LOGINกลับจากคุยเรื่องหัวใจกับพี่เซจิแล้ว พวกมิ้งและน้ำหวานก็ชวนฉันออกไปเที่ยวฉลองที่ร้านประจำ เนื่องในโอกาสที่คิรันได้แชมป์ และใช่ค่ะ พวกมันชวนดาวเด่นอย่างคิรันลับหลังฉันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก่อนที่จะมาชวนฉันเสียอีก และถ้าฉันไม่ไปก็คงเสียมารยาทมากแน่นอน
ของขวัญคนนี้จึงต้องแต่งตัวออกมาข้างนอกอีกครั้ง ทั้งที่บอกฝันดีพี่เซจิเรียบร้อยแล้ว ทำแบบนี้ไม่น่ารักเลยแฮะของขวัญ “ทางนี้คิรัน” มิ้งโบกมือเรียก ก่อนจะเว้นที่ว่างข้าง ๆ ฉันเอาไว้เพื่อให้คิรันได้เดินมานั่งอย่างรู้งาน -_- คิรันเดินเข้ามาพร้อมกับชุดลำลองที่ฉันไม่ค่อยได้เห็นบ่อยนัก เพราะส่วนใหญ่เจอกัแต่นที่มหาลัยจึงคุ้นตาเขาในคาบชุดนักศึกษาเสียมากกว่า แต่ตอนนี้เขาก็แค่เปลี่ยนไปใส่เสื้อยืดสีขาวแทนเสื้อเชิ้ตเท่านั้น ส่วนกางเกงเป็นกางเกงแสล็คเหมือนเดิม แต่ไม่รู้ทำไมถึงรู้สึกสะกดสายตาได้ขนาดนี้นะ หรืออาจเป็นเพราะใบหน้าที่หล่อเหลาเกินมนุษย์ของเขาล่ะ แต่ฉันว่าเลิกพรรณนาถึงรูปร่างหน้าตาของเขาเถอะ เพราะถึงหล่อแค่ไหนคนในใจของฉันก็มีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น ก็คือพี่เซจินั่นแหละ พูดถึงพี่เซจิแล้วก็ทำให้ฉันถึงเรื่องที่เราตกลงคุยกัน บอกตามตรงฉันก็รู้สึกว่าตัวเองอาจจะดูซื่อที่ยอมตอบตกลงไปแบบนั้น แต่อยากจะขอชี้แจงว่า สำหรับฉันที่รอเขามาตลอดช่วงชีวิตวัยรุ่นแล้ว อีกเพียงอึดใจเดียวฉันทนรอได้ไม่ยากหรอก อย่างน้อย ถ้ามันมีโอกาสได้สมหวัง แม้เพียงหนึ่งเปอร์เซ็นต์ฉันก็อยากจะลองเสี่ยงดูสักตั้งแหละ แต่ฉันก็ไม่ได้บอกสักหน่อยว่าจะปิดกั้นตัวเองจากโลกภายนอก ใช่ไหมล่ะ ถึงได้ยอมออกมาเที่ยวกับพวกเพื่อน ๆ นี่ไง ;) ว่าแต่…ทำไมอยู่ ๆ ฉันก็รู้สึกขนลุกซู่แปลก ๆ เหมือนมีคนกำลังจ้องมองมาอย่างนั้นแหละ หรือคิดไปเองหรือเปล่านะของขวัญ ไม่มีอะไรหรอกมั้ง... นั่งอยู่สักพักใหญ่ โทรศัพท์ทของฉันที่วางอยู่บนโต๊ะก็มีข้อความถูกส่งเข้ามาจากคนที่ฉันเพิ่งบอกฝันดีไป หลังจากที่เขาบอกว่าจะแยกย้ายกลับห้องตัวเอง [อยู่ไหน] // ส่งสติกเกอร์ทำหน้า? มา [น้องจะนอนแล้วค่ะ] // โกหกเพราะไม่อยากให้เป็นเรื่องใหญ่ [แน่ใจเหรอ? งั้นเดี๋ยวพี่ลงไปหาที่ห้องนะ] [แต่น้องจะนอนแล้วนะ] [อยากนอนด้วย] กรี๊ด!!! มันก็เขินอยู่หรอก