่างสูงจ้องหน้าฉันพลางเอ่ยถามเสียงเรียบ
“ของขวัญคิดว่าพี่เซจิจะไม่มาแล้ว ก็เลย...” ฉันเงยหน้าไปมองร่างสูงพลางมองมือหนาที่กำลังจับแขนของฉันเอาไว้ด้วยสายตานิ่ง ทั้งที่ตอนนี้เสียงในหัวใจฉันมันเต้นโครมครามดังก้องไปหมดแล้ว
“ของขวัญ!” เสียงของเซนโตะดังไล่ตามฉันมาติด ๆ พี่เซจิจึงรีบสะบัดมือฉันทิ้งอย่างไม่ใยดี ก่อนจะหันไปมองยังร่างสูงด้านหลังฉันแทน
“กว่าจะมาเนอะ มึงนัดพวกกูบ่ายสอง แล้วดูดิมึงมากี่โมง”
“เออช้านิดช้าหน่อยไม่เป็นไรหรอกน่า มึงนั่งจนร้านปิด เพื่อนกูก็ไม่ว่าหรอก” ร้านี้ก็คือหนึ่งในร้านที่พี่เป็นหนึ่งเป็นเจ้าของนั่นเอง แต่ที่เหนือขั้นกว่าเป็นเจ้าของร้านแห่งนี้ก็คือ เขาเป็นเจ้าของห้างนี้ด้วย...
พี่เซจิดันหลังทั้งฉันและเซนโตะให้กลับไปนั่งที่เดิม ก่อนที่เขาจะเดินไปที่บาร์ร้านเพื่อคุยกับเจ้าของร้านหน้าตาดีรุ่นราวคราวเดียวกับตัวเอง
“อยากเข้าคณะอะไรกันบ้างล่ะ จะได้ไกด์ให้ถูก”
“ของขวัญอยากเข้าคณะเดียวกับพี่ค่ะ” ฉันรีบบอกทันควัน ในขณะที่สายตาของเซนโตะก็แอบปรายตามองอย่างนึกจับผิด
‘อะไร’ ฉันจ้องหน้ามันแล้วพูดแบบไม่มีเสียง แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ยังอ่านปากฉันได้
‘อย่าเยอะนะมึง’ เซนโตะตอบกลับมา
‘กูเยอะตรงไหน กูตั้งใจจริง’ ฉันตอบกลับก่อนจะหันไปสนใจพี่เซจิแทนการปะทะคารมกับเซนโตะ
“อยากเข้าคณะฉันเหรอ ยากนะ เรียนหนักด้วย”
ฉันยักไหล่อย่างไม่แคร์ อันที่จริงฉันอยากเข้าให้ได้ เพื่อจะยกระดับตัวเองให้เทียบเท่ากับพี่เซจินั่นแหละ ก็ตัวเขาเป็นถึงทายาทเจ้าของโรงพยาบาล ถ้าหากฉันจะเป็นภรรยาของเขา ก็ต้องทำตัวให้สมฐานะสักหน่อย
นี่ฉันหวังสูงไปหรือเปล่านะ….
พวกเราใช้เวลานั่งฟังพี่เซจิอธิบายเนื้อหาส่วนที่เน้นใช้ทำข้อสอบ เป็นเวลาชั่วโมงกว่าจนฉันรู้สึกเมื่อยตัวนิดหน่อย แต่ก็ยังไม่เท่าคนที่นั่งข้าง ๆ ฉันอย่างเซนโตะที่ตอนนี้มันแทบจะฟุ๊บหลับคาโต๊ะไปตั้งแต่ครึ่งชั่วโมงแรกแล้ว
“เดี๋ยวมานะ” เซนโตะมันบอกแล้วก็ลุกออกไปเลย สงสัยจะไปเข้าห้องน้ำ แต่แบบนี้ก็ดีแล้ว ฉันจะได้มีโอกาสอยู่กับพี่เซจิแบบสองต่อสองสักที
“....” ต่างคนต่างเงียบ
พี่เซจิเอาแต่อ่านหนังสือที่หยิบจากมือฉันไป ส่วนฉันก็คอยแอบจ้องเขาอยู่เป็นระยะ แต่ถึงอย่างนั้นก็พยายามเนียนที่สุด ทำเป็นมองผู้คนที่เดินผ่านไปมาเข้าออกร้าน พี่เซจิคงไม่ทันสังเกตอาการของฉันหรอก
“เมื่อวาน...” จู่ ๆ พี่เซจิก็พูดขึ้นมา ทั้งที่สายตายังมองแต่หนังสือ มือหนาของเขาคว้าจับดินสอของฉันที่วางอยู่บนโต๊ะ ก่อนจะขีดเขียนอะไรบางอย่างลงไปในนั้น แต่เขายังไม่ทันจะพูดจบประโยคเลย
“คะ?”
