ログイン“แล้วฉันเคยทำเธอร้องไห้ไหมล่ะ” เขาหยุดพูดและทำหน้าครุ่นคิด ก่อนมุมปากจะยกยิ้มบางๆ “นอกจากทำเธอครางเสียงดังแล้ว ก็ไม่น่ามีนะ…จริงไหมเมล”
もっと見るPrologue
ณ สนามแข่งรถช่วงบ่ายของวัน
ช่วงบ่ายของสนามแข่งรถถูกแดดกลืนกินจนแทบทั้งพื้นที่สั่นไหวด้วยไอร้อน ฟ้าสีฟ้าใสทอดยาวไร้เมฆ บนแอสฟัลต์สีดำสนิทมีลมร้อนพัดเอากลิ่นยางไหม้และกลิ่นน้ำมันเครื่องลอยปะปนอยู่ในอากาศ เสียงเครื่องยนต์จากพิทดังคำรามเป็นระยะ สลับกับเสียงเหล็กกระทบและเสียงตะโกนสั่งงานของทีมช่างที่เร่งรีบแข่งกับเวลา
อัฒจันทร์ฝั่งหนึ่งมีผู้ชมที่ซื้อบัตรใต้ดินสวมหมวกแก๊ปและแว่นกันแดดนั่งเบียดกัน บางคนยกมือบังแดด บางคนถือพัดที่มีชื่อของ ซาน โบกไหวช้าๆ เหงื่อซึมตามขมับแต่สายตายังคงจับจ้องไปยังเส้นสตาร์ตอย่างไม่กะพริบ ธงหลากสีสะบัดตามแรงลมอ่อนๆ ที่พอช่วยคลายความร้อนลงได้เล็กน้อย
ในพิทเลน รถแข่งจอดเรียงราย ตัวถังสะท้อนแสงแดดวาบวับเหมือนคมมีด นักแข่งในชุดเรซซิ่งสีฉูดฉาดเดินผ่านไปมา ท่ามกลางเสียงซิปชุดและหมวกกันน็อกที่ถูกสวมแน่น ความตึงเครียดปะปนกับความคึกคักของการแข่งขันที่เรียกว่ารอบ เถื่อน กำลังจะเริ่มต้น ทำให้สนามแข่งรถยามบ่ายไม่ใช่แค่ร้อนจากแดด แต่ร้อนจากแรงกดดันและความคาดหวังที่อบอวลอยู่ทุกอณูของอากาศ
“เจฟตกลงมึงจะวางเดิมพันเป็นเงินหรือของ?” รุ่นพี่คนหนึ่งเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด สายตาจับจ้องชายหนุ่มที่กำลังจะลงแข่งในรอบค่ำคืนนี้
“ของ” เจฟคำตอบสั้นๆ หลุดออกมา แม้ใบหน้าและแววตาจะปิดไม่มิดถึงความกังวลที่ซ่อนอยู่
“ของที่มึงว่ามาเนี่ย ราคามันต้องถึงนะเว้ย ไม่งั้นไอ้ซานมันเล่นงานมึงไม่เลิกแน่”
เสียงจิ๊ปากดังเบาๆ ก่อนเจ้าตัวจะหันกลับมาพูดด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าวกว่าเดิม
“เออน่า”
“แล้วของมึงอยู่ไหน เอามาให้กูดูก่อนลงแข่ง”
“แข่งเสร็จแล้วผมจะเอามาให้ดู”
“มึงอย่าคิดทำอะไรพิเรนทร์ๆ ล่ะ กูเตือนไว้ก่อน”
“อย่ากดดันได้ปะวะ”
“จัดการตัวเองให้เรียบร้อย”
“อืม”
ฝั่งนักแข่งอีกทีม ไต้ฝุ่นถือหมวกกันน็อกราคาแพงเดินเข้ามาในห้องพักนักแข่ง ก่อนจะโยนหมวกไปให้ ซาน ที่นั่งเอนหลังอยู่บนโซฟา เท้าข้างหนึ่งพาดบนโต๊ะอย่างไม่แยแส
ซานรับหมวกไว้ด้วยมือข้างเดียว และเหลือบตามองมันแวบเดียวก่อนจะวางลงข้างตัว
“หมวกใบเป็นแสนนะเว้ย” น้ำเสียงเขาราบเรียบ ไม่มีอารมณ์แต่แฝงแรงกดดันจนไต้ฝุ่นเผลอชะงัก
“เออน่า กูมีเงินจ่าย” ไต้ฝุ่นหัวเราะกลบเกลื่อน ก่อนเปลี่ยนเรื่อง “แล้วฝั่งนั้นล่ะ ว่ายังไงบ้าง มันลงเงินกี่ล้าน”
ซานยกมุมปากขึ้นนิดเดียว รอยยิ้มที่ไม่ได้มีความขำ
“มันไม่มีเงิน”
“มั่นใจขนาดนั้นเลย?”