เอ๊ะ แต่แฟนก็ไม่ใช่ มันอยากนอนด้วยกันได้ด้วยเหรอคะเนี่ยะ เอาเป็นว่าตอนนี้อย่าเพิ่งคิดเรื่องนั้นดีกว่านะของขวัญ เพราะดูเหมือนว่าความซวยจะมาเยือนเข้าให้แล้ว… ทำยังไงดีเนี่ยะ ถ้าพี่เซจิลงมาถึงห้องตอนนี้มีหวังได้รู้แน่ว่าฉันแอบหนีเที่ยว [เดี๋ยวก่อน เดี๋ยวค่อยลงมานะคะ ขอเก็บห้องก่อน] ฉันส่งกลับไป ทำทีเหมือนว่าตัวเองยังอยู่ที่ห้อง ก่อนจะหันไปบอกกับเพื่อน ๆ ด้วยความร้อนรนว่า “คือ…คิรัน…เราต้องกลับแล้วอะ ขอโทษด้วยนะ เอาไว้วันหลังเราค่อยไปฉลองกันอีกรอบนะ” รู้สึกผิดยังไงก็ไม่รู้ เพราะเพื่อน ๆ อุตส่าห์แต่งตัวออกมาเพื่อค่ำคืนนี้กันแล้ว “อ้าว กลับเร็วจังวะมึง” “เออ นั่นดิ เพิ่งกินได้นิดเดียวเอง” มิ้งกับน้ำหวานทักท้วง มีเพียงคิรันเท่านั้นที่นิ่งเงียบ ก่อนจะส่งรอยยิ้มอบอุ่นมาให้แล้วพยักหน้าอย่างเข้าใจ “ได้สิ ให้เราไปส่งไหมของขวัญ” “ไม่เป็นไร ๆ เดี๋ยวเรากลับเองได้ คิรันอยู่ต่อกับเพื่อนเถอะ” ไม่รอช้า ฉันรีบคว้ากระเป๋าแล้ววิ่งออกไปบริเวณหน้าร้านทันที แต่ยังไม่ทันจะได้ไปเรียกรถหน้าร้าน มือหนาของใครบางคนก็คว้าข้อมือของฉันเอาไว้ก่อน “พี่เซจิ!?” แงงงงง มาได้ยังไงเนี่ยะ จบแล้วของขวัญ... T^T “หนีเที่ยวแล้วยังโกหกอีกนะ” ร่างสูงส่งสายตาดุมาให้ฉันขณะที่เราสองคนยังยืนอยู่นอกตัวร้าน “คือ…ของขวัญ…แค่ออกมาฉลองกับเพื่อน ๆ แปปเดียวเองค่ะ” “แปปเดียวแต่กลิ่นเหล้านี่หึ่งขนาดนี้เลย” ว่าพลางยื่นหน้าเข้ามาใกล้มากขึ้นเรื่อย ๆ ในขณะเดียวกันฉันก็ขยับขาก้าวถอยจนกระทั่งแผ่นหลังติดเข้ากับกำแพงของตัวร้าน แต่ถึงอย่างนั้นพี่เซจิก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดโน้มใบหน้าเข้ามาเลย จนฉันต้องหลับตาปี๋รอลุ้นกับการกระทำของเขา แต่หลังจากนั้นฉันก็รู้สึกได้ถึงแรงสัมผัสตรงบริเวณเอว ก่อนที่ร่างจะถูกยกลอยขึ้น ใช่แล้วค่ะ พี่เซจิอุ้มฉันขึ้นพาดบ่าแล้วมุ่งหน้าตรงไปที่รถอย่างไม่รีรอ “กรี๊ด! พี่เซจิ! คนมองเต็มเลยนะ!” “ช่างพวกมันสิ” พี่เซจิลากฉันไปที่รถของตัวเองก่อนจะยัดฉันเข้าไปแล้วปิดประตูรถดังปัง น…น่ากลัว ทำไมดุจังเลยล่ะ บอกตามตรง ฉันไม่เคยเห็นพี่เซจิดุขนาดนี้มาก่อน นอกเสียจากวันนั้นที่ฉันเจอเขาในห้อง…เชือด