LOGINปึก!
"เริ่ม" เสียงแก้วที่เหลือเพียงน้ำแข็งก้อนกลมหนึ่งก้อนวางกระทบลงบนโต๊ะพร้อมกันหลังจากที่พวกผมชนเสร็จเป็นสัญญาณแจ้งเตือนให้ผมพร้อมรับการสอบสวนจากผู้ที่ตั้งตนว่าตัวเองถือไพ่ผดุงความยุติธรรมเอาไว้ในมือ และก็ไม่ใช่ใครที่ไหนนอกจาก ไอ้เฟิร์สกับไอ้พาลัน "ขนมปังเป็นแฟนเก่ากู" "แฟนเก่า? ตอนไหนวะ" "ม.ปลาย" ตอนนั้นเธอเป็นเด็กผู้หญิงหน้าตาน่ารัก ตากลมๆ แก้มป่องๆ ชอบถักเปียสองข้างต่างจากคนอื่นที่พากันเหล้าผมหางม้า ตอนพักกลางวันชอบแอบไปนอนหลับในห้องสมุด จนผมคนที่หนีความวุ่นวายมาหาที่สงบนั่งอ่านหนังสือการ์ตูนต้องคอยนั่งเฝ้าของที่เธอชอบวางไว้ข้างตัว เพราะกลัวว่าหากเธอตื่นขึ้นมาแล้วของหาย ดีไม่ดีผมจะถูกกล่าวหาว่าขโมยของเธอไปได้ นั่นถือเป็นจุดเริ่มต้นของผมกับเธอ จากคนเฝ้าของให้หนึ่งครั้ง เพิ่มเป็นสองครั้ง สามครั้ง จนกระทั่งทุกวันตลอดทั้งสัปดาห์ กลายเป็นความเคยชินและความรู้สึกว่างเปล่าในวันที่เธอลาให้เราที่เรียนกันคนละชั้นปีไม่ได้เห็นหน้ากัน สุดท้ายฝ่ายที่ขอช่องทางติดต่อก่อนเป็นผม และคนที่ขอเปลี่ยนสถานะจากคนเฝ้าของ เป็นเจ้าของเธอก็คือผมอีกเช่นกัน "มึงไปหลอกน้องมา?" "..." ในสายตาเพื่อนผมเป็นคนเลวขนาดนั้นเลยเหรอวะ ได้แต่กลอกตามองบนอย่างเอือมระอาเบือนหน้าหนีไปทางอื่นทำเหมือนไม่อยากเล่าต่อ แต่เชื่อเถอะว่า เรื่องใส่ใจคนอื่นเพื่อนผมทั้งสองคนนั้นมีมากพอ โดยเฉพาะเรื่องของผม "อะ โอเค ต่อ" หึ เป็นอย่างที่คิด ความอยากรู้อยากเห็นของไอ้เฟิร์สมีมากกว่าไอ้พาลัน หรืออาจจะเท่ากันเพียงแต่ไอ้เฟิร์สปากเบากว่าถึงได้ทำลายความเงียบโดยการถามก่อน "วันที่กูจบม.6 น้องไม่มาตามนัด" "มึงก็เลยคิดว่าน้องทิ้งมึง" "อืม" "น่าถีบสักทีนะมึงเนี่ย" "รอพร้อมกู" "แล้วลิตาไปเกี่ยวอะไรด้วย" ส่วนไอ้พาลันคนที่รับบทเป็นผู้ฟังเอาแต่นั่งยกแก้วน้ำสีเข้มดื่มเงียบๆ ก็เริ่มปริปากร่วมวงสนทนา เพราะผมดึงน้องสาวหวงแก้วหวงแหวนของเพื่อนเข้ามาอยู่ในวงจรความว้าวุ่นของผมด้วย "กูยืมน้องมาเป็นตัวหลอก" โครม! "สมควร/สมควร" ผมตอบออกไปตามตรงอย่างไม่มีปิดบัง โดยไม่ได้หวังว่าเพื่อนจะลดโทษให้แต่อย่างใด ในเมื่อเรื่องทุกอย่างมาถึงขนาดนี้แล้ว ลูกผู้ชายอย่างผมก็ไม่มีอะไรจะเสีย