“คนมีเงิน ไม่ปล่อยให้กูรอคำตอบหรอก” ซานตอบสั้นๆ ดวงตาคมกริบมองไปข้างหน้า “รอบที่แล้วมันโกง แต่รอบนี้มันจน”
ไต้ฝุ่นหัวเราะในลำคอเบาๆ ก่อนจะเอนหลังพิงพนักโซฟาด้วยท่าทีผ่อนคลาย
“งั้นก็ไม่น่าไว้ใจ”
“กูไม่เคยไว้ใจมันตั้งแต่แรก” ซานพูดเสียงเรียบ ก่อนจะเอนตัวนอนลงกับโซฟา ยกศีรษะหนุนที่รองแขนด้วย “คนแบบนั้น ต่อให้เล่นตามกติกากูก็ไม่คิดปล่อยให้มันรอด”
ทว่าจังหวะที่ไต้ฝุ่นจะตอบกลับ เด็กในทีมเดินเข้ามาหยุดยืนตรงหน้าเสียก่อน
“พี่ซานครับ ฝั่งนั้นให้คำตอบแล้วครับ”
ซานหันไปมองช้าๆ เพียงแค่นั้นเด็กก็เผลอกลืนน้ำลาย
“ว่าไง”
“เขาบอกว่าจะเอาของมาลงเดิมพันครับ”
“ของ?” ซานทวนคำช้าๆ ด้วยเสียงนิ่งสนิท “ของอะไร”
“ไม่แจ้งรายละเอียดครับ”
ซานเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพ่นลมหายใจออกทางจมูกเบาๆ
“ชอบเล่นของลับสินะ”
“จะเอายังไงดีพี่” เด็กในทีมถามด้วยสีหน้าเป็นกังวล
ซานลุกขึ้นยืน หยิบถุงมือขึ้นมาสวมทีละข้างอย่างใจเย็น
“ปล่อยให้มันเอามา”
ไต้ฝุ่นหันมองทันที และพูดด้วยความเป็นห่วง
“ไม่กลัวมันตุกติกเหรอ”
ซานเหลือบตามอง แววตาเขาเย็นเฉียบ “กลัว?” เขาหัวเราะเบาๆ ในลำคอ “กูแค่อยากรู้ว่ามันจะเอาอะไรมาแลกกับชีวิตนักแข่งของมันเอง”
ประตูห้องพักถูกเปิดออก ซานเดินนำออกไปโดยไม่หันกลับ
“เตรียมรถให้พร้อม” เขาทิ้งท้าย “วันนี้ถ้ากูไม่ชนะ กูก็จะทำให้มันจำ”
เวลาแข่งขัน
ไฟสัญญาณเหนือแทร็กลุกวาบ เสียงเครื่องยนต์คำรามประสานกันจนพื้นปูนสั่นสะเทือน กลิ่นน้ำมันและควันยางคลุ้งไปทั่วอากาศยามค่ำ
ซานนั่งนิ่งอยู่หลังพวงมาลัย ดวงตาคมกริบจับจ้องไฟสีแดงตรงหน้า ลมหายใจเขาสม่ำเสมอราวกับเสียงโห่ร้องรอบสนามไม่มีตัวตนสำหรับเขาเลยสักนิด
ข้างกันคือเจฟ เขาหันมามองด้วยแววตาแข็งกร้าว แฝงความหมั่นไส้และกระหายชัยชนะ คืนนี้เขาต้องชนะ ไม่อย่างนั้นชื่อเสียงที่สั่งสมมาจะพังไม่เป็นท่าแน่
