تسجيل الدخولจากนั้นอีกราวสัปดาห์เห็นจะได้ก็ถึงวันงานแจกข้าวหาตายายที่นายแม่บอกไว้ ท่านรออยู่เตรียมงานที่นี่ต่อไม่ได้กลับไปที่บ้านของท่านในเมือง แขกเหรื่อมาไม่มากอย่างที่คุณศุภลักษณ์บอกไว้ มีเพียงญาติสนิทกันเท่านั้นที่แวะเวียนมาร่วมตักบาตรทำบุญ
เด็กหญิงพราวนภาดูจะสนุกสนานดีกับญาติลูกพี่ลูกน้องวัยไล่เลี่ยกัน แว่วเสียงหัวเราะกรีดกราดดังอยู่ที่สนามหญ้าเป็นระยะๆ พลินแอบไปชำเลืองมองอยู่เกือบๆสามนาทีห้านาที เห็นว่านายแม่เองก็นั่งอยู่ใกล้ๆ เด็กหญิงประเดี๋ยววิ่งไปเล่นกับเพื่อนอีกประเดี๋ยวก็ปีนขึ้นตักย่า เธอห่วงลูกแม้จะเห็นว่าอยู่กับนายแม่ อีกทั้งมีพี่เลี้ยงมีคนเฝ้าอยู่ก็ตามแต่ก็ไม่ได้ปล่อยวางใจ จะให้ออกไปเฝ้าที่บริเวณหน้าบ้านก็ไม่สะดวกนัก เพราะไม่ได้อยากให้ใครมาว่าว่าเสนอหน้าออกไปให้คนอื่นเห็น
ญาติพี่น้องคนอื่นพอรู้เรื่องของบารมีกับพลินมาบ้างแต่ไม่มีใครกล้าถามให้ลึกซึ้งลงไปมากกว่านั้น เพราะบารมีเองไม่ใช่คนที่จะพูด คุยหรือทำตัวไปซักไซ้ถามอะไรแบบนั้นด้วยได้
ศยามลแวะเวียนมาบอกว่ามีคนช่วยดูอยู่สามคน ไม่นับรวมเพื่อนวัยใกล้ๆกันอีกห้าถึงหกคน ค่อยวางใจไปเปลาะหนึ่ง แล้วช่วยงานในครัวที่ด้านหลังบ้านต่อ
“แจ๊ว มารับน้องพราวด์ไปเล่นทางนู้นที ฉันมีธุระจะคุยกับพี่ผ่อง” คุณศุภลักษณ์เรียกหาคนสนิท ทางนั้นยืนคอยอยู่แล้วก็ปรี่ไปหา
“ค่ะนายแม่”
รับเด็กหญิงออกมาจากคุณศุภลักษณ์แล้ว หญิงรับใช้ก้มลงถาม “ไปเล่นกับพี่ๆตรงนู้นกันไหมคะน้องพราวด์”
“ไปค่ะพี่แจ๊ว” เด็กหญิงตอบรับเสร็จสรรพ มองไปรอบๆงาน พอไม่พบว่ามารดาอยู่บริเวณนี้ด้วย เลยเอ่ยถามขึ้น “แล้วคุณแม่ไปไหนคะ”
“คุณแม่ทำอาหารอร่อยๆให้น้องพราวด์อยู่ที่ในครัวไงคะ”
“ทำไมนานจัง น้องพราวด์อยากให้คุณแม่ออกมาเล่นด้วยจังเลยค่ะ”
ยัยแจ๊วได้ยินก็หน้าถอดสี คุณพลินหรือจะกล้าออกมา ในเมื่อนายแม่วานให้ช่วยงานที่ในครัวแบบนั้นน่ะ แล้วบอกกับเด็กหญิง
“มาค่ะ เดี๋ยวน้องพราวด์มาเล่นกับพวกพี่ๆตรงนี้ดีกว่านะคะ”
ยัยแจ๊วพามาหาเด็กๆในงานที่คาดว่าจะเป็นญาติกัน แต่ดูโตกว่าสามสี่คนกำลังเล่นวิ่งไล่จับ ฝากให้เล่นด้วย พร้อมยืนคุม ครู่ใหญ่ก็บอกเด็กที่โตที่สุดคนหนึ่งว่าฝากน้องพราวด์ครู่เดียว เพราะจะขอเข้าไปดูที่ในครัวว่าเรียบร้อยดีหรือไม่ คล้อยหลังแจ๊วเดี๋ยวเดียว
