Masuk“ของขวัญ อาซื้อของมาฝาก ไม่รู้จะถูกใจหนูหรือเปล่านะ”
หลายวันผ่านไป สองแม่ลูกทั้งอาน้ำและเซ็นโตะก็กลับมาถึงบ้าน หลังจากไปเที่ยวต่างประเทศกันมาหลายวัน แต่ก็ไม่ได้กลับมามือเปล่าแต่อย่างใด ช่วงเย็น อาน้ำจึงมาที่บ้านของฉันและชวนไปทานข้าวที่บ้านของท่าน แต่ก็จะมีแค่แม่ ๆ ของพวกเราเท่านั้น เพราะปกติแล้วพ่อ ๆ ของพวกเรามักจะไม่ค่อยมีเวลาอยู่บ้านสักเท่าไรนัก
“ขอบคุณค่ะอาน้ำ ไปเที่ยวเป็นไงบ้างคะ”
“สนุกดีจ๊ะ เอ้อ! อายินดีด้วยนะเรื่องสอบติดมหาลัย โชคดีจังที่เราได้อยู่คณะเดียวกันหมดเลน ของเซ็นโตะเนี่ยะนะ ตอนแรกคิดว่าจะต้องเปลี่ยนแผนให้ไปเรียนบริหาร กว่าจะทำได้ก็พยายามเคี่ยวเข็นกันแทบตายเลย”
ดูเหมือนว่าครอบครัวนี้จะเลี้ยงลูกคนเล็กแบบตามใจมากกว่าลูกชายคนโตที่กดดันเขาอย่างหนักหน่วง เฮ้อ ไม่รู้ว่าพี่เซจิต้องผ่านอะไรมาบ้างเนอะ ว่าแต่…ฉันจะไปคิดถึงเขาทำไมกันล่ะ
“ค่ะ”
“ติดมหาลัยแล้วจะเอายังไงต่อล่ะ พราวได้คุยกับของขวัญเรื่องนี้บ้างหรือยัง”
“ฉันก็มารอคุยเรื่องนี้กับครอบครัวแกนั่นแหละ เห็นมหาลัยก็อยู่ตั้งไกลด้วย หรือว่าจะให้ลูก ๆ อยู่คอนโดกันดี”
“อยู่คอนโดก็ดีนะ ฉันน่ะไม่ห่วงเซนโตะหรอก ให้เขาไปอยู่กับเซจิก็ได้ แต่ของขวัญเนี่ยะสิเป็นผู้หญิง”
“โหย…แม่! ให้ผมแยกอยู่กับเซจิไม่ได้หรือไง” หลังจากที่ไอ้ร่างสูงข้าง ๆ ฉันเงียบไปนาน มันก็ทักท้วงขึ้น แถมยังทำหน้าบูดบึ้งเสียด้วย
“จะอยู่แยกกันทำไมล่ะ คอนโดเซจิมีตั้งสองห้องนอน หัดประหยัดซะบ้าง หรือลูกจะเอาแบบนี้ แยกกันอยู่กับเซจิ แต่ไม่ต้องเอารถไปใช้”
“อยู่กับมันก็ได้ครับ” รับปากทันควัน สงสัยกลัวไม่ได้เอารถไปม่อสาวสิท่า
“งั้นก็ให้ของขวัญอยู่คอนโดเดียวกับเซ็นโตะแล้วกันจะได้ช่วยดูแลกันด้วย ดีมั้ยลูก…ของขวัญ”
“ค่ะ… แม่ว่ายังไงหนูก็เอาตามนั้นแหละค่ะ” ฉันตอบกลับไป แต่สีหน้าเรียบเฉยไม่ได้รู้สึกดีใจเลยสักนิด ถ้าหากอยู่คอนโดเดียวกับเซ็นโตะ ก็หมายความว่าต้องเจอพี่เซจิที่เกลียดขี้หน้าฉันตลอดน่ะสิ