เมื่อไฟเปลี่ยนเป็นสีเขียว เครื่องยนต์กระแทกเสียงลั่น รถสองคันพุ่งออกไปพร้อมกันราวกระสุน ซานเหยียบคันเร่งจมมิดจนรถของเขาทะยานขึ้นอย่างนิ่งและแม่นยำ ไม่มีอาการแกว่ง ไม่มีลังเล
เจฟเร่งเครื่องไล่ประกบ ช่วงโค้งแรกเขาหักพวงมาลัยตัดหน้าอย่างดุดัน ล้อเสียดสีกับพื้นจนประกายไฟแตกกระจาย เสียงเชียร์บนอัฒจันทร์ดังสนั่น
“แม่งเอาเรื่อง!” ใครสักคนตะโกนจากขอบสนาม
ซานไม่เบี่ยง ไม่หลบ เขาเพียงลดเกียร์ลงจังหวะเดียว ปล่อยให้รถไหลเข้าโค้งต่ำกว่าเจฟนิดเดียว ระยะห่างแคบจนเหมือนลมหายใจชนกัน
โค้งถัดมาเจฟพยายามเบียด แรงปะทะสะเทือนทั้งคันรถ ซานเพียงขยับพวงมาลัยเล็กน้อย คุมรถให้นิ่งราวกับฝังร่างเป็นหนึ่งเดียวกับเครื่องยนต์ สายตาเขานิ่งและมั่นคง
“ใจไม่ถึงพอ” เขาพึมพำกับตัวเอง
พอถึงทางตรงยาว เจฟกดเครื่องสุดแรงหวังทิ้งระยะ แต่ซานกลับเร่งแซงขึ้นมาทีละนิดอย่างใจเย็น ราวกับกำลังบีบเหยื่อให้จนมุม ความเร็วทะลุขีดจำกัด เสียงลมหวีดหวิวจนแก้วหูแทบแตก
ผู้ชมลุกขึ้นยืนทั้งสนาม โค้งสุดท้ายใกล้เข้ามา โค้งที่พลาดไม่ได้
เจฟตัดสินใจเสี่ยงหักพวงมาลัยแรงเกินไปเพียงเสี้ยววินาที รถเขาเสียบาลานซ์ล้อปาดเส้นขอบแทร็ก เสียงยางครูดดังแหลม
ซานเห็นจังหวะนั้นชัดเจน เขาไม่เร่งและไม่เหยียบเบรก แต่เปลี่ยนไลน์อย่างแม่นยำพารถผ่านด้านในโค้งอย่างเด็ดขาด ตัวรถเฉียดเจฟไปเพียงคืบเดียว ก่อนจะพุ่งออกจากโค้งอย่างสวยงาม
เสียงเฮลั่นสนามและเส้นชัยอยู่ตรงหน้า ซานเข้าเส้นชัย ทิ้งเจฟไว้ด้านหลังอย่างไม่ต้องหันกลับมามอง
เครื่องยนต์ชะลอลง ซานจอดรถแล้วดับเครื่อง เขาถอดหมวกกันน็อกออกช้าๆ เหงื่อเกาะตามกรอบหน้า แต่แววตายังนิ่งสนิท
เจฟจอดรถตามมาแล้วกระแทกประตูลงด้วยความหงุดหงิด สายตาทั้งสนามจับจ้องมาที่ซาน เขาเพียงก้าวลงจากรถ เดินผ่านเจฟไปโดยไม่พูดอะไรสักคำ
ความเงียบของเขากลับดังยิ่งกว่าคำเยาะเย้ยใดๆ ซานชนะ และทุกคนรู้นี่ไม่ใช่แค่ชัยชนะของการแข่งรถ แต่มันคือการประกาศว่า ใครคือเหนือกว่าในสนามนี้
“พี่ซาน” เด็กในทีมเดินเข้ามาหาเขา พร้อมกับส่งกล่องของเดิมพันของอีกฝ่ายให้ “ของที่ฝั่งนั้นเอามาเดิมพันครับ ทางนั้นบอกว่าให้หมดนี่เลย”
ซานเปิดกล่องดู ปรากฏว่าเป็นกุญแจยี่ห้อ Ford Mustang และเขาก็นึกออกทันทีว่ารถคันนี้เป็นของเจฟ ที่ใช้ขับขี่เป็นประจำ มุมปากซานยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางๆ
“เขาบอกว่า ของในรถก็ยกให้ด้วยเลย”
“แล้วในรถมันมีอะไรน่าสนใจวะ” เสียงหัวเราะในลำคอดังขึ้นเบาๆ ก่อนที่เขาจะเดินไปเปลี่ยนชุดในห้องน้ำแล้วเดินออกมาข้างนอก
“เดี๋ยวกูไปนับไอ้เสือกับน้องชา แล้วก็เดี๋ยววนไปรับตังค์ด้วย มึงตามไปนะ” ไต้ฝุ่นเดินควงกุญแจรถเข้ามาหาเพื่อน
“อืมๆ เดี๋ยวตามไป” ซานรับปาก ขณะที่สายตาเขามองกุญแจรถของเจฟด้วยสีหน้ายากจะเดาความคิดได้ “เป้”
“ครับพี่ซาน”
“รถไอ้เจฟจอดอยู่ตรงไหน”
“ที่จอดรถหน้าสนามเลยพี่ซาน ให้ผมขับกลับให้ไหม”
“ไม่ เดี๋ยวพี่ขับกลับเอง ส่วนเอ็งขับรถพี่กลับด้วย”
“ครับ”
เขาโยนกุญแจรถตัวเองให้น้องแล้วหยิบกระเป๋าเป้สะพายไหล่เดินออกไปก่อน ซานผิวปากฮัมเพลงมาจนถึงลานจอดรถ ในลานเหลาอแค่รถของทีมแข่งที่ยังอยู่จัดการอะไรอีกหลายอย่าง สายตาคมมองไปยังรถคันหนึ่ง เขาเดินตรงไปอย่างไม่ลังเล พร้อมกดปลดล็อกรถด้วยรีโมต
“พี่เจฟมาแล้วเหรอคะ” เสียงหวานปนงัวเงียดังขึ้นจากในรถ ทำเอาซานชะงักเท้าที่จะเดินต่อ เขาเอียงหน้ามองการเคลื่อนไหวของคนด้านในกระทั่งเจ้าตัวเปิดประตูลงมา “พี่เจฟ…ไม่ใช่เหรอ ทำไมไม่มาสักทีนะ แข่งรถเสร็จแล้วหรือยัง”
“เธอเป็นใคร” ซานถามเสียงเรียบ
“คะ คุณเป็นใคร”
“ตอบฉันก่อน เธอเข้าไปทำอะไรในรถ แถมยังมีกุญแจอีกดอกด้วย”
“หนูเป็นแฟนพี่เจฟ”
ซานขมวดคิ้วพร้อมกับสบถคำหยาบออกมาเสียงดัง ทำเอาคนตัวเล็กกลัวจนสะดุ้ง
“ไอ้เจฟแฟนเธอมันแพ้ฉัน มันยกรถคันนี้ให้ฉันพร้อมของในรถ แล้วของในรถ…?” เขาชี้ไปหาหญิงสาว “เธอเหรอ ไอ้เหี้ย…เลวได้ใจจริงๆ”
“ไม่จริง รถของพี่เจฟเขารักมาก เขาไม่เอาไปลงเดิมพันหรอกค่ะ”
