LOGINหลังจากขึ้นรถม้ามา สี่เสวี่ยก็อดที่จะพูดพึมพำใส่ซูเจินจูได้ไม่
“เข็มเงินร้านข้างนอกชุดละหกตำลึงเท่านั้นนะเจ้าคะคุณหนู”
“ข้ารู้ แต่คุณภาพต่างกันมากนัก เข็มเงินของท่านอาฮุ่ยซิ่วทั้งตรง กลม และแหลมในขนาดที่สมส่วน ขนาดเข็มแต่ละเล่มก็มีความสั้นยาวสูงต่ำตามที่ข้าต้องการ หากไปซื้อร้านด้านนอก วันนึงก็ต้องกลับมาสั่งทำอยู่ดี เมื่อถึงวันนั้นต้นแบบก็ไม่มี ไม่รู้จะได้เข็มเงินที่ถูกใจเช่นนี้หรือไม่”
“แต่ว่า คุณหนูใช้เงินจนจะหมดอีกแล้วนะเจ้าคะ เหลือเพียงหนึ่งร้อยสิบเอ็ดตำลึงเท่านั้น อีกทั้งกลับไปคราวนี้ยังต้องจ้างช่างเฉินมาทำสร้างห้องบ่าวไพร่ จะให้บ่าวไพร่มาอยู่ร่วมเรือนไม่ได้นะเจ้าคะ”
“ข้ารู้แล้ว อย่างไรเสียช่วงนี้พวกเราก็ไม่ได้อยู่ สร้างก่อนสองห้อง สามวันก็คงเสร็จ”
รถม้าพุ่งออกจากอำเภอเหอ แวะซื้อข้าวของจำเป็นที่ตำบลจางหนาน จ้างเกวียนเทียมวัวอีกหนึ่งคันเพื่อบรรทุกข้าวของ ก่อนมุ่งหน้าเข้าหมู่บ้านซาน
เมื่อมาถึงที่บ้านก็ให้สี่เสวี่ยบอกกล่าว ดูแล และจัดการเรื่องในบ้าน ส่วงซูเจินจูเดินไปหาหัวหน้าหมู่บ้านหวังที่เรือน
“ท่านลุงหวัง อยู่บ้านหรือไม่เจ้าคะ”
“แม่หนูเจินจูหรือ อยู่ๆ ข้าอยู่บ้าน เจ้าขนของย้ายเข้าบ้านหรือ มาๆเข้ามาข้างในก่อน”
“ข้ายังไม่ย้ายมาเจ้าค่ะ แต่พาคนมาอยู่ที่เรือนก่อน วันนี้ข้ามารบกวนลุงหวังแจ้งข่าวช่างเฉินให้หน่อยเจ้าค่ะ ข้าต้องการสร้างเรือนเพิ่ม”
“ได้ๆ พรุ่งนี้ข้าจะให้เขาเข้ามาหาเจ้า”
“ข้าต้องกลับเข้าเมืองวันนี้ ไม่สามารถอยู่รอช่างเฉินได้เจ้าค่ะ ข้าเพียงฝากลุงหวังแจ้งช่างเฉินว่า ข้าต้องการสร้างห้องบ่าวไพร่ที่เรือนชั้นนอกฝั่งขวา สิบห้าห้องเจ้าค่ะ เมื่อคราวก่อนข้าได้คุยกับช่างเฉินไว้แล้ว หากติดขัดตรงไหนให้คุยกับคนของข้าที่อยู่ที่เรือนได้เลยเจ้าค่ะ”
“เป็นเรื่องง่าย ข้าจะแจ้งเขาให้”
“นี่เป็นตั๋วเงินแปดสิบตำลึง ข้าฝากท่านให้ช่างเฉินด้วยเจ้าค่ะ”
“แม่หนู เฮ้อ ข้าน่ะอยากจะเตือนเจ้าไว้ การฝากเงินจำนวนมากถึงเพียงนี้ไว้กับผู้อื่นไม่ใช่เรื่องที่ควรทำเลย ต่อไปเรื่องเงินเรื่องทองเจ้าละเอียดมากกว่านี้หน่อยเถอะ”
