LOGINเช้าวันต่อมา ขณะที่ซูเจินจูกำลังจะออกไปร้านผ้า อิงชุ่ยก็ได้มาขวางหน้านางไว้
“คุณหนูใหญ่ให้บ่าวมาเชิญคุณหนูสี่ไปชมดอกเหมยที่หมู่บ้านจั๋วมู่ด้วยกันเจ้าค่ะ” อิงชุ่ยพูดจาอ่อนหวานมีความเคารพต่อซูเจินจู เมื่อเช้าอิงเถาได้ออกไปจ้างอันธพาลไว้แล้ว นางต้องพาคุณหนูสี่ไปด้วยกันให้สำเร็จ
“ข้าไม่ไป” ซูเจินจูไม่ได้สนใจอิงชุ่ย นางเดินออกไปทันที อิงชุ่ยที่ไม่คิดว่าจะถูกปฏิเสธยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นอ้าปากพะงาบๆเหมือนจะพูดแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา
ทุกๆสองวันซูหนี่ย์จะต้องให้อิงชุ่ยมาชวนนางออกไปข้างนอก ทุกครั้งซูเจินจูจะปฏิเสธกลับไป แต่ครั้งนี้ เป็นฮูหยินรองที่มาชวนนางออกไปเดินตลาด ซูเจินจูเพียงให้เงินนางไปสิบตำลึง และด้วยเห็นแก่เงินสิบตำลึง ฮูหยินรองมี่ซิ่นจึงไม่ได้รบเร้าเจินจูต่อและออกไปอย่างสบายใจ
“ท่านน้า เจินจูเออร์ละเจ้าคะ ข้าสั่งบ่าวไพร่ให้ไปจองเหลาอาหารตือฟ่างกว่างไว้แล้ว จะได้ให้เจินจูเออร์ได้ลองชิมอาหารข้างนอกบ้าง” ซูหนี่ย์ทำน้ำเสียงอ่อนหวานพุดคุยกับฮูหยินรองที่เดินออกมาจากเรือนของซูเจินจู เหอะ ให้แม่เจ้าไปเชิญด้วยตัวเอง ถ้าเจ้ายังไม่มา ต่อไปข้าจะเรียกเจ้าว่านังอกตัญญู
“คุณหนูใหญ่ เจินจูเออร์ต้องไปช่วยนายท่านดูแลร้านผ้า เห็นที่ว่าจะไปกับท่านไม่ได้แล้ว ถ้าอย่างไร ให้ข้าไปเป็นเพื่อนท่านแทนดีหรือไม่เจ้าคะ” ฮูหยินรองยกยิ้มอ่อนหวาน คิดว่านางไม่รู้หรือว่าคุณหนูใหญ่คิดจะใช้เจินจูเออร์เป็นสะพานเข้าใกล้คุณชายหลิน แต่เดิมนางคิดว่าจะมาแค่ปติเสธแต่นางเองก็ไม่เคยกินอาหารเหลา ดังนั้นนางจึงอาสาไปแทนเจินจู
“เหอะ ข้าไม่ไปแล้ว” ซูหนี่ยหงุดหงิดจนไม่สามารถรักษามารยาทได้อีกต่อไป นังจิ้งจอก นังแพศยา ข้าวางอุบายมากมายเจ้ากลับไปตกลงสักที จะให้ข้าอกแตกตายใช่หรือไม่
“อ่อ” เหอะ ไม่ไปก็ไม่ไปสิ นังเด็กไร้มารยาท ฮูหยินรองเองก็ไม่ได้คิดว่าจะต้องรักษามารยาท นางจึงเดินกลับไปโดยไม่กล่าวลาใดๆ
ซูหนี่ย์ที่กำลังหงุดหงิดก็ตรงไปที่ยังเรือนของซูเม่ย
“เม่ยเอ๋อร์ เจ้าต้องช่วยข้า ข้าคิดจนหัวแทบแตกแล้วก็คิดไม่ออก เหตุใดนังเจินจูมันถึงได้รอดเงื้อมมือข้าไปทุกครั้ง”
“เหตุใดพี่ใหญ่จึงต้องลงมือกับนางละเจ้าคะ”
“หากไม่ลงมือกับนาง จะให้ข้าลงมือกับเจ้าหรืออย่างไร”