แต่เรื่องนั้นช่างมันเถอะ ฉันทำตาบอดหูทวนลมไม่สนใจเขาก็ได้อยู่หรอก จริง ๆ นะ
“แม่ครับ ผมกลับแล้วนะ” เสียงทุ้มของชายหนุ่มดังลงมาจากบันไดชั้นสอง พี่เซจิ นั่นเอง ไม่ยักรู้ว่าเขากลับบ้านกลับช่องเป็นด้วย คิดว่ามัวยุ่งอยู่กับสาว ๆ เสียอีก
นั่นไง บอกว่าจะไม่สนใจแล้วแท้ ๆ ตั้งสติสิของขวัญ แต่ครั้งนี้ก็ถือว่าฉันใจแข็งใช้ได้อยู่นะ เพราะรอบนี้ฉันไม่แม้แต่ปรายตามองเขาเลยด้วยซ้ำ
“กลับแล้วเหรอลูก ไม่อยู่ทานข้าวเย็นกันก่อนเหรอจ๊ะ”
“ไม่ครับ พรุ่งนี้ผมมีสอบ”
“ถ้าอย่างนั้นเดินทางปลอดภัยนะลูก” อาน้ำเดินไปกอดพร้อมกล่าวลาลูกชาย ส่วนฉันที่พยายามจะไม่สนใจก็รีบเปลี่ยนเรื่องหันไปคุยกับเซ็นโตะทันที
“ไหนของฝากกูอ่ะ”
หลังจากทานข้าวเย็นกันเสร็จ แม่ฉันกับแม่มันก็นั่งเม้าท์กันต่อ ส่วนเซนโตะมันก็ตรงมาที่บ้านฉันพร้อมกับของพะรุงพะรัง ฉันอยากจะวิ่งไปกระโดดกอดคอกรี๊ดใส่มันซะจริง ๆ ถุงที่มันหิ้วมามีแต่ของที่ฉันถูกใจทั้งนั้น แถมฉันเองก็อยากจะเล่าให้ฟังจังว่าช่วงที่มันไม่อยู่ฉันเจออะไรบ้าง แต่ก็ต้องเงียบปากเอาไว้ไม่อยากให้มันเป็นกังวล ไหนจะเรื่องที่ฉันโดนมอมยาจากไอ้เบนจามินนั่นอีก โชคดีที่หลังจากกลับมาวันนั้นไม่มีใครอยู่บ้านด้วย เพราะพ่อกับแม่แอบหนีไปเที่ยวกันอย่างที่ฉันคิดเอาไว้จริง ๆ ส่วนยัยหวานก็เอากระเป๋าของฉันมาคืนให้ช่วงเย็นวันนั้น ทุกอย่างเลยดูเหมือนจะเป็นไปตามปกติ ไม่มีอะไรให้น่าสงสัยเว้นเสียแต่...
“กูไม่อยู่แอบหนีเที่ยวป่ะเนี่ย”
“หนีอะไร นอนอยู่บ้านเซ็งจะตาย ไปแดกเหล้าป่ะล่ะ วันนี้ฉลองไง!”
“วันอื่นแล้วกัน กูเจ็ตแลคมากอ่ะวันนี้ เอ้า…นี่ของฝาก จะให้กูถืออีกนานมั้ย?!” ฉันรับของฝากแล้วผายมือมันเชิญเข้าห้องไป ไอ้เซนโตะมันพุ่งไปที่เตียงฉันเป็นอันดับแรกเลย สงสัยจะเหนื่อยจริง แล้วทำไมไม่ไปนอนที่บ้านตัวเองล่ะเนี่ยะ
“ของขวัญไม่ยักรู้ว่าเดี๋ยวนี้แอบใส่เสื้อแบบนี้ด้วยเหรอ” ฉันหันไปมองตามที่เซ็นโตะบอก มันเป็นเสื้อยืดที่พี่เซจิให้ฉันยืมใส่วันนั้น เพิ่งซักแล้วยังไม่ได้เก็บเข้าตู้ ตายห่าแล้ว!
