تسجيل الدخول พาย พี่วิศวะปี3 หนึ่งในหนุ่มฮอตของคณะ ยิ้มยากและปากไม่เคยตรงกับใจ ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของป๊ากาย และมามี๊ลูกพีช จากเรื่อง "ผมจะร้ายถ้าพี่ไม่รัก" เพื่อนสนิทพาลัน และเฟิร์ส จากเรื่อง "อยากมีแฟนเรียนวิศวะ" ขนมปัง น้องอักษรปี1 สวย ยิ้มหวานครองตำแหน่งขวัญใจมหาชน และเป็นที่หมายปองของหนุ่มๆ ในรั้วมหาวิทยาลัย "สวัสดีค่ะ พี่พาย" "..." เขาและเธอโคจรกลับมาเจอกันอีกครั้งในฐานะผู้ประสานงานกิจกรรมรับน้องของสองคณะ ทำให้เขาเลือกที่จะทำเย็นชาใส่เหมือนไม่เคยรู้จักกัน ต่างจากเธอที่ต้องการค้นหาคำตอบของการจากไปโดยไม่มีคำลา จึงเลือกที่จะเป็นฝ่ายเข้าหา...จีบแฟนเก่าอย่างเขาอีกครั้ง
عرض المزيدเสียงอึกทึกของกิจกรรมรับน้องรวมระหว่างคณะอักษรศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ดูจะเบาลงทันที เมื่อร่างสูงโปร่งในชุดช็อปสีกรมท่าก้าวเข้ามาในลานเกียร์ และผมคือ "พาย" พี่ว้ากปี 3 ของคณะวิศวะ ผู้ขึ้นชื่อเรื่องความเนี๊ยบและความเป็นระเบียบ มีใบหน้าเรียบเฉยจนบางครั้งดูเหมือนเย็นชาไร้ความรู้สึก เดินผ่านกลุ่มรุ่นน้องที่พากันนิ่งปิดเสียงเงียบกริบราวกับถูกสะกดด้วยมนตร์ของผม
"ครบยังวะ" "ยัง กว่าจะมานะมึง" "รถติด" ผมตอบไอ้เฟิร์สสั้นๆ นัยน์ตาคมกริบภายใต้กรอบหน้าคมคายไม่ได้สนใจหรือปรายตามองใครเป็นพิเศษ ทำเพียงแค่ยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดูเวลา พลางขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อเห็นว่ารายชื่อของน้องคณะอักษรฯ ที่ต้องมารับน้องกับคณะวิศวะฯ ยังไม่ครบ ทั้งที่เวลาก็ผ่านมากว่าสิบนาทีแล้ว และหนึ่งในรายชื่อนั้นมีชื่อของใครบางคน บางคนที่เคยคุ้นและผมจำได้ดี "วันนี้มึงต้องอยู่คุยกับน้องอักษรต่อ" "กูไม่ลืม" "ชื่ออะไรวะ สวยป่ะ" "ไม่ได้สนใจ" "กูจะรอดู" "..." ได้แต่ส่ายหัวอย่างเบื่อหน่าย เหนื่อยใจกับความอยากรู้อยากเห็นของไอ้เฟิร์ส หันไปสนใจน้องๆ ที่พากันนั่งตัวตรงไม่กล้าแม้แต่จะขยับหรือพูดคุยต่อ ให้ตาคู่คมกวาดตามองจดจำใบหน้าของรุ่นน้องทั้งสองคณะที่อยู่ในความดูแลของผมในฐานะเฮดว้าก ท่ามกลางเสียงฮือฮาที่ดังขึ้นเรื่อยๆ ระหว่างทำกิจกรรมตามหาพี่รหัสจากคำใบ้ ร่างบอบบางในชุดนิสิตคณะอักษรศาสตร์ก็วิ่งหอบเข้ามาหยุดยืนตรงหน้าผม ทำให้ลมหายใจของผมสะดุดไปชั่วขณะ เธอคือ "ขนมปัง" ผู้หญิงที่ผมเคยรู้จักดีกว่าใคร "ขอโทษที่มาสายนะคะ พอดีขนมปังติดธุระค่ะ" เป็นเธอจริงสินะ เสียงหวานที่คุ้นเคยเอ่ยขึ้นพร้อมแววตาที่วูบไหวเพียงเสี้ยววินาทีเมื่อตาคู่กลมเงยขึ้นมาสบตาผม