“ข้าทราบเจ้าค่ะ แต่ลุงหวังดีกับข้ามาก เป็นธุระจัดการเรื่องราวให้ข้ามากมายนัก หากไม่มีท่านข้าคงซื้อที่ดินดีๆแบบนี้ไม่ได้ ไหนจะออกหน้าพาข้าไปซื้อต้นไม้ เงินทองอะไรก็ปฏิเสธข้าเสียหมด หากข้ายังคิดเล็กคิดน้อยไม่ไว้ใจท่านแม้แต่เงินจำนวนเท่านี้ ข้าคงต้องละอายใจไม่กล้าสู้หน้าใครแล้วเจ้าค่ะ”
“ฮ่าๆ แม่หนู เจ้าช่างปากหวานกับคนแก่อย่างข้า เอาเถอะๆ ข้าจะจัดการให้ ไม่ต้องเป็นห่วง”
หลังจากกลับมาจากบ้านหัวหน้าหมูบ้านหวัง สี่เสวี่ยก็มารายงานว่านางให้หลิวหยางและจางหมิ่นนอนห้องเดียวกันไปก่อน และบอกสิ่งที่ต้องทำ ต้องดูแลสิ่งใดบ้าง อาหารต่างๆอยู่ที่ใดอย่างครบถ้วน โดยเฉพาะเรื่องอาหารที่นางย้ำหนักหนาว่าคุณหนูไม่เคยหวงอาหาร นางต้องการให้ทุกคนกินให้อิ่ม อยู่กับนางไม่อนุญาตให้มีผู้ใดอดอยาก
ซูเจินจูให้หลิวหยางเตรียมม้าเพื่อกลับเข้าอำเภอ และกำชับกับทั้งสองว่า พรุ่งนี้ช่างเฉินจะมาสร้างห้องฝั่งเรือนชั้นนอก ให้กำชับช่างเฉินสร้างห้องของพวกเขาสองคนให้เสร็จภายในสามวันและอีกสามวันนางจะกลับเข้ามา
เมื่อกลับมาถึงบ้านในอำเภอเหอ ก็ได้ยินเสียงเอะอะโวยวาย และเสียงร่ำไห้ออกมาเป็นระยะๆ ซูเจินจูคาดว่าฮูหยินใหญ่มีเรื่องกับอนุลั่วเยี่ยน จึงเดินเลี่ยงโถงหน้าเดิมอ้อมสวนมาเข้าเรือนของตน แต่เมื่อเข้าเรือนมากลับเจอมารดาของนางนั่งจิบชากินขนมอยู่ในห้อง
“คารวะท่านแม่ มาที่เรือนข้ามีอันใดหรือเจ้าคะ”
“มารยาทเจ้าชักจะต่ำทรามลงทุกที ไม่เคยมีผู้ใดสอนเจ้าหรือว่าคำถามมากมายให้เก็บไว้ในใจ หากข้ามีธุระคุยกันไปสักพักข้าจะเกริ่นให้เจ้าถามเอง”
“ท่านแม่ เหตุใดต้องทำให้ยุ่งยากถึงเพียงนั้น อย่างไร เราสองคนก็เป็นบุตรีกับมารดา หากท่านมีธุระ ไม่สู้รีบพูดออกมา ข้าเป็นสิ่งที่ข้าช่วยได้ ไหนเลยจะไม่ช่วยละเจ้าคะ”
“เงินในหีบเจ้าไปไหนหมด”
“เงินของข้า ไม่ได้เก็บไว้ในหีบแล้วเจ้าค่ะ”
“แล้วเงินเจ้าเอาไปเก็บไว้ที่ใด”
“ข้าเก็บไว้อย่างดีเจ้าค่ะ”
“ข้ารู้แล้วว่าเจ้าเก็บไว้อย่างดี แต่ข้าถามเจ้าว่าเก็บไว้ที่ใด”
“ท่านแม่ต้องการเงินหรือเจ้าคะ”
“อาจู เจ้าเสียมารยาทถามข้าเช่นนี้ได้อย่างไร”
“ท่านแม่ ข้าเพียงถามเท่านั้นเจ้าค่ะ หากท่านต้องการเงิน ต่อไปนี้เงินเดือนสิบตำลึงของข้า ข้าจะยกให้ท่าน”
“เอาตามเจ้าว่าเถอะ อืม ข้าเห็นว่าในหีบมีปิ่นทองกับจดหมาย เป็นของคุณชายหลินหรือ”