เด็กหญิงพราวนภาที่ถูกพี่วิ่งไล่จับก็ร้องกรี้ดๆสนุกสนานเพราะถูกไล่งับ ด้วยบทสมมติว่าเป็นปลาเป็นจระเข้ แล้วเลยวิ่งหนีไปหลบตรงพุ่มไม้ ก่อนเตลิดไปอีกทางเมื่อถูกพวกพี่ๆตามหาจนเจอ แล้วก็ชนเข้ากับชายร่างสูงใหญ่พอกันกับบิดาของเจ้าตัว
“ลูกสาวใครครับเนี่ย”
ชายคนนั้นทักยิ้มๆ สาวน้อยเอียงมองชายร่างสูงใหญ่ที่ย่อตัวลงมาคุยด้วย จนสายตาแทบอยู่ในระดับเดียวกันแล้วก็มองจ้องอีกฝ่าย ท่าทางแม่หนูคล้ายอยากคุยแต่เพราะถูกพร่ำสอนมาเสมอว่าไม่ให้คุยกับคนไม่รู้จัก หรือคนแปลกหน้า แม่หนูน้อยเลยเปลี่ยนจากทีท่าเป็นมิตรเป็นมองด้วยสายตาไม่ไว้ใจในทันที
“ว๊ายตายแล้ว คุณหนูพราวด์คะ มาซนอยู่นี่เอง พี่แจ๊วใจหายหมด แหมปล่อยไว้ไม่ได้เลยจริงๆ”
แจ๊วที่วิ่งตามหาจนหน้าซีด หอบไปบ่นไป ชายคนนั้นมองเด็กหญิงก่อนเอ่ยถาม
“ลูกสาวใครครับพี่แจ๊ว”
“ของคุณบารมีค่ะ”
“นี่ลูกโตขนาดนี้แล้วหรือครับ ไปแต่งงานตอนไหนครับเนี่ย ทำไมผมตกข่าว” อีกฝ่ายเย้าอย่างรู้ตื้นลึกหนาบางเป็นอย่างดี
แจ๊วทำเพียงค้อนประหลับประเหลือกให้ ไม่ตอบคำใดกับชายคนนั้น ก็พอดีบารมีเดินเข้ามาสมทบ มองชายคนนั้นที่รูปร่างไล่เลี่ยกัน ย่อตัวลงอุ้มเพื่อเด็กหญิงพราวนภาขึ้นมาไว้ในวงแขนตนเองเสร็จแล้วค่อยทักชายคนนั้น
“กลับมาเมื่อไร”
อีกฝ่ายยิ้ม ก่อนยกมือขึ้นไหว้
“สวัสดีครับพี่ ลูกสาวน่ารักจังเลยนะครับ”
บารมีไม่ว่าอะไรเพราะกำลังยื้อร่างเล็กในอ้อมแขนที่อยากลงไปวิ่งเล่นมากกว่าให้คนเป็นพ่ออุ้ม สุดท้ายก็ต้องปล่อยบุตรสาวไปเมื่อเจ้าตัวดิ้นขลุกขลักหนักขึ้น พอลงพื้นได้ก็วิ่งป๋อไปเล่นกับคนอื่นๆต่อ ส่วนแจ๊วรีบวิ่งตามเด็กหญิงไป
ชายคนนั้นมองซ้ายทีขวาทีก่อนขยับเข้ามายืนใกล้ๆวกเข้าเรื่องของตนทันทีที่มีโอกาสได้สนทนากับบารมีตามลำพัง
“พี่...ผมมีเรื่องอยากรบกวน”
บารมียิ้มมุมปากก่อนถามกลับ “เงินอีกหรือไง”
“ผมก็มีปัญหาอยู่เรื่องเดียวนี่แหละ พี่ก็น่าจะรู้นี่ครับ”
บารมีรับแล้วเอ่ยปากหยั่งเชิง
“ช่วยอะไรพี่ก่อน ส่วนเรื่องเงินน่ะไม่มีปัญหา”
ชายสองคนมองตากันอึดใจไม่นานชายคนนั้นก็ยอมลงให้บารมี รับปากตามที่บารมีต้องการให้ช่วยเพื่อแลกกับเงินก้อนใหญ่ที่เคยได้มาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อสี่ปีก่อน และกำลังจะได้ก้อนใหญ่นี่อีกครั้งในเร็ววันนี้