“กูว่าเสื้อแบรนด์นี้แม่งคุ้น ๆ ว่ะ เหมือนเสื้อผู้ชายด้วย มึงแอบเอาใครมานอนป่ะเนี่ย”
“กวนตีนละไอ้เซน มึงเห็นกูแรดขนาดนั้นเลยเหรอ ไหนดูดิ ซื้ออะไรมาฝากกูบ้าง” ฉันพยายามเปลี่ยนเรื่องคุยกับมันโดยการหันไปให้ความสนใจกับของฝากมันแทน พอหันไปอีกทีเซ็นโตะก็หลับไปซะแล้ว ซึ่งฉันก็รู้สึกว่าดีแล้ว จะได้ไม่ต้องมาคอยจับผิดฉันอีก
@Condo J
และวันที่ฉันรอคอยก็มาถึงจนได้ วันที่จะได้ย้ายข้าวของส่วนตัวมายังคอนโดใหม่ ต่อไปนี้ฉันจะเป็นอิสระจากพ่อแม่แล้ว(แค่บางเรื่องเท่านั้นนะ) แต่ก็ยังไม่ได้อิสระขนาดนั้นหรอกเพราะนอกจากพ่อและแม่แล้ว ก็ยังมีไอเซ็นโตะที่คอยตามจิกฉันอยู่เหมือนกัน แต่โชคดีหน่อยที่อยู่คนละชั้นกัน เพราะห้องพี่เซจิอยู่ชั้น 18 แต่ว่าห้องของฉันอยู่ชั้น 11 แต่อย่างน้อยได้อยู่ที่เดียวกันก็ถือว่าเป็นเรื่องดี เพราะหากมีเรื่องฉุกเฉินจะได้คอยช่วยเหลือกันได้
“ให้เอาไปวางไว้ไหน” เสียงหนาพูดขึ้น เมื่อฉันเงยหน้ามองก็พบกับใบหน้าของพี่เซจิ ซึ่งตอนนี้เขาก็ไม่ได้ทำตัวเย็นชาใส่เหมือนแต่ก่อนตอนพูดคุยกับฉันแล้ว ไม่รู้ว่าเพราะอะไร หรือเป็นเพราะฉันเว้นระยะห่างมากขึ้น เขาจึงรู้สึกพอใจกันนะ
อ๋อ! ฉันลืมบอกไปว่าพี่เซจิมาช่วยขนของด้วย แต่ก็คงเป็นคำสั่งของอาน้ำ แม่ของเขานั่นแหละ
“พกอะไรของมึงมาเนี่ยหนักชะมัด” ส่วนคนบ่นนี่จะเป็นใครไม่ได้นอกจากเซนโตะ ยกกล่องเล็กสุดแล้วยังจะบ่นอีกนะ
“ก็ของใช้ส่วนตัวทั้งนั้นแหละน่า”
“ถ้าอย่างนั้นฉันวางไว้ให้ตรงนี้นะ ให้เซนโตะจัดการที่เหลือด้วยแล้วกัน”
“ขอบคุณค่ะ” ฉันกล่าวขอบคุณแต่ไม่ได้หันมองหน้าเขาด้วยซ้ำ ไม่รู้ว่าพี่เซจิเดินออกไปตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่พอหันไปอีกทีไม่เจอเขาแล้ว ก็คงรีบไปหาสาว ๆ ของตัวเองนั่นแหละ
ก่อนหน้านี้หนึ่งวัน
@Seiji Talk
“พรุ่งนี้มึงย้ายของเข้าคอนโดใช่ป่ะ” ผมเดินเข้ามาในบ้านก่อนจะถามน้องชายที่กำลังนอนอยู่บนโซฟาแล้วเอาขาพาดโต๊ะกลางในห้องนั่งเล่น
“เออ ถามทำไม จะไปช่วยเหรอ?
“แล้ว…ของขวัญย้ายพร้อมกันหรือเปล่า
“ก็ไปพร้อมกันเนี่ยะแหละ หลบไปดิ ยืนบังอยู่ได้”
“เดี๋ยวกูไปช่วย”
ผมไม่รีรอให้น้องขายได้ทันฉงนสงสัยก็รีบเดินขึ้นห้องตัวเองไปทันที บอกตามตรงว่าผมสลัดภาพครั้งสุดท้ายที่ของขวัญพูดกับผมบนรถออกไปไม่ได้เลย และช่วงนี้ยังทำตัวเมินเฉยใส่ผมอีก ทั้งสายตาและท่าทางของเธอมันต่างจากเธอที่ผมเคยรู้จักไปสิ้นเชิง มันทำเอาใจผมหวิวอย่างไรชอบกล