ร่างสูงขับรถออกไปโดยไม่ทันสังเกตเลยว่ากลุ่มเพื่อนของเขานั้นเฝ้ามองเหตุการณ์นี้อยู่จากชั้นสองของตัวร้าน นอกจากนี้ยังเป็นวันที่ทุกคนมารวมตัวกันอย่างครบองค์โดยไม่ได้นัดหมายอีกด้วย “มองอะไรอยู่วะ” จัสตินแฝดคนน้องเดินออกมานอกระเบียงแล้วเอ่ยถามพี่ชายฝาแฝดของตัวเอง เมื่อเห็นว่าเขากำลังยืนแสยะยิ้มอย่างชอบอกชอบใจ “ดูนู่นดิ” มาร์ตินพยักหน้าไปทางทิศที่มองเห็นทั้งสองคนได้อย่างชัดเจน “นั่น เซจิไม่ใช่เหรอวะ” สิ้นเสียงคำพูดของจัสตินก็ทำเอาเพื่อนในกลุ่มแห่กันออกมายืนมุงตรงระเบียงชั้นสองที่พวกเขายืนอยู่ทันที “ไหน มันมาด้วยเหรอวะ?” โฮปเข้ามาสมทบด้วยความอยากรู้อยากเห็น “อ๋อ อย่างนี้นี่เอง” ไม่นานนักเสียงชัดเตอร์กล้องก็ดังขึ้น ก่อนจะตามมาด้วยร่างหนาของเป็นหนึ่งที่กำลังยืนถือโทรศัพท์ของตัวเองเพื่อจับภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบริเวณด้านล่าง “เห้ยมึง แอบถ่ายผิดกฎหมายนะเว้ย” โฮปเอ่ยตักเตือนเพื่อนตัวเองที่ทำแบบนั้นด้วยความเป็นนักเรียนกฎหมาย แต่เป็นหนึ่งเองก็ทราบดีว่าเขาเพียงแค่แซวเล่น เพราะหลังจากนั้นพวกเขาก็พากันยืนหัวเราะกันด้วยความถูกอกถูกใจ “กูว่าละ ทำไมช่วงนี้มันไม่ค่อยมาที่นี่” “ถ้าไม่ติดว่าเด็กมันมาที่ร้านนี้กูคงไม่ได้เห็นหน้าค่าตาแม่งแน่” ชายหนุ่มหกคนยืนมองเหตุการณ์ทุกอย่างที่เกิดขึ้น ก่อนจะพูดอย่างเห็นพ้องต้องกันว่าที่ไอ้คุณเซจิไม่มาหาพวกเขา เป็นเพราะมันติดสาวนั่นเอง และหญิงสาวที่ว่าก็ไม่ใช่ใครที่ไหน เธอเป็นคนที่เพื่อนของพวกเขานั่งนอนยืนกรานว่าไม่ได้คิดอะไรเกินเลยไปกว่าน้องสาว แต่จากที่เห็นเหตุการณ์ตรงหน้า ดูเหมือนว่าจะไม่ใช่อย่างที่ไอ้คุณเซจิบอกสักเท่าไหร่นะ... @ Condo J “รู้ไหมว่ามันดึกแล้ว” พอกลับถึงห้องพี่เซจิก็เริ่มสวดฉันทันที “นี่ยังไม่นับรวมที่โกหกว่าอยู่ที่ห้องอีกนะ” “ขอโทษค่ะ (. .)” ฉันก้มหน้างุดมองปลายเท้า “พี่ว่าเราต้องมีกฎกันหน่อยแล้ว” “กฎอะไร มีกี่ข้อเหรอคะ (. .)?” “ไม่รู้สิ พี่จะตั้งไปเรื่อย ๆ ตามช่วงที่เธอทำอะไรที่ไม่ถูกไม่ควร” พี่เซจิมองหน้าฉันพร้อมทั้งหรี่ตาอย่างคาดโทษ จากนั้นก็พูดขึ้นต่อ “กฎข้อแรกระหว่างเรา เธอห้ามไปเที่ยวในที่แบบนั้นโดยไม่มีพี่ไปด้วยอีก” เชอะ ไม่ใช่แฟนกันสักหน่อย...แล้วทำไมฉันจะต้องมาทำตามกฎนั้นด้วย “แต่ว่า...