Mag-log inวันต่อมา...
“ขอบคุณมากนะมึง... เออเดี๋ยวกูเลี้ยงเหล้า”
เสียงคุยจากนอกห้องนอนปลุกฉันให้ตื่นจากฝันขึ้น ฉันค่อย ๆ ลืมตาขึ้นอย่างงัวเงียพลางมองสำรวจโดยรอบ ห้องสีขาวที่ไม่คุ้นตา แต่ก็พอจะเดาได้ว่าเป็นห้องของใคร
ฉันจำภาพเหตุการณ์เมื่อคืนได้อย่างแจ่มชัด เพียงแค่ควบคุมตัวเองไม่ได้ก็เท่านั้น ไม่อยากจะคิดเลยว่าฉันจะไว้ใจคนผิด ทำไมเบนจามินถึงทำแบบนี้กับฉันได้ลงคอ ฉันหลงคิดว่าเราอาจเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน แต่ทำไมเขาต้องวางยาฉันด้วย หรืออาจจะไม่ใช่เขากันนะ แต่สิ่งที่น่าสงสัยก็คือ ในเวลานั้นเขาหายไปไหนกันล่ะ?
หากไม่ได้พี่เซจิช่วยเอาไว้ ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเองจะอยู่ในสภาพแบบไหน แต่ที่แน่ ๆ ฉันแม่งโคตรคิดผิดเลยที่หนีเซนโตะออกมาเที่ยว ถ้าร็ว่าจะเป็นแบบนี้ นอนอยู่ที่บ้านคงดีซะกว่า
ทว่าในความโชคร้ายมันก็ยังมีความโชคดีอยู่นะจริงมั้ย…
ฉันจำเหตุการณ์ได้ว่าเมื่อคืนฉันกับพี่เซจิ เราสองคน...กัน ถึงแม้ว่ามันจะน่าอายมาก แต่ว่าอย่างน้อยฉันก็เสียจูบแรกให้กับพี่เซจิ คนที่ฉํนแอบชอบมาเนิ่นนาน และตอนนี้ฉันก็ยังได้นอนอยู่บนเตียงของพี่เขาด้วย หมอนนี้ช่างหอมจัง…
แกร่ก!
เสียงประตูถูกเปิดเข้ามาพร้อมกับร่างสูงของพี่เซจิ ลมจากข้างนอกพัดผ่านเข้ามาพอดี จึงพอได้กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของสบู่จากตัวเขาลอยมาแตะจมูกฉัน มันช่างหอมหวนชวนหลงใหลเสียจริง เห็นได้ชัดว่าไม่ต้องเพิ่งยาปลุกอารมณ์ฉันก็คลั่งไคล้เขาพอตัวถึงขนาดนี้อยู่แล้ว
แต่ตอนนี้ฉันต้องปั้นหน้าเก็บอาการเอาไว้เสียก่อน พลางเงยหน้าไปจ้องร่างสูงด้วยสายตานิ่งเรียบ เมื่อลองไล่สำรวจสายตามองไปก็พบเข้ากับรอยแดงตรงบริเวณคอของเขา ซึ่งมันก็น่าตกใจพอสมควร
“รู้มั้ยว่าเมื่อคืนทำคนอื่นเดือดร้อนแค่ไหน”
“ขะ...ขอโทษค่ะ”
“แล้วทำไมถึงหนีไอ้เซนออกมาเที่ยวแบบนี้ หรือว่าเธอแอบคบกับไอ้ผู้ชายคนที่ฉันเห็นเมื่อคืน”
“ไม่ใช่นะ ถ้าพี่หมายถึงเบน เราเป็นแค่เพื่อนกัน”
“แล้วรู้หรือเปล่าว่ามันวางยาเธอ”
“.....”