“ก็ลองโทรไปถามแฟนตัวดีเธอดูสิ” ซานวางกระเป๋าเป้ลงบนหลังคารถแล้วพิงหลังกับประตูด้วยท่าทางผ่อนคลาย เขาหยิบบุหรี่มาจุดสูบพ่นควันสีขุ่นออกจากปาก ทว่าหูก็ฟังอีกฝ่ายกดโทรหาแฟนหนุ่ม ซึ่งไม่สามารถติดต่อหมายเลขนั้นได้เลย แม้เธอจะโทรหลายครั้ง
“รับสิพี่เจฟ รับสิ”
“มันไม่รับหรอก ก็ว่าทำไมไม่บอกว่าของข้างในเป็นอะไร ที่แท้ก็เอาแฟนกับรถมาลงเดิมพัน หึ…ตลกดี”
“ไม่ใช่!”
“งั้นก็ลองโทรหามันดูสิ ถ้ามันรับฉันจะส่งเธอหามัน แต่ถ้าไม่…ก็ช่วยไม่ได้”
“พี่เจฟเป็นแฟนเมล แฟนเมลไม่ทำแบบนั้นแน่นอนค่ะ”
“หึ เออเอา แล้วแต่เธอเลย แต่ฉันจะเอารถคันนี้กลับ”
เมล รีบเดินอ้อมมาหาซาน เอาตัวเองดันตัวเขาออกห่างจากรถแล้วกางมือออกห้ามไว้
“ไม่ได้ค่ะ รถแฟนเมล”
ซานยกมือขึ้นเกาหางคิ้วเบาๆ มองท่าทางดื้อดึงอีกฝ่ายอย่างถอดใจ
“มันเอารถคันนี้เดิมพัน…รวมถึง เธอ ด้วย”
“ไม่จริง ไม่เชื่อ”
“เพราะฉะนั้นแล้ว เธอแล้วก็ไอ้รถคันนี้เป็นของฉัน!”
บทที่ 10 “ภูริพัฒน์”ระหว่างรอสัญญาณไฟจราจรหน้ามหา’ลัย ซานเหลือบไปเห็นรถคุ้นตาของเพื่อนสนิทขับผ่านหน้าไปพอดี หัวใจเขากระตุกวูบหนึ่งโดยไม่รู้ตัว และทันทีที่ไฟเขียวขึ้น เขาเหยียบคันเร่งตามไปห่างๆ พลางยกโทรศัพท์แนบหู“อิงค์จะไปไหน เราอยู่ข้างหลัง”(อ้าวเหรอ)“ไม่ต้องจอดนะ ขับไปเลย แค่โทรมาถามว่ารีบไปไหน”ปลายสายหัวเราะเบาๆ ก่อนตอบกลับเขา(รีบไปหาแฟนสิ วันนี้พี่เขามีแข่งบอล)“อ๋อ…” เขานิ่งไปชั่วอึดใจ ก่อนเอ่ยเสียงเรียบ “งั้นก็ขับรถดีๆ เวลาเลี้ยวก็มองซ้ายมองขวาด้วย อย่ารีบมาก เข้าใจไหม”(ครับผม ยังเป็นห่วงกันเหมือนเดิมเลยนะ ขอบคุณมากซาน)“อืม เดี๋ยวก่อนอิงค์”(อืม)ช่วงว่างระหว่างคำสั้นๆ นั้นกลับยาวนานกว่าที่คิด ลมหายใจเขาหนักขึ้นโดยไม่รู้ตัว“…ขอโทษนะ”(ขอโทษเรื่องอะไร)“ก็เรื่องนั้น”ปลายสายเงียบไปเสี้ยววินาที ก่อนตอบกลับอย่างอ่อนโยน(ไม่เห็นต้องขอโทษเลย เออซาน เราวางก่อนนะ พี่เขาโทรมาแล้ว)“อืมๆ”แต่เป็นซานเองที่กดตัดสายก่อน เขาเลี้ยวรถเข้าจอดริมฟุตพาท มือกำพวงมาลัยแน่นจนเส้นเลือดปูดชัด เสียงหัวใจเต้นถี่ดังสะท้อนอยู่ในอก เหมือนพยายามย้ำเตือนอะไรบางอย่างที่เขาพยายามจะลืม“ทำไมวะ” เขาพึมพ