ของขวัญแค่ไปเที่ยวกับเพื่อนเองนะคะ” “อย่ามายอกย้อน เที่ยวกับเพื่อนน่ะ ถ้าเป็นที่อื่นจะไม่ว่าอะไรเลย แต่ที่นี่ขอสั่งห้าม” พี่เซจิเริ่มวางท่าดุอีกครั้ง ทำให้ฉันไม่กล้าต่อปากต่อคำอีก ดูเหมือนว่าเขาจะเริ่มยัดเยียดตัวเองเข้ามาในชีวิตฉันแล้วสินะ “(. .)” “ไปอาบน้ำแล้วเข้านอนซะ” “ค่ะ” ฉันเดินก้มหน้าก้มตากลับเข้าไปในห้องนอน ก็คนมันโดนดุจะให้ร่าเริงได้ยังไงกัน แต่จะว่าไปแล้ว...ฉันจะยอมให้เขาตั้งกฎอยู่ฝ่ายเดียวก็ไม่ได้หรอกนะ แบบนี้มันเสียเปรียบเกินไป... หลังจากอาบน้ำและแต่งตัวเสร็จแล้ว ฉันก็แง้มประตูห้องนอนออกก่อนจะกวาดสายตามองไปทั่วห้องว่าพี่เซจิยังอยู่หรือเปล่า และเมื่อเห็นว่าเขายังนั่งดูทีวีอยู่ ฉันจึงค่อย ๆ เดินออกไปหยุดอยู่ตรงหน้าเขา “มีอะไร?” เมื่อเห็นว่าฉันไปยืนบังหน้าจอทีวี เขาจึงขมวดคิ้วขึ้นแล้วเอ่ยถาม “ของขวัญ...ขอตั้งกฎบ้างสิ...” “ว่าไง” “อย่าอุ้มของขวัญใส่รถเหมือนวันนี้อีกนะ แล้วก็...ห้ามเข้ามาใกล้เกินช่วงแขน ห้ามมานอนด้วยกันด้วย!” “ทำไม หวั่นไหวรึไง” พี่เซจิว่าพลางแสยะยิ้ม นี่ฉันจริงจังอยู่นะ! “ก็...ของแบบนั้นเขาเก็บเอาไว้ทำกับแฟน ถ้าเอามาใช้ตอนนี้จะเหลืออะไรให้ลุ้นอีกล่ะ” หลังจากฉันชี้แจงเหตุผลไป พี่เซจิก็นั่งเงียบอยู่ครู่หนึ่งพลางทำท่าครุ่นคิด จากนั้นก็ยกนิ้วขึ้นชี้ไล่เรียงไปตามสัดส่วนร่างกายฉันอย่างพิจารณา ก่อนจะพูดขึ้นว่า “ของน่าลุ้นก็เยอะอยู่นะ...” “พี่เซจิ!” มันจะลามปามเกินไปแล้วนะ เป็นคนแบบนี้เหรอเนี่ยะ! ขณะที่ฉันกำลังจะง้างมือทุบเขานั้น มือหนาของเขาก็คว้าจับข้อมือของฉันได้ทันกาลเสียก่อน จึงทำให้ร่างของฉันเสียหลักล้มลงไปใส่เขาที่นั่งอยู่บนโซฟา “ไปนอนกันดีกว่า” ว่าพลางช้อนตัวฉันขึ้นแล้วพาเดินเข้าไปในห้องนอน “เห็นไหม พี่ผิดกฎ!” ฉันรีบโวยวายขึ้นทันที “ไม่เห็น” พี่เซจิทำท่าไม่รู้ไม่ชี้แล้วพาฉันเดินเข้าไปในห้องนอนต่อ หลังจากวางฉันลง เขาก็คลานตามขึ้นมาบนเตียง ส่วนฉันเองก็กำลังกระเสือกกระสนขยับตัวถอยห่างเขาออกไปจนแผ่นหลังชิดติดกับหัวเตียงพอดี “จะขยับไปถึงไหนล่ะนั่น...” “มัน...