เข้าสู่ระบบเมื่ออี้อ่านนิยายแล้วปักเมนตัวร้ายสุดเท่ แต่ดันโดนรถชนแล้วมาโผล่ในนิยายที่ยังอ่านไม่จบ กลายเป็นตัวประกอบเอาแต่ใจที่จะโดนเมนตัวเองคิลอย่างอนาถ ไม่น่าเลย…อ่านนิยายเกเสวๆก็ดีอยู่แล้ว! งานนี้อี้ต้องรอด!
ดูเพิ่มเติมม่านหมอกไฟลอยล่องยามสนธยา ลมแผ่วพัดพากลิ่นไหม้แสบฉุนพร้อมขี้เถ้าหม่นเทาลอยละล่องคล้ายหิมะสีนิล เปลวเพลิงยังคงพิโรธมอดไหม้ ราวไฟจากขุมนรกที่จองจำวิญญาณนับร้อย แผดเสียงร้องสะท้อนก้องไปทั่วแคว้น
จวนสกุลจ้าวที่เคยโอ่อ่าดุจวังสวรรค์ บัดนี้กลับเหลือเพียงซากปรักหักพัง
“อั่ก!”
ท่ามกลางภาพความพินาศ ร่างอาบโลหิตของข้ารับใช้ชายผู้หนึ่งที่กำลังกึ่งคลานกึ่งล้ม จมปลักอยู่บนพื้นแห้งกรัง ลมหายใจเจียนจะสิ้นลง แววตาขุ่นมัวด้วยความผวา ทั่วสรรพางค์กายเต็มไปด้วยด้วยบาดแผลจากคมดาบ ลึกเสียจนเนื้อหนังแดงฉาน สีขาวซีดของกระดูกบางท่อนโผล่ออกมาอย่างน่าสยดสยอง
“แฮ่ก... แฮ่ก...”
ลมหอบหายใจแผ่วสั้นสะท้อนความเจ็บปวดทรมาน รอยฟันยาวบนต้นขายังคงฉีกกว้างไม่สมาน การเคลื่อนขยับกายเพียงเล็กน้อยก็ประหนึ่งคมมีดกรีดซ้ำลงบนแผลเดิม
ลานกว้างที่ครั้งหนึ่งเคยงดงาม บัดนี้รายล้อมไปด้วยซากศพของข้ารับใช้จำนวนมาก แต่ละร่างล้วนบิดเบี้ยวในท่วงท่าที่ไม่มีผู้ใดปรารถนาจะได้เห็น ผิวหนังไหม้เกรียม ส่งกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่ว
ปั่ก!
เสียงไม้คานเรือนพังครืนดังสนั่นไปทั่วบริเวณ ชายผู้นั้นพยายามเอื้อมมือที่สั่นระริก หวังยึดซากเสาเรือนที่ล้มลงเพื่อประคองกายขึ้น แต่ยังไม่ทันได้ขยับดี ร่างเงาสีดำกลับปรากฏขึ้นเหนือหัว
“อ๊าก!”
ปลายเท้าผู้มาใหม่ย่ำเหยียบตรงบาดแผลฉกรรจ์นั้นอย่างจงใจและไร้ความปรานี!
ข้ารับใช้ละล่ำละลักเปล่งเสียงร้องขอชีวิต ความเจ็บเสียดลึกสะท้านขึ้นกัดกินสมอง ขยับหนีไม่ได้ถึงครึ่งนิ้วเพราะแรงเหยียบหนักจากบุรุษเหนือศีรษะนั้นตรึงเขาไว้แน่นยิ่งกว่าตรวนเหล็กใด
“...”
ปลายกระบี่ในมือใหญ่กร้าน สะท้อนแสงไฟวับวาว สัญลักษณ์แห่งเกียรติยศของแม่ทัพใหญ่แห่งแว่นแคว้น อาบเจือด้วยโลหิตผู้ไร้ทางสู้จนแทบไม่อาจมองเห็นแก่นเหล็กเดิมได้ชัด
“ท่าน…ท่านแม่ทัพ... ไว้ชีวิตข้าน้อยด้ว- อั่ก!”