เลยเป็นเหตุให้ผมที่นั่งอยู่บนเก้าอี้กลมหงายหลังลงมากองกับพื้นด้วยเท้าของไอ้เฟิร์สที่ถีบตรงขาเก้าอี้เหมือนนัดกับเท้าของไอ้พาลันที่ยันเข้ามาตรงสีข้างเต็มแรงพร้อมกันโดนที่ผมไม่ทันได้ตั้งตัว คนล้มอย่าข้ามอาจจะใช่ แต่สำหรับพวกผมสามคนแล้วกลับตรงกันข้าม เพราะใครล้มต้องโดนกระทืบซ้ำ และคนนั้นคือ...ผม "แล้วมึงจะเอายังไงต่อ" "ไม่รู้วะ น้องไม่ให้กูไปเยี่ยม" "มึงก็เลยเชื่อง?" "..." หลังจากเรื่องนี้ สาบานเลยว่าผมจะไม่มีทางพลาดอีกเด็ดขาดและหากวันไหนไอ้เพื่อนนรกสองคนนี้พลาด ผมจะเป็นคนแรกที่ปลอบใจเพื่อนโดยการขยี้ซ้ำให้เหมือนที่ทั้งสองคนรวมหัวกันซ้ำเติมผมแน่นอน แต่วันนี้ยังไม่ใช่วันของผมการเปลี่ยนความสนใจไปยังแก้วตรงหน้าคือทางออกที่ดีที่สุดของผมในตอนนี้ "พรุ่งนี้กูจะไปเยี่ยมน้อง" "กูไม่ให้ไป" "หวงอะไร มึงก็ไปกับกู" "อืม" หรือนี่จะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับผม เพราะอย่างน้อยเธอน่าจะเกรงใจไอ้เฟิร์สอยู่บ้างจนไม่กล้าไล่ผมไปไหน ผมก็เลยพยักหน้ายอมตกลงแต่โดยดีพร้อมกับยื่นแก้วไปชนแก้วของเพื่อนๆ แทนคำขอบคุณที่มาเป็นทั้งผู้พิพากษาคดีและที่ปรับทุกข์ให้ผม เกร้ง! เสียงแก้วกระทบกันดังขึ้นท่ามกลางเสียงเพลงสุดท้ายของวงดนตรีที่บอกให้รู้ว่าเวลานี้ดึกมากพอให้พวกเราทั้งสามคนต้องแยกย้ายกลับห้องของตัวเอง ส่วนผม... 23:45 น. ลานจอดรถเงียบสงัดมีเพียงแสงไฟนีออนสลัวที่ส่องสว่างพอให้เห็นเงารถคันหรู มีสายตาคู่คมมองขึ้นไปห้องผู้ป่วยชั้นบนสุด ชั้นที่ผมรู้ดีว่ามี 'ใครบางคน' กำลังนอนพักรักษาตัวอยู่บนนั้น ก่อนจะตัดสินใจเปิดประตูรถเดินตรงเข้าไปในหอผู้ป่วยกดปุ่มลิฟต์เลขชั้นบนสุดพร้อมกับเสียงหัวใจที่ดังสลับกับเสียงสลิงที่พาห้องโดยสารขึ้นไปหาเธอ ติ๊ง! เสียงลมหายใจที่มีกลิ่นแอลกอฮอล์ผสมจางๆ ลอยอยู่ในอากาศ ก่อนที่ขายาวจะก้าวออกจากห้องโดยสายรีบตรงไปยังห้องพักที่อยู่สุดทางเดิน แปลกที่คนไม่เคยกลัวอะไรอย่างผม มาเวลานี้กลับยืนตั้งหลักอยู่หน้าประตูสีขาวอยู่นาน นานพอให้มือใหญ่ใจกล้าค่อยๆ จับลูกบิดแล้วเปิดเข้าไปให้เสียงเบาที่สุดเท่าที่ตัวเองจะสามารถทำได้ "พะ..." "ชู่..." แต่ก็ยังทำให้เพื่อนของเธอที่กำลังนั่งอ่านหนังสือหันมามอง