แต่ผมกลับเลือกที่จะตีหน้านิ่ง นัยน์ตาคมกริบคู่เดิมที่เธอเคยบอกว่าชอบนักหนา เหลือเพียงความว่างเปล่าราวกับคนไม่เคยรู้จักกัน "มาสายคือมาสาย ไม่มีข้ออ้าง" "ค่ะ" เสียงทุ้มเรียบเย็นจนไอ้เฟิร์สถึงกับหันมามองแรงใส่ แววตาของเธอหม่นลงอย่างเห็นได้ชัด รอยยิ้มสดใสที่เคยมีก่อนหน้าเปลี่ยนเป็นเม้มปากแน่นก่อนจะพยายามปรับสีหน้าให้ดูเป็นปกติพยักหน้าเล็กน้อยยอมรับความผิดแต่โดยดี และเพื่อไม่ให้ภาพลักษณ์ของตัวเองดูเป็นพี่ว้ากที่ใจร้ายมากเกินไปประกอบกับถือเป็นความผิดครั้งแรก ผมเลยตัดสินใจปล่อยเธอไปนั่งรวมกับเพื่อนเพื่อทำกิจกรรมต่อ ทำไอ้พาลันกับไอ้เฟิร์สพากันยกยิ้มมุมปากปรายตามองผมเหมือนรู้ทัน แต่มันสองคนกลับไม่รู้อะไรเลย กิจกรรมตามหาพี่รหัสดำเนินไปจนแสงของดวงอาทิตย์เริ่มเปลี่ยนสี ส่วนใหญ่กว่าเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ที่ทำภาระกิจนี้สำเร็จและได้รางวัลเป็นการกลับบ้านไปพักผ่อน ส่วนเธอ คือหนึ่งในไม่ถึงสิบเปอร์เซ็นต์ที่ตามหาพี่รหัสตามคำใบ้ไม่เจอ ก็เลยต้องรับการลงโทษโดยการวิ่งรอบสนามบาสเกตบอล 2 รอบ ให้พอได้ออกแรงเหนื่อย แต่เพียงเท่านั้นก็ทำให้คนผิวขาวขอบบางนั่งหอบหน้าแดงอยู่ครู่ใหญ่เรียกความสนใจให้บรรดาเพื่อนร่วมชั้นของผมพากันถือขวดน้ำเย็นและผ้าเย็นไปให้คอยเอาอกเอาใจ จนผมเริ่มหงุดหงิดสายตาอยากจะลงโทษให้วิ่งต่อแต่คงจะดูไร้เหตุผลเกินไปเลยหันมาเก็บกระเป๋าเตรียมตัวกลับคอนโด กลับไปทำสมาธิให้ใจตัวเองกลับมาสงบลงตามเดิม "เฮ้ย! ไอ้พายมึงยังกลับไม่ได้" "ทำไม?" "คุยงานกันก่อนดิวะ" "ไหน?" "เออ ไหนวะ หรือกลับไปแล้ว" "งั้นกูกลับ" ผมไม่ได้ลืมว่าวันนี้มีประชุมเรื่องการจัดสถานที่และกิจกรรมงานเฟรชชี่ที่จะมีขึ้นในอีกสองสัปดาห์ข้างหน้ากับตัวแทนทั้งสองคณะ ผมผู้เป็นประธานรุ่นฝั่งวิศวะฯ และได้รับมอบหมายจากกองกิจการนิสิตให้ดูแลงานในส่วนนี้จำเป็นต้องคุยและร่วมตัดสินใจเรื่องนี้ด้วย เพียงแต่เวลานี้ยังไม่เห็นแม้แต่เงาตัวแทนประสานงานของอีกฝั่งที่ดูแล้วน่าจะไม่ค่อยมีความรับผิดชอบเท่าไหร่ "พี่พายคะ" "..." ผมชะงักเท้าที่กำลังจะก้าวเดินต่อ เสียงหวานสั่นที่เรียกขึ้นจากด้านหลังนั้นเบาหวิวเพราะเพิ่งผ่านการวิ่งเหนื่อยหอบมาไม่นาน ทำผมพ่นลมหายใจออกมาสั้นๆ ก่อนจะหมุนตัวกลับไปเผชิญหน้ากับเจ้าของเสียง เป็นเธอยืนอยู่ตรงนั้นมือเล็กกำสายกระเป๋าสะพายแน่นจนข้อนิ้วขึ้นสีขาว ใบหน้าจิ้มลิ้มที่เคยแต้มด้วยรอยยิ้มสดใสแดงระเรื่อผลจากการลงโทษเมื่อครู่ เหงื่อเม็ดเล็กเกาะตามไรผมและนวลแก้มดูเปราะบางเสียจนไอ้พวกเพื่อนตัวดีที่ยืนอยู่แถวนั้นพากันมองด้วยสายตาสงสาร เห็นแล้วรำคาญลูกตาชะมัด "ปัง เอ้ย ขนมปัง เป็นตัวแทนประสานงานจากฝั่งอักษรค่ะ" คำแทนตัวเองที่เกือบจะหลุดออกมาทำเอาใจผมไหวไปวูบหนึ่ง แต่วินาทีต่อมาความรู้สึกหงุดหงิดที่อธิบายไม่ได้ก็เข้ามาแทนที่ให้ผมปรายตามองนาฬิกาข้อมือเรือนเดิมอีกครั้ง "มาช้าตอนเริ่มกิจกรรม ยังพอว่า แต่มาช้าตอนนัดคุยงานที่เป็นทางการแบบนี้ คิดว่าเหมาะสม?" "ขอโทษค่ะ คือเพื่อนที่จะมาคู่กันเขาไม่สบายกะทันหัน ขนมปังเลยต้องรวบรวมสรุปงานจากทางคณะมาคนเดียว ก็เลยพาให้ช้าไปหมด" "ในฐานะคนทำงาน สิ่งที่ผมต้องการเห็นคือความพร้อม ไม่ใช่คำแก้ตัว" "...ขอโทษค่ะ" บรรยากาศรอบข้างเย็นยะเยือกลงทันที จนไอ้เฟิร์สที่ยืนอยู่ข้างๆ ถึงกับสะกิดแขนผมเบาๆ เป็นเชิงปราม เมื่อเห็นนัยน์ตากลมโตของคนตรงหน้าเริ่มมีน้ำใสๆ คลอเต็มไปด้วยความน้อยใจจนทำให้ผมต้องเมินหน้าหนีไปทางอื่น "เอาเอกสารมา แล้วตามผมไปที่ห้องสโมฯ คนอื่นแยกย้ายได้" ผมทิ้งท้ายไว้แค่นั้นก่อนจะเดินนำลิ่วออกไปโดยไม่รอใครอีกคน ความเงียบระหว่างทางเดินไปยังห้องสโมสรนิสิตมันช่างน่าอึดอัดเสียจนได้ยินเสียงฝีเท้าเล็กๆ ที่พยายามซอยเท้าก้าวตามให้ทัน ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีในหัวกำลังตีกันยุ่งเหยิง ใจหนึ่งอยากจะหันไปถามว่า 'เหนื่อยไหม' แต่อีกใจกลับสั่งให้รักษา 'ระยะห่าง' ที่ผมใช้เวลาสร้างมาเป็นปีๆ เอาไว้ให้ดีที่สุด เมื่อก้าวเข้ามาในห้องสโมสรนิสิตที่ไม่มีใคร ผมพาตัวเองไปหย่อนตัวลงนั่งบนเก้าอี้หัวโต๊ะ วางท่าทางให้นิ่งสนิทที่สุดเท่าที่จะทำได้ ขณะที่ร่างบางหยุดยืนห่างออกไปสามก้าว แผ่นกระดาษในมือเธอสั่นระริกจนผมต้องขบกรามแน่นเพื่อข่มความรู้สึกอยากจะดึงเธอเข้ามานั่งพักที่เก้าอี้ข้างกันดีดี ได้แค่คิด "สรุปมาว่าทางอักษรต้องการอะไรบ้าง" ผมพูดโดยไม่มองหน้า แต่กลับได้ยินเสียงสูดหายใจลึกๆ เหมือนเธอกำลังรวบรวมความกล้าก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงมั่นใจตามแบบฉบับเด็กกิจกรรมและสมกับที่ทางคณะฯ ส่งน้องใหม่อย่างเธอมาเป็นตัวแทน "ทางเราอยากได้ซุ้มที่มีกลิ่นไอวรรณกรรมผสมผสานกับความน่าค้นหาที่สื่อถึงสองคณะค่ะ" "งานเฟรชชี่หรืองานนิทรรศการหนังสือ?" ผมสวนกลับเสียงเรียบ ทิ้งสายตาคมกริบไปที่ใบหน้าเนียนที่เวลานี้กล้าที่จะสบตากัน "งานเฟรชชี่ที่รวมทั้งอักษรและวิศวะค่ะ" "ไหนแบบ" "ปังไม่ได้เตรียมมา" "ไม่มีความพร้อม" "พี่พาย!" และเหมือนว่าความยียวนของผมจะทำให้ใครบางคนเริ่มหมดความอดทนจนเผลอขึ้นเสียงใส่ทำปากเล็กเชิดขึ้นตากลมโตมองดุไม่ยอมกัน พาให้เห็นภาพความทรงจำเก่าๆ เวลาที่เธอโดนผมแกล้งแล้วสู้ไม่ได้ก็จะชอบทำท่าทางงอนใส่เหมือนเด็กแบบนี้ตึก ตึก ตึก"เดี๋ยวก่อนค่ะพี่พาย""...""