“ใช่เจ้าค่ะ คุณชายหลินให้ข้ามาก่อนออกเดินทางไปเมืองหลวง”
“เช่นนั้นเจ้าก็เก็บไว้ให้ดี ต่อไปเมื่อเขามาที่บ้านเจ้าก็ปักปิ่นให้เขาดู เห็นทีว่าคุณชายหลินคงหลงเสน่ห์เจ้าเข้าแล้ว อีกหน่อยเวลาเจ้าต้องการใช้เงินก็ไปขอคุณชายหลิน เอาใจสักนิดสักหน่อย จะสิบตำลึงยี่สิบตำลึงก็คงได้มาง่ายๆ”
“ทราบแล้วเจ้าค่ะ”
“รีบยั่วยวนคุณชายหลินให้ตกเป็นของเจ้าให้ได้ ต่อไปจะร้อยตำลึงสองร้อยตำลึงหากเจ้าอยากได้คุณชายหลินก็ต้องนำมาให้เจ้า คุณชายหลินอนาคตไกลนักต่อไปเจ้าจะได้ไม่ต้องตกระกำลำบาก”
“ทราบแล้วเจ้าค่ะ”
“เจ้าพักผ่อนเถอะ ต่อไปก็ไม่ต้องไปรับเงินแล้ว ข้าจะไปรับเงินแทนเจ้าเอง”
“ทราบแล้วเจ้าค่ะ”
มี่ซิ่นที่เห็นว่าซูเจินจูช่างว่านอนสอนง่ายอีกทั้งเงินเดือนสิบตำลึงยังยกให้นางก็คร้านจะดุด่าให้มากความเดินออกจากเรือนของซูเจินจูไปอย่างอารมณ์ดี
“คุณหนู เหตุใดรับคำง่ายๆเช่นนั้นละเจ้าคะ”
“เพราะข้าเป็นลูกกตัญญูยังไงเล่า แค่คำตอบรับง่ายๆก็ทำให้ท่านแม่มีความสุขได้ แล้วยังออกจากห้องข้าไปง่ายๆไม่ซักไซ้เรื่องเงินอีกด้วย”
“แต่รับคำแล้ว ไม่ทำได้หรือเจ้าคะ”
“ได้สิ การที่ข้ารับคำหมายความว่าข้าได้รับรู้สิ่งที่นางต้องการบอกข้าแล้ว ส่วนจะทำหรือไม่ นางไม่รู้หรอก”
“บ่าวเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ คุณหนูจะให้บ่าวทำบัญชีของวันนี้เลยหรือไม่เจ้าคะ”
“เอาไว้ก่อน ข้าเหนื่อยแล้ว เจ้าไปเตรียมน้ำเถอะ”
วันถัดมา สี่เสวี่ยวิ่งเข้ามาหาซูเจินจูพูดจาติดๆขัดๆ หน้าซีดจนซูเจินจูตกใจ กว่าจะปลอบให้สงบได้ก็ใช้เวลาไปเกือบหนึ่งเค่อ
“เกิดอะไรขึ้น ค่อยๆเล่าเถอะ ร้อนรนถึงเพียงนี้ข้าฟังไม่รู้เรื่อง”
“พี่เหลียนฮัว บ่าวของคุณหนูรองถูกคนของฮูหยินตีจนตายแล้วเจ้าค่ะ ศพถูกโยนทิ้งไว้ที่สุสานไร้ญาตินอกเมือง ส่วนคุณหนูรองถูกฮูหยินสั่งกักบริเวณเจ้าค่ะ”
“ไอหย๋า ตีจนตายเลยรึ ไหนๆ เจ้าเล่าต่อสิ”
“เมื่อวานคุณหนูรองกับพี่เหลียนฮัวไปหานายน้อยไฉที่ร้านชำเจ้าค่ะ แต่คนงานบอกว่านายน้อยไฉไม่อยู่ คุณหนูรองไม่เชื่อ แต่นายน้อยไฉไม่อยู่จริงๆจึงคร้านจะห้ามนาง ปล่อยให้นางเข้าไปนั่งรอนายน้อยไฉด้านในห้อง อันที่จริงแค่นั่งรอเฉยๆก็ไม่เป็นไรหรอกเจ้าค่ะ แต่พี่เหลียนฮัวไม่รู้ว่าไปซื้อธูปราคะปลุกกำหนัดจากที่ใด