“เธอนี่!!” เขาดูโกรธมากอย่างทีฉํนไม่เคยเห็นมาก่อน เพราะโดยปกติแล้ว เขาจะทำเพียงแค่เมินเฉยเรื่องของฉัน แต่ในตอนนี้มันกลับต่างกัน บางที เขาอาจจะใช้เซนโตะมาเป็นข้ออ้างในการโกรธแทนน้องชายหรือเปล่านะ แต่ฉันก็แอบหวังอยู่ลึก ๆ
“ขอโทษนะคะพี่เซจิ ขอโทษที่เมื่อวาน... แต่ว่า ของขวัญควบคุมตัวเองไม่ได้จริง ๆ มันน่าอายมาก ของขวัญจะไม่ปล่อยให้เกิดเหตุการณ์แบบนั้นขึ้นอีกแน่นอนค่ะ”
“.....”
“แล้วก็ขอบคุณนะคะที่ช่วยของขวัญเอาไว้ ไม่อย่างนั้น....”
“ฉันก็ช่วยตามมารยาทเท่านั้นแหละ ไม่อยากให้ไอ้เซนโตะต้องมีเพื่อนติดมลทินอย่างเธอ” เขากล่าวโดยไม่ชายตามองหน้าฉันด้วยซ้ำ
แบบนี้เองสินะ ทั้งหมดฉันอาจคิดหวังไปเอง...
“...ฮึก” ฉันแอบก้มหน้าลงปาดน้ำตาตัวเอง ไม่ให้พี่เซจิเห็น เดี๋ยวก็จะหาว่าฉันสำออยอีก ดีใจได้แค่แปบเดียว แต่เจ็บหัวใจกว่าเดิมซะอีก ถึงยังไงพี่เซจิก็ยังคงเกลียดฉันอยู่วันยังค่ำสินะ
“ขอโทษนะคะ ที่น้องไปทำให้พี่เดือดร้อน แต่ถ้าพี่เซจิรู้สึกอึดอัดที่ช่วยน้องขนาดนั้น…”
“....”
“พี่ก็ไม่ต้องมาช่วยกันตั้งแต่แรกสิ ทิ้งน้องเอาไว้แบบนั้นน่าจะรู้สึกดีซะกว่า!” ฉันพยายามพยุงตัวเองให้ลุกขึ้น เนื่องจากทนอยู่ต่อหน้าพี่เซจิไม่ได้อีกต่อไปแล้ว
“จะไปไหน” มือหนาคว้าแขนของฉันที่กำลังจะเดินตรงไปทางประตูห้องนอน
“จะกลับบ้านค่ะ”
“แล้วจะกลับยังไง? กระเป๋าเธอฉันไม่ได้หยิบมาด้วยนะ”
“เรียกแท็กซี่เอาก็ได้ แล้วค่อยไปเก็บเงินที่บ้านค่ะ”
“สภาพแบบนี้เหรอ” เขาปรายตามองตั้งแต่หัวจรดเท้าก่อนจะเบือนหน้าหนี สภาพของฉันคงดูไม่ได้ขนาดนั้นเลยสินะ
“...”
“ไปอาบน้ำแต่งตัวให้ดีก่อน เดี๋ยวฉันขับไปส่งเอง ใส่เสื้อผ้าฉันไปก่อนแล้วกัน อ่ะ…นี่ผ้าขนหนู” พี่เซจิโยนผ้าขนหนูมาให้ฉัน ถึงจะยังน้อยใจเขาอยู่ แต่ฉันก็ยอมทำตามแต่โดยดี อย่างที่บอกถ้าพ่อแม่เห็นสภาพของฉันตอนนี้ คงโดนซักประวัติยาวเหยียดแน่นอน มีหวังเดี๋ยวจะเอาเรื่องนี้ไปเล่าให้เซ็นโตะฟังอีก ภาวนาให้วันนี้พ่อกับแม่ก็หนีฉันไปเที่ยวด้วยเหมือนกันเถอะ
ฉันเอาแต่จ้องมองเสื้อยืดตัวใหญ่ที่พี่เซจิให้ยืมมาสวมใส่ ตลอดทางที่เขามาส่ง พวกเราแทบไม่ได้คุยอะไรกันเลย ต่างคนต่างเงียบ นี่เป็นครั้งแรกเลยนะที่ฉันได้นั่งรถของเขา ฉันแอบคิดว่าบรรยากาศมันควรจะดีกว่านี้ซะอีก แต่กลับผิดคาด มันช่างน่าอึดอัดซะยิ่งกว่าตอนอยู่ในห้องแสนอบอ้าวเสียอีก แถมรถก็ช่างติดเป็นใจซะเหลือเกิน ไม่ติดเวลานี้ไม่ได้เหรอ…
“พี่เซจิคะ...”