“พี่ใหญ่ ท่านก็เห็นว่านางไม่เคยหาเรื่องพวกเรา ตั้งแต่เด็กนางเพียงอยู่ของนางเงียบๆในเรือนหลังสุดท้ายติดกับเรือนคนใช้ เมื่อเติบโตขึ้นทุกวันนางออกไปทำงานที่ร้านผ้าเพราะอาเหวินของพวกเราต้องการศึกษาเล่าเรียนสอบเป็นขุนนางไม่ใช่หรือเจ้าคะ”
“ท่านลุงฝูก็อยู่ไม่ใช่หรือ เหตุใดเจ้าถึงยกความดีไปให้มันเช่นนี้ แม่ของมันกินอยู่ในเรือนเปลืองข้าวเปลืองน้ำเท่าไหร่ มันทำงานแค่นี้มีอะไรไม่สมควร”
“พี่ใหญ่โกรธนางเพราะเรื่องของคุณชายหลินหรือเจ้าคะ”
“ใช่ นังแพศยา มันกล้าวางอุบายใส่คุณชายหลินของข้า ข้าไม่มีทางยอมให้มันได้ขึ้นไปชูคอบนเตียงคุณชายหลินแน่”
“ใจบุรุษสุดลึกเกินหยั่ง ต่อให้ไม่มีอาจู ก็ไม่ใช่ว่าคุณชายหลินจะไม่หมายปองใคร ข้าว่าท่านหันกลับมาทำดีกับคุณชายหลินให้มากขึ้นดีกว่าเจ้าค่ะ อย่าได้วางอุบายใส่อาจูเลย บุรุษล้วนพึงใจต่อสตรีจิตใจดี ขอเพียงท่านพี่กุมใจของคุณชายหลินได้ ก็ไม่ต้องระแวงเหล่าสตรีพวกนั้นแล้วนะเจ้าคะ” ซูเม่ยรินน้ำชาให้ซูหนี่ย์ก่อนจะปลอบให้นางใจเย็นลง
“เจ้าก็เป็นเช่นนี้ เหตุใดถึงได้ใจเย็นนัก”
“เหตุใดพี่ใหญ่ถึงใจร้อน ทำให้นางตื่นกลัวจนไม่กล้าเข้ามาตกอุบายของท่านละเจ้าคะ ข้าว่าพี่ใหญ่ใจเย็นเสียหน่อย ทำดีกับนางให้มากขึ้น นอกจากคุณชายหลินจะเห็นว่าท่านเป็นสตรีที่มีจิตใจกว้างขวางแล้ว จะชวนนางออกไปไหนก็ง่ายขึ้นไม่ใช่หรอเจ้าคะ”
ซูหนี่ย์มองหน้าน้องสาวของตนอย่างชั่งใจ นางไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วน้องสาวของนางคนนี้คิดสิ่งใดกันแน่ วาจาหวานลึกล้ำคล้ายจะมีความอาทรต่อทุกผู้ทุกคน แต่คำพูดที่ดูเหมือนหวังดีและไม่เคยปองร้ายผู้ใดกลับมีความหมายแอบแฝงอุบายทำร้ายผู้อื่นอย่างแนบเนียนอยู่เสมอ
“ช่างเถอะ หากเจ้ามีวิธีดีๆก็ให้เหลียนฮัวบ่าวของเจ้าไปบอกข้าแล้วกัน ข้าขอตัว”
“น้องไม่ส่งพี่ใหญ่นะเจ้าคะ” ซูเม่ยมองตามซูหนี่ย์ที่เดินออกไปแล้วส่ายหน้าเล็กน้อย เหตุใดหญิงโง่ผู้นี้ถึงได้เกิดมาเป็นพี่สาวของนางกันนะ แสดงความรู้สึกทุกอย่างออกมาอย่างโจ่งแจ้งเช่นนี้ ศัตรูไม่มีทางพ่าย บุรุษล้วนยิ่งถอยห่าง อีกทั้งบุรุษมากมายไม่ได้มีแค่หลินเฮงฉวน หากต้องรอให้ซูหนี่ย์สมหวังแต่งงานก่อนตามธรรมเนียม ไม่รู้ว่านางต้องรออีกกี่ปี กว่าจะมีขบวนสินสอดส่งมาหน้าบ้าน ถึงเวลานั้นบุรุษดีๆก็คงไม่เหลือแล้ว
..
