Mag-log inสำรับอาหารรสเลิศถูกจัดให้แก่แขกผู้มาเยือนเป็นอย่างดี โจวจื่อรั่วนั่งมองอาหารชั้นดีตรงหน้าที่ตนไม่ได้ลิ้มรสมานานแล้วเพราะอยู่ท่ามกลางศึกสงครามที่มีแต่อาหารในกองทัพ
ใบหน้าที่เต็มไปด้วยหนวดเคราครึ้มบัดนี้ได้ถูกทำความสะอาดออกจนเกลี้ยงเกลา เสื้อผ้าที่ถูกคนรับใช้สกุลซุนนำไปทำความสะอาดให้ถูกสวมกลับพร้อมกับเกราะสีดำที่องอาจ ทำให้จากแม่ทัพที่น่ากลัวและดุดันกลายเป็นแม่ทัพที่แสนสง่าผ่าเผยและรูปงามจนทหารคนสนิทนั้นยิ้มให้แก่กัน
“ท่านแม่ทัพของเราช่างสง่างามยิ่งนัก”
“สาวงามผู้โชคดีที่จะได้ครองใจท่านแม่ทัพจะเป็นผู้ใดกัน”
โจวจื่อรั่วเผยรอยยิ้มที่มุมปาก คำว่า ‘หญิงงาม’ ทำให้เขานึกถึงใบหน้าอ่อนหวานที่ดื้อรั้นของซุนลี่หรู
“หมายจับกุมซุนต้านมาถึงหรือยัง” แม่ทัพหนุ่มถามถึงงานสำคัญของตนที่ทำให้มาอยู่ที่นี่
“เหมือนว่าใต้เท้าซุนจะไหวตัวทัน ทำให้มีคนขัดขวางการออกหมายจับกุมในครั้งนี้” ต้าเซ่อพูดด้วยน้ำเสียงที่เจ็บใจ
“เราพึ่งมาถึงที่จวนของเขาเมื่อวานนี้ แต่กลับไหวตัวทันจนมีการขัดขวางการออกหมายจับกุม เช่นนี้เรื่องคงไปถึงหูของคนผู้นั้นแล้ว” โจวจื่อรั่วพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่เหมือนไม่ได้ประหลาดใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะตนคาดเดาเอาไว้ก่อนหน้านี้แล้ว
**********************
ทหารที่ติดตามมาของโจวจื่อรั่ววิ่งเข้ามาในห้องโถงใหญ่ของเรือนหลักแล้วตามมาด้วยโจวจื่อรั่วและคนสนิททั้งสองที่เดินตามรั้งท้ายเข้ามา
“นายอำเภอซุนต้าน เชิญท่านตามเรากลับไปที่จวนแม่ทัพโจวเพื่อไต่สวนในข้อหากบฏต่อแผ่นดิน” ต้าเซ่อประกาศการจับกุมโดยมีโจวจื่อรั่วมองด้วยสายตาที่ไร้ความปรานี
“ท่านพักที่นี่ กินข้าวสกุลซุน กล้าดีเช่นไรทำการอุกอาจเช่นนี้” ซุนเพ่ยหลินพูดด้วยความไม่พอใจ
“ท่านทำเกินไปแล้วโจวจื่อรั่ว ที่นี่เป็นจวนนายอำเภอท่านกำลังกล่าวหาล่วงเกินข้าและหยามเกียรติตำแหน่งนายอำเภออยู่” ซุนต้านพูดเสียงดังอย่างไม่ยอมรับ ทำให้ทหารเฝ้าจวนกรูกันออกมาล้อมเอาไว้ แม้คนจะมากกว่าก็ย่อมสู้ทหารศึกได้ไม่จึงได้แค่ยืนล้อมไว้เท่านั้น
“ข้ามีหลักฐานที่อยากจะสอบถามท่านเพื่อขอความร่วมมือ เกี่ยวกับขบวนขนอาวุธของทหารออกนอกเมืองไปยังจิ้งหนานทั้งๆ ที่ยังไม่มีศึกสงครามในเมืองนั้น เห็นได้ชัดว่ามีคนจงใจซ่องสุมกำลังทหารเพื่อก่อกบฏ ขอเชิญใต้เท้าซุนไปกับข้าด้วย”