“ตกลงเธอนัดใครไปห้องนั้น?” เขาเงยหน้าขึ้นมามองฉันแทน ทำเอาฉันตัวแข็งทื่อ ก็บอกไปแล้วไม่ใช่หรือไง
“ไม่ได้นัดใครไว้นี่คะ”
“แล้วไปทำอะไรที่ห้องนั้น”
“น้องแค่ไป…”
“ไม่รู้หรือไงว่าห้องนั้นเขาเอาไว้ทำอะไร”
“น้องแค่เดินไปตามทางที่ป้ายบอกไม่คิดว่านั่นจะเป็นห้องเชือด”
“หึ!” พี่เซจิหัวเราะในลำคอพลางหันไปสนใจกับหนังสือตรงหน้าต่อ โดยไม่ได้หันมามองฉันอีก แบบนี้หมายความว่าไง?
ครืด-ครืด-ครืด-
ระหว่างนั้น เสียงโทรศัพท์ของพี่เซจิก็สั่นขึ้นมาอย่างกะทันหัน เขาเหลือบตามองที่หน้าจอเล็กน้อยก่อนจะหันไปสนใจหนังสือเรียนของฉันต่อ แล้วปล่อยให้เสียงโทรศัพท์มันสั่นอยู่อย่างนั้น จนฉันเริ่มรู้สึกรำคาญ
“จะไม่รับจริงๆ เหรอคะ”
“ไม่ใช่เรื่องของเธอ”
“ค่ะ! ไม่ใช่เรื่องของน้องหรอก แต่ว่ามันน่ารำคาญ”
“....” พี่เซจิไม่ได้สนใจสิ่งที่ฉันพูดเลยสักนิด หรือไม่ก็จงใจทำเป็นไม่ได้ยิน
“พี่เซจิคะ”
“....”
“พี่เซจิ!” ฉันต้องเรียกพี่เซจิถึงสองครั้ง เขาถึงได้หันมา ก่อนจะยื่นโทรศัพท์ตัวเองมาให้ฉัน หน้าจอเป็นเบอร์ที่พี่พายุได้เมมเอาไว้ว่า ‘อย่ารับสาย’ นั่นยิ่งทำให้ฉันยิ่งอยากรู้อยากเห็นเข้าไปหลายเท่า ว่าเจ้าของเบอร์นี้เป็นใครกัน
“รับสิ…แล้วบอกว่าฉันไม่อยู่”
“...” ฉันชั่งใจอยู่สักพักก่อนจะกดรับโทรศัพท์นั้น
[เซจิ! นายอยู่ที่ไหน ออกมาหาฉันหน่อยได้มั้ย] พอกดรับ ปลายสายก็รัวคำพูดใส่ จนฉันแทบฟังไม่ทัน แต่ฟังจากคำพูดคำจาแล้ว ฉันก็พอจะจับใจความได้ว่าคงจะเป็นผู้หญิงของเขาแน่นอน
“พี่เซจิไม่อยู่ค่ะ”
[แล้วเธอเป็นใครถึงมารับโทรศัพท์ของเซจิได้? ไปเรียกเซจิมาคุยกับฉันหน่อย ฉันมีเรื่องจะคุยกับเซจิ] หลังจากได้ยินแบบนั้น ฉันก็ปรายตามองพี่เซจิราวกับกำลังขอความเห็น เขาจึงดึงโทรศัพท์ออกจากมือของฉัน ก่อนจะกดตัดสายไป แล้วปิดเครื่องทันที ทำเหมือนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ฉันอยากรู้จังว่าทำไมเขาไม่กดปิดเครื่องซะตั้งแต่ทีแรกหรือว่า เขาจะเอาฉันเป็นไม้กันหมา ฉันคงมีค่าแค่นี้สำหรับเขาสินะ!
