เข้าสู่ระบบ"ไหนแกลองว่ามาซิ ทำไมถึงเบี้ยวนัดฉันได้"
"ก็..." เมื่อวันที่นัดกันไปเลี้ยงฉลองวันคล้ายวันเกิดของฉัน ทั้งๆ ที่นัดกันเป็นมั่นเป็นเหมาะแล้วแท้ๆ แต่สุดท้ายเพื่อนสนิทที่สุดของฉันกลับส่งข้อความมาบอกว่ามีธุระกระทันหันในตอนสามทุ่มและขอชดเชยเวลาให้โดยการพาฉันมาเลี้ยงปิ้งย่างวันนี้แทน "อื้ม ก็..." มีธุระฉันพอจะเข้าใจได้ แต่ที่ทำให้ฉันไม่สามารถปล่อยผ่านไปได้คือท่าทางอึกอักเหมือนเจอโจทย์ที่ยากมากดูพยายามคิดหาเหตุผลมาอธิบายให้ฉันฟังไม่ได้ ไหนจะสายตาเลิ่กลั่กพยายามซ่อนพิรุธไม่ให้ฉันสังเกตได้นั่นอีก ชวนให้ฉันนึกสนุกอยากจะแกล้งลองเป็นฝ่ายไล่ต้อนให้เพื่อนจนมุมดูบ้าง วางตะเกียบในมือแล้วเปลี่ยนมานั่งเท้าคางมองฝั่งตรงข้ามด้วยสายตากรุ่มกริ่มรอฟังคำตอบอย่างตั้งใจอย่างที่ฉันเคยเจอ ก็จากยัยเมจินี่แหละ สนุกดีเหมือนกันนะ "โอเค ฉันยอมแล้วๆ" และในที่สุดธุระที่ว่าของยัยเมจิก็ถูกเล่าออกมาอย่างอัดอั้นจนฉันเองแทบจะฟังไม่ทันประติดประต่อเรื่องราวแทบไม่ถูก สรุปได้เพียงว่าสิ่งที่ยัยเมจิเจอไม่ต่างจากฉันมากนัก แต่ฉันอาจจะดีกว่าตรงที่คนขี้หวงพอจะมีเหตุผลอยู่บ้าง ถึงจะเป็นเหตุผลของเขาคนเดียวก็เถอะ! "ครั้งนี้ฉันจะยอมปล่อยแกไปก่อนแล้วกัน" ที่จริงฉันก็ไม่ได้โกรธอะไรเพื่อนหรอก ยิ่งพอได้ฟังเหตุผลอย่างนี้ด้วยแล้วกลับยิ่งรู้สึกเข้าใจและเห็นใจมากกว่าเสียด้วยซ้ำ หยิบตะเกียบคีบปลาหมึกย่างที่เพิ่งสุกได้ที่แล้วไปวางลงในจานของเพื่อนรักพร้อมตักน้ำจิ้มซีฟู้ดราดให้อย่างเอาใจ อยากปลอบใจเพื่อนสักหน่อย "อยากไปกินไอติมต่อจัง" เพราะยัยเมจิยืนกรานที่จะเป็นเจ้ามือเลี้ยงปิ้งย่างเป็นการไถ่โทษทั้งที่ฉันก็ยืนยันแล้วว่าอยากหารกันคนละครึ่งมากกว่า จนในที่สุดต้องเลือกจับไม้สั้นไม้ยาวเป็นตัวตัดสินเวลาที่เราสองคนมีความคิดเห็นไม่ตรงกัน เป็นฉันที่จับได้ไม้สั้นเลยต้องยอมนั่งมองเพื่อนหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาสแกนคิวอาร์โค้ดจ่ายเงินค่าอาหารมื้อใหญ่มื้อนี้ "ไปสิ ให้ฉันเลี้ยงแกบ้าง" พอได้ยินเพื่อนบอกว่าอยากจะไปกินของหวานต่อหัวใจฉันก็พองโตขึ้นมาเสียอย่างนั้น อยากจะเลี้ยงเพื่อนกลับคืนบ้างถึงแม้ว่าราคาอาจจะค่อนข้างต่างกันก็ตาม แค่รู้สึกว่าไม่อยากเอาเปรียบเพื่อนมากจนเกินไปก็เท่านั้น "พี่พายให้เงินมาเยอะเหรอจ๊ะสาว" "ไม่เยอะๆ แค่แบล็คการ์ดใบเดียว" "เอิ่ม..." "ฮ่าๆๆ" ที่ฉันพูดไม่ได้เกินจริงหรือคิดอยากอวดแฟนเลยสักนิด เพราะเมื่อเช้าเพียงแค่ฉันบอกว่ามีนัดกินข้าวกับเมจิเขาก็เดินไปหยิบแบล็คการ์ดในกระเป๋าสตางค์ที่วางอยู่บนโต๊ะข้างหัวเตียงส่งมาให้ราวกับว่าร้านที่ฉันจะไปกินอยู่ในโรงแรมห้าดาวอย่างไรอย่างนั้น ฉันเลือกที่จะรับไว้อย่างว่าง่ายเพราะไม่อาจทนสายตามองดุเวลาที่ฉันขัดใจเขาได้ แต่ไม่ได้คิดจะนำมาใช้ฟุ่มเฟือยหรืออะไรหรอกแค่รูดจ่ายค่าไอศครีมพอเป็นพิธีให้เขาสบายใจเวลาเห็นข้อความแจ้งเตือนว่าบัตรที่เขาให้ฉันมามีการใช้จ่ายเท่านั้นก็พอ "อิ่มจัง" "จริง อิ่มจนพุงออก" "อุ้ย! ตายแล้ว สี่ทุ่มแล้วเหรอเนี่ย" "จริงด้วย" ฉันกับเพื่อนพากันเพลิดเพลินกับรสชาติของไอศครีมจนลืมดูเวลาบนนาฬิกาไป สำคัญที่สุดคือลืมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูว่าใครอีกคนจะส่งข้อความหรือโทรมาหาหรือเปล่า ทำให้เราสองคนในเวลานี้ต่างพากันก้มลงไปหยิบโทรศัพท์ในกระเป๋าของตัวเองขึ้นมาไล่ดูสายที่ไม่ได้รับก่อนเป็นอันดับแรก 20.00 น. pie.pi : ให้พี่ไปรับกี่โมง pie.pi : -*- เป็นอย่างที่ฉันคิด เขาโทรมาหาฉันเกือบสิบสาย ไม่นับรวมข้อความที่เขาส่งมาอีกสองสามข้อความตั้งแต่เมื่อสองชั่วโมงก่อน ทำสองมือของฉันถึงกับเย็นเฉียบ ในสมองคอยคิดกังวลกลัวว่าเขาจะโกรธกันหรือเปล่า ขาดการติดต่อไปนับชั่วโมง เป็นใคร ใครก็ต้องห่วง เป็นฉัน ฉันก็คงรู้สึกงอนไม่น้อยเหมือนกัน "แยกย้าย" "อื้ม เจอกันที่มหาวิทยาลัยนะ" "บาย" และเหมือนว่าชะตากรรมของเพื่อนจะไม่ต่างจากฉันมากนัก ต่างพากันเงยหน้าขึ้นมามองทำตาปริบๆ พร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย ก่อนจะบอกลากันแล้วหันหลังเดินกันไปคนละทางพร้อมกับกดโทรศัพท์ในมือหาปลายทางอีกคนที่ต่างฝ่ายต่างก็รู้ว่าน่ากลัวมากขนาดไหน "ฮัลโหล พี่พายขา" "..." กดรับสายแต่ไม่ส่งเสียงตอบรับอย่างนี้ ชัดเลย ชัดเจน! "อยู่ตรงไหนคะ" "ลานจอดรถ" ฉันเดาไม่ผิดแค่ไม่เคยซื้อลอตเตอรี่สักใบเลยก็เท่านั้น ไม่ใช่ว่าเขาขับรถมาจอดรอตั้งแต่เขาส่งข้อความมาหาแล้วฉันไม่ได้เปิดอ่านหรอกใช่ไหม แต่ฉันมั่นใจว่าใช่! และตอนนี้รถคันหรูน่าจะจอดอยู่ในลานจอดรถซุปเปอร์คาร์ที่ประจำไม่ผิดแน่ ให้สองเท้าเล็กรีบซอยเท้าวิ่งไปหาพร้อมกับกวาดสายตามองหาตำแหน่งที่ตัวเองคิดเอาไว้ จนกระทั่งเห็นรถสีน้ำทะเลคันหรูป้ายเลขทะเบียนที่ฉันจำได้ดียิ่งทำให้ฉันรีบมองซ้ายมองขวาก่อนจะก้าวข้ามถนนวิ่งไปหาเขาด้วยความร้อนใจ เพราะรู้ดีว่าเขาไม่ชอบรออะไรนานๆ เป็นที่สุด แฮ่ก แฮ่ก เสียงหอบหายใจดังอยู่ข้างรถสปอร์ตคันคุ้นตา พยายามปรับลมหายใจให้เป็นปกติมากที่สุดและจัดทรงผมที่ยุ่งเหยิงจากการรีบวิ่งมาเมื่อครู่ให้เข้าที่เข้าทางจนดูเรียบร้อย สูดหายใจเข้าจนเต็มปอดเรียกกำลังใจให้กับตัวเอง ก่อนจะค่อยๆ เอื้อมมือที่สั่นอยู่เล็กน้อยไปเปิดประตูฝั่งที่นั่งข้างคนขับที่ประจำของตัวเองแล้วแทรกตัวเข้าไปนั่งทั้งที่ใจเต้นระรัว "..." ทั้งที่ความเย็นจากเครื่องปรับอากาศในรถปะทะใบหน้าแต่กลับไม่ได้ช่วยให้ใจที่ร้อนรนของฉันเย็นลงได้เลย คนตัวโตยังคงทำหน้านิ่งมีมือใหญ่วางพักอยู่บนพวงมาลัยพร้อมขับออกไปทุกเมื่อ ทำอย่างไรดียัยปัง คิดสิ คิดเร็วเข้า "พี่พายกินอะไรรึยังคะ ปังซื้อแซนวิชอกไก่เทอริยากิมาฝาก" "..." "กินเลยมั้ย ปังป้อน" "..." กว่าฉันจะคิดขึ้นได้ว่าตัวเองซื้อแซนวิชสไตล์อเมริกันจากร้านดังมาให้เขา เวลาก็ล่วงเลยไปหลายนาทีนานพอให้รถคันหรูเคลื่อนตัวออกจากลานจอดรถ ฉันก็เลยรีบหยิบขึ้นมาแกะห่อกระดาษออกให้คงเหลือไว้สำหรับถือไม่ให้เลอะมือแล้วยื่นไปป้อนคนปากหนักอย่างเอาใจ ดีหน่อยที่เขายังยอมอ้าปากกินแซนวิชที่ฉันป้อนแต่ไม่ยอมปริปากพูดเลยสักคำ ปล่อยให้ฉันพูดคนเดียวอยู่นานสองนานจนถึงคอนโดของเขา เฮ้อ...มีหวังว่าคืนนี้ฉันได้นั่งง้อเขาทั้งคืนแน่ ไม่น่าเลยขนมปังเอ้ย"เลิกกี่โมง""สี่โมงเย็นค่ะ""ในตารางเลิกเที่ยง"สองสามวันมานี้เธอดูแปลกไปจนผมเองเริ่มเกิดความรู้สึกสงสัยว่าเธอกำลังปิดบังอะไรไว้ไม่อยากให้ผมรู้หรือเปล่า ทั้งที่รู้ดีว่าไม่ควรรู้สึกอย่างนั้น เรื่องของความคิดเป็นสิ่งที่ไม่อาจห้ามได้แต่ไม่ถึงขนาดที่ผมจะเอามาเป็นชนวนอารมณ์ให้ต้องทะเลาะกันจนเรื่องราวไปกันใหญ่"ก็ คือว่า...""