นำไปจุดไว้ในห้องทำงานของนายน้อยไฉเพราะคิดว่านายน้อยไฉคงแอบอยู่ในห้อง แต่ห้องทำงานของนายน้อยไฉก็เล็กไปหน่อย ช่องประตู รูหน้าต่างก็มิได้แน่นหนา กลิ่นธูปจึงโชยออกมาที่ลานขนข้าวด้านหลัง เอ่อ แล้วก็ บังเอิญว่า นายท่านไฉถังเทียนบิดาของนายน้อยไฉตงชุนก็ทำงานอยู่ลานขนข้าวพอดีเจ้าค่ะ”
“ไอหย๋า ไอหย๋า ไอหย๋า อย่างนี้พี่รองข้าก็จะมีข่าวดีใช่หรือไม่ ใช่หรือไม่เจ้ารีบเล่าต่อสิ”
“คุณหนู บ่าวยังเล่าไม่จบ อย่าเพิ่งขัดบ่าวสิเจ้าคะ!! คือว่า เรื่องมันไม่ได้ง่ายถึงเพียงนั้นเจ้าค่ะ”
“อ๋อ เพราะเหลียนฮัวอยู่ในห้องด้วยสินะ”
“ถูกกึ่งนึงเจ้าค่ะ แต่ว่าเรื่องทั้งหมดไม่ได้เกิดในห้อง คุณหนูรองกับพี่เหลียนฮัวได้ยินเสียงคนมาจากลานขนข้าว จึงเดินออกมาดู คิดว่าเป็นนายน้อยไฉกำลังหนี แต่กลับ เจอ เอ่อ เจอนายท่านไฉ เอ่อ อยู่กับคนงานอีกสองคนเจ้าค่ะ”
“ไอหย๋า!!!!!!”
“น่าอับอายเหลือเกินเจ้าค่ะ บ่าวได้ยินว่า เอ่อ ทำเรื่องบัดสีกันกลางลานขนข้าว นายท่านไฉโกรธมาก ยังแต่งตัวไม่ทันเรียบร้อยก็ทิ้งคุณหนูรองกับพี่เหลียนฮัวที่เสื้อผ้าฉีกขาดจนหมดไว้ที่ลานขนข้าวกับคนงานเจ้าค่ะ”
“เพ้ย ถึงจะโกรธแค่ไหนก็ไม่ควรทิ้งพี่รองข้าไว้เช่นนั้น”
“ใช่ไหมล่ะเจ้าคะ สุดท้ายคุณหนูรองกับพี่เหลียนฮัวก็ต้องใส่เสื้อผ้าของคนงานกลับมาเจ้าค่ะ บ่าวได้ยินคนเฝ้าประตูเล่าว่า เสื้อผ้าที่ใส่กลับมาทั้งสกปรก ทั้งเหม็น แถมยังมีรอยช้ำสีแดงสีม่วงเต็มตัวด้วยเจ้าค่ะ ตอนเข้ามาคุณหนูรองทั้งหลบทั้งเลี่ยงเจอบ่าวคนไหนก็ขู่บ่าวคนนั้นว่าห้ามนำเรื่องนี้ไปบอกใคร แต่ตอนเย็นฮูหยินไฉก็มาเป็นแม่สื่อสู่ขอคุณหนูรองให้คนงาน เรื่องเลยรู้ถึงหูฮูหยินเจ้าค่ะ
“ไอหย๋า สู่ขอพี่รองข้าไปให้คนงาน ฮูหยินไฉช่างหน้าใหญ่เสียจริง”
“หน้าใหญ่จริงๆด้วยเจ้าค่ะ อย่างไรซะคุณหนูรองก็ยังเป็นถึงคุณหนูตระกูลซู การค้าของตระกูลซูก็กว้างขวางกว่าบ้านไฉมาก ทำแบบนี้ตั้งใจฉีกหน้าตระกูลซูของคุณหนูชัดๆ”
“มิน่า เมื่อวานท่านแม่ข้าจึงดูเหมือนคนเพิ่งดูงิ้วจบ ที่แท้มีงิ้วโรงใหญ่นี่เอง เจ้าเองก็ไม่ต้องสนใจเรื่องนี้มาก หากเจ้าสนใจมากไปคนจะโยงไปถึงเรื่องที่ไฉตงชุนเคยส่งแม่สื่อมาสู่ขอข้า ข้าไม่อยากเป็นนักแสดงงิ้ว”
“บ่าวทราบแล้วเจ้าค่ะ”
...