จนผมต้องใช้นิ้วชี้แตะตรงริมฝีปากส่งสัญญาณไม่ให้เธอส่งเสียงดังพาให้คนใต้ผ้าห่มสีขาวสะอาดลืมตาตื่นขึ้นมาเห็นผม และเมจิก็เหมือนจะรู้หน้าที่ถึงได้ค่อยๆ พาตัวเองเดินออกไปรอด้านนอก เปิดโอกาสให้ผมได้มีเวลามองใบหน้าที่ถึงแม้จะยังซีดเซียวแต่ยังคงมีเค้าความน่ารักให้เห็น ถือวิสาสะเอื้อมมือไปเกี่ยวไรผมข้างแก้มกลมทัดหูให้เรียบร้อยราวกับกลัวว่าเส้นผมเส้นนั้นจะรบกวนฝันหวานของเธอจนคิ้วเล็กต้องขมวดยุ่ง แล้วเลื่อนมือไปช่วยจัดผ้าห่มไม่ให้เธอรู้สึกหนาว "ขอโทษนะ" เสียงทุ้มกระซิบแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน แม้รู้ดีว่าเธอไม่มีทางได้ยินมันในตอนนี้ แต่ความรู้สึกผิดที่อัดแน่นอยู่ในอกมันบีบคั้นจนผมต้องระบายออกมา ที่เธอต้องนอนป่วยอยู่อย่างนี้ก็เพราะผม 'ถ้ากูเป็นมึง กูจะถามน้องว่าทำไมวันนั้นถึงไม่มา' จริงอย่างที่ไอ้พาลันบอก ผมควรถามหาเหตุผลมากกว่ามาจมอยู่กับความคิดของตัวเองและคอยอยู่หลังกำแพงที่เป็นคนสร้ามันขึ้นมาตลอดสองปี เป็นความคิดที่วันนี้มันกลับมาเป็นอาวุธทำลายรอยยิ้มที่เคยสดใสให้หายไป และกลายเป็นเธอที่ค่อยๆ ก่อกำแพงไม่ให้ผมข้ามกลับไป "ขอบใจมาก" "ค่ะ" เพราะเกรงใจเมจิที่ต้องนั่งรออยู่ด้านนอกคนเดียว ผมจึงใช้เวลาไม่ถึงสิบห้านาทีดูแลความเรียบร้อยทุกอย่างจนมั่นใจถึงจะพาตัวเองออกมาจากห้องผู้ป่วย แน่นอนว่าไม่ลืมที่จะพยักหน้าเล็กน้อยขอบใจรุ่นน้องที่เปิดทางให้ผมและช่วยมาอยู่เป็นเพื่อนขนมปังโดยไม่ปริปากบ่นเลยสักคำ"เลิกกี่โมง""สี่โมงเย็นค่ะ""ในตารางเลิกเที่ยง"สองสามวันมานี้เธอดูแปลกไปจนผมเองเริ่มเกิดความรู้สึกสงสัยว่าเธอกำลังปิดบังอะไรไว้ไม่อยากให้ผมรู้หรือเปล่า ทั้งที่รู้ดีว่าไม่ควรรู้สึกอย่างนั้น เรื่องของความคิดเป็นสิ่งที่ไม่อาจห้ามได้แต่ไม่ถึงขนาดที่ผมจะเอามาเป็นชนวนอารมณ์ให้ต้องทะเลาะกันจนเรื่องราวไปกันใหญ่"ก็ คือว่า...""สี่โมงพี่รอตรงนี้""ค่ะ"ฟอด"ปังไปก่อนนะ"รอฟังคำตอบที่เธอพยายามคิดหาเหตุผลมาบอกกันอยู่นาน เหลือบมองมือเล็กที่วางประสานบีบเข้าหากันแน่นบนตักดูประหม่าอย่างเห็นได้ชัด ไหนจะเสียงหวานอึกๆอักๆ กับสีหน้าคล้ายกังวลจนผมต้องเป็นฝ่ายตัดบทเสียเอง เลือกที่จะมารอรับกลับห้องพร้อมกันตามเวลาที่เธอบอก