สี่โมงพี่รอตรงนี้""ค่ะ"ฟอด"ปังไปก่อนนะ"รอฟังคำตอบที่เธอพยายามคิดหาเหตุผลมาบอกกันอยู่นาน เหลือบมองมือเล็กที่วางประสานบีบเข้าหากันแน่นบนตักดูประหม่าอย่างเห็นได้ชัด ไหนจะเสียงหวานอึกๆอักๆ กับสีหน้าคล้ายกังวลจนผมต้องเป็นฝ่ายตัดบทเสียเอง เลือกที่จะมารอรับกลับห้องพร้อมกันตามเวลาที่เธอบอก เพียงเท่านั้นก็ทำให้ใบหน้าที่กำลังจะร้องไห้เปลี่ยนเป็นสดใสได้ในพริบตายื่นหน้าเข้ามากดปลายจมูกเชิดรั้นหอมแก้มผมฟอดใหญ่อย่างออดอ้อนก่อนจะลงรถไปด้วยท่าทางลุกลี้ลุกลน ทำตาคู่คมมองตามแผ่นหลังบางจนลับสายตาหายเข้าไปในอาคารเรียนด้วยสายตาเกินคาดเดา เธอคงไม่รู้ว่าตัวเองโกหกไม่เก่งเลยสักนิดจนเผยพิรุธออกมาให้ผมจับสังเกตได้เต็มไปหมดkanom.pang🍞 : พี่มินิน ขนมปังถึงแล้วค่ะ(ข้อความถูกยกเลิก)ผมเลือก
รู้ว่าวันนี้เธอมีนัดกินข้าวกับเพื่อนตามประสาผู้หญิง ซึ่งแฟนอย่างผมก็เข้าใจไม่ตามไปให้เธอต้องรู้สึกอึดอัดจนคุยกับเพื่อนไม่สนุก แต่ถึงตัวไม่ไปผมก็ไม่ลืมที่จะดูแลเรื่องค่าใช้จ่ายถือโอกาสยื่นบัตรแบล็คการ์ดอีกใบที่แอบทำไวัให้เผื่ออยากได้กระเป๋าสักใบสองใบ เธอจะได้ชอปปิ้งอย่างสบายใจแต่ที่ทำให้ผมหงุดหงิดมากจนอยากจะจับมาฟาดก้นสักทีสองทีก็เพราะธอเล่นขาดการติดต่อไปนานหลายชั่วโมง โทรไปไม่รับ ส่งข้อความไปไม่ตอบจนผมเป็นห่วงคิดกังวลไปต่างๆ นานากลัวว่าเธอจะเกิดอุบัติเหตุหรือมีอันตรายอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่า กระทั่งเห็นข้อความแจ้งเตือนการใช้บัตรแบล็คการ์ดผมถึงโล่งอกพอจะนั่งรออยู่ในรถอย่างใจเย็นได้บ้าง แต่ก็ไม่เย็นมากพอที่จะหายหงุดหงิดเพียงได้กินแซนวิชที่เธอป้อนไม่กี่คำ"...""ถ้าพี่พายไม่พูด ขนมปังไม่ง้อ"แล้วดูเอาเถอะ! ว่าเธอดื้อมากขนาดไหน พอเห็นว่าผมไม่หายโกรธ ปากเล็กๆ ก็เชิดขึ้นจนเกือบถึงปลายจมูกนั่งทำหน้างอนใส่ จนกระทั่งรถแล่นเข้ามาจอดในชั้นลานจอดรถของคอนโด คนแสนดื้อก็เปิดประตูลงจากฝั่งข้างคนขับรีบซอยเท้าเดินไปกดลิฟต์ไม่รอผมเดินไปพร้อมกันเหมือนทุกวัน"ไม่ง้อพี่ แล้วจะง้อใคร""ง้อใครก็ได้ค่ะ ขนมปังโต
"ไหนแกลองว่ามาซิ ทำไมถึงเบี้ยวนัดฉันได้""ก็..."เมื่อวันที่นัดกันไปเลี้ยงฉลองวันคล้ายวันเกิดของฉัน ทั้งๆ ที่นัดกันเป็นมั่นเป็นเหมาะแล้วแท้ๆ แต่สุดท้ายเพื่อนสนิทที่สุดของฉันกลับส่งข้อความมาบอกว่ามีธุระกระทันหันในตอนสามทุ่มและขอชดเชยเวลาให้โดยการพาฉันมาเลี้ยงปิ้งย่างวันนี้แทน"อื้ม ก็..."