ครบกำหนดสิบวัน ซูเจินจูเข้าไปรับอุปกรณ์ที่นางสั่งทำที่โรงหลอมเหล็ก
“ท่านอา ข้ามารับของที่สั่งทำไว้เจ้าค่ะ”
“อ่อ เสร็จแล้วๆ เจ้าลองดูก่อนว่าใช้ได้หรือไม่”
“โอ้โห ยิ่งกว่าใช้ได้อีกเจ้าค่ะ ฝีมือท่านอาดีมากจริงๆ”
“ฮ่าๆ งานที่เจ้าสั่งทำยากจริงๆ แต่ไม่ยากเกินฝีมือข้า หากต่อไปมีงานอะไรก็มาสั่งทำที่ข้านี่แหละ ฝีมือข้าดีที่สุดในอำเภอแล้ว”
“...” อืมม ท่านอา ท่านช่างถ่อมตัวเหลือเกิน
...
ดวงอาทิตย์ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าในยามเช้าของต้นฤดูวสันต์ หิมะเริ่มตกโปรยปรายความหนาวเย็นแทรกซึมลงไปสุดขั้วหัวใจ ฤดูหนาวเช่นนี้เสื้อคลุมขนสัตว์ในร้านผ้าซูเตี้ยนจะขายดีมากเป็นพิเศษทำให้ซูเจินจูต้องออกไปช่วยที่ร้านผ้าซูเตี้ยนทุกวัน และซูเจินจูก็เป็นเพียงคนเดียวเท่านั้นที่เต็มใจจะออกจากบ้านในช่วงเวลานี้
หลังจากรวบรวมของที่ต้องใช้ในการเขียนผ้าแล้วซูเจินจูก็ให้หลงจู๊นำผ้ามีตำหนิมาให้นางสองพับ ซูเจินจูนำรังผึ้งมาแยกไขผึ้งออกใส่ลงไปในอุปกรณ์ที่สั่งทำมาในปลายด้านถ้วยชา ลนไฟจนไขผึ้งละลายไหลออกตามรูกลวงจนถึงปลายอีกด้าน ใช้เขียนเป็นขอบของลายเพื่อไม่ให้สีที่วาดลงไป ไหลไปในทิศทางที่ไม่ต้องการ สีที่ใช้ก็เป็นสีที่มาจากการนำดอกไม้สีต่างๆไปคั้นผสมสุราเล็กน้อย ผ่านมาหนึ่งเดือน สี่เสวี่ยวาดลายดอกเหมยได้สวยงามราวกับยกดอกเหมยของจริงลงมาวางบนผ้าเลยทีเดียว แต่การวาดลายผ้านี้เจินจูไม่ได้ใช้ผ้าทั้งพับเนื่องจากนางไม่ต้องการให้คนในบ้านเห็น
เมื่อทุกอย่างเตรียมพร้อมไว้ทั้งหมด ซูเจินจูจึงอยากซื้อบ้านสำหรับทำเป็นลานวาดลายผ้า บ้านในอำเภอมีราคาแพงเกินที่นางจะสามารถซื้อได้ในตอนนี้ บ้านในตำบลถือเป็นตัวเลือกที่ดีแต่บ้านที่มีลานบ้านกว้างเพียงพอต่อการตากผ้าที่ยาวหนึ่งพับ ราคาก็ยังแพงถึงสองพันตำลึง บ้านในหมู่บ้านชนบทจึงเป็นตัวเลือกเดียวที่นางมี แต่คงต้องรอให้หิมะหยุดตกเสียก่อนนางถึงจะออกจากอำเภอได้