บทที่ 9 ทำความรู้จักซานขับรถออกมาได้ราวๆ สิบนาทีแล้ว แต่ภายในรถเงียบสนิท ไม่มีใครปริปากพูดอะไรก่อน กระทั่งรถแล่นมาติดไฟแดงตรงแยกใหญ่ที่จะไปมหาวิทยาลัยของซานและของเมล“รู้ได้ยังไงว่ารถคันนี้เป็นของฉัน ดูเธอไม่ลังเลใจเลยนะ ที่เดินมาขึ้นรถน่ะ”“ก็ดูไม่อยากนี่คะ รถมีคันเดียวจอดอยู่หน้าร้าน อีกอย่าง…ในร้านมีเราแค่สองคนเท่านั้น”“หึหึ” ซานหัวเราะในลำคอเบาๆ แล้วหันมามองหน้าเธอ “แสนรู้จริงเชียว”“เมลไม่ใช่หมานะคะ”“บอกตอนไหนว่าเป็นหมา เธอคิดเอาเองทั้งนั้น”“พี่ซาน”“ไม่ต้องมาทำหน้าบึ้งแบบนี้หรอก ภัทรพร”“หืม?” คราวนี้เธอเอียงตัวเข้าหาเขา กะพริบตาปริบๆ มองอย่างประหลาดใจ “รู้จักชื่อเมลได้ยังไงเหรอคะ แอบไปสืบมาหรือเปล่า”“ทำไมต้องสืบ?”“ก็…ก็เมลไม่คิดว่าพี่จะสนใจอะไรเกี่ยวกับเมลนี่คะ” เธอพูดเสียงเบาลงเล็กน้อย แววตาที่เคยกวนๆ เมื่อครู่แฝงความลุ้นอยู่บางๆไฟแดงยังไม่เปลี่ยน ซานเอนหลังพิงเบาะ มือหนึ่งวางบนพวงมาลัย อีกมือเคาะจังหวะช้าๆ บนที่พักแขนรถ สายตาคมเหลือบมองเธอเพียงหางตา“ชื่อภัทรพร รัศมีงาม หรือเมลมหา’ลัยกรุงเทพฯ คณะบริหาร เป็นรุ่นน้องปีสองที่ตอนนี้เดินตามฉันต้อยๆ ฉันจะไม่รู้ชื่อได้ยังไง”
บทที่ 8 ตีสนิทอีกฟากของถนน หลังจากรถของซานขับผ่านไปแล้ว เจฟยังคงนั่งนิ่งอยู่ในรถ สันกรามแข็งเกร็งขบเข้าหากันแน่น ดวงตาจับจ้องไปยังเส้นทางเดิมราวกับหวังว่าภาพเมื่อครู่จะย้อนกลับมารถคันแล้วคันเล่าวิ่งขวักไขว่ผ่านสายตา แต่ไม่มีคันไหนดึงเขาออกจากภาพจำที่ฝังแน่นอยู่ในหัวได้เลย ภาพของเมลที่นั่งซ้อนท้าย เธอกอดเอวซานไว้แน่นอย่างไม่ลังเล และภาพของซานที่ก้มลงผูกสายรองเท้าให้เธอด้วยท่าทีที่คุ้นเคยเกินกว่าจะเรียกว่าแค่คนรู้จักมันชัดเจนเกินไป