เป็นการปกป้องตัวเอง” ว่าจบฉันก็หยิบหมอนข้างขึ้นมากั้นกลางระหว่างเราเอาไว้ “น้องจริงจังกับกฎที่ตั้งไปนะ” พี่เซจิไม่พูดอะไร ทำเพียงแค่แสยะยิ้มแล้วมองฉันด้วยสายตาที่ดูขบขัน มองแบบนี้หมายความว่ายังไง มันน่าตลกตรงไหน ทีตัวเองยังตั้งกฎจริงจังขึ้นมาได้เลยนี่นา “ทำอย่างกับไม่เคยนอนด้วยกันอย่างนั้นแหละ” พูดพร้อมสีหน้าเรียบเฉยราวกับไม่รู้สึกรู้สาอะไร แต่มันกลับทำให้ใบหน้าของฉันร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างไม่ทันตั้งตัว “ไม่รู้แหละ ถ้าจะนอนก็ต้องลงไปนอนข้างล่าง แล้วก็ห้ามแอบเนียนขึ้นมาเหมือนครั้งก่อนด้วย” ฉันยื่นคำขาด จากนั้นพี่เซจิก็ไปดึงฟูกที่ตัวเองเคยนอนครั้งก่อนออกมาปู โดยมีฉันคอยส่งหมอนและผ้าห่มให้ บทจะยอมก็ยอมง่ายเหลือเกินนะเนี่ยะ แต่แบบนี้ก็ดีแล้วล่ะ ฉันจะได้ไม่ต้องเหนื่อยพูดบอกซ้ำซ้อน หลังจากแสงไฟภายในห้องถูกปิดจนมืดสนิท ทั้งสองก็นอนลืมตาท่ามกลางความมืดอย่างเงียบ ๆ ไม่นานนัก ความง่วงก็เริ่มทำให้ร่างบางที่นอนอยู่ข้างบนเตียงสะลึมสะลือ จนแขนของเธอห้อยลงไปตรงข้างขอบเตียง ซึ่งเป็นฝั่งเดียวกับที่ชายหนุ่มกำลังนอนอยู่ เมื่อเห็นดังนั้นเขาจึงได้โอกาสคว้าแขนของเธอแล้วออกแรงดึงเพื่อให้ร่างของหญิงสาวตกลงไปในพื้นที่ของตัวเอง “พี่เซจิ ทำอะไรเนี่ยะ!” ของขวัญสะดุ้งตื่นแทบจะทันทีจากที่สะลึมสะลืออยู่เมื่อสักครู่ ก่อนจะพยายามออกแรงดิ้นเพื่อให้หลุดออกจากพันธการของเขา แต่ก็ดูเหมือนว่าจะไม่เป็นผล เซจิแสร้งทำเป็นว่าตัวเองหลับไปแล้ว และดูเหมือนของขวัญจะเข้าใจว่าเขาหลับลึกเสียด้วย เพราะเธอออกแรงดิ้นเสียขนาดนี้ก็ยังไม่มีทีท่าว่าเขาจะตื่นขึ้นมาเลย แต่ที่น่าแปลกก็คือ แขนแกร่งของเขากลับกอดรัดร่างของเธอเอาไว้อย่างแน่นหนา นี่มันหลับสนิทแบบใดกัน...ไม่หนาวอย่างที่คิดนี่นา ฮ่าๆๆ ฉันทำปากเก่งไปอย่างนั้นแหละ เป็นเพราะได้เสื้อโค้ทกับผ้าพันคอรวมถึงถุงเท้าที่พี่เซจิเตรียมมา จึงช่วยให้ความอบอุ่นกับฉันได้พอสมควร ทำดีก็เป็นเหมือนกันนะเราเนี่ยะฉันแอบมองเขาจากทางด้านหลัง เพราะตอนนี้พี่เซจิกำลังนั่งอยู่ตรงเบาะข้างหน้าพร้อมกับคุณอา มาซาชิ เพื่อพูดคุยเรื่องที่จะต้องไปพบปะทีมผู้บริหารโรงพยาบาลในอีกสองวันข้างหน้าใช้เวลาเกือบชั่วโมงก็มาถึงบ้านตระกูลทากาฮาชิที่ญี่ปุ่น ฉันว่าบ้านที่ไทยก็ใหญ่มากแล้วนะ แต่พอเป็นบ้านที่ญี่ปุ่นแล้วที่ไทยกลับเทียบไม่ติดเลยเนี่ยะสิ แบบนี้ต้องเรียกว่าคฤหาสน์มากกว่าบ้านแล้ว“ของขวัญเคยใส่กิโมโนไหมลูก” คุณอามาซาชิหันมาพูดกับฉันระหว่างทางที่พวกเรากำลังเดินเข้าไปในตัวบ้าน“ไม่เคยค่ะ” ฉันส่ายศีรษะด้วยความงุนงง คงจะเคยแหละ หน้าอย่างฉันคงจะซื้อกิโมโนมาใส่เดินเล่นที่ประเทศไทยอยู่หรอก -_-“เดี๋ยววันนี้อาจะให้ช่างตัดผ้าเข้ามาวัดตัวให้ เป็นชุดที่ต้องใส่ไหว้บรรพบุรุษในวันสุดสัปดาห์นี้ หนูแพทเองก็ด้วยนะ”“ค่ะ ขอบคุณค่ะ” ฉันและแพทพยักหน้ารับทราบแล้วกล่าวขอบคุณ นี่พวกฉันต้องไปร่วมพิธีอะไรกับพวกเขาด้วยอย่างนั้นเหรอ คิดว่าจะเป็นพิธีเฉพ
“ไม่เอา ของขวัญไม่อยากไป…” ฉันกอดอกยืนหันหลังให้พ่อกับแม่ที่เข้ามาเจรจาว่าจะให้ฉันไปญี่ปุ่นกับครอบครัวของพี่เซจิ พร้อมทั้งให้เหตุผลว่าจะให้ลองไปดูงานในโรงพยาบาลถ้าฉันไปก็หลบหน้าเขาต่อไม่ได้น่ะสิ บอกตามตรง ตั้งแต่เรื่องวันนั้นฉันก็ยังงอนเขาอยู่ อย่าคิดว่าของขวัญคนนี้จะยอมยกโทษให้ง่าย ๆ นะ!“แต่แม่ตอบตกลงกับอาน้ำไปแล้วนะ ทริปนี้เซนโตะก็ไปด้วยกัน ปกติเห็นตัวติดกันตลอดไม่ใช่เหรอ”“ตอนนี้ไม่ติดแล้วค่ะ เซนโตะมันติดเมียมันนู่น” ดูท่าคงจะพกเมียติดไปด้วยแน่ ๆ และฉันก็คงต้องไปอยู่ที่นู่นอย่างโดดเดี่ยว เพราะจะให้ไปอยู่กับพี่เซจิฉันก็ไม่เอาหรอก!“นี่อย่าบอกนะว่าครั้งก่อนที่เราพูดว่าอกหัก…” พ่อเปรยขึ้นมาพลางยกมือขึ้นชี้นิ้วมาทางฉัน อย่าได้คิดเรื่องแบบนั้นเชียว...“?”“เพราะเซนโตะมีแฟนเหรอ?” พ่อถามออกมาตามตรง ส่วนแม่เองก็รอคำตอบเรื่องนี้เหมือนกัน นั่นไง! ว่าแล้วเชียว!“โอ๊ยยยย ไม่ใช่ค่ะ ไอ้นี่น่ะ ปล่อยมันไปมีเมียก็ดีแล้ว คนเขาจะได้เลิกเข้าใจผิดว่ามันเป็นแฟนหนูสักที” ฉันบ่นลับหลัง เพราะหลายปีที่ผ่านมานี้ ยอมรับตามตรงที่ฉันโสดก้เป็นเพราะมันส่วนหนึ่งด้วย แต่ฉันก็ไม่อยากจะโทษมันมากนักหรอก เพราะสาเหตุห
“หลับสบายจังเลยนะเมื่อคืนนี้” ว่าพลางบิดขี้เกียจแล้วยกยิ้มสดใส ต่างจากอีกคนที่ทำหน้ามุ่ยไม่รับบุญตั้งแต่เช้า“คนเจ้าเล่ห์”“เจ้าเล่ห์ตรงไหนกัน เธอหล่นมาหาพี่เองนะ”“พี่นั่นแหละดึงน้องลงไป” เธอจำความรู้สึกนั้นได้แม่น ว่าเหมือนมีคนดึงลงไปจนทำให้ตัวเองตกเตียงแล้วหลังจากนั้นทั้งสองก็ถกเถียงเรื่องนี้กันตลอดทั้งเช้า วันนี้เป็นวันอาทิตย์ ของขวัญซซึ่งเป็นนักศึกษาแพทย์ปีหนึ่งจึงไม่มีธุระจำเป็นที่จะต้องเข้ามหาลัย แต่สำหรับเซจิที่เป็นนักศึกษาแพทย์ปีที่สาม เขาต้องไปเข้าแล็ปส่งกล้องวิชาพยาธิวิทยา ที่นัดติวกับเพื่อนในรุ่นเอาไว้“ไปแต่งตัวซะ เดี๋ยวพี่ลงมารับ” ว่าจบเขาก็เดินออกจากห้องไปทิ้งให้ฉันงุนงง รับไปไหน วันนี้วันอาทิตย์ไม่ใช่เหรอ (. .)