เมื่อครบกำหนดสามวัน ซูเจินจูเข้าไปบอกฮูหยินว่าตนจะไปทำการค้าต่างเมือง แต่ฮูหยินซูปิดประตูไม่รับแขก จึงเพียงบอกสาวใช้เข้าไปบอกให้
ซูเจินจูเข้าไปรับเข็มเงินที่โรงเหล็กอู่จินชาง และไปที่ตลาดค้าทาสอีกครั้ง ครั้งนี้ซูเจินจูซื้อทาสหญิงรับใช้ที่ทำกับข้าวได้หนึ่งคน เมื่อรับคน จ่ายเงินเรียบร้อยก็เช่ารถม้าเพื่อตรงไปยังหมู่บ้านซานทันที
..
“หมดแล้ว คราวนี้หมดจริงๆแล้วเจ้าค่ะคุณหนู”
“อะไรหมด เจ้าบ่นอะไรนะ ตั้งแต่ขึ้นรถมาเจ้ายังบ่นไม่หยุดเลย”
“ก็เงินหมดแล้วไงเจ้าค่ะ คุณหนู เหลือเงินเพียงสิบสี่ตำลึงเองนะเจ้าคะ”
“ข้าให้เจ้านำปิ่นทองดอกเหมยไปขาย เจ้าทำอิดออดไม่ยอมไปจนข้าหมดตัวแล้ว” ซูเจินจูพูดไปขำไป ที่เห็นหน้าสี่เสวี่ยทำหน้าเจ็บปวด
“โถ่คุณหนู ของที่คุณชายหลินให้มา ขายไม่ได้นะเจ้าคะ”
“เอาล่ะๆ เจ้าไม่ต้องทำหน้าเช่นนั้นแล้ว คราวนี้เจ้าวาดผ้าให้ข้าสักสามพับข้าก็จะมีเงินแล้วไม่ใช่หรือ”
ฮูหยินผู้เฒ่าหยางที่ได้ยินว่าผู้ครองแคว้นเสด็จก็ทิ้งเรื่องรบกวนจิตใจลุกขึ้นเดินนำเหล่าหญิงสาวมายังโถงกลางเพื่อเข้าเฝ้าผู้ครองแคว้นคนใหม่อย่างหน้าชื่นตาบาน ดูเอาเถอะ แม้แต่งานแต่งของเหล่าองค์ชาย ผู้ครองแคว้นยังไม่ไปเสียด้วยซ้ำ แต่กับตระกูลหยางของนางได้รับเกียรตินี้ช่างเป็นหน้าเป็นตาให้ตระกูลหยางของนางจริงๆ“ถวายบังคม ฝ่ายบาท!!”“ลุกขึ้น ลุกขึ้น ทำตัวกันตามสบายเถอะ ท่านปู่หยาง ท่านย่าหยาง ลุกขึ้นๆ วันนี้ข้าเพียงนำของขวัญมามอบให้เท่านั้น แต่เห็นทีว่าข้าจะมาช้าไปเสียหน่อยจึงไม่ได้เจอเจ้าสาวของท่านแม่ทัพหยางเสียแล้ว”“เป็นกระหม่อมจัดงานเร็วเกินไปเองพ่ะย่ะค่ะ ไม่คิดว่าการเดินทางจะเร็วกว่าที่คาดเอาไว้มาก”“เช่นนั้นเอาไว้ว่างๆก็พาฮูหยินของเจ้าไปพูดคุยกับพระชายาของข้าในวังแล้วกัน” ผู้ครองแคว้นที่มาถึงงานช้าได้แต่เสียดายที่ไม่ได้เจอซูเจินจูด้วยตนเอง นึกย้อนไปแล้วยังคิดเสียดายหากไม่เข้าใจผิดว่าแม่นางเฟยอวี่คือดวู๋เยี่ยฮวาและรู้ว่าผู้ที่นามดวู๋เยี่ยฮวาคือคุณหนูซู เขาคงรีบรับตัวนางเข้าไปเป็นสนมของเขาเสียตั้งนานแล้ว แต่ช่างเถอะนางแต่งให้แม่ทัพหยางก็ยังเป็นของเขาอยู่ดี ดีเสียอีกที่หากวันนึงนางเกิดผิ