งานเลี้ยงเลิกราแล้ว บารมีลงนั่งที่โซฟา ก่อนถามหาใครบางคนที่ไม่ได้เจอหน้ากันเลยตั้งแต่เช้ากับคนสนิทที่ยกเบียร์เข้ามาบริการ
“พลินไปไหนคุณมล”
“อยู่หลังบ้านนู่นแน่ะค่ะ ทำอาหารอยู่หน้าเตานั้นเตานี้จนหน้าเงี้ยทั้งมัน ทั้งดำไปหมดแล้วล่ะค่ะ” ศยามลพยายามพูดเอาดีให้พลิน แต่ดูเหมือนบารมีจะไม่อยากฟัง เสียงแข็งเอ็ดกลับ
“ทำไมไม่ออกมาดูลูก งานในครัวมันใช่หน้าที่เขาหรือไง”
ศยามลอยากบอกว่าให้ไปถามนายแม่ดูเอาเองเถอะ แต่แล้วก็เม้มปากแน่นๆเอาไว้ พูดน้อยไว้น่าจะดีกว่าพูดมากแล้วตกงาน
พลินช่วยเก็บของ ทำความสะอาดบริเวณบ้านจนเรียบร้อย ออกไปตรงโถงด้านหน้า พบบุตรสาวนอนหลับซบอกนายแม่ไปแล้ว พอเห็นเธอ ท่านก็เอ่ยปาก
“ยัยพราวด์เต็มสามขวบแล้วนะแม่พลิน”
พลินพยักหน้าตอบรับด้วยหัวใจวูบโหวงในตอนนั้นเองเมื่อได้ยินท่านท้วงเรื่องนี้ขึ้น
“ค่ะนายแม่”
คุณศุภลักษณ์เงียบไปอึดใจเดียวก็พูดเรื่องที่พลินไม่อยากได้ยินเลยสักนิด “จำที่เราตกลงกันไว้ได้ใช่ไหม”
“จำได้ค่ะนายแม่”
“ดีแล้ว ถ้าหลานฉันเต็มสามขวบ เธอก็ต้องกลับไปเรียน ส่วนน้องพราวด์อยู่ที่นี่ ฉันจะดูเอง” ท่านบอกต่อไม่เชิงขอ “ส่วนมะรืนนี้ ฉันจะพาแม่ตัวดีนี่ไปเที่ยวที่เชียงใหม่ด้วย” เอ่ยจบโยกตัวเบาๆเมื่อหลานสาวขยับตัวคล้ายตื่น ส่งเสียงอือม์เบาๆเป็นทำนองเพลงกล่อมประเดี๋ยวเดียว ร่างที่ซบค่อยนิ่งหลับต่อ ค่อยว่า
“ส่วนเธอ อยู่ที่นี่ไปก่อน ลูกไม่มีให้เลี้ยงเดี๋ยวจะเหงาเอา ช่วยงานอะไรเขาได้ก็ช่วยเขาไป รอฉันกลับมาแล้วเราจะได้จัดการเรื่องทั้งหมดให้จบกันเสียที”
พลินกลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดเฝื่อนคล้ายกลืนก้อนกรวด น้ำ เอ่อคลอเบ้าตาทั้งสองข้าง เม้มปากพยักหน้าก่อนตอบรับเบาๆ สะท้อนในอกเมื่อถึงเวลาที่เคยรับปากนายแม่เอาไว้ เธอกำลังจะต้องห่างจากเลือดเนื้อของตัวเองในไม่ช้านี้แล้ว ใจก็เหมือนแก้วที่ค่อยปริแตกออกทีละเล็กละน้อย วอนเสียงสั่น
“ขอพลินอยู่ดูลูกอีกสักระยะได้ไหมคะนายแม่”
หญิงสูงวัยไม่ได้ตอบรับ ท่านไม่มองพลินด้วยซ้ำ แล้วเอ่ยปากไล่คล้ายไม่ได้ยินที่พลินว่ามา “ไปพักผ่อนเถอะไป เหนื่อยมาทั้งวันแล้ว”
“ค่ะ”
พลินเม้มปาก พยักหน้าเบาๆแล้วเดินออกจากห้องโถงนั้นตรงสู่ทางเดินไปที่บันได พอขึ้นมาถึงเห็นบารมียืนกอดอกมองเธออยู่ ราวกับว่าเขาจ้องว่าเธอกำลังทำอะไรบ้างภายใต้ชายคาบ้านของเขา