จ้าวเว่ยหลาง นามที่สะท้านทั่วใต้หล้า ในฐานะวีรบุรุษผู้คุ้มกันเขตชายแดน แต่บัดนี้แววตาของเขามืดดำราวเหวลึก แสงประกายในแววตาได้ถูกดับลง เหลือเพียงเงามืดที่กลืนกินจิตใจสิ้นจนไม่เหลือเค้าเดิมของบุรุษผู้เคยยืนหยัดเป็นเสาหลักแห่งแผ่นดิน
คิ้วกระบี่ของเขาพาดเฉียง แววตาบิดเบี้ยว เพ่งมองความพินาศที่ตนสร้างราวกับเป็นผลงานศิลป์
“หึ…”
ริมฝีปากหนากระตุกยิ้มแสยะอย่างพึงใจ เขากดเพิ่มแรงเหยียบลงบนบาดแผล ดวงตาสีเข้มหลุบมองโลหิตสดไหลซึม บ่าวรับใช้ใต้ฝ่าเท้าดิ้นพล่าน มือที่แปดเปื้อนเขม่าและเลือดพยายามยันตัวขึ้นจากพื้นหนีความตายแต่กลับไร้สิ้นเรี่ยวแรง
“คุณชายเห็นหรือไม่?”
เว่ยหลางค่อย ๆ โน้มกายลง เปล่งเสียงเยียบเย็น อ่อนนุ่ม ประหนึ่งคำปลอบ หากแต่ความหมายเบื้องหลังมันกลับเฉือนลึก ยิ่งกว่าคมดาบในฝ่ามือ
“ข้าชำระล้างความสกปรกของสกุลจ้าวจนสิ้นแล้ว”
เขาไม่ได้เอื้อนเอ่ยกับบ่าวต่ำต้อยที่กำลังหายใจร่อแร่ หากแต่เป็นร่างคนผู้หนึ่งที่ถูกลากตามมาตลอดเส้นทาง เว่ยหลางชักเท้าขึ้น ก่อนเตะร่างสิ้นแรงให้พลิกหงายอย่างไร้เมตตา!
“ม-ไม่ อั่ก!”
ไม่รอให้คำวิงวานได้ถูกเอ่ย ปลายดาบเย็นเยียบปาดผ่านลำคอบ่าวผู้โชคร้ายเพียงสั้น ๆ โลหิตสดสีแดงพลันพุ่งกระฉูดออกมาเป็นสายน่าสยดสยอง
อีกหนึ่งชีวิตดับลงในฉับพลัน!
จ้าวเว่ยหลางไม่แม้แต่จะปรายตามองร่างไร้ลมหายใจนั้น เขาชักดาบออกด้วยท่วงท่าเรียบนิ่ง มืออีกข้างกระตุกเชือกที่รัดคอผู้ที่ถูกผูกติดปลายอีกฝั่งอย่างแน่นหนา
“ฮ-ฮึก ปล-ปล่อยข้า…”
ร่างผอมบางของจ้าวเฟิ่งอี้ ถูกลากครูดไปบนพื้นดิน อาภรณ์งดงามถลอกไหม้เสียจนเหลือเพียงเศษผืนผ้าบางพันรอบกาย ที่บัดนี้อาบไปด้วยของเหลวสีแดงเสียจนไม่อาจบอกได้ว่าเคยเป็นสีอะไร เสียงสะอื้นไห้แตกพร่าดังก้อง
ดวงตาที่เคยงดงามราวดอกท้อ บัดนี้แดงก่ำรวดร้าว
“ฮึก!”
ปลายนิ้วเรียวที่เคยบรรเลงกู่ฉินอย่างคล่องแคล่ว ตอนนี้เล็บทั้งสิบฉีกขาดช้ำเลือดน่าสยดสยองเพราะพยายามแกะปมเชือกที่รัดแน่นออก
เว่ยหลางเดินลากร่างคุณชายผู้นั้นไปตามพื้นดินร้อนระอุ ท่ามกลางซากเรือนรอบข้างที่ลุกโชนเป็นทะเลเพลิง ครั้นจ้าวเฟิ่งอี้พยายามแหงนเงยใบหน้าอาบน้ำตาขึ้นโกยอากาศ ดวงตาพร่ามัวเห็นเพียงแผ่นหลังใหญ่กว้างของผู้ที่ถูกเล่าขานว่าเป็นโล่กำบังบ้านเมือง
“ว่าอย่างไรเล่า…คุณชายน้อย?”
เสียงกระซิบดังลอดจากริมฝีปากที่คลี่ออกอย่างแผ่วเบา เปลวไฟก็สะท้อนเส้นผมดำสนิทของแม่ทัพผู้โหดเหี้ยมเป็นประกายวับวาว
“อยากจะตามพวกมันไปหรือยัง?”