ขณะเดียวกัน งานเลี้ยงในจวนตระกูลหยางก็ถูกแบ่งเป็นสองฝั่ง ฝั่งหนึ่งอยู่ในโถงกลางสำหรับบุรุษ และอีกฝั่งสำหรับสตรีคือฝั่งศาลาในสวนเหล่าบุรุษล้วนเคารพนายท่านผู้เฒ่าหยางในฐานะทายาทของสหายร่วมรบและก่อตั้งแคว้นหนานของผู้ครองแคว้นคนแรก ร่วมถึงการช่วยเหลือให้ผู้ครองแคว้นคนปัจจุบันขึ้นครองแคว้นได้ยิ่งทำให้ขุนนางมากมายไม่กล้ามองข้ามอำนาจของตระกูลหยางสุราคารวะที่นอกเหนือจากคารวะนายท่านผู้เฒ่าหยางยังถูกยกคารวะเจ้าบ่าวไม่ขาดสาย การสนทนาของเหล่าบุรุษหนีไม่พ้นเรื่องบ้านเมืองและแนะนำบุตรชายที่ติดตามมาด้วยเพื่อฝากฝังทำความรู้จักไว้เป็นเส้นสายในภายภาคหน้าสิ่งที่ดูแปลกขึ้นมากกว่าที่ควรจะเป็นคือบางคนกลับสนใจชุดของหยางหย่งเจิ้งจนได้รู้ว่าต่อไปผ้าชนิดนี้จะมีขายที่ร้านผ้าซูเตี้ยนที่เป็นตระกูลเดิมของเจ้าสาวที่มาของเจ้าสาวที่เป็นเพียงบุตรีของฮูหยินรองอีกทั้งบ้านเดิมเป็นเพียงตระกูลการค้าไม่ถูกพูดถึงในคราแรกอันนับว่าเป็นการให้เกียรติแก่ตระกูลหยางมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่เมื่อเป็นตระกูลการค้าที่ค้าขายผ้าชื่อดังอีกทั้งยังมีสัญญาค้าขายกับวังหลวงย่อมแตกต่างออกไป หยางหย่งเจิ้งที่รู้ตื้นลึกหนาบางย่อมไม่ต้องการให
ยามเมื่อขบวนเจ้าสาวเดินทางมาถึงหน้าจวนตระกูลหยาง เสียงโห่ร้องต้องรับและเสียงประทัดก็ดังขึ้น หยางหย่งเจิ้งรีบลงจากม้ามาประคองซูเจินจูที่ยังสวมผ้าคลุมหน้าเอาไว้ลงจากเกี้ยวชุดผ้าไหมหยกสีแดงสดทับด้วยชุดไหมโปร่งลายเป็ดยวนยางที่ปักด้วยไหมบ่มกลิ่นหอมหมื่นลี้ปรากฏแก่สายตาหญิงสาวที่ติดตามขบวนเจ้าสาวมาอย่างชัดเจน เสียงชื่นชมความงามของชุดเจ้าสาวทำให้สี่เสวี่ยที่เพิ่งลงจากรถม้ายิ้มไม่หุบ ประตูหน้าจวนมีกองไฟหนึ่งกองสำหรับให้เจ้าสาวก้าวผ่าน กองไฟที่ว่าเป็นเพียงก้อนถ่านว่าวางเรียงเอาไว้ให้เจ้าสาวก้าวผ่านถือเป็นการก้าวผ่านสิ่งอัปมงคลต่างๆก่อนเข้าจวนสี่เสวี่ยและเสี่ยวเหลียนที่ติดตามมารับหน้าที่แจงเงินพวงแปดสิบแปดอีแปะแก่บ่าวไพร่ที่มายืนรอต้อนรับรวมไปถึงทหารที่ยืนอยู่บริเวณรอบจวนด้วยจวนตระกูลหยางเป็นเรือนขนาดใหญ่ ยามที่ซูเจินจูเดินผ่านประตูจวนเข้ามาแล้ว กองไฟจะถูกเก็บออกเพื่อให้ขบวนรถม้าได้นำสินเดิมและสินสอดของบ่าวสาวเข้าเรือนการอวดสินสอดไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับตระกูลพ่อค้าเท่านั้น ฮูหยินผู้เฒ่าหยางมีคำสั่งให้วางเรียนสินสอดและสินเดิมเอาไว้ที่ลานหินของจวนตระกูลหยาง หนึ่งคือแสดงให้ขุนนางชั้นสูงที่มาไ