“ทำไมปล่อยไปให้อยู่กับยัยแจ๊ว นี่ถ้ามีคนแปลกหน้าเข้ามาในงานแล้วลูกถูกพาออกไป ไม่มีคนเห็นจะทำยังไง”
พอเริ่มต้น เขาก็เอ็ดขึ้นมาก่อนโดยไม่ซักถามอะไรเธอสักคำ
“ไปด้วยกันไหมคะหรือจะรอที่บ้าน” เสียงหวานถามอย่างห่วงใย มองชายร่างสูงใหญ่ที่ยืนหน้าตูมอารมณ์ดูไม่ค่อยดีนัก พอถูกถามเหมือนบีบให้รอที่บ้านมากกว่าจะให้ไปด้วยก็ปรากฏว่าดวงตาคลอฉ่ำนิดๆคล้ายจะร้องไห้ “พี่อยากไป” “เดี๋ยวก็ร้องไห้อีก พลิน...” ไม่อยากบอกว่าเธออายพยาบาลจริงๆเลย เขาไปด้วยทีไร เจออะไรหน่อยก็อ่อนไหว บอบบางจนต้องร้องไห้ ได้ยินเสียงเธอว่ามาแบบนั้น คนที่อ่อนไหวง่ายมานานกว่าสามถึงสี่เดือนก็น้ำตาชักปริ่มๆจะไหลออกมาอยู่รอมร่อ “จะไปก็ได้ ไม่ได้ว่าอะไรนี่คะ” “แล้วทำไมถามเหมือนไม่อยากให้พี่ไป อายหมอใช่ไหม มันหล่อนี่ ใช่สิ” “พี่บีคะ”“ไม่ต้องมาเรียกพี่บี” คนที่ขี้งอนขี้ใจน้อยบอกเสียงสะบัดแล้วเดินหนีเข้าห้องไป พลินมองตามแล้วก็ถอนใจเฮือกก่อนจะสาวเท้าตามไปง้อ “งอนอีกแล้ว” “ใช่พี่งอน พลินไม่ใส่ใจพี่เลย ก็รู้ว่าพี่คุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้ก็ชอบทำให้พี่น้อยใจ” “พลินไม่ได้ตั้งใจค่ะ พลินขอโทษ” “ก็ได้ ให้อภัย”จู่ๆคนที่บอกว่าคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้ ก็ให
“ใคร” บารมีตวาดถามมือควานหาไฟในห้อง แต่หาเท่าไรก็ไม่เจอ แล้วเลยสำรวจคนที่นอนอยู่บนเตียง“ผู้หญิงนี่หว่า”หัวใจกระหน่ำสูบฉีดเลือดทันที แล้วก็ให้วุ่นวายไปหมด ด้วยพยายามลุกขึ้นเดินไปที่กระเป๋าเสื้อผ้า เพราะความมึนเมาผสมกับยาปลุกเซ็กซ์ทำให้ความสามารถในการคิดหาเหตุผลและการยับยั้งชั่งใจดิ่งลงเหว ไม่อยากรู้แล้วว่าหญิงสาวที่นอนอยู่นี่เป็นใคร ในเมื่อห้องของเขาถูกจัดเอาไว้สำหรับเขาคนเดียว คนที่เข้ามานอนรอย่อมหมายความว่าเต็มใจที่จะร่วมรักกับเขาเปิดออกพบคอนดอมในนั้นอันเดียว“รอดแล้ว”บ่นงึมงำ ก่อนปลดตะขอกางเกงแล้วฉีกซองสีเงินออก สวมใส่เครื่องป้องกันเข้าไปจนสนิทแนบ ทาบลงหาอีกร่างที่นอนนิ่งบนเตียงทันทีปากร้อนผ่าวนาบตามซอกหู กลิ่นหอมแบบที่ไม่เคยคุ้น คล้ายกลิ่นแป้งมากกว่าจะเป็นกลิ่นน้ำหอมราคาแพง พลันภาพในหัวปรากฏเป็นร่างของเด็กสาวกะโปโลคนนั้นวาบขึ้นมา“ระยำ”เสียงสบถของบารมีดังงึมงำขึ้นมาอีก“ยังไม่สิบแปดเลยมั้งนั่น”แล้วจัดแจงเสื้อผ้าของอีกฝ่ายออกจนเปลือยเปล่าพร้อมพรั่งดีแล้ว ดันข้อพับขาของคนใต้ร่างขึ้นง้างงอก่อนดันตัวตนที่แข็งและร้อนจัดเข้าไปภายในช้าๆเนิบนาบ“เวรแล้ว” บารมีอยากสาวตัว