ณ เรือนตงฝู“ส-แสบ พี่เสี่ยวผิง...”“ขออภัยเจ้าค่ะ แต่หากไม่ใส่ผงสมาน แผลอาจปริได้อีก”ริมฝีปากบางเม้มแน่นเพราะความแสบจากฤทธิ์ของยาสมุนไพรที่ถูกแต้มลงบนแผลกลางฝ่ามือ ใบหน้ากระจ่างหมดจด ดุจหยกสลักพลันนิ่วเล็กน้อย คิ้วเรียวขมวดชิดเว่ยหลาง เจ้าเด็กคนนั้น…ตอนที่เว่ยหลางเผลอสะบัดแขนแรงเกินไปจนเขาเสียหลักล้มลงไปกับพื้น อี้จำได้ดีว่าสายตาคู่นั้นที่มองมายังตน ไม่ได้ฉายแววสะใจหรือความเกลียดชัง หากแต่เป็นความรู้สึกผิดที่ซ่อนเร้นอยู่แม้จะเพียงน้อยนิด แต่ก็ชัดเจนพอที่จะทำให้อี้รับรู้ว่าระหว่างตนและตัวร้ายหนุ่ม…กำลังมีบางสิ่งเปลี่ยนไปแล้วจริง ๆถึงในท้ายที่สุด เว่ยหลางจะเลือกหันหลังกลับ ก้าวเดินออกไป ปกปิดความรู้สึกไว้ใต้ภาพลักษณ์เฉยชาเช่นนั้นเหมือนเคย แต่อี้เข้าใจมันดี ไม่ได้เก็บมาโกรธเคืองเพราะตัวร้ายอย่างจ้าวเว่ยหลาง ในตอนนี้ก็ยังเป็นแค่เด็กคนหนึ่งเหมือนกันเขาถูกกระทำและถูกรังแกอย่างโหดร้ายมาตลอดทั้งชีวิต การที่จะไว้ใจใครสักคน โดยเฉพาะจ้าวเฟิ่งอี้ที่เคยกลั่นแกล้งเขามาก่อน มันย่อมเป็นเรื่องที่ยาก ยากเสียยิ่งกว่าการต้องปีนขึ้นสู่ยอดเขาไท่ซาน[1]เสียอีก แววตาที่ฉายความรู้สึกผิดออกมาเพียงเสี้ย
แฮ่ก แฮ่กเสียงหอบแผ่วเบาหลุดออกมาจากใบหน้าคมเกินวัย เหงื่อเม็ดเล็กก็ไหลซึมอยู่ตามแนวขมับ เว่ยหลางกำลังงุ่นง่านกับการจัดเรียงฟืนที่เพิ่งตัดมาใหม่ ๆ ลงตะกร้าหวาย แต่ก็ยังอดไม่ได้ที่จะเหลือบสายตาไปมองร่างบางของคนที่มีศักดิ์เป็นญาติผู้น้องซึ่งเอาแต่ยืนยิ้มโง่งมอยู่เช่นนั้นตั้งแต่เช้าตรู่“…”สามสี่วันเห็นจะได้แล้ว นับตั้งแต่เกิดเหตุวุ่นวายที่ริมธารน้ำขึ้นเว่ยหลางไม่รู้แน่ชัดว่าคุณชายผู้นี้เป็นอันใดขึ้นมา ถึงได้ทำตัวผิดแปลกไปจากเดิมมากนัก ศีรษะของคุณชายน้อยผู้นี้อาจกระทบกระเทือนจนสติฟั่นเฟือนไปแล้ว ถึงได้คอยตามติดเขาไปทุกหนแห่ง ไม่ว่าเว่ยหลางจะไปตักน้ำ ขนฟืน หรือแม้แต่อยู่ที่เรือนพักกับมารดาจ้าวเฟิ่งอี้ก็จะปรากฏตัวอยู่ในสายตาเสมอ คอยยืนส่งยิ้มให้อย่างโง่งมเหมือนคนสติไม่ดีเอาแต่ตามเขาต้อย ๆ ประพฤติตัวเหมือนคนไม่มีพิษภัย ไม่พูดไม่จาว่าต้องการอะไรจากเขากันแน่ บางครั้งก็พยายามจะเข้ามาช่วยขอทำงานหนัก ๆ จนบ่าวคนอื่น ๆ ที่เห็นเข้า รวมถึงเสี่ยวผิงที่คอยแอบตามอยู่ห่าง ๆ ต่างก็ตกใจจนรีบเข้ามาห้าม กลายเป็นความโกลาหลย่อม ๆ ทุกครั้งไปยังไม่นับพฤติกรรมหน้ามึนที่เปลี่ยนมาเรียกเขาว่าพี่ชายอย่างหน้าตา