ฮูหยินรองมี่ซิ่นเดินมายังเรือนของซูเจินจูด้วยความร้อนใจจนร้องไห้ออกมา นี่มันอะไรกัน งานแต่งงานที่ไหนกันที่เจ้าสาวไม่ได้สวมชุดเจ้าสาว ตระกูลหยางอะไรกันเหตุใดจึงรังแกบุตรสาวนางเช่นนี้แต่สิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าไม่ใช่สิ่งที่นางคิด ซูเจินจูที่แต่งชุดเจ้าสาวเสร็จเรียบร้อยยืนอยู่กลางห้อง มี่ซิ่นมองบุตรสาวตรงหน้าอย่างประหลาดใจ ตอนนี้นางเริ่มไม่แน่ใจเสียแล้วว่าหญิงสาวตรงหน้าใช่บุตรสาวของนางจริงหรือไม่ ความเด็ดเดี่ยวและมั่นคงที่บุตรสาวของนางไม่เคยมีกลับสะท้อนออกมาจากทั้งใบหน้าและแววตา หรือเทพองค์ใดให้พรความกล้าหาญแก่อาจูมาเป็นการแลกเปลี่ยนที่นางเสียสละตนเองออกไปทำการค้าแลกกับที่ยืนในบ้านตระกูลซูของมารดากัน“อาจู ข้านึกว่าตระกูลหยางยังไม่ส่งชุดแต่งงานมาให้เจ้าเสียอีก”“ท่านเลยเดินร้องไห้เข้ามาหาข้าหรือเจ้าคะ ท่านแม่ ชุดแต่งงานจากตระกูลหยางยังมาไม่ถึงเจ้าค่ะ ชุดนี้สี่เสวี่ยเป็นคนตัดเย็บให้ข้า ข้าเห็นว่าหากรอชุดนานไปกว่านี้คงทำให้เสียฤกษ์ได้ตระกูลหยางเองก็คงคิดแบบเดียวกัน ในเมื่อฤกษ์ยามสำคัญข้าจึงใส่ชุดนี้แทนเจ้าค่ะ”“ดีแล้วอาจู เจ้าทำถูกแล้ว ฤกษ์ยามมงคลล้วนสำคัญมาก เสี่ยวเหลียนเอาผ้าแดงกับเครื่อ
เมื่อถึงวันงานเสียงคนงานในบ้านซูลุกขึ้นมาจัดเตรียมงานกันตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง ฮูหยินรองมี่ซิ่นส่งอู๋เหมยมาปลุกสี่เสวี่ยและเสี่ยวเหลียนให้พาซูเจินจูลุกขึ้นไปอาบน้ำ เพียงไม่นานหลังจากนั้นฮูหยินรองมี่ซิ่นก็เดินเข้าเรือนของซูเจินจูมาพร้อมหญิงสาววัยกลางคนหนึ่งคน“อาจู ข้าพาสี่เหนียงมาหวีผมให้เจ้า พวกเจ้าแกะผมอาจูออกเดี๋ยวนี วันสำคัญให้พวกเจ้าหวีกันเองได้รึ แกะออกให้หมดเชียว”สี่เหนียงที่ฮูหยินรองมี่ซิ่นพามาคือสตรีที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้มีวาสนาครบ อันได้แก่ในบ้านพ่อแม่ยังอยู่ สามีภรรยารักใคร่ มีทั้งลูกชายลูกสาว พี่น้องปรองดองกลมเกลียวโดยให้นางมาเป็นผู้กวาดเกี้ยว จุดธูปในเกี้ยวและวางกระจกในเกี้ยวสำหรับฮูหยินรองมี่ซิ่นที่ต้องเป็นผู้เกล้าผมให้บุตรสาวกลับไม่ได้มีหน้าตามากพอที่จะเป็นเกียรติให้แก่ตระกูลหยางได้ อย่างน้อยตำแหน่งฮูหยินรองอันต้อยต่ำนี้ก็ได้แต่หลีกทางให้สี่เหนียงผู้มีวาสนาพร้อมเกล้าผมให้ซูเจินจูด้วยหวังเพียงให้บุตรสาวได้กลายเป็นผู้มีวาสนาพร้อมเฉกเช่นเดียวกันกับสี่เหนียงเท่านั้นเมื่อเกล้าผมเสร็จสิ้น ฮูหยินรองมี่ซิ่นก็พาสี่เหนียงออกจากห้องไปเพราะซูเจินจูจำเป็นต้องรอชุดแต่งงานจากตระกูลซูดัง