ขณะที่ซูเจินจูใช้ชีวิตแต่ละวันอยู่ที่ร้านผ้าอย่างมีความสุข ซูหนี่ย์กลับไม่เคยเลิกวางอุบายใส่นางแม้เพียงสักวัน ในตอนนี้ซูหนี่ย์ถึงขนาดเลี้ยงอันธพาลไว้ด้านนอกเพียงเพื่อรอให้นางเผลอจะได้จัดการนางได้ทันที แต่ไม่ว่าจะชวนนางออกไปไหนนางก็ไม่ไป ให้อัทธพาลไปดักฉุดบางคนก็โดนนางตีกับมา บางคนได้เงินจากซูหนี่ย์แล้วกลับหายไปเฉยๆ ตอนนี้ซูหนี่ย์แทบหมดตัวเพราะเลี้ยงอันธพาลที่ไม่รู้จักพอพวกนี้เอาไว้
“คุณหนูใหญ่ ท่านยังเข้าไปหาฮูหยินไม่ได้นะเจ้าคะ ด้านในฮูหยินคุยกับแม่สื่ออยู่เจ้าค่ะ” สาวใช้ของฮูหยินใหญ่รีบเข้ามาขวางซูหนี่ย์ที่กำลังจะเดินเข้าไปในห้องโถง
“อ่อ เช่นนั้นก็ช่างเถอะ หากท่านแม่รับแขกเสร็จแล้วก็ส่งคนไปบอกข้า ข้ามีเรื่องจะคุยกับท่านแม่”
“บ่าวจะเรียนฮูหยินให้เจ้าค่ะ”
เมื่อกลับมาถึงห้อง ซูหนี่ย์บ่นด้วยเสียงกึ่งรำคาญกึ่งภูมิใจ
“เชอะ นอกจากคุณชายหลิน มีคนคู่ควรกับข้าด้วยหรือไง ทำไมยังกล้าส่งแม่สื่อมาทุกวันแบบนี้” ซูหนี่ย์ยังคงปฏิเสธแม่สื่อทุกครั้ง แม้หัวใจของนางจะมีเพียงหลินเฮงฉวน แต่การที่มีแม่สื่อมาทุกวันก็ทำให้นางรู้สึกดีไม่น้อย
“คุณหนูของบ่าวงดงามถึงเพียงนี้ จะมีใครหักห้ามใจไม่ให้ทาบทามแม่สื่อมาสู่ขอได้หรือเจ้าคะ” อิงเถากล่าวอย่างประจบประแจง ก่อนจะหันไปบอกให้อิงชุ่ยไปสืบความว่าเป็นตระกูลไหนที่ส่งแม่สื่อมาทาบทามคุณหนูของนาง
ผ่านไปไม่ถึงหนึ่งเค่อ อิงชุ่ยก็วิ่งกลับมาแจ้งข่าวแก่คุณหนูใหญ่
ฮูหยินผู้เฒ่าหยางที่ได้ยินว่าผู้ครองแคว้นเสด็จก็ทิ้งเรื่องรบกวนจิตใจลุกขึ้นเดินนำเหล่าหญิงสาวมายังโถงกลางเพื่อเข้าเฝ้าผู้ครองแคว้นคนใหม่อย่างหน้าชื่นตาบาน ดูเอาเถอะ แม้แต่งานแต่งของเหล่าองค์ชาย ผู้ครองแคว้นยังไม่ไปเสียด้วยซ้ำ แต่กับตระกูลหยางของนางได้รับเกียรตินี้ช่างเป็นหน้าเป็นตาให้ตระกูลหยางของนางจริงๆ“ถวายบังคม ฝ่ายบาท!!”