“ท่านกำลังทำอะไร?!”เว่ยหลางขมวดคิ้วถามอย่างไม่เข้าใจปนหงุดหงิด ร่างเล็กตรงหน้านี้กำลังทำให้เขาเสียเวลาในการไปทำงานแลกข้าว และเขาก็หิวเต็มทน“ข้า...ข้าจะทำแผลให้ท่านไงเล่า! ทำไมต้องตกใจถึงเพียงนั้นด้วย?!”“…”ฟี่บ!ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง เว่ยหลางกลับสะบัดมือออกอย่างรวดเร็ว น้ำเสียงที่เปล่งออกมาแข็งกระด้าง ดุดันจนอี้สะดุ้งไปกับการตอบสนองที่รุนแรงเกินคาดนั้น“แผลน่ะปล่อยทิ้งไว้คงไม่ดี ข้าทำแผลให้ดีมั้-”“ข้าไม่บังอาจรบกวนคุณชาย” ร่างสูงรีบตัดบทปฏิเสธไปทันที ไม่แม้แต่จะรอฟังจนจบประโยค ตั้งกำแพงสูงกั้นระหว่างตนและคู่สนทนาอย่างชัดเจนท่าทีเฉยชานั้นทำเอาคนตัวเล็กต้องเผลอจิ๊ปากเบา ๆ อย่างนึกขัดใจ“นี่ ข้ารู้ว่าก่อนหน้านี้ ข้าอาจจะทำไม่ดีกับท่านไว้มาก...” เสียงหวานเอ่ย ติดแววฉุนเล็กน้อย “แต่หลังจากนี้... เรามาเป็นเพื่อนกันเถอะนะ”คำพูดนั้นหลุดออกจากริมฝีปากของอี้ด้วยความจริงใจ ทว่าทันทีที่สิ้นเสียง ใบหน้าคมคายของเว่ยหลางกลับยับย่นมากกว่าเก่า ราวกับสิ่งที่พึ่งจะได้ยินนั้นมันเป็นเรื่องที่น่าขบขันที่สุดที่ได้ยินมาตลอดชีวิตของเขา“เพื่อน เอ่อ สหายน่ะ ท่านรู้จักใช่ไหม? คนที่จะดีต่อกัน ช่วยเหลือกันแ
“...”ภาพตรงหน้าที่เว่ยหลางได้เห็น หาใช่ลานกว้างเงียบเหงาเฉกเช่นทุกวันที่ผ่านมา แสงยามสายทอดเคลียปลายผมดำขลับของจ้าวเฟิ่งอี้ ผู้ยืนงงงันอยู่ตรงนั้นเพียงลำพัง เรียวคิ้วสวยขมวดเข้าหากันแน่นด้วยความสับสน มือเล็กงุ่นง่านหยิบปลายเชือกผูกเอวขึ้นมาพลิกไปมาเหมือนกำลังไขปริศนาซับซ้อน ทั้งที่มันก็เป็นเพียงเชือกเส้นเดียว“ฮึ่ย… โลกนี้ไม่มีเสื้อยืดหรือไงเนี่ย อยากจะบ้าจริง ๆ”ริมฝีปากเล็กบ่นงึมงำเสียงแผ่ว มือซ้ายดึง มือขวาผูก แต่พอเผลอปล่อยก็หลุดออกหมดก่อนจะออกจากเรือน เสี่ยวผิงก็แสดงวิธีผูกให้ดูหลายตลบ ทว่าเพราะอี้กึ่งเดินกึ่งวิ่งมาไกลไม่ทันระวังตัว เชือกที่เคยผูกไว้แน่นมันจึงหลุดลุ่ยไปเสียหมด ครั้นต้องลองผูกใหม่เองอีกครั้ง มันกลับยิ่งพันกันจนกลายเป็นปมใหญ่ ราวกับตั้งใจจะท้าทายความอดทนของเขาโดยเฉพาะเกย์น้อยไทยแลนด์อยากจะเดินโทง ๆ ปล่อยเสื้อผ้าให้หลุด ๆ ไปซะให้รู้แล้วรู้รอด!“…”ร่างเล็กยืนงงงันกลางลานกว้าง ไม่ได้สังเกตแม้แต่น้อยว่าจ้าวเว่ยหลางหยุดยืนอยู่ตรงหน้าได้สักพักแล้ว เด็กหนุ่มทั้งสองนั้นอยู่ในวัยที่ใกล้เคียงกัน แต่ภาพความแตกต่าง กลับชัดเจนเกินกว่าคำใดจะบรรยายคนหนึ่งสวมใส่อาภรณ์ชั้นสูง