ถึงวันนัดหมาย ญาดาขับรถมาด้วยตัวเองจุดหมายคือบ้านพักชายทะเลที่พลินเพิ่งเคยมาเป็นครั้งแรก“เราจะอยู่กันกี่วันคะพี่ดา” พลินถามทันทีที่ลงรถ แววตาเป็นประกาย ดีใจที่ได้มาเที่ยวทะเล และดีใจมากกว่าคือคนที่พาเธอมาเป็นพี่สาวของตัวเอง ตอกย้ำความคิดที่ว่าญาดาช่างงามทั้งกายและใจ อย่างหาใครมาเปรียบเทียบมิได้“อยากอยู่กี่วันล่ะ” ญาดาถามยิ้มๆแทนที่จะตอบคำของน้อง“ฮืม...บรรยากาศดีแบบนี้นะ” พลินที่มาเที่ยวทะเลได้ไม่ถึงสามครั้งดีบอกพร้อมสูดอากาศเข้าปอด ยิ้มแต้ ตอบด้วยสีหน้าทะเล้นนิดๆ “พลินอยากอยู่ตลอดไปเลย ได้ไหมคะ”“งั้นมาช่วยกันยกของลงก่อน แล้วจะให้อยู่ไปเลยตลอดชีวิต เออ...นี่ พี่มีเรื่องจะสารภาพแหละ” ญาดาบอกเสียงอ่อยในตอนท้าย พลินหยุดยิ้ม ถามกลับ“เรื่องอะไรคะพี่ดา” “คือ จริงๆแล้ว ที่พี่ชวนมาเนี่ย คือ มันเป็นงานเลี้ยงฉลองของพี่กับคุณบารมีน่ะ”พลินยังคงรอยยิ้มอยู่บนใบหน้า ถาม “ฉลองอะไรหรือคะ”ญาดากวาดสายตาสำรวจน้องสาวก่อนตอบเสียงราบเรียบ ลอบสังเกตอาการของคนเป็นน้องไปพลาง“งานฉลองสละโสดของพี่กับคุณบารมีน่ะสิ”“ฉลองสละโสด?”พลินทวนคำตอบด้วยหัวใจที่เต้นผิดจังหวะไปวูบ งานเลี้ยงฉลองสละโสดขอ
“รักตอนไหนคะ บอกพลินหน่อย” บารมีนิ่งคิดอยู่ครู่ก่อนจะรวบรวมคำพูดออกมาได้ “ตอนแรกพี่ไม่ได้นึกรักเราหรอก ตอนนั้นพี่สงสารพลินมากกว่า ตอนนั้นพี่ได้แต่สงสาร สงสารเด็กคนนี้จังเลย ทำไมถึงมาเกิดเป็นลูกนายสมวะ ทำไมนายสมไม่รักลูกคนนี้เลยวะ” บารมีสารภาพความจริงเป็นครั้งแรกกับเธอ ก่อนเล่าต่อ “ยิ่งมาเห็นตอนนั้นว่าพี่ปล้ำพลินไปนะ พี่ใจหายเลย ได้แต่ด่าตัวเองว่าไม่น่าทำลายอนาคตเด็กคนนี้เลย แล้วตอนที่เรากับแม่มาบอกว่าท้องนี่พี่จิตตกไปใหญ่ สงสารหนักกว่าเก่าอีกนะเชื่อไหม” บารมีรวบมือเธอมากุมก่อนบอกต่อ “พอแม่พี่บอกว่าจ้างเรามา พี่โกรธมาก โกรธจนเกลียดไปเลยด้วย ว่าทำไมวะ เด็กอายุเท่านี้เองทำไมคิดอะไรตื้นแบบนั้นวะ” “พลินไม่ได้...” “พี่รู้แล้ว พี่รู้ว่าแม่โกหกพี่ พอมารู้ทีหลังนี่พี่รู้สึกเหมือนดิ่งลงเหวเลย ไอ้ความสงสารที่เคยมีให้พลินก่อนหน้านี่แทบจะทับพี่ตาย พอหลังจากนั้นความสงสารมันก็มี...ความรักแทรกเข้ามาด้วย ที่ไม่รู้ว่ารักตอนไหน รู้แต่ว่ารักพลินเพราะพลินพยายามจะเข้าใจพี่ที่สุดพลินรู้จักผ่อนหนักผ่อนเบา พลินรู้กาลเทศะ และที