เพียงเท่านั้นก็ทำให้ใบหน้าที่กำลังจะร้องไห้เปลี่ยนเป็นสดใสได้ในพริบตายื่นหน้าเข้ามากดปลายจมูกเชิดรั้นหอมแก้มผมฟอดใหญ่อย่างออดอ้อนก่อนจะลงรถไปด้วยท่าทางลุกลี้ลุกลน ทำตาคู่คมมองตามแผ่นหลังบางจนลับสายตาหายเข้าไปในอาคารเรียนด้วยสายตาเกินคาดเดา เธอคงไม่รู้ว่าตัวเองโกหกไม่เก่งเลยสักนิดจนเผยพิรุธออกมาให้ผมจับสังเกตได้เต็มไปหมดkanom.pang🍞 : พี่มินิน ขนมปังถึงแล้วค่ะ(ข้อความถูกยกเลิก)ผมเลือก
รู้ว่าวันนี้เธอมีนัดกินข้าวกับเพื่อนตามประสาผู้หญิง ซึ่งแฟนอย่างผมก็เข้าใจไม่ตามไปให้เธอต้องรู้สึกอึดอัดจนคุยกับเพื่อนไม่สนุก แต่ถึงตัวไม่ไปผมก็ไม่ลืมที่จะดูแลเรื่องค่าใช้จ่ายถือโอกาสยื่นบัตรแบล็คการ์ดอีกใบที่แอบทำไวัให้เผื่ออยากได้กระเป๋าสักใบสองใบ เธอจะได้ชอปปิ้งอย่างสบายใจแต่ที่ทำให้ผมหงุดหงิดมากจนอยากจะจับมาฟาดก้นสักทีสองทีก็เพราะธอเล่นขาดการติดต่อไปนานหลายชั่วโมง โทรไปไม่รับ ส่งข้อความไปไม่ตอบจนผมเป็นห่วงคิดกังวลไปต่างๆ นานากลัวว่าเธอจะเกิดอุบัติเหตุหรือมีอันตรายอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่า กระทั่งเห็นข้อความแจ้งเตือนการใช้บัตรแบล็คการ์ดผมถึงโล่งอกพอจะนั่งรออยู่ในรถอย่างใจเย็นได้บ้าง แต่ก็ไม่เย็นมากพอที่จะหายหงุดหงิดเพียงได้กินแซนวิชที่เธอป้อนไม่กี่คำ"...""ถ้าพี่พายไม่พูด ขนมปังไม่ง้อ"แล้วดูเอาเถอะ! ว่าเธอดื้อมากขนาดไหน พอเห็นว่าผมไม่หายโกรธ ปากเล็กๆ ก็เชิดขึ้นจนเกือบถึงปลายจมูกนั่งทำหน้างอนใส่ จนกระทั่งรถแล่นเข้ามาจอดในชั้นลานจอดรถของคอนโด คนแสนดื้อก็เปิดประตูลงจากฝั่งข้างคนขับรีบซอยเท้าเดินไปกดลิฟต์ไม่รอผมเดินไปพร้อมกันเหมือนทุกวัน"ไม่ง้อพี่ แล้วจะง้อใคร""ง้อใครก็ได้ค่ะ ขนมปังโต
"ไหนแกลองว่ามาซิ ทำไมถึงเบี้ยวนัดฉันได้""ก็..."เมื่อวันที่นัดกันไปเลี้ยงฉลองวันคล้ายวันเกิดของฉัน ทั้งๆ ที่นัดกันเป็นมั่นเป็นเหมาะแล้วแท้ๆ แต่สุดท้ายเพื่อนสนิทที่สุดของฉันกลับส่งข้อความมาบอกว่ามีธุระกระทันหันในตอนสามทุ่มและขอชดเชยเวลาให้โดยการพาฉันมาเลี้ยงปิ้งย่างวันนี้แทน"อื้ม ก็..."