“ลุกขึ้น ลุกขึ้น ทำตัวกันตามสบายเถอะ ท่านปู่หยาง ท่านย่าหยาง ลุกขึ้นๆ วันนี้ข้าเพียงนำของขวัญมามอบให้เท่านั้น แต่เห็นทีว่าข้าจะมาช้าไปเสียหน่อยจึงไม่ได้เจอเจ้าสาวของท่านแม่ทัพหยางเสียแล้ว”“เป็นกระหม่อมจัดงานเร็วเกินไปเองพ่ะย่ะค่ะ ไม่คิดว่าการเดินทางจะเร็วกว่าที่คาดเอาไว้มาก”“เช่นนั้นเอาไว้ว่างๆก็พาฮูหยินของเจ้าไปพูดคุยกับพระชายาของข้าในวังแล้วกัน” ผู้ครองแคว้นที่มาถึงงานช้าได้แต่เสียดายที่ไม่ได้เจอซูเจินจูด้วยตนเอง นึกย้อนไปแล้วยังคิดเสียดายหากไม่เข้าใจผิดว่าแม่นางเฟยอวี่คือดวู๋เยี่ยฮวาและรู้ว่าผู้ที่นามดวู๋เยี่ยฮวาคือคุณหนูซู เขาคงรีบรับตัวนางเข้าไปเป็นสนมของเขาเสียตั้งนานแล้ว แต่ช่างเถอะนางแต่งให้แม่ทัพหยางก็ยังเป็นของเขาอยู่ดี ดีเสียอีกที่หากวันนึงนางเกิดผิ
ขณะเดียวกัน งานเลี้ยงในจวนตระกูลหยางก็ถูกแบ่งเป็นสองฝั่ง ฝั่งหนึ่งอยู่ในโถงกลางสำหรับบุรุษ และอีกฝั่งสำหรับสตรีคือฝั่งศาลาในสวนเหล่าบุรุษล้วนเคารพนายท่านผู้เฒ่าหยางในฐานะทายาทของสหายร่วมรบและก่อตั้งแคว้นหนานของผู้ครองแคว้นคนแรก ร่วมถึงการช่วยเหลือให้ผู้ครองแคว้นคนปัจจุบันขึ้นครองแคว้นได้ยิ่งทำให้ขุนนางมากมายไม่กล้ามองข้ามอำนาจของตระกูลหยางสุราคารวะที่นอกเหนือจากคารวะนายท่านผู้เฒ่าหยางยังถูกยกคารวะเจ้าบ่าวไม่ขาดสาย การสนทนาของเหล่าบุรุษหนีไม่พ้นเรื่องบ้านเมืองและแนะนำบุตรชายที่ติดตามมาด้วยเพื่อฝากฝังทำความรู้จักไว้เป็นเส้นสายในภายภาคหน้าสิ่งที่ดูแปลกขึ้นมากกว่าที่ควรจะเป็นคือบางคนกลับสนใจชุดของหยางหย่งเจิ้งจนได้รู้ว่าต่อไปผ้าชนิดนี้จะมีขายที่ร้านผ้าซูเตี้ยนที่เป็นตระกูลเดิมของเจ้าสาวที่มาของเจ้าสาวที่เป็นเพียงบุตรีของฮูหยินรองอีกทั้งบ้านเดิมเป็นเพียงตระกูลการค้าไม่ถูกพูดถึงในคราแรกอันนับว่าเป็นการให้เกียรติแก่ตระกูลหยางมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่เมื่อเป็นตระกูลการค้าที่ค้าขายผ้าชื่อดังอีกทั้งยังมีสัญญาค้าขายกับวังหลวงย่อมแตกต่างออกไป หยางหย่งเจิ้งที่รู้ตื้นลึกหนาบางย่อมไม่ต้องการให