“แฟนพะ…”
“ไม่ใช่เรื่องของเธอ!” ตั้งใจจะเอ่ยถาม แต่ก็โดนขัดเสียก่อน เขาบอกฉันเพียงเท่านั้นก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง
“.....”
“บอกเซนโตะด้วยว่าฉันขอตัวกลับก่อน” ว่าจบ เขาก็เดินออกจากร้านไปหน้าตาเฉย ทิ้งให้ฉันได้แต่สงสัยว่าผู้หญิงปลายสายที่เสวนาด้วยเมื่อสักครู่เป็นใครกัน หรือจะเป็นผู้หญิงคนที่อยู่กับพี่เซจิเมื่อวานนะ
ตั้งแต่ฉันรู้จักพี่เซจิมา เขามีผู้หญิงมาคอยเกาะแกะเยอะอยู่พอสมควรเลย แต่ก็ไม่เห็นว่าเขาจะคบกับใครเป็นตัวเป็นตนสักคน นอกจากนี้ฉันยังไม่เคยเห็นพี่เซจิพาผู้หญิงคนไหนไปแนะนำกับอาน้ำเลย
ฉันจึงคอยตั้งคำถามกับตัวเองมาโดยตลอด ว่าพอจะเป็นฉันบ้างได้มั้ย คนที่เขาคิดจริงจังถึงขั้นเป็นคู่ชีวิต แต่ก็อย่างที่ทุกคนเห็นนั่นแหละ บทสนทนาของฉันกับพี่เซจิมันค่อนข้างบ่งบอกถึงความสัมพันธ์ที่แสนห่างไกลของเราเสียเหลือเกิน
‘พอจะมีวิธี ไหนบ้างนะที่จะทำให้เราใกล้ชิดกันได้มากกว่านี้ ขอเป็นคนรักของพี่ พอจะเป็นไปได้หรือเปล่า?’
“ก็กูจะใช้...”“แต่ผมหยิบก่อน”“กูจำเป็นต้องใช้ตอนนี้...เดี๋ยวผัดผักมันไหม้”“ผมก็จำเป็นเหมือนกัน เดี๋ยวไข่ไหม้”ฉันตื่นขึ้นเพราะเสียงเอะอะโวยวายดังไปทั่วบริเวณ แต่เมื่อลืมตาขึ้นมาก็พบว่าพี่เซจิและคิรันกำลังเข้าครัวทำอาหารด้วยกันอยู่ ถึงแม้จะดูเหมือนคนกำลังจะเปิดศึกฆ่าแกงกันมากกว่าก็เถอะ“ทำอะไรกัน?” ฉันเดินงัวเงียเข้ามาในห้องครัวเรียกความสนใจจากทั้งคู่ได้ทันควัน ก่อนจะจ้องมองสิ่งที่อยู่ในกะทะเริ่มเกรียมเข้าไปทุกที ฉันจึงต้องรีบเข้าไปคว้าตะหลิวในมือของคิรันออกมาถือไว้เอง ด้วยกลัวว่าทั้งคู่จะทำห้องฉันไฟลุกแทนที่จะได้นั่งทานข้าวกันอย่างปกติสุข“ออกไปทั้งคู่เลย” ฉันชี้นิ้วไปทางโซนห้องนั่งเล่น ทั้งสองพากันคอตกแล้วเดินออกไปอย่างว่าง่าย ไม่นานอาหารก็ถูกยกออกมาตั้งวางไว้บนโต๊ะ“แล้วเซนโตะล่ะคะ ไม่ได้มาด้วยกันเหรอ?” ฉันถามถึงเพื่อนสนิทตัวดี ที่ตอนนี้หายหน้าหายตาและส่งพี่ชายตัวเองมาคุมประพฤติฉันแทน“ไปห้องแฟนแล้ว” พี่เซจิตอบพร้อมทำสีหน้าหน่าย ๆ ช่วงนี้ดูเหมือนเซนโตะจะติดแฟนสาวคนนี้มากเป็นพิเศษ หรือว่ามันจะเจอคนที่ใช่แล้วจริง ๆ นะ สงสัยต้องหาเวลาให้มันมานั่งชี้แจงสักหน่อยแล้ว“อ่อ...” ฉันพยักหน