มีธุระฉันพอจะเข้าใจได้ แต่ที่ทำให้ฉันไม่สามารถปล่อยผ่านไปได้คือท่าทางอึกอักเหมือนเจอโจทย์ที่ยากมากดูพยายามคิดหาเหตุผลมาอธิบายให้ฉันฟังไม่ได้ ไหนจะสายตาเลิ่กลั่กพยายามซ่อนพิรุธไม่ให้ฉันสังเกตได้นั่นอีก ชวนให้ฉันนึกสนุกอยากจะแกล้งลองเป็นฝ่ายไล่ต้อนให้เพื่อนจนมุมดูบ้าง วางตะเกียบในมือแล้วเปลี่ยนมานั่งเท้าคางมองฝั่งตรงข้ามด้วยสายตากรุ่มกริ่มรอฟังคำตอบอย่างตั้งใจอย่างที่ฉันเคยเจอ ก็จากยัยเมจินี่แหละสนุกดีเหมือนกันนะ"โอเค ฉันยอมแล้วๆ"และในที่สุดธุระที่ว่าของยัยเมจิก็ถูกเล่าออกมาอย่างอัดอั้นจนฉันเองแทบจะฟังไม่ทันประติดประต่อเรื่องราวแทบไม่ถูก สรุปได้เพียงว่าสิ่งที่ยัยเมจิเจอไม่ต่างจากฉันมากนัก แต่ฉันอาจจะดีกว่าตรงที่คนขี้หวงพอจะมีเหตุผลอยู่บ้าง ถึงจะเป็นเหตุผลของเขาคนเดียวก็เถอะ!"ครั้งนี้ฉันจะยอมปล่อยแกไ
และแล้วก็ถึงวันที่ฉันได้ไปฉลองวันเกิดในสถานที่ที่ไม่เคยไปมาก่อนนั่นก็คือร้านเหล้า อยากจะลองไปดูสักครั้งอยากลองสัมผัสบรรยากาศที่ใครหลายคนพากันหลงใหลสักหน่อยอันที่จริงวันคล้ายวันเกิดของฉันล่วงเลยมาหลายวันแล้วนะ แต่เพราะว่าวันนั้นฉันโดนพิษไข้เล่นงานเสียก่อนพาให้ต้องเลื่อนนัดยัยเมจิมาเป็นวันนี้แทน จะวันไหนสำหรับฉันก็เหมือนกันนั่นแหละ ขอแค่มีเขาคุณแฟนของฉันและเพื่อนที่สนิทที่สุดมากินข้าวเป็นเพื่อนฉันก็สุขใจมากแล้ว"พี่พาย พี่พายเห็นเสื้อกล้ามสีดำของปังมั้ยคะ" ฉันจำได้ว่าเขาอาสาเอาไปส่งร้านซักรีดให้นี่นา ไม่ใช่ว่าทางร้านเอามาส่งแล้วหรอกเหรอ"ทิ้งไปแล้ว""ห๊ะ?""ตกใจอะไร""เอาเสื้อปังไปทิ้งทำไม""พี่ไม่ชอบ""แต่นั่นเสื้อปังนะ""เดี๋ยวพี่ซื้อให้ใหม่"ฉันไม่ได้ฟังผิดไปหรอกใช่ไหม อยู่อยู่คนที่กำลังนั่งอ่านหนังสือการ์ตูนตอนนี้บอกว่าตัวเองเป็นคนเอาเสื้อผ้าของฉันไปทิ้งหน้าตาเฉย เขาทำอย่างนี้ได้อย่างไรกัน เหลือจะเชื่อเขาเลย!แล้ววันนี้ฉันจะใส่ชุดอะไรไปกันละ ในเมื่อตู้เสื้อผ้าของฉันตอนนี้เหลือเพียงชุดเดรสน่ารักๆ และเสื้อยืดกับกางเกงขายาวที่เหมาะกับการใส่ไปทำบุญที่วัดมากกว่า ไม่หลงเหลือเสื้อที่เข้าก