มีธุระฉันพอจะเข้าใจได้ แต่ที่ทำให้ฉันไม่สามารถปล่อยผ่านไปได้คือท่าทางอึกอักเหมือนเจอโจทย์ที่ยากมากดูพยายามคิดหาเหตุผลมาอธิบายให้ฉันฟังไม่ได้ ไหนจะสายตาเลิ่กลั่กพยายามซ่อนพิรุธไม่ให้ฉันสังเกตได้นั่นอีก ชวนให้ฉันนึกสนุกอยากจะแกล้งลองเป็นฝ่ายไล่ต้อนให้เพื่อนจนมุมดูบ้าง วางตะเกียบในมือแล้วเปลี่ยนมานั่งเท้าคางมองฝั่งตรงข้ามด้วยสายตากรุ่มกริ่มรอฟังคำตอบอย่างตั้งใจอย่างที่ฉันเคยเจอ ก็จากยัยเมจินี่แหละสนุกดีเหมือนกันนะ"โอเค ฉันยอมแล้วๆ"และในที่สุดธุระที่ว่าของยัยเมจิก็ถูกเล่าออกมาอย่างอัดอั้นจนฉันเองแทบจะฟังไม่ทันประติดประต่อเรื่องราวแทบไม่ถูก สรุปได้เพียงว่าสิ่งที่ยัยเมจิเจอไม่ต่างจากฉันมากนัก แต่ฉันอาจจะดีกว่าตรงที่คนขี้หวงพอจะมีเหตุผลอยู่บ้าง ถึงจะเป็นเหตุผลของเขาคนเดียวก็เถอะ!"ครั้งนี้ฉันจะยอมปล่อยแกไ
และแล้วก็ถึงวันที่ฉันได้ไปฉลองวันเกิดในสถานที่ที่ไม่เคยไปมาก่อนนั่นก็คือร้านเหล้า อยากจะลองไปดูสักครั้งอยากลองสัมผัสบรรยากาศที่ใครหลายคนพากันหลงใหลสักหน่อยอันที่จริงวันคล้ายวันเกิดของฉันล่วงเลยมาหลายวันแล้วนะ แต่เพราะว่าวันนั้นฉันโดนพิษไข้เล่นงานเสียก่อนพาให้ต้องเลื่อนนัดยัยเมจิมาเป็นวันนี้แทน จะวันไหนสำหรับฉันก็เหมือนกันนั่นแหละ ขอแค่มีเขาคุณแฟนของฉันและเพื่อนที่สนิทที่สุดมากินข้าวเป็นเพื่อนฉันก็สุขใจมากแล้ว"พี่พาย พี่พายเห็นเสื้อกล้ามสีดำของปังมั้ยคะ" ฉันจำได้ว่าเขาอาสาเอาไปส่งร้านซักรีดให้นี่นา ไม่ใช่ว่าทางร้านเอามาส่งแล้วหรอกเหรอ"ทิ้งไปแล้ว""ห๊ะ?""ตกใจอะไร""เอาเสื้อปังไปทิ้งทำไม""พี่ไม่ชอบ""แต่นั่นเสื้อปังนะ""เดี๋ยวพี่ซื้อให้ใหม่"ฉันไม่ได้ฟังผิดไปหรอกใช่ไหม อยู่อยู่คนที่กำลังนั่งอ่านหนังสือการ์ตูนตอนนี้บอกว่าตัวเองเป็นคนเอาเสื้อผ้าของฉันไปทิ้งหน้าตาเฉย เขาทำอย่างนี้ได้อย่างไรกัน เหลือจะเชื่อเขาเลย!แล้ววันนี้ฉันจะใส่ชุดอะไรไปกันละ ในเมื่อตู้เสื้อผ้าของฉันตอนนี้เหลือเพียงชุดเดรสน่ารักๆ และเสื้อยืดกับกางเกงขายาวที่เหมาะกับการใส่ไปทำบุญที่วัดมากกว่า ไม่หลงเหลือเสื้อที่เข้าก