ข่าวสำคัญอีกข่าวหนึ่งที่จะลืมไม่ได้คือเรื่องเกี่ยวกับฮูหยินผู้เฒ่าหยางและร้านตัดเย็บชุดแต่งงานของคุณหนู“เถ้าแก่เนี้ย พวกเราจะใช้ผ้าพวกนี้ตัดเย็บชุดเจ้าสาวให้ว่าที่ฮูหยินของท่านแม่ทัพหยางจริงๆหรือเจ้าคะ ข้าว่ามันจะเสียชื่อร้านของท่านเสียเปล่าๆ”“จะให้ข้าขัดคำสั่งฮูหยินผู้เฒ่าหรืออย่างไรเล่า ไม่ใช่แค่ฮูหยินผู้เฒ่านะแม้แต่คุณหนูรองลี่ก็เห็นดีเห็นงามด้วย”“คุณหนูลี่ผู้นี้ไม่ใช่ว่าถูกจับไปสอบสวนเรื่องกบฏด้วยหรือเจ้าคะ”“ใช่ที่ไหน คนที่ถูกจับไปคือคุณหนูสามลี่รุ่ยเซียงที่ให้ที่หลบซ่อนแก่พระชายาขององค์ชายหกต่างหาก”“หากเป็นชาวบ้านอย่างเราๆ ให้ที่หลบหนีนักโทษกบฏคงไม่พ้นโทษตาย นี่ไม่เพียงรอดชีวิตแม้แต่โทษสักนิดยังไม่มีนะเจ้าคะ”“เพราะเช่นนั้น เจ้ายังจะให้ข้าขัดคำสั่งพวกนางอีกรึ เอาเถอะถึงผ้าจะหยาบแต่เย็บให้ดีเสียหน่อยก็คงไม่เป็นไร อีกอย่างคุณหนูสี่ซูก็มาจากในอำเภออีกทั้งตระกูลของนางยังเป็นแค่ตระกูลการค้าถึงนางจะไม่พอใจก็คงไม่กล้าพูดอะไรหรอก”“คงไม่กล้าไม่พอใจเสียด้วยซ้ำเจ้าค่ะ ได้แต่งเข้าตระกูลหยางก็เป็นวาสนาของนางแล้ว หากกล้าไม่พอใจจนท่านแม่ทัพหยางระอานางเองนั่นแหละที่จะถูกทิ้งไว้เป็นเพียงไม้
เมื่อถึงวันนัด อิงเถากลับมารายงานซูหนี่ย์ว่าซูเจินจูออกจากบ้านไปตั้งแต่ยามเฉิน ไม่มีใครรู้ว่าไปที่ใด ซูหนี่ย์ก็ไม่ได้ว่าอะไรแต่ออกไปพบคุณชายหลินเพียงลำพังด้านซูเจินจูที่ออกจากบ้านมานั้น นางออกจากอำเภอเหอ ผ่านตำบลจี๋หลง และต
“เอ่อ.. เป็นตระกูลไฉ มาขอหมั้นคุณหนูสี่ให้นายน้อยไฉตงชุนเจ้าค่ะ” อิงชุ่ยพูดเสียงเบาด้วยรู้ว่าคุณหนูใหญ่เกลียดคุณหนูสี่ และยังไม่สามารถวางอุบายรังแกนางได้สำเร็จสักครั้ง“เจ้าว่าอะไรนะ ขอหมั้นนังจิ้งจอกนั่น!! นังแพศยา เตียงคุณ
เช้าวันต่อมา ขณะที่ซูเจินจูกำลังจะออกไปร้านผ้า อิงชุ่ยก็ได้มาขวางหน้านางไว้“คุณหนูใหญ่ให้บ่าวมาเชิญคุณหนูสี่ไปชมดอกเหมยที่หมู่บ้านจั๋วมู่ด้วยกันเจ้าค่ะ” อิงชุ่ยพูดจาอ่อนหวานมีความเคารพต่อซูเจินจู เมื่อเช้าอิงเถาได้ออกไปจ้าง
เดือนละสิบตำลึง ปีนึงจะได้หนึ่งร้อยยี่สิบตำลึง หกปีก็จะมีเจ็ดร้อยยี่สิบตำลึง ในหีบนี้เหลือเงินห้าร้อยตำลึง หักจากที่นางสั่งทำอุปกรณ์ทำผ้าห้าตำลึง ซื้อกริชเงินสี่สิบตำลึง เจินจูคนเก่านับได้ว่าประหยัดจริงๆอืม... ปิ่นเงินแปดอั