ถึงแม้จะรู้สึกสงสัยว่าใครกันที่เป็นคนซื้อของพวกนี้มาให้ แต่ฉันก็รู้สึกขอบคุณมากยิ่งกว่า ให้ตายเถอะของขวัญ ลืมเรื่องสำคัญแบบนี้ไปได้ยังไงกันว่าใกล้วันนั้นของเดือนแล้ว ควรจะพกผ้าอนามัยติดตัวเอาไว้เผื่อฉุกเฉินสิฉันกลับมาถึงห้องของตัวเองโดยสวัสดิภาพ ก่อนจะพบว่าเซนโตะยืนรออยู่หน้าห้อง สีหน้าดูเป็นกังวลใจอย่างไรอย่างนั้น เมื่อเห็นฉํนมันก็รีบเดินตรงเข้ามาหาทันที“มึง ไม่เป็นไรนะ”“อืม...” สงสัยหวานกับมิ้งเป็นคนบอก บังเอิญว่าฉันทักไปหาพวกมันพอดี จึงไม่แปลกที่เซนโตะจะรู้เรื่องนี้เข้า “กูไม่เป็นไรหรอก ว่าแต่...กูสงสัยว่ะ ว่าใครซื้อผ้าอนามัยกับกระโปรงตัวใหม่มาให้กู”“เออเอาเหอะมึง เรื่องแบบนี้ช่างแม่งเหอะ” เซนโตะพูดเหมือนต้องการตัดจบเรื่องนี้“หรือมึงรู้ว่าใคร?” ฉันหรี่ตามองส่งสายตาจับผิดไปหามันทันที หรือว่า...ไม่หรอกมั้ง อย่างเขาคนนั้นจะมาใส่ใจฉันได้ยังไง“กู...จะไปรู้ได้ไงเล่า เลิกพูดถึงเรื่องร้าย ๆ เถอะของขวัญ มีคนช่วย...ก็ดีแล้ว”เซนโตะว่าพลางรอให้ฉันเปิดประตูเพื่อจะเดินเข้าไปในห้อง เอาอีกแล้ว สองพี่น้องนี่ชอบมาวุ่นวายที่ห้องฉันกันตลอดเลยก๊อก ก๊อกเพิ่งปิดประตูลงได้ไม่นานเสียงเคาะประตูก็ดั
หลังจากวันนั้น พี่เซจิก็เริ่มทำตัวแปลกประหลาดมากขึ้นเรื่อย ๆ ทุกเย็นหลังจากฉันกลับถึงคอนโดก็จะเห็นเขายืนอยู่ตรงหน้าห้องเป็นประจำ ไม่รู้ว่ามีธุระอะไรที่ห้องของฉันนักหนา วันนี้เองก็เช่นกัน“พอดี พี่มารอเซนโตะน่ะ...”“เซนโตะไปห้องแฟนค่ะ ไม่ได้อยู่กับน้อง” ฉันตอบกลับทันควันพลางเดินหลบเลี่ยงเขาเข้าไปในห้อง แต่พี่เซจิก็ยังไม่วายเดินตามเข้ามาในห้องจนได้“ก็นั่นแหละ...พี่มารอมันที่ห้องเธอไง เดี๋ยวมันกลับมา”“แล้วทำไมไม่ไปรอที่ห้องพี่ล่ะ ถ้าเซนโตะกลับมาก็ต้องกลับห้องพี่อยู่แล้วไม่ใช่เหรอ?”“ก็...