?หรือว่าจะพาไปเดทกันนะ -///- บ้าบอ คิดอะไรเพ้อเจ้อนะของขวัญ...แต่ก็เอาเถอะ อาบน้ำแต่งตัวรอก็ได้ ในตอนแรกฉันก็แอบหวังว่าเขาจะพาไปที่ที่น่าสนใจ แต่เมื่อรู้ตัวอีกทีก็มาโผล่อยู่ในคณะเป็นที่เรียบร้อยวันหยุดยังจะพามาที่นี่อีก แต่ไม่เป็นไร ฉันพอจะให้อภัยได้เพราะตัวเองได้อยู่ข้างเขาเนี่ยะแหละ -///-“อ้าว เซจิ เข้ามาสิ” เพื่อนร่วมรุ่นของพี่เซจิทักทายแล้วเชื้อเชิญให้เขา
กลับจากคุยเรื่องหัวใจกับพี่เซจิแล้ว พวกมิ้งและน้ำหวานก็ชวนฉันออกไปเที่ยวฉลองที่ร้านประจำ เนื่องในโอกาสที่คิรันได้แชมป์ และใช่ค่ะ พวกมันชวนดาวเด่นอย่างคิรันลับหลังฉันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก่อนที่จะมาชวนฉันเสียอีก และถ้าฉันไม่ไปก็คงเสียมารยาทมากแน่นอนของขวัญคนนี้จึงต้องแต่งตัวออกมาข้างนอกอีกครั้ง ทั้งที่บอกฝันดีพี่เซจิเรียบร้อยแล้ว ทำแบบนี้ไม่น่ารักเลยแฮะของขวัญ“ทางนี้คิรัน” มิ้งโบกมือเรียก ก่อนจะเว้นที่ว่างข้าง ๆ ฉันเอาไว้เพื่อให้คิรันได้เดินมานั่งอย่างรู้งาน -_-คิรันเดินเข้ามาพร้อมกับชุดลำลองที่ฉันไม่ค่อยได้เห็นบ่อยนัก เพราะส่วนใหญ่เจอกัแต่นที่มหาลัยจึงคุ้นตาเขาในคาบชุดนักศึกษาเสียมากกว่า แต่ตอนนี้เขาก็แค่เปลี่ยนไปใส่เสื้อยืดสีขาวแทนเสื้อเชิ้ตเท่านั้น ส่วนกางเกงเป็นกางเกงแสล็คเหมือนเดิม แต่ไม่รู้ทำไมถึงรู้สึกสะกดสายตาได้ขนาดนี้นะ หรืออาจเป็นเพราะใบหน้าที่หล่อเหลาเกินมนุษย์ของเขาล่ะแต่ฉันว่าเลิกพรรณนาถึงรูปร่างหน้าตาของเขาเถอะ เพราะถึงหล่อแค่ไหนคนในใจของฉันก็มีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น ก็คือพี่เซจินั่นแหละพูดถึงพี่เซจิแล้วก็ทำให้ฉันถึงเรื่องที่เราตกลงคุยกัน บอกตามตรงฉันก็รู้สึกว่าตั