ชัดจนเจ็บปวดที่หัวใจคล้ายถูกบีบซ้ำๆเจฟหลับตาลงช้าๆ ก่อนจะพึมพำกับตัวเอง เสียงแหบพร่าราวกับยอมรับความจริงที่ไม่อยากเชื่อ“ลืมกันแล้วจริงๆ เหรอเมล” คำถามนั้นไม่มีใครตอบ และถนนเบื้องหน้าก็ยังทอดยาวต่อไป เหมือนความสัมพันธ์ของเขากับเมลที่ไม่มีวันย้อนกลับไปเหมือนเดิมอีกแล้วด้านซาน เขาขับรถมาจนถึงร้านกาแฟในซอยแคบๆ เจ้าประจำที่มานั่งจิบกาแฟเพื่อหลบจากความวุ่นวายภายนอก ร้านกาแฟเป็นร้านใต้ตึกเก่าที่มีโต๊ะเพียงสองโต๊ะเท่านั้น แถมเจ้าของร้านยังเป็นวัยรุ่น“อ้าวเฮีย วันนี้มาแต่หัววันเลย”“อืม เอาเหมือนเดิมนะ วันนี้ขอเพิ่มน้ำเชื่อมอีกหนึ่งปั้ม” ซานตอบเรียบๆ“ได้ครับ ว
บทที่ 7 แค่คนรู้จักซานแสยะยิ้มที่มุมปาก พอเดินมาถึงรถก็โยนหมวกกันน็อกให้เมล“ใส่ซะ”“ถ้าเมลทำตกพื้นจะทำยังไงคะ” เธอพ่นลมหายใจโล่งอกเมื่อคว้าหมวกไว้ได้ทันพอดี ก่อนจะยกมันขึ้นมาสวมอย่างลังเล “ใส่แบบนี้เหรอคะ” แต่หมวกกันน็อกกลับใบใหญ่กว่าศีรษะของเธออย่างเห็นได้ชัด“เดินเข้ามานี่” ซานเพยิดหน้าเรียกเสียงเรียบเมลก้าวเข้าไปใกล้ เขาก้มลงจัดการสายล็อกใต้คางให้ มือหนาขยับอย่างชำนาญ“หมวกใบใหญ่ไปหน่อย”“ไม่หน่อยมั้งคะ เมลว่า…ใหญ่มากเลย” เธอเม้มปากแน่น เมื่อเขาเงยหน้าขึ้นมองสบตาใกล้เกินไป “ขอโทษค่ะ”ซานไม่ตอบ เขาหันกลับไปคร่อมมอเตอร์ไซค์ ก่อนจะเอี้ยวตัวมามองเธอด้วยสีหน้านิ่งเฉย“ขึ้นรถ”เมลชะงักไปเสี้ยววินาที ก่อนจะขยับเท้าเข้าไปใกล้รถอย่างเก้ๆ กังๆ มือจับชายเสื้อแน่นราวกับไม่รู้จะวางไว้ตรงไหน เธอมองแผ่นหลังของซานที่ตรงแน่ว รู้สึกได้ถึงระยะห่างบางอย่างแม้จะยืนใกล้กันแค่เอื้อม“จับให้แน่นล่ะ” เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นโดยไม่หันกลับมา“ค่ะ” เธอรับคำเบาๆ ก่อนจะค่อยๆ ก้าวขึ้นซ้อนท้าย แขนทั้งสองข้างยกค้างอยู่อึดใจหนึ่ง สุดท้ายก็แตะลงที่เอวเขาอย่างลังเล ปลายนิ้วเกร็งนิดๆ เหมือนกลัวจะล้ำเส้นซานเหลือบตามองเงาส