ไม่หนาวอย่างที่คิดนี่นา ฮ่าๆๆ ฉันทำปากเก่งไปอย่างนั้นแหละ เป็นเพราะได้เสื้อโค้ทกับผ้าพันคอรวมถึงถุงเท้าที่พี่เซจิเตรียมมา จึงช่วยให้ความอบอุ่นกับฉันได้พอสมควร ทำดีก็เป็นเหมือนกันนะเราเนี่ยะฉันแอบมองเขาจากทางด้านหลัง เพราะตอนนี้พี่เซจิกำลังนั่งอยู่ตรงเบาะข้างหน้าพร้อมกับคุณอา มาซาชิ เพื่อพูดคุยเรื่องที่จะต้องไปพบปะทีมผู้บริหารโรงพยาบาลในอีกสองวันข้างหน้าใช้เวลาเกือบชั่วโมงก็มาถึงบ้านตระกูลทากาฮาชิที่ญี่ปุ่น ฉันว่าบ้านที่ไทยก็ใหญ่มากแล้วนะ แต่พอเป็นบ้านที่ญี่ปุ่นแล้วที่ไทยกลับเทียบไม่ติดเลยเนี่ยะสิ แบบนี้ต้องเรียกว่าคฤหาสน์มากกว่าบ้านแล้ว“ของขวัญเคยใส่กิโมโนไหมลูก” คุณอามาซาชิหันมาพูดกับฉันระหว่างทางที่พวกเรากำลังเดินเข้าไปในตัวบ้าน“ไม่เคยค่ะ” ฉันส่ายศีรษะด้วยความงุนงง คงจะเคยแหละ หน้าอย่างฉันคงจะซื้อกิโมโนมาใส่เดินเล่นที่ประเทศไทยอยู่หรอก -_-“เดี๋ยววันนี้อาจะให้ช่างตัดผ้าเข้ามาวัดตัวให้ เป็นชุดที่ต้องใส่ไหว้บรรพบุรุษในวันสุดสัปดาห์นี้ หนูแพทเองก็ด้วยนะ”“ค่ะ ขอบคุณค่ะ” ฉันและแพทพยักหน้ารับทราบแล้วกล่าวขอบคุณ นี่พวกฉันต้องไปร่วมพิธีอะไรกับพวกเขาด้วยอย่างนั้นเหรอ คิดว่าจะเป็นพิธีเฉพ
“ไม่เอา ของขวัญไม่อยากไป…” ฉันกอดอกยืนหันหลังให้พ่อกับแม่ที่เข้ามาเจรจาว่าจะให้ฉันไปญี่ปุ่นกับครอบครัวของพี่เซจิ พร้อมทั้งให้เหตุผลว่าจะให้ลองไปดูงานในโรงพยาบาลถ้าฉันไปก็หลบหน้าเขาต่อไม่ได้น่ะสิ บอกตามตรง ตั้งแต่เรื่องวันนั้นฉันก็ยังงอนเขาอยู่ อย่าคิดว่าของขวัญคนนี้จะยอมยกโทษให้ง่าย ๆ นะ!“แต่แม่ตอบตกลงกับอาน้ำไปแล้วนะ ทริปนี้เซนโตะก็ไปด้วยกัน ปกติเห็นตัวติดกันตลอดไม่ใช่เหรอ”“ตอนนี้ไม่ติดแล้วค่ะ เซนโตะมันติดเมียมันนู่น” ดูท่าคงจะพกเมียติดไปด้วยแน่ ๆ และฉันก็คงต้องไปอยู่ที่นู่นอย่างโดดเดี่ยว เพราะจะให้ไปอยู่กับพี่เซจิฉันก็ไม่เอาหรอก!“นี่อย่าบอกนะว่าครั้งก่อนที่เราพูดว่าอกหัก…” พ่อเปรยขึ้นมาพลางยกมือขึ้นชี้นิ้วมาทางฉัน อย่าได้คิดเรื่องแบบนั้นเชียว...“?”“เพราะเซนโตะมีแฟนเหรอ?” พ่อถามออกมาตามตรง ส่วนแม่เองก็รอคำตอบเรื่องนี้เหมือนกัน นั่นไง! ว่าแล้วเชียว!“โอ๊ยยยย ไม่ใช่ค่ะ ไอ้นี่น่ะ ปล่อยมันไปมีเมียก็ดีแล้ว คนเขาจะได้เลิกเข้าใจผิดว่ามันเป็นแฟนหนูสักที” ฉันบ่นลับหลัง เพราะหลายปีที่ผ่านมานี้ ยอมรับตามตรงที่ฉันโสดก้เป็นเพราะมันส่วนหนึ่งด้วย แต่ฉันก็ไม่อยากจะโทษมันมากนักหรอก เพราะสาเหตุห