เมจิขอเล่าอะไรบางอย่างได้มั้ยคะ""ได้""พี่พายอาจไม่รู้ว่ากว่าที่ขนมปังจะมาเรียนที่นี่ได้ต้องใช้ความพยายามมากแค่ไหน""พี่พายเป็นกำลังใจเพียงหนึ่งเดียวที่เพื่อนเมจิเหลืออยู่ อย่าใจร้ายกับขนมปังนักเลยค่ะ""หมายความว่าไง""เมจิไม่รู้ว่านี่คือเหตุผลของพี่พายหรือเปล่า แต่วันนั้นเป็นวันเดียวกับที่ครอบครัวของขนมปังประสบอุบัติเหตุ""...""พี่พายรู้อย่างนี้แล้ว พอจะใจดีกับเพื่อนเมจิบ้างได้มั้ยคะ""..."ความรู้สึกชาไปทั้งหัวใจมันเป็นอย่างนี้เองเหรอวะ ทำเอาทุกคำที่ฝังอยู่ในหัวตีรวนกันไปหมดไม่รู้จะพูดตอบอะไรออกไป เป็นผมคนใจร้ายอย่างที่รุ่นน้องว่าจริง ๆ นั่นแหละ หากวันนั้นผมไม่เอาแต่คิดเองคนเดียวผมก็คงไม่ต้องปล่อยมือเธอและได้อยู่ข้างๆ เธอในช่วงเวลาที่ยากลำบาก แถมพอมีโอกาสได้กลับมาเจอกัน เป็นเพราะความทิฐิของผมอีกนั่นแหละที่ทำให้ละเลยความรู้สึกของเธอไปจากที่ตั้งใจจะขับรถกลับคอนโดตัวเองไปนอนพัก ผมก็เดินกลับไปตามทางเดินหอผู้ป่วยแล้วหย่อนตัวลงนั่งบนเก้าอี้หน้าห้องของเธอแทน ก่อนจะหลับตาพิงศีรษะลงกำแพงห้องคิดทบทวนความรู้สึกตัวเองและหาทางชดเชยเวลาที่หายไปของเรา ทั
ปึก!"เริ่ม"เสียงแก้วที่เหลือเพียงน้ำแข็งก้อนกลมหนึ่งก้อนวางกระทบลงบนโต๊ะพร้อมกันหลังจากที่พวกผมชนเสร็จเป็นสัญญาณแจ้งเตือนให้ผมพร้อมรับการสอบสวนจากผู้ที่ตั้งตนว่าตัวเองถือไพ่ผดุงความยุติธรรมเอาไว้ในมือ และก็ไม่ใช่ใครที่ไหนนอกจาก ไอ้เฟิร์สกับไอ้พาลัน"ขนมปังเป็นแฟนเก่ากู""แฟนเก่า? ตอนไหนวะ""ม.ปลาย"ตอนนั้นเธอเป็นเด็กผู้หญิงหน้าตาน่ารัก ตากลมๆ แก้มป่องๆ ชอบถักเปียสองข้างต่างจากคนอื่นที่พากันเหล้าผมหางม้า ตอนพักกลางวันชอบแอบไปนอนหลับในห้องสมุด จนผมคนที่หนีความวุ่นวายมาหาที่สงบนั่งอ่านหนังสือการ์ตูนต้องคอยนั่งเฝ้าของที่เธอชอบวางไว้ข้างตัว เพราะกลัวว่าหากเธอตื่นขึ้นมาแล้วของหาย ดีไม่ดีผมจะถูกกล่าวหาว่าขโมยของเธอไปได้นั่นถือเป็นจุดเริ่มต้นของผมกับเธอ จากคนเฝ้าของให้หนึ่งครั้ง เพิ่มเป็นสองครั้ง สามครั้ง จนกระทั่งทุกวันตลอดทั้งสัปดาห์ กลายเป็นความเคยชินและความรู้สึกว่างเปล่าในวันที่เธอลาให้เราที่เรียนกันคนละชั้นปีไม่ได้เห็นหน้ากันสุดท้ายฝ่ายที่ขอช่องทางติดต่อก่อนเป็นผม และคนที่ขอเปลี่ยนสถานะจากคนเฝ้าของ เป็นเจ้าของเธอก็คือผมอีกเช่นกัน"มึงไปหลอกน้องมา?""..."ในสายตาเพื่อนผมเป็นคนเลวขนาด