“อย่าเข้ามานะ” “เห็นอยากมีนักไม่ใช่หรือไงวะผัวน่ะ กูนี่ก็เป็นผัวให้มึงได้นะอีคนสวย” “อย่านะ ผัวฉันรู้พวกแกได้ตายไม่มีเหลือแน่ ไอ้โจร ไอ้พวกสวะ” “ผัวคนไหนล่ะจ๊ะ” หนึ่งในคนพวกนั้นถามยิ้มๆ ชี้มือหาตนเองแล้วก็ถามต่อ “ใช่คนนี้ไหม หรือคนนั้น หรือคนโน้น” ก่อนจะชี้มือไปทางพรรคพวกที่ยืนเรียงหน้ารอคิวอยู่ทีละคน เสียงกรีดร้องดังระงมในโกดังร้างแห่งนั้นเอง เจริญขวัญถูกชายฉกรรจ์ร่วมสิบคนรุมทึ้ง เนื่องจากคนที่เธอว่าจ้างให้ยิงพลิน มาขอเงินงวดสุดท้าย แต่เพราะพลินไม่ตายอย่างที่ตกลงกันเอาไว้ เธอเลยคิดจะเบี้ยวไม่จ่าย พวกมันใช่คนดีที่ไหน รับเงินว่าจ้างให้ฆ่าคนก็ไม่ใช่คนดีเท่าไรนักหรอก เจริญขวัญคร่ำครวญขู่ไม่เลิกว่าเธอจะตามสามีของเธอมาฆ่าพวกมันให้หมดทุกคน แต่สามีคนไหนล่ะที่หมายถึง ไม่นานก็มีศพหญิงสาวลอยอืดอยู่ในคลองใกล้โกดังร้างแห่งนั้น “มีกิจกรรมสองอย่างที่มนุษย์ทำได้ครั้งแรก แล้วครั้งต่อไปก็จะทำได้เลยโดยไม่ต้องเริ่มต้นฝึกใหม่” พลินที่เพิ่งวางถาดขนมและเครื่องดื่มของบุตรสาวลงบนโต๊ะ ละสาย
“หายโกรธพี่แล้วใช่ไหม”บารมีทำตัวได้มึนมาก เขาถามคำถามเดิมทุกๆวันที่มา พูดแบบเดิมว่าไม่หย่า ขอร้องแบบเดิมๆจนพลินได้แต่ทอดถอนใจในความเป็นบารมี บอกเนือยๆ “พลินไม่ได้โกรธใครค่ะ” “ถ้าไม่ได้โกรธ ก็ต้องไม่หย่านะ” มองนิ่งๆไปที่เขาก่อนพูดเสียงเรียบ “พลินไม่ชอบคนเผด็จการ” “พี่เผด็จการหรือ” พอเห็นสายตาของพลิน คนเผด็จการก็ยกมือขึ้นยอมจำนน บอกเสียงอ่อย “ก็ได้ ก็ได้ พี่จะไม่เผด็จการ” เขาน่ะหรือไม่เผด็จการ ถ้าไม่เผด็จการจริงๆจะมัดมือเธอชกด้วยการเร่งเร้าให้จดทะเบียนสมรสกันโดยที่เธอไม่ได้มีเวลาคิดทบทวนเลยได้อย่างไร แล้วพอตอนขอหย่า ก็ยังเสียงแข็งใส่เธออีกว่ายังไงก็ไม่ยอมหย่า “พลินไม่ชอบให้ใครมาบังคับ” ยังนึกถึงที่เขาขืนใจเธอคราวนั้นได้ก็ไม่อยากยกขึ้นมาพูดอีก บารมียอมถอย “โอเค พี่ไม่บังคับ” “ถ้าอย่างนั้น หย่าให้พลินเถอะค่ะ” “พลิน...พี่ขอโอกาสอีกครั้งได้ไหม พี่สัญญาว่าพี่จะไม่เผด็จการ ไม่บังคับพลิน” นิ่งคิดอยู่นานก็ถูกคนเผด็จการที่ชอบบังคับสวมกอดเสียแน่น