“หืม ว่าไง?”
“ของขวัญขอบคุณมากเลยนะคะที่ได้พี่ช่วยเอาไว้ ถึงแม้ว่าพี่จะเกลียดของขวัญก็เถอะ”
“ทำไมถึงคิดว่าฉันเกลียดเธอล่ะ”
“ก็ของขวัญรู้สึกแบบนั้น แต่ยังไงก็ขอบคุณนะคะ”
“.....” สัญญาณไฟเปลี่ยนพอดี แต่พี่เซจิก็ไม่ได้พูดอะไรกับฉันต่อ เหมือนว่าตลอดทางสีหน้าของพี่เซจิมีอะไรให้คิดมากมาย จนกระทั่งรถของเขาเคลื่อนตัวมาจอดที่หน้าบ้านของฉันเป็นที่เรียบร้อย
“ขอบคุณที่มาส่งนะคะ” ฉันยกมือขอบคุณเขาพลางเปิดประตูรถออก แต่ก็กลับถูกมือหนาของพี่เซจิจับแขนเอาไว้ก่อน
“ของขวัญ…”
“.....”
พี่เซจิทำท่าราวกับจะพูดอะไรบางอย่าง ฉันรับรูได้ถึงแรงบีบตรงข้อแขนที่เขากำลังกอบกุม บ่งบอกได้ว่าเรื่องที่เขากำลังจะพูดนั้นสำคัญเพียงใด แต่หลังจากยึกยักอยู่เนิ่นนาน เขาก็ค่อย ๆ คลายมือออก
“ไม่มีอะไรหรอก ไปเถอะ”
และฉันก็ขี้เกียจเกินจะเซ้าซี้อีกต่อไปแล้ว
ฉันพยักหน้ารับในสิ่งที่พี่เซจิกล่าว ก่อนจะก้าวลงจากรถแล้วเข้าบ้านไปโดยไม่ได้หันกลับไปมองเขาอีกเลย หรือว่า…มันถึงเวลาที่ฉันต้องเดินหน้าต่อโดยปล่อยวางเรื่องของเขาเอาไว้แต่เพียงเท่านี้นะ
‘ดููเหมือนวันนี้ฉันจะได้เข้าใจแล้วว่าพี่ไม่เคยมองฉันอยู่ในสายตาเลย ไม่มีหวังแล้วเรา’
ไม่หนาวอย่างที่คิดนี่นา ฮ่าๆๆ ฉันทำปากเก่งไปอย่างนั้นแหละ เป็นเพราะได้เสื้อโค้ทกับผ้าพันคอรวมถึงถุงเท้าที่พี่เซจิเตรียมมา จึงช่วยให้ความอบอุ่นกับฉันได้พอสมควร ทำดีก็เป็นเหมือนกันนะเราเนี่ยะฉันแอบมองเขาจากทางด้านหลัง เพราะตอนนี้พี่เซจิกำลังนั่งอยู่ตรงเบาะข้างหน้าพร้อมกับคุณอา มาซาชิ เพื่อพูดคุยเรื่องที่จะต้องไปพบปะทีมผู้บริหารโรงพยาบาลในอีกสองวันข้างหน้าใช้เวลาเกือบชั่วโมงก็มาถึงบ้านตระกูลทากาฮาชิที่ญี่ปุ่น ฉันว่าบ้านที่ไทยก็ใหญ่มากแล้วนะ แต่พอเป็นบ้านที่ญี่ปุ่นแล้วที่ไทยกลับเทียบไม่ติดเลยเนี่ยะสิ แบบนี้ต้องเรียกว่าคฤหาสน์มากกว่าบ้านแล้ว“ของขวัญเคยใส่กิโมโนไหมลูก” คุณอามาซาชิหันมาพูดกับฉันระหว่างทางที่พวกเรากำลังเดินเข้าไปในตัวบ้าน“ไม่เคยค่ะ” ฉันส่ายศีรษะด้วยความงุนงง คงจะเคยแหละ หน้าอย่างฉันคงจะซื้อกิโมโนมาใส่เดินเล่นที่ประเทศไทยอยู่หรอก -_-“เดี๋ยววันนี้อาจะให้ช่างตัดผ้าเข้ามาวัดตัวให้ เป็นชุดที่ต้องใส่ไหว้บรรพบุรุษในวันสุดสัปดาห์นี้ หนูแพทเองก็ด้วยนะ”“ค่ะ ขอบคุณค่ะ” ฉันและแพทพยักหน้ารับทราบแล้วกล่าวขอบคุณ นี่พวกฉันต้องไปร่วมพิธีอะไรกับพวกเขาด้วยอย่างนั้นเหรอ คิดว่าจะเป็นพิธีเฉพ