เผื่อมันแวะห้องเธอก่อนไง”เอาเถอะ ฉันไม่อยากซักไซ้ไร่เรียงความอะไรให้มันมากมายนักหรอก เขาอยากจะอยู่ก็ให้อยู่ไปแล้วกัน แต่วันนี้ฉันมีธุระต้องออกไปอ่านหนังสือที่หอสมุดตามที่นัดกับคิรันเอาไว้เมื่ออาบน้ำเปลี่ยนจากชุดนักศึกษาเป็นชุดลำลองเรียบร้อยแล้ว ฉันก็หยิบกระเป๋าสะพายพร้อมกับไอแพดเพื่อเตรียมตัวออกไปอ่านหนังสือ แต่พอฉันก้าวพ้นประตูห้องนอน พี่เซจิก็รีบลุกขึ้นยืนทันที“ไปไหน?”“นัดเพื่อนอ่านหนังือเอาไว้ที่หอสมุดค่ะ”“ไปด้วย” ว่าพลางหยิบกุญแจรถของตัวเองแล้วเดินตามฉันออกมาจนถึงหน้าประตูห้อง“พี่จะไปทำไม น้
“โอ๊ย! พี่เป็นอะไรเนี่ยะ!” ฉันร้องออกมาเพราะแรงเหวี่ยงจากพี่เซจิที่โยนร่างของฉันลงบนเบาะหลังรถ และฉันก็โวยวายขึ้นทันทีหลังจากที่เขาปล่อยให้ฉันเป็นอิสระ ก่อนที่ขายาวจะก้าวอ้อมไปทางประตูฝั่งคนขับแล้วเปิดขึ้นมานั่ง“ไม่ได้เป็นอะไรหนิ เธอนั่นแหละดื้อ บอกให้กลับด้วยกันก็ไม่ยอมกลับ ฉันก็เลยต้องทำแบบนี้” ว่าพลางจับพวงมาลัยรถแล้วขับออกมาจากร้านอาหาร“ก็น้องไม่อยากขัดจังหวะพี่อยู่กับแฟนหนิ” ฉันพูดสิ่งที่ตัวเองคิดออกไปตามตรง ไม่รู้ว่ามันฟังดูเป็นการประชดหรือเปล่านะ แต่สำหรับฉันแล้วมันหมายความตามนั้นจริง ๆหลังจากฟังสิ่งที่ฉันชี้แจงแล้วพี่เซจิก็นิ่งเงียบเหมือนทุกครั้ง เขาไม่มีเหตุจำเป็นจะต้องชี้แจงเรื่องนี้กับฉันหรอก แต่บอกตามตรง ว่าฉันก็แอบหวังให้เขาปฏิเสธกลับมา ว่าผู้หญิงคนนั้นกับเขาไม่ใช่แฟนกัน แต่ก็ไร้ซึ่งเสียงตอบกลับจากเขาบอกตามตรง เห็นแบบนี้แล้ว...ฉันจะตัดใจจากพี่เซจิขั้นเด็ดขาดแล้วล่ะ ทุกคนรอดูได้เลยไม่นานนักรถก็มาหยุดอยู่ตรงหน้าร้านคาเฟ่แห่งหนึ่งแทนที่จะเป็นคอนโดของพวกเรา ฉันรีบหันมองเขาด้วยแววตาฉงนสงสัย แต่ในขณะที่กำลังจะเอ่ยปากถาม เขาก็เปิดปากอธิบายขึ้นก่อนแล้ว“ฉันอยากกินของหวานน่ะ
“มึง นั่นพี่เซจิป่าววะ” น้ำหวานที่นั่งอยู่ข้าง ๆ พูดขึ้น บังเอิญว่าเป็นทิศที่หันหน้าเขาหาเขาพอดี น้ำหวานจึงต้องเห็นเป็นธรรมดาอยู่แล้ว และหลังจากได้ยินแบบนั้นทุกคนก็พากันหันไปมอง แต่ก็ไม่ได้พรวดพราดหันไปหรอกนะ เพราะกลุ่มเพื่อนของฉันมีวิธีหันอย่างแนบเนียนอยู่แล้ว“เออว่ะ ใช่จริงด้วย ว่าแต่พี่เขาเปลี่ยนคนควงอีกแล้วเหรอวะ”ฉันปรายตามองเขาอีกครั้งก่อนจะเห็นท่าทางยิ้มแย้มรวมถึงสายตาที่เขาใช้มองผู้หญิงคนนั้น มันช่าง...