“หลับสบายจังเลยนะเมื่อคืนนี้” ว่าพลางบิดขี้เกียจแล้วยกยิ้มสดใส ต่างจากอีกคนที่ทำหน้ามุ่ยไม่รับบุญตั้งแต่เช้า“คนเจ้าเล่ห์”“เจ้าเล่ห์ตรงไหนกัน เธอหล่นมาหาพี่เองนะ”“พี่นั่นแหละดึงน้องลงไป” เธอจำความรู้สึกนั้นได้แม่น ว่าเหมือนมีคนดึงลงไปจนทำให้ตัวเองตกเตียงแล้วหลังจากนั้นทั้งสองก็ถกเถียงเรื่องนี้กันตลอดทั้งเช้า วันนี้เป็นวันอาทิตย์ ของขวัญซซึ่งเป็นนักศึกษาแพทย์ปีหนึ่งจึงไม่มีธุระจำเป็นที่จะต้องเข้ามหาลัย แต่สำหรับเซจิที่เป็นนักศึกษาแพทย์ปีที่สาม เขาต้องไปเข้าแล็ปส่งกล้องวิชาพยาธิวิทยา ที่นัดติวกับเพื่อนในรุ่นเอาไว้“ไปแต่งตัวซะ เดี๋ยวพี่ลงมารับ” ว่าจบเขาก็เดินออกจากห้องไปทิ้งให้ฉันงุนงง รับไปไหน วันนี้วันอาทิตย์ไม่ใช่เหรอ (. .)?หรือว่าจะพาไปเดทกันนะ -///- บ้าบอ คิดอะไรเพ้อเจ้อนะของขวัญ...แต่ก็เอาเถอะ อาบน้ำแต่งตัวรอก็ได้ ในตอนแรกฉันก็แอบหวังว่าเขาจะพาไปที่ที่น่าสนใจ แต่เมื่อรู้ตัวอีกทีก็มาโผล่อยู่ในคณะเป็นที่เรียบร้อยวันหยุดยังจะพามาที่นี่อีก แต่ไม่เป็นไร ฉันพอจะให้อภัยได้เพราะตัวเองได้อยู่ข้างเขาเนี่ยะแหละ -///-“อ้าว เซจิ เข้ามาสิ” เพื่อนร่วมรุ่นของพี่เซจิทักทายแล้วเชื้อเชิญให้เขา
กลับจากคุยเรื่องหัวใจกับพี่เซจิแล้ว พวกมิ้งและน้ำหวานก็ชวนฉันออกไปเที่ยวฉลองที่ร้านประจำ เนื่องในโอกาสที่คิรันได้แชมป์ และใช่ค่ะ พวกมันชวนดาวเด่นอย่างคิรันลับหลังฉันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก่อนที่จะมาชวนฉันเสียอีก และถ้าฉันไม่ไปก็คงเสียมารยาทมากแน่นอนของขวัญคนนี้จึงต้องแต่งตัวออกมาข้างนอกอีกครั้ง ทั้งที่บอกฝันดีพี่เซจิเรียบร้อยแล้ว ทำแบบนี้ไม่น่ารักเลยแฮะของขวัญ“ทางนี้คิรัน” มิ้งโบกมือเรียก ก่อนจะเว้นที่ว่างข้าง ๆ ฉันเอาไว้เพื่อให้คิรันได้เดินมานั่งอย่างรู้งาน -_-คิรันเดินเข้ามาพร้อมกับชุดลำลองที่ฉันไม่ค่อยได้เห็นบ่อยนัก เพราะส่วนใหญ่เจอกัแต่นที่มหาลัยจึงคุ้นตาเขาในคาบชุดนักศึกษาเสียมากกว่า แต่ตอนนี้เขาก็แค่เปลี่ยนไปใส่เสื้อยืดสีขาวแทนเสื้อเชิ้ตเท่านั้น ส่วนกางเกงเป็นกางเกงแสล็คเหมือนเดิม แต่ไม่รู้ทำไมถึงรู้สึกสะกดสายตาได้ขนาดนี้นะ หรืออาจเป็นเพราะใบหน้าที่หล่อเหลาเกินมนุษย์ของเขาล่ะแต่ฉันว่าเลิกพรรณนาถึงรูปร่างหน้าตาของเขาเถอะ เพราะถึงหล่อแค่ไหนคนในใจของฉันก็มีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น ก็คือพี่เซจินั่นแหละพูดถึงพี่เซจิแล้วก็ทำให้ฉันถึงเรื่องที่เราตกลงคุยกัน บอกตามตรงฉันก็รู้สึกว่าตั
พี่เซจิพามาถึงจุดหมาย ซึ่งเป็นสวนหย่อมที่ผู้คนต่างมาเดินเล่นพักผ่อนกันเป็นคู่ ในช่วงยามเย็นแบบนี้ ดวงอาทิตย์กับลังลับขอบฟ้า แสงอาทิตย์กำลังอบอุ่นได้ที่เลยทีเดียวแต่ก็อบอุ่นหัวใจได้เพียงบรรยากาศเท่านั้น เพราะตอนนี้ฉันรู้สึกว่ากำลังมีบางอย่างที่หนักอึ้งอยู่ภายในใจ บอกตามตรง ฉันไม่พร้อมจะเผชิญหน้าเขาเลย อยากจะหนีไปให้พ้นเสียด้วยซ้ำ แต่อีกใจก็อยากรู้ว่าเขาอยากจะพูดเรื่องอะไรหรือว่าพี่เซจิจะพาฉันมาคุยเรื่องที่ฉันสารภาพออกไปวันนั้น และเรียกมาปฏิเสธกันนะ...ไม่เอาอะ ของขวัญไม่อยากฟังคำนั้น...ฉันควรจะวิ่งหนีไปให้ไกลสิ แต่มานึกขึ้นได้ตอนนี้ก็สายไปแล้วล่ะของขวัญพี่เซจิมายืนอยู่ตรงหน้าฉัน แววตาของเขาดูจริงจังประกอบกับความลึกลับซึ่งทำให้ฉันไม่สามารถอ่านได้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ เขายืนนิ่งเงียบอยู่สักครู่ก่อนจะสูดหายใจเข้าลึก ราวกับว่าเขากำลังรวบรวมความกล้าที่จะพูดอะไรบางอย่าง"มีเรื่องอะไรจะคุยเหรอคะ?" ฉันตัดสินใจเปิดปากถามออกไปตรง ๆ เพราะต้องการรีบตัดความอึดอัดใจนี้ทิ้ง เอาเลย ของขวัญพร้อมแล้ว จะปฏิเสธก็บอกมาตามตรงเลยสิ!พี่เซจินิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง สายตาที่แฝงไปด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ยากจะอ
และแล้ววันเสาร์ก็มาถึง ตลอดทั้งสัปดาห์นี้ฉันพยายามหลบหน้าพี่เซจิอยู่ตลอด โธ่เอ๊ย ของขวัญ เรื่องบนรถวันนั้นน่าอายชะมัด พูดออกไปได้ยังไงกัน -///- และดูเหมือนว่าอีกฝ่ายก็จะรู้ตัวว่าฉันพยายามหลบหน้า จึงไม่โผล่มาให้ฉันเห็นเหมือนกันแต่บอกตามตรง...อีกความรู้สึกหนึ่งฉันก็แอบน้อยใจเหมือนกันนะ เขาไม่พยายามที่จะมาเจอกันเลยอย่างนั้นสิขณะที่ภายในสมองกำลังครุ่นคิดเรื่องว้าวุ่นใจอยู่นั้น ขาของฉันก็ก้าวขึ้นไปบนแท่นอัฒจันทร์ที่อยู่ข้างสระว่ายน้ำเพื่อจับจองที่นั่งเข้าชมการแข่งขัน ใช่แล้ว วันนี้ฉันมาเชียร์คิรันแข่งขันกีฬาเฟรชชี่ แต่ไม่ได้มาคนเดียวหรอกนะ เพราะกลุ่มเพื่อนของฉัน พวกมิ้งและน้ำหวานก็มาด้วยเหมือนกันเมื่อถึงเวลาแข่งขัน ฉันก็รีบนำป้ายที่อุตส่าห์ตัดแปะสติ๊กเกอร์อย่างประณีตออกมา“คิรัน!” ฉันตะโกนเรียกเขาที่กำลังยืนอยู่ข้างสระเพื่อเตรียมตัวแข่งขัน หลังจากเขาหันมามองฉันก็รีบยกป้ายที่เขียนเอาไว้ว่า ‘สู้เขานะคิรัน’ ขึ้นมาโบกทันทีที่คิรันอ่านป้ายนั้นจบเขาก็ยกยิ้มแล้วโบกมือมาให้ฉันอย่างรับทราบ“แหม มึง เหมือนผัวเมียมาเชียร์กันเลยนะ” มิ้งเอ่ยแซวขึ้นมา ก่อนจะเบ้ปากให้ฉํนด้วยความหมั่นไส้“จริง ถ้าจะหว