ยามเมื่อขบวนเจ้าสาวเดินทางมาถึงหน้าจวนตระกูลหยาง เสียงโห่ร้องต้องรับและเสียงประทัดก็ดังขึ้น หยางหย่งเจิ้งรีบลงจากม้ามาประคองซูเจินจูที่ยังสวมผ้าคลุมหน้าเอาไว้ลงจากเกี้ยวชุดผ้าไหมหยกสีแดงสดทับด้วยชุดไหมโปร่งลายเป็ดยวนยางที่ปักด้วยไหมบ่มกลิ่นหอมหมื่นลี้ปรากฏแก่สายตาหญิงสาวที่ติดตามขบวนเจ้าสาวมาอย่างชัดเจน เสียงชื่นชมความงามของชุดเจ้าสาวทำให้สี่เสวี่ยที่เพิ่งลงจากรถม้ายิ้มไม่หุบ ประตูหน้าจวนมีกองไฟหนึ่งกองสำหรับให้เจ้าสาวก้าวผ่าน กองไฟที่ว่าเป็นเพียงก้อนถ่านว่าวางเรียงเอาไว้ให้เจ้าสาวก้าวผ่านถือเป็นการก้าวผ่านสิ่งอัปมงคลต่างๆก่อนเข้าจวนสี่เสวี่ยและเสี่ยวเหลียนที่ติดตามมารับหน้าที่แจงเงินพวงแปดสิบแปดอีแปะแก่บ่าวไพร่ที่มายืนรอต้อนรับรวมไปถึงทหารที่ยืนอยู่บริเวณรอบจวนด้วยจวนตระกูลหยางเป็นเรือนขนาดใหญ่ ยามที่ซูเจินจูเดินผ่านประตูจวนเข้ามาแล้ว กองไฟจะถูกเก็บออกเพื่อให้ขบวนรถม้าได้นำสินเดิมและสินสอดของบ่าวสาวเข้าเรือนการอวดสินสอดไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับตระกูลพ่อค้าเท่านั้น ฮูหยินผู้เฒ่าหยางมีคำสั่งให้วางเรียนสินสอดและสินเดิมเอาไว้ที่ลานหินของจวนตระกูลหยาง หนึ่งคือแสดงให้ขุนนางชั้นสูงที่มาไ
ฮูหยินรองมี่ซิ่นเดินมายังเรือนของซูเจินจูด้วยความร้อนใจจนร้องไห้ออกมา นี่มันอะไรกัน งานแต่งงานที่ไหนกันที่เจ้าสาวไม่ได้สวมชุดเจ้าสาว ตระกูลหยางอะไรกันเหตุใดจึงรังแกบุตรสาวนางเช่นนี้แต่สิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าไม่ใช่สิ่งที่นางคิด ซูเจินจูที่แต่งชุดเจ้าสาวเสร็จเรียบร้อยยืนอยู่กลางห้อง มี่ซิ่นมองบุตรสาวตรงหน้าอย่างประหลาดใจ ตอนนี้นางเริ่มไม่แน่ใจเสียแล้วว่าหญิงสาวตรงหน้าใช่บุตรสาวของนางจริงหรือไม่ ความเด็ดเดี่ยวและมั่นคงที่บุตรสาวของนางไม่เคยมีกลับสะท้อนออกมาจากทั้งใบหน้าและแววตา หรือเทพองค์ใดให้พรความกล้าหาญแก่อาจูมาเป็นการแลกเปลี่ยนที่นางเสียสละตนเองออกไปทำการค้าแลกกับที่ยืนในบ้านตระกูลซูของมารดากัน“อาจู ข้านึกว่าตระกูลหยางยังไม่ส่งชุดแต่งงานมาให้เจ้าเสียอีก”“ท่านเลยเดินร้องไห้เข้ามาหาข้าหรือเจ้าคะ ท่านแม่ ชุดแต่งงานจากตระกูลหยางยังมาไม่ถึงเจ้าค่ะ ชุดนี้สี่เสวี่ยเป็นคนตัดเย็บให้ข้า ข้าเห็นว่าหากรอชุดนานไปกว่านี้คงทำให้เสียฤกษ์ได้ตระกูลหยางเองก็คงคิดแบบเดียวกัน ในเมื่อฤกษ์ยามสำคัญข้าจึงใส่ชุดนี้แทนเจ้าค่ะ”“ดีแล้วอาจู เจ้าทำถูกแล้ว ฤกษ์ยามมงคลล้วนสำคัญมาก เสี่ยวเหลียนเอาผ้าแดงกับเครื่อ
เมื่อถึงวันงานเสียงคนงานในบ้านซูลุกขึ้นมาจัดเตรียมงานกันตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง ฮูหยินรองมี่ซิ่นส่งอู๋เหมยมาปลุกสี่เสวี่ยและเสี่ยวเหลียนให้พาซูเจินจูลุกขึ้นไปอาบน้ำ เพียงไม่นานหลังจากนั้นฮูหยินรองมี่ซิ่นก็เดินเข้าเรือนของซูเจินจูมาพร้อมหญิงสาววัยกลางคนหนึ่งคน“อาจู ข้าพาสี่เหนียงมาหวีผมให้เจ้า พวกเจ้าแกะผมอาจูออกเดี๋ยวนี วันสำคัญให้พวกเจ้าหวีกันเองได้รึ แกะออกให้หมดเชียว”สี่เหนียงที่ฮูหยินรองมี่ซิ่นพามาคือสตรีที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้มีวาสนาครบ อันได้แก่ในบ้านพ่อแม่ยังอยู่ สามีภรรยารักใคร่ มีทั้งลูกชายลูกสาว พี่น้องปรองดองกลมเกลียวโดยให้นางมาเป็นผู้กวาดเกี้ยว จุดธูปในเกี้ยวและวางกระจกในเกี้ยวสำหรับฮูหยินรองมี่ซิ่นที่ต้องเป็นผู้เกล้าผมให้บุตรสาวกลับไม่ได้มีหน้าตามากพอที่จะเป็นเกียรติให้แก่ตระกูลหยางได้ อย่างน้อยตำแหน่งฮูหยินรองอันต้อยต่ำนี้ก็ได้แต่หลีกทางให้สี่เหนียงผู้มีวาสนาพร้อมเกล้าผมให้ซูเจินจูด้วยหวังเพียงให้บุตรสาวได้กลายเป็นผู้มีวาสนาพร้อมเฉกเช่นเดียวกันกับสี่เหนียงเท่านั้นเมื่อเกล้าผมเสร็จสิ้น ฮูหยินรองมี่ซิ่นก็พาสี่เหนียงออกจากห้องไปเพราะซูเจินจูจำเป็นต้องรอชุดแต่งงานจากตระกูลซูดัง
ข่าวสำคัญอีกข่าวหนึ่งที่จะลืมไม่ได้คือเรื่องเกี่ยวกับฮูหยินผู้เฒ่าหยางและร้านตัดเย็บชุดแต่งงานของคุณหนู“เถ้าแก่เนี้ย พวกเราจะใช้ผ้าพวกนี้ตัดเย็บชุดเจ้าสาวให้ว่าที่ฮูหยินของท่านแม่ทัพหยางจริงๆหรือเจ้าคะ ข้าว่ามันจะเสียชื่อร้านของท่านเสียเปล่าๆ”“จะให้ข้าขัดคำสั่งฮูหยินผู้เฒ่าหรืออย่างไรเล่า