อบอุ่นเหลือเกิน เป็นสายตาที่ฉันคงไม่มีวันได้รับจากเขา“ของขวัญ มึงจะกินอะไรเนี่ยะ กูเรียกหลายรอบแล้วนะ”“อ๋อ...เอาตามมึงละกัน” ฉันบอกกล่าวหลังจากเรียกสติคืนมาได้“เออ จะได้รีบสั่ง หิวกันจะตายแล้ว”“เห้ย นั่นคิรัน เดือนคณะมึงป้ะของขวัญ” มิ้งส่งสายตาไปยังทิศสิบสิงนาฬิกาข้างหลังของฉัน ก่อนที่พวกเราจะค่อย ๆ ลอบมองอย่างแนบเนียนแล้วหันกลับมาพูดจาชุมนุมกันอีกครั้ง“เออว่ะ” ว่าจบ พวกมันก็ส่งสายตามาทางฉันอย่างมีเล่ศ์นัย อะไรกันอีกล่ะเนี่ยะ“อะแฮ่ม...ของขวัญ...”“?”“ฉันว่าคิรันมองเธออยู่นะ”“บ้าหน่า เขาอาจจะแค่ตกใจที่พวกเราแห่กันหันไปมองก็ได้” ฉันว่าพลางยกแก้วน้ำขึ้นจิบเป็นการเลี่ยงบทสน
“วันนี้ดูอารมณ์ดีเนอะมึงอ่ะ” เซ็นโตะนั่งท้าวคางมองฉันที่กำลังหั่นผักเตรียมทำอาหารอยู่ในห้องของมัน“ยังไงวะ กูก็ยิ้มแบบนี้ทุกวันมั้ยล่ะ”“ไม่อ่ะ กูรู้สึกว่าวันนี้มึงยิ้มมากกว่าปกติ เหมือน....”“เหมือนอะไร?”“...คนบ้า”“ไอ้%#@$%$” ฉันบ่นมันอุบอิบแล้วจัดการทำกับข้าวของตัวเองต่อไป โดยสายตาเจ้ากรรมก็ยังไม่วายเหลือบมองพี่เซจิอยู่ตลอด พี่เซจิที่กำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่ด้วย สงสัยช่วงนี้สอบถี่ เพราะตั้งแต่มาถึงที่ห้องฉันก็เห็นเขาก้มหน้าอ่านหนังสืออยู่ตลอดเวลาแต่ในวันนี้เขาดูเงียบลงกว่าเมื่อคืนเยอะเลย ไม่แม้แต่จะทักทายอะไรฉันด้วยซ้ำ ออกมาจากห้องนอนตัวเองได้ก็อ่านหนังสืออยู่ในท่านั้น ทั้งห้องจึงมีเพียงเสียงของฉันและเซ็นโตะที่พูดคุยตอบโต้กันไปมา“เอ้า! เสร็จแล้ว!” ฉันยกแกงจืดเต้าหู้หมูสับกับผัดผักมาวางไว้ที่โต๊ะกินข้าวและนั่งรอเซ็นโตะที่กำลังเดินไปตักข้าวมา ตามหน้าที่ที่ตกลงกันเอาไว้ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไหร่แล้ว แต่เผลอแปบเดียวพี่เซจิก็หายไปจากโต๊ะอ่านหนังสือเสียอย่างนั้น อาจจะเข้าไปนอนในห้องแล้วล่ะมั้ง แต่แล้วก็เหมือนว่าฉันจะคิดผิด เมื่อร่างสูงที่ฉันกำลังนึกถึงอยู่นั้น เดินออกมาจากห้องนอนของต