“ไม่เอา ของขวัญไม่อยากไป…” ฉันกอดอกยืนหันหลังให้พ่อกับแม่ที่เข้ามาเจรจาว่าจะให้ฉันไปญี่ปุ่นกับครอบครัวของพี่เซจิ พร้อมทั้งให้เหตุผลว่าจะให้ลองไปดูงานในโรงพยาบาลถ้าฉันไปก็หลบหน้าเขาต่อไม่ได้น่ะสิ บอกตามตรง ตั้งแต่เรื่องวันนั้นฉันก็ยังงอนเขาอยู่ อย่าคิดว่าของขวัญคนนี้จะยอมยกโทษให้ง่าย ๆ นะ!“แต่แม่ตอบตกลงกับอาน้ำไปแล้วนะ ทริปนี้เซนโตะก็ไปด้วยกัน ปกติเห็นตัวติดกันตลอดไม่ใช่เหรอ”“ตอนนี้ไม่ติดแล้วค่ะ เซนโตะมันติดเมียมันนู่น” ดูท่าคงจะพกเมียติดไปด้วยแน่ ๆ และฉันก็คงต้องไปอยู่ที่นู่นอย่างโดดเดี่ยว เพราะจะให้ไปอยู่กับพี่เซจิฉันก็ไม่เอาหรอก!“นี่อย่าบอกนะว่าครั้งก่อนที่เราพูดว่าอกหัก…” พ่อเปรยขึ้นมาพลางยกมือขึ้นชี้นิ้วมาทางฉัน อย่าได้คิดเรื่องแบบนั้นเชียว...“?”“เพราะเซนโตะมีแฟนเหรอ?” พ่อถามออกมาตามตรง ส่วนแม่เองก็รอคำตอบเรื่องนี้เหมือนกัน นั่นไง! ว่าแล้วเชียว!“โอ๊ยยยย ไม่ใช่ค่ะ ไอ้นี่น่ะ ปล่อยมันไปมีเมียก็ดีแล้ว คนเขาจะได้เลิกเข้าใจผิดว่ามันเป็นแฟนหนูสักที” ฉันบ่นลับหลัง เพราะหลายปีที่ผ่านมานี้ ยอมรับตามตรงที่ฉันโสดก้เป็นเพราะมันส่วนหนึ่งด้วย แต่ฉันก็ไม่อยากจะโทษมันมากนักหรอก เพราะสาเหตุห
“หลับสบายจังเลยนะเมื่อคืนนี้” ว่าพลางบิดขี้เกียจแล้วยกยิ้มสดใส ต่างจากอีกคนที่ทำหน้ามุ่ยไม่รับบุญตั้งแต่เช้า“คนเจ้าเล่ห์”“เจ้าเล่ห์ตรงไหนกัน เธอหล่นมาหาพี่เองนะ”“พี่นั่นแหละดึงน้องลงไป” เธอจำความรู้สึกนั้นได้แม่น ว่าเหมือนมีคนดึงลงไปจนทำให้ตัวเองตกเตียงแล้วหลังจากนั้นทั้งสองก็ถกเถียงเรื่องนี้กันตลอดทั้งเช้า วันนี้เป็นวันอาทิตย์ ของขวัญซซึ่งเป็นนักศึกษาแพทย์ปีหนึ่งจึงไม่มีธุระจำเป็นที่จะต้องเข้ามหาลัย แต่สำหรับเซจิที่เป็นนักศึกษาแพทย์ปีที่สาม เขาต้องไปเข้าแล็ปส่งกล้องวิชาพยาธิวิทยา ที่นัดติวกับเพื่อนในรุ่นเอาไว้“ไปแต่งตัวซะ เดี๋ยวพี่ลงมารับ” ว่าจบเขาก็เดินออกจากห้องไปทิ้งให้ฉันงุนงง รับไปไหน วันนี้วันอาทิตย์ไม่ใช่เหรอ (. .)