พี่เซจิพามาถึงจุดหมาย ซึ่งเป็นสวนหย่อมที่ผู้คนต่างมาเดินเล่นพักผ่อนกันเป็นคู่ ในช่วงยามเย็นแบบนี้ ดวงอาทิตย์กับลังลับขอบฟ้า แสงอาทิตย์กำลังอบอุ่นได้ที่เลยทีเดียวแต่ก็อบอุ่นหัวใจได้เพียงบรรยากาศเท่านั้น เพราะตอนนี้ฉันรู้สึกว่ากำลังมีบางอย่างที่หนักอึ้งอยู่ภายในใจ บอกตามตรง ฉันไม่พร้อมจะเผชิญหน้าเขาเลย อยากจะหนีไปให้พ้นเสียด้วยซ้ำ แต่อีกใจก็อยากรู้ว่าเขาอยากจะพูดเรื่องอะไรหรือว่าพี่เซจิจะพาฉันมาคุยเรื่องที่ฉันสารภาพออกไปวันนั้น และเรียกมาปฏิเสธกันนะ...ไม่เอาอะ ของขวัญไม่อยากฟังคำนั้น...ฉันควรจะวิ่งหนีไปให้ไกลสิ แต่มานึกขึ้นได้ตอนนี้ก็สายไปแล้วล่ะของขวัญพี่เซจิมายืนอยู่ตรงหน้าฉัน แววตาของเขาดูจริงจังประกอบกับความลึกลับซึ่งทำให้ฉันไม่สามารถอ่านได้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ เขายืนนิ่งเงียบอยู่สักครู่ก่อนจะสูดหายใจเข้าลึก ราวกับว่าเขากำลังรวบรวมความกล้าที่จะพูดอะไรบางอย่าง"มีเรื่องอะไรจะคุยเหรอคะ?" ฉันตัดสินใจเปิดปากถามออกไปตรง ๆ เพราะต้องการรีบตัดความอึดอัดใจนี้ทิ้ง เอาเลย ของขวัญพร้อมแล้ว จะปฏิเสธก็บอกมาตามตรงเลยสิ!พี่เซจินิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง สายตาที่แฝงไปด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ยากจะอ
และแล้ววันเสาร์ก็มาถึง ตลอดทั้งสัปดาห์นี้ฉันพยายามหลบหน้าพี่เซจิอยู่ตลอด โธ่เอ๊ย ของขวัญ เรื่องบนรถวันนั้นน่าอายชะมัด พูดออกไปได้ยังไงกัน -///- และดูเหมือนว่าอีกฝ่ายก็จะรู้ตัวว่าฉันพยายามหลบหน้า จึงไม่โผล่มาให้ฉันเห็นเหมือนกันแต่บอกตามตรง...อีกความรู้สึกหนึ่งฉันก็แอบน้อยใจเหมือนกันนะ เขาไม่พยายามที่จะมาเจอกันเลยอย่างนั้นสิขณะที่ภายในสมองกำลังครุ่นคิดเรื่องว้าวุ่นใจอยู่นั้น ขาของฉันก็ก้าวขึ้นไปบนแท่นอัฒจันทร์ที่อยู่ข้างสระว่ายน้ำเพื่อจับจองที่นั่งเข้าชมการแข่งขัน ใช่แล้ว วันนี้ฉันมาเชียร์คิรันแข่งขันกีฬาเฟรชชี่ แต่ไม่ได้มาคนเดียวหรอกนะ เพราะกลุ่มเพื่อนของฉัน พวกมิ้งและน้ำหวานก็มาด้วยเหมือนกันเมื่อถึงเวลาแข่งขัน ฉันก็รีบนำป้ายที่อุตส่าห์ตัดแปะสติ๊กเกอร์อย่างประณีตออกมา“คิรัน!” ฉันตะโกนเรียกเขาที่กำลังยืนอยู่ข้างสระเพื่อเตรียมตัวแข่งขัน หลังจากเขาหันมามองฉันก็รีบยกป้ายที่เขียนเอาไว้ว่า ‘สู้เขานะคิรัน’ ขึ้นมาโบกทันทีที่คิรันอ่านป้ายนั้นจบเขาก็ยกยิ้มแล้วโบกมือมาให้ฉันอย่างรับทราบ“แหม มึง เหมือนผัวเมียมาเชียร์กันเลยนะ” มิ้งเอ่ยแซวขึ้นมา ก่อนจะเบ้ปากให้ฉํนด้วยความหมั่นไส้“จริง ถ้าจะหว