ไม่ใช่แค่ฮูหยินผู้เฒ่านะแม้แต่คุณหนูรองลี่ก็เห็นดีเห็นงามด้วย”“คุณหนูลี่ผู้นี้ไม่ใช่ว่าถูกจับไปสอบสวนเรื่องกบฏด้วยหรือเจ้าคะ”“ใช่ที่ไหน คนที่ถูกจับไปคือคุณหนูสามลี่รุ่ยเซียงที่ให้ที่หลบซ่อนแก่พระชายาขององค์ชายหกต่างหาก”“หากเป็นชาวบ้านอย่างเราๆ ให้ที่หลบหนีนักโทษกบฏคงไม่พ้นโทษตาย นี่ไม่เพียงรอดชีวิตแม้แต่โทษสักนิดยังไม่มีนะเจ้าคะ”“เพราะเช่นนั้น เจ้ายังจะให้ข้าขัดคำสั่งพวกนางอีกรึ เอาเถอะถึงผ้าจะหยาบแต่เย็บให้ดีเสียหน่อยก็คงไม่เป็นไร อีกอย่างคุณหนูสี่ซูก็มาจากในอำเภออีกทั้งตระกูลของนางยังเป็นแค่ตระกูลการค้าถึงนางจะไม่พอใจก็คงไม่กล้าพูดอะไรหรอก”“คงไม่กล้าไม่พอใจเสียด้วยซ้ำเจ้าค่ะ ได้แต่งเข้าตระกูลหยางก็เป็นวาสนาของนางแล้ว หากกล้าไม่พอใจจนท่านแม่ทัพหยางระอานางเองนั่นแหละที่จะถูกทิ้งไว้เป็นเพียงไม้
คราแรกสี่เสวี่ยไม่ต้องการให้คุณหนูเลือกทาสที่ดูน่ากลัวผู้นี้ แต่คัดค้านความต้องการของคุณหนูไม่ได้ เมื่อฟังพ่อค้าทาสแล้วก็เบาใจขึ้นหลังจากจ่ายเงินสามสิบตำลึง สี่เสวี่ยไปซื้อรังผึ้งจากร้านชำบ้านไฉและพาเยว่ชิงออ
เมื่อถึงบ้านชนบท ซูเจินจูเข้าไปทำลายผ้าทันที สี่เสวี่ยจัดการบอกกล่าวกฎระเบียบในบ้านให้ซินซียงทาสที่ซื้อมาใหม่ฟัง เมื่อเห็นว่าหลิวหยางและจางหมิ่นออกไปอยู่ที่เรือนชั้นนอกแล้ว ก็ให้ซินเซียงเข้าไปพักอยู่ห้องเดิมของทั้งสองคนก่อน ตรวจดูความเรียบร้อยในบ้านแล
หลังจากขึ้นรถม้ามา สี่เสวี่ยก็อดที่จะพูดพึมพำใส่ซูเจินจูได้ไม่“เข็มเงินร้านข้างนอกชุดละหกตำลึงเท่านั้นนะเจ้าคะคุณหนู”“ข้ารู้ แต่คุณภาพต่างกันมากนัก เข็มเงินของท่านอาฮุ่ยซิ่วทั้งตรง กลม และแหลมในข
“พวกท่านให้บ่าวไปตามข้า มีอะไรหรือเจ้าคะ” ซูเจินจูเบื่อที่จะต้องเสแสร้งพูดจาสามส่วนเช่นนี้ นางอยากจะถามตั้งแต่ประโยคแรกที่มาถึงแล้วว่าเรียกนางมาทำไม นางไม่เข้าใจเหตุใดวาจาสามส่วนพูดอ้อมเจ็ดส่วนพวกนี้ถึงได้เป็นที่นิยมนัก“ข้า