?หรือว่าจะพาไปเดทกันนะ -///- บ้าบอ คิดอะไรเพ้อเจ้อนะของขวัญ...แต่ก็เอาเถอะ อาบน้ำแต่งตัวรอก็ได้ ในตอนแรกฉันก็แอบหวังว่าเขาจะพาไปที่ที่น่าสนใจ แต่เมื่อรู้ตัวอีกทีก็มาโผล่อยู่ในคณะเป็นที่เรียบร้อยวันหยุดยังจะพามาที่นี่อีก แต่ไม่เป็นไร ฉันพอจะให้อภัยได้เพราะตัวเองได้อยู่ข้างเขาเนี่ยะแหละ -///-“อ้าว เซจิ เข้ามาสิ” เพื่อนร่วมรุ่นของพี่เซจิทักทายแล้วเชื้อเชิญให้เขา
กลับจากคุยเรื่องหัวใจกับพี่เซจิแล้ว พวกมิ้งและน้ำหวานก็ชวนฉันออกไปเที่ยวฉลองที่ร้านประจำ เนื่องในโอกาสที่คิรันได้แชมป์ และใช่ค่ะ พวกมันชวนดาวเด่นอย่างคิรันลับหลังฉันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก่อนที่จะมาชวนฉันเสียอีก และถ้าฉันไม่ไปก็คงเสียมารยาทมากแน่นอนของขวัญคนนี้จึงต้องแต่งตัวออกมาข้างนอกอีกครั้ง ทั้งที่บอกฝันดีพี่เซจิเรียบร้อยแล้ว ทำแบบนี้ไม่น่ารักเลยแฮะของขวัญ“ทางนี้คิรัน” มิ้งโบกมือเรียก ก่อนจะเว้นที่ว่างข้าง ๆ ฉันเอาไว้เพื่อให้คิรันได้เดินมานั่งอย่างรู้งาน -_-คิรันเดินเข้ามาพร้อมกับชุดลำลองที่ฉันไม่ค่อยได้เห็นบ่อยนัก เพราะส่วนใหญ่เจอกัแต่นที่มหาลัยจึงคุ้นตาเขาในคาบชุดนักศึกษาเสียมากกว่า แต่ตอนนี้เขาก็แค่เปลี่ยนไปใส่เสื้อยืดสีขาวแทนเสื้อเชิ้ตเท่านั้น ส่วนกางเกงเป็นกางเกงแสล็คเหมือนเดิม แต่ไม่รู้ทำไมถึงรู้สึกสะกดสายตาได้ขนาดนี้นะ หรืออาจเป็นเพราะใบหน้าที่หล่อเหลาเกินมนุษย์ของเขาล่ะแต่ฉันว่าเลิกพรรณนาถึงรูปร่างหน้าตาของเขาเถอะ เพราะถึงหล่อแค่ไหนคนในใจของฉันก็มีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น ก็คือพี่เซจินั่นแหละพูดถึงพี่เซจิแล้วก็ทำให้ฉันถึงเรื่องที่เราตกลงคุยกัน บอกตามตรงฉันก็รู้สึกว่าตั
พี่เซจิพามาถึงจุดหมาย ซึ่งเป็นสวนหย่อมที่ผู้คนต่างมาเดินเล่นพักผ่อนกันเป็นคู่ ในช่วงยามเย็นแบบนี้ ดวงอาทิตย์กับลังลับขอบฟ้า แสงอาทิตย์กำลังอบอุ่นได้ที่เลยทีเดียวแต่ก็อบอุ่นหัวใจได้เพียงบรรยากาศเท่านั้น เพราะตอนนี้ฉันรู้สึกว่ากำลังมีบางอย่างที่หนักอึ้งอยู่ภายในใจ บอกตามตรง ฉันไม่พร้อมจะเผชิญหน้าเขาเลย อยากจะหนีไปให้พ้นเสียด้วยซ้ำ แต่อีกใจก็อยากรู้ว่าเขาอยากจะพูดเรื่องอะไรหรือว่าพี่เซจิจะพาฉันมาคุยเรื่องที่ฉันสารภาพออกไปวันนั้น และเรียกมาปฏิเสธกันนะ...