กว่าสองชั่วโมงพายุลูกใหญ่ถึงจะสงบลง เป็นผมที่ใจดีปล่อยให้คนอ่อนแรงนอนพักเพราะไม่อยากให้เธอตื่นตกใจกับสัมผัสของผมจนไม่อนุญาตให้มีครั้งต่อไปเกิดขึ้นอีก ซึ่งนั่นเป็นเรื่องที่ผมจะไม่ยอมและยอมไม่ได้เด็ดขาดค่อยๆ ช้อนตัวเธอเดินเข้าห้องนอน วางร่างบางลงบนเตียงกว้างให้เธอได้นอนพักสบายๆ ส่วนผมพาตัวเองไปหาผ้าขนหนูชุบน้ำแล้วออกมาหย่อนตัวนั่งลงข้างๆ ค่อยๆ เช็ดผิวสีชมพูอย่างทะนุถนอมจนทั่วไม่เหลือความเหนียวเหนอะหนะให้เธอรู้สึกไม่สบายตัว ก่อนจะกลับไปจัดการตัวเองในห้องน้ำบ้างแล้วกลับออกมาล้มตัวนอนลงข้างๆ ดึงเอวบางเข้ามานอนหนุนแขนในอ้อมกอดหลับตาลงตามเธอเข้าไปในความฝัน"..."จนกระทั่งแผงอกสัมผัสได้ถึงอุณหภูมิอันร้อนระอุที่ค่อยๆ สูงขึ้นปลุกให้ผมลืมตาตื่นขึ้นมาในช่วงสาย เวลานี้ผิวขาวอมชมพูของคนในอ้อมกอดเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำคิ้วเรียวเล็กผูกกันเป็นปมแน่นราวกับกำลังฝันร้ายอย่างไรอย่างนั้น ให้ผมต้องรีบลุกไปหาอุปกรณ์เช็ดตัวและเจลลดไข้มาวางบนหน้าผากมนด้วยความร้อนใจ คอยเช็ดตัวไม่ห่างให้อุณหภูมิที่สูงค่อยๆ ลดจนเย็นลง ให้คิ้วที่ผูกเป็นโบว์ค่อยๆ คลายออกปมออกให้ผมรู้สึกโล่งใจที่เธอต้องนอนซมอย่างนี้ ส่วนหนึ่งก็มาจากผม
"อื้อ..."บทลงโทษเริ่มขึ้นทันทีทั้งที่ประตูห้องยังไม่ทันปิดลงสนิท มือใหญ่ก็คว้าคอระหงส์เข้ามารับการลงโทษบทแรกที่เธอจะได้รับในคืนนี้โทษฐานที่กล้าพูดจาไม่เข้าหูเพียงเพราะอยากจะแกล้งให้ผมหัวร้อนและเธอทำสำเร็จ อยากจะแกล้งกันอย่างไรก็ได้ผมไม่ว่า แต่การบอกว่ามีคนอื่นเพียงแค่ได้ยินสั้นๆ สมองของผมก็แทบระเบิด ยังดีที่รู้จักยอมรับผิด แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าโทษของเธอจะลดน้อยลงไป ทำผิดคือทำผิด ทำผิดก็ต้องได้รับการลงโทษจะได้ไ่ม่มีครั้งที่สองหรือครั้งต่อไปเกิดขึ้นสัมผัสรุนแรงในคราแรกเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความนุ่มนวลที่ผมอยากชวนให้เธอลุ่มหลงไปพร้อมกัน ปากได้รูปละเมียดชิมกลีบปากบางซ้ำๆ แอบขบกัดเบาเบาสลับกันไปมาอยากจัดการต้นเหตุที่กล้าอวดเก่งทำให้อารมณ์ของผมขุ่นมัวได้ขนาดนี้ ร่างเล็กถูกต้อนให้ถอยร่นจากหน้าชั้นวางรองเท้าไปตามโถงทางเดินสั้นๆ โดยที่ริมฝีปากของผมและเธอยังไม่ผละออกจากกัน เป็นผมที่ไม่ยอมปล่อยแม้เสียงเล็กจะคอยร้องประท้วงเพื่อขออากาศหายใจ ทุกเคลื่อนไหวที่ขยับเต็มไปด้วยความเอาแต่ใจคอยกวาดต้อนพาสองขาเรียวอ่อนระทวยจนแผ่นหลังบางสัมผัสกับความนุ่มของโซฟาในห้องนั่งเล่น แรงกดจูบเพิ่มระดับความโหยหาจ