กว่าสองชั่วโมงพายุลูกใหญ่ถึงจะสงบลง เป็นผมที่ใจดีปล่อยให้คนอ่อนแรงนอนพักเพราะไม่อยากให้เธอตื่นตกใจกับสัมผัสของผมจนไม่อนุญาตให้มีครั้งต่อไปเกิดขึ้นอีก ซึ่งนั่นเป็นเรื่องที่ผมจะไม่ยอมและยอมไม่ได้เด็ดขาดค่อยๆ ช้อนตัวเธอเดินเข้าห้องนอน วางร่างบางลงบนเตียงกว้างให้เธอได้นอนพักสบายๆ ส่วนผมพาตัวเองไปหาผ้าขนหนูชุบน้ำแล้วออกมาหย่อนตัวนั่งลงข้างๆ ค่อยๆ เช็ดผิวสีชมพูอย่างทะนุถนอมจนทั่วไม่เหลือความเหนียวเหนอะหนะให้เธอรู้สึกไม่สบายตัว ก่อนจะกลับไปจัดการตัวเองในห้องน้ำบ้างแล้วกลับออกมาล้มตัวนอนลงข้างๆ ดึงเอวบางเข้ามานอนหนุนแขนในอ้อมกอดหลับตาลงตามเธอเข้าไปในความฝัน"..."จนกระทั่งแผงอกสัมผัสได้ถึงอุณหภูมิอันร้อนระอุที่ค่อยๆ สูงขึ้นปลุกให้ผมลืมตาตื่นขึ้นมาในช่วงสาย เวลานี้ผิวขาวอมชมพูของคนในอ้อมกอดเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำคิ้วเรียวเล็กผูกกันเป็นปมแน่นราวกับกำลังฝันร้ายอย่างไรอย่างนั้น ให้ผมต้องรีบลุกไปหาอุปกรณ์เช็ดตัวและเจลลดไข้มาวางบนหน้าผากมนด้วยความร้อนใจ คอยเช็ดตัวไม่ห่างให้อุณหภูมิที่สูงค่อยๆ ลดจนเย็นลง ให้คิ้วที่ผูกเป็นโบว์ค่อยๆ คลายออกปมออกให้ผมรู้สึกโล่งใจที่เธอต้องนอนซมอย่างนี้ ส่วนหนึ่งก็มาจากผม
"อื้อ..."บทลงโทษเริ่มขึ้นทันทีทั้งที่ประตูห้องยังไม่ทันปิดลงสนิท มือใหญ่ก็คว้าคอระหงส์เข้ามารับการลงโทษบทแรกที่เธอจะได้รับในคืนนี้โทษฐานที่กล้าพูดจาไม่เข้าหูเพียงเพราะอยากจะแกล้งให้ผมหัวร้อนและเธอทำสำเร็จ อยากจะแกล้งกันอย่างไรก็ได้ผมไม่ว่า แต่การบอกว่ามีคนอื่นเพียงแค่ได้ยินสั้นๆ สมองของผมก็แทบระเบิด ยังดีที่รู้จักยอมรับผิด แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าโทษของเธอจะลดน้อยลงไป ทำผิดคือทำผิด ทำผิดก็ต้องได้รับการลงโทษจะได้ไ่ม่มีครั้งที่สองหรือครั้งต่อไปเกิดขึ้นสัมผัสรุนแรงในคราแรกเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความนุ่มนวลที่ผมอยากชวนให้เธอลุ่มหลงไปพร้อมกัน ปากได้รูปละเมียดชิมกลีบปากบางซ้ำๆ แอบขบกัดเบาเบาสลับกันไปมาอยากจัดการต้นเหตุที่กล้าอวดเก่งทำให้อารมณ์ของผมขุ่นมัวได้ขนาดนี้ ร่างเล็กถูกต้อนให้ถอยร่นจากหน้าชั้นวางรองเท้าไปตามโถงทางเดินสั้นๆ โดยที่ริมฝีปากของผมและเธอยังไม่ผละออกจากกัน เป็นผมที่ไม่ยอมปล่อยแม้เสียงเล็กจะคอยร้องประท้วงเพื่อขออากาศหายใจ ทุกเคลื่อนไหวที่ขยับเต็มไปด้วยความเอาแต่ใจคอยกวาดต้อนพาสองขาเรียวอ่อนระทวยจนแผ่นหลังบางสัมผัสกับความนุ่มของโซฟาในห้องนั่งเล่น แรงกดจูบเพิ่มระดับความโหยหาจ