ไม่เอาอะ ของขวัญไม่อยากฟังคำนั้น...ฉันควรจะวิ่งหนีไปให้ไกลสิ แต่มานึกขึ้นได้ตอนนี้ก็สายไปแล้วล่ะของขวัญพี่เซจิมายืนอยู่ตรงหน้าฉัน แววตาของเขาดูจริงจังประกอบกับความลึกลับซึ่งทำให้ฉันไม่สามารถอ่านได้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ เขายืนนิ่งเงียบอยู่สักครู่ก่อนจะสูดหายใจเข้าลึก ราวกับว่าเขากำลังรวบรวมความกล้าที่จะพูดอะไรบางอย่าง"มีเรื่องอะไรจะคุยเหรอคะ?" ฉันตัดสินใจเปิดปากถามออกไปตรง ๆ เพราะต้องการรีบตัดความอึดอัดใจนี้ทิ้ง เอาเลย ของขวัญพร้อมแล้ว จะปฏิเสธก็บอกมาตามตรงเลยสิ!พี่เซจินิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง สายตาที่แฝงไปด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ยากจะอ
และแล้ววันเสาร์ก็มาถึง ตลอดทั้งสัปดาห์นี้ฉันพยายามหลบหน้าพี่เซจิอยู่ตลอด โธ่เอ๊ย ของขวัญ เรื่องบนรถวันนั้นน่าอายชะมัด พูดออกไปได้ยังไงกัน -///- และดูเหมือนว่าอีกฝ่ายก็จะรู้ตัวว่าฉันพยายามหลบหน้า จึงไม่โผล่มาให้ฉันเห็นเหมือนกันแต่บอกตามตรง...อีกความรู้สึกหนึ่งฉันก็แอบน้อยใจเหมือนกันนะ เขาไม่พยายามที่จะมาเจอกันเลยอย่างนั้นสิขณะที่ภายในสมองกำลังครุ่นคิดเรื่องว้าวุ่นใจอยู่นั้น ขาของฉันก็ก้าวขึ้นไปบนแท่นอัฒจันทร์ที่อยู่ข้างสระว่ายน้ำเพื่อจับจองที่นั่งเข้าชมการแข่งขัน ใช่แล้ว วันนี้ฉันมาเชียร์คิรันแข่งขันกีฬาเฟรชชี่ แต่ไม่ได้มาคนเดียวหรอกนะ เพราะกลุ่มเพื่อนของฉัน พวกมิ้งและน้ำหวานก็มาด้วยเหมือนกันเมื่อถึงเวลาแข่งขัน ฉันก็รีบนำป้ายที่อุตส่าห์ตัดแปะสติ๊กเกอร์อย่างประณีตออกมา“คิรัน!” ฉันตะโกนเรียกเขาที่กำลังยืนอยู่ข้างสระเพื่อเตรียมตัวแข่งขัน หลังจากเขาหันมามองฉันก็รีบยกป้ายที่เขียนเอาไว้ว่า ‘สู้เขานะคิรัน’ ขึ้นมาโบกทันทีที่คิรันอ่านป้ายนั้นจบเขาก็ยกยิ้มแล้วโบกมือมาให้ฉันอย่างรับทราบ“แหม มึง เหมือนผัวเมียมาเชียร์กันเลยนะ” มิ้งเอ่ยแซวขึ้นมา ก่อนจะเบ้ปากให้ฉํนด้วยความหมั่นไส้“จริง ถ้าจะหว