"พรุ่งนี้พี่พายไปไหนรึเปล่าคะ""นอน""แล้วจะตื่นกี่โมงคะ""มีอะไร""ไปซื้อของเป็นเพื่อนขนมปังหน่อยได้มั้ย""เพื่อนเธอ?""เมจิกลับบ้านต่างจังหวัดค่ะ""..."บทสนทนาแสนสั้นจบลงด้วยความเงียบงัน ก่อนที่ผมจะถอนหายใจทิ้งเบาๆ ขณะที่นิ้วเคาะพวงมาลัยรถเป็นจังหวะตามเสียงเพลง พลางมองสัญญาณไฟจราจรที่ยังคงเป็นสีแดงเข้ม ทั้งที่พรุ่งนี้ตั้งใจจะนอนโง่ๆ ให้ลืมโลกกลับกลายเป็นต้องตื่นมาสวมบทสารถีจำเป็นเสียอย่างนั้น"ห้าโมงเย็น""คะ?""จะไปก็ห้าโมง ไม่ไปก็เรื่องของเธอ"ผมตัดบทแค่นั้น ทันที่รถคันหน้าเริ่มเคลื่อนตัวเมื่อไฟสัญญาณเปลี่ยนเป็นสีเขียวให้ผมหักพวงมาลัยมุ่งหน้าไปยังคอนโดของยัยเด็กหน้ามึนที่พักหลังมานี้เข้ามาป้วนเปี้ยนในตารางชีวิตผมบ่อยเกินความจำเป็น ทั้งที่ความจริงผมจะปฏิเสธก็ได้ จะอ้างว่าติดงานหาข้ออ้างบอกปัดว่าไม่ว่าง หรือบอกไปตามตรงว่าไม่อยากไปก็ย่อมได้ แต่พอเห็นภาพใบหน้ากลมๆ กับดวงตาใสแจ๋วที่ชอบมองมาอย่างมีความหวังนั่น ทำให้คำปฏิเสธมันมักจะติดอยู่ที่ลำคอทุกที เหมือนกับครั้งนี้"ขอบคุณที่มาส่งนะคะ"ฟอด"เจอกันพรุ่งนี้ค่ะ""..."รถคันหรูจอดสนิทรอให้เด็กหน้ามึนลงจอดรถแล้วผมจะได้พาตัวเองกลับห้องไปน
"กูไปหาพี่ก่อน""เออ"เพราะวันนี้เป็นวันที่ทุกคณะทั้งมหาวิทยาลัยจัดกิจกรรมต้อนรับน้องปีหนึ่งอย่างเป็นทางการพร้อมกัน มีทั้งซุ้มกิจกรรม การประกวดดาวเดือนและปิดท้ายด้วยดนตรีสดจากศิลปินชื่อดังให้ทุกคนได้ผ่อนคลาย ทีมงานอย่างผมและเพื่อนๆ เลยต้องเข้ามามหาวิทยาลัยกันตั้งแต่เช้าเพื่อดูความเรียบร้อยของสถานที่และตรวจสอบรายละเอียดต่างๆ กันอีกครั้งเพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดและให้งานออกมาสมบูรณ์แบบที่สุด แม้ว่าเมื่อคืนผม ไอ้เฟิร์สและไอ้พาลันจะช่วยกันเดินดูจนดึกดื่นแล้วก็ตาม จนต้องพากันเดินมาซื้อกาแฟเข้มๆ ดื่มคนละแก้วเพื่อปลุกตัวเองให้ตื่นพร้อมลุยงานในวันที่ยาวไกลเช่นนี้"พี่มินิน""มาแล้วเหรอพาย กล่องนี้ขนมที่พายสั่ง""เท่าไหร่ พายโอน""ไม่ต้องๆ""ไม่ได้ คุณน้ามินทำเหนื่อย""ถ้างั้นเดี๋ยวพี่ส่งบิลไปในแชทแล้วกัน""พายไปก่อน"ผมพยักหน้าเล็กน้อยให้พี่มินินผู้ที่เปรียบเสมือนพี่สาวแท้ๆ เพราะโตและเป็นเพื่อนเล่นด้วยกันมาตั้งแต่เด็กไม่ต่างจากเฮียตริติณเฮียฟิล์มและเฮียเลนส์ ก่อนจะเดินไปยกกล่องครัวซองค์เนยสดกล่องใหญ่ที่ผมรบกวนให้คุณน้ามินและพี่มินินช่วยจัดชุดเบรคแจกน้องปีหนึ่งให้ที่ท้ายรถไฟฟ้าสีชมพูแล้วเดินก