“ขบวนขนอาวุธนั้นใช้ในการฝึกซ้อมทหารเพื่อรับมือกับศึกสงคราม ข้าว่าท่านแม่ทัพคงไม่อยากให้จิ้งหนานต้องโดนโจมตีฝ่ายเดียวโดยที่ทหารไร้ฝีมือหรอกนะ” ซุนต้านพูดด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง แววตาไม่ยำเกรงบุรุษตรงหน้าเลยสักนิด
“ทหารที่จิ้งหนานมีห้าพันนาย ดาบถูกส่งไปสี่พันเล่ม ธนูสองพันคันพร้อมลูกศรหัวเหล็กมากกว่าสามหมื่นดอก หอกอีกสองพัน แบบนี้แล้วท่านจะบอกว่าทหารห้าพันนายนั้นใช้อาวุธทั้งหมดนี้ฝึกซ้อมเช่นนั้นหรือ” โจวจื่อรั่วที่มีข้อมูลทุกอย่างในมือพูดด้วยความมั่นใจจนอีกฝ่ายเริ่มมีสีหน้าที่ซีดเผือดลงอย่างเห็นได้ชัด
“แต่ถึงอย่างนั้นท่านก็ไม่ควรบุ่มบ่ามมาเชิญไปไต่สวนโดยไม่มีหมายจับ เห็นทีว่าข้าต้องนำเรื่องนี้ไปคุยกับท่านอาของข้า” ซุนฮูหยินรีบปกป้องสามีของตน ทำให้โจวจื่อรั่วชะงักไปเมื่อรู้ว่านางกำลังจะยืมมือของ อ๋องเสิ่น ที่ปกครองแคว้นนี้มาให้ความช่วยเหลือสามี การระงับหมายจับนั้นก็คงเป็นฝีมือนางที่ให้อ๋องเสิ่นใช้อำนาจจัดการให้
“ท่านแม่ทัพข้าว่าเรารอหมายจับอย่างเป็นทางการก่อนแล้วค่อยมาอีกครั้งน่าจะดีกว่า” ต้าเซ่อเข้าไปกระซิบบอกแก่นายของตนด้วยน้ำเสียงที่เป็นกังวล
แม่ทัพโจวแสยะยิ้มร้ายออกมาแล้วล้วงหยิบป้ายทองขององค์ไท่จื่อออกมาทำให้ทหารของนายอำเภอต้องลดอาวุธลง “ข้ามิได้มาจับกุมผู้ใด เพียงแต่มาเชิญใต้เท้าซุนไปเพื่อไต่ถามเกี่ยวกับขั้นตอนการดำเนินงานของเขาเท่านั้น”
“นี่เจ้า..” ซุนฮูหยินที่มิอาจขัดต่ออำนาจของป้ายทองได้ นางได้แต่ยินยอมให้สามีถูกนำตัวไปไต่สวน
ในตอนนั้นเองซุนลี่หรูก็วิ่งเข้ามาจากประตูด้านหน้าด้วยความร้อนใจแต่ถูกทหารของโจวจื่อรั่วขวางเอาไว้ก่อน
“ท่านพ่อข้าไม่ได้มีส่วนในการกบฏ ปล่อยท่านพ่อของข้า” เจ้าของใบน้ำเสียงที่ร้อนรนพยายามจะฝ่าเข้ามาเสียให้ได้
“ข้าถือป้ายทองขององค์รัชทายาท หากเข้าขัดขวางก็จะถูกลงโทษ” โจวจื่อรั่วตวาดเสียงดังลั่น
“โยวโยว พ่อแค่ถูกเชิญไปสอบสวนเท่านั้นยังมิได้ถูกจับกุมในฐานะกบฏ เจ้าอย่าได้เสียมารยาทต่อหน้าท่านแม่ทัพ” เขาบอกบุตรีคนเล็กด้วยน้ำเสียงที่ห่วงใย
ซุนลี่หลิงเองที่ทราบเรื่องก็มาดูเหตุการณ์แล้วยืนอยู่หลังมารดาด้วยความคาดไม่ถึง
“ให้คนส่งจดหมายเรียกให้พี่เจ้ากลับมา” ซุนเพ่ยหลินกระซิบบอกบุตรสาว ซุนลี่หลิงพยักหน้ารับแล้วรีบเดินออกจากห้องโถงไปดำเนินการตามที่มารดาบอก
“ข้าไม่ยอม” ซุนลี่หรูบอกเสียงแข็ง
“ให้นางเข้ามา” โจวจื่อรั่วสั่งให้ทหารเปิดทางให้นางเข้ามา
หญิงสาวรีบไปยืนข้างบิดาด้วยความห่วงใย หากไม่มีเขาอยู่ที่นี่แล้วก็ไม่มีใครคุ้มครอง แม้พี่สาวต่างมารดาจะรักและเอ็นดูนางมากเพียงใดแต่ว่าก็มิอาจทัดทานอำนาจของนางซุนผู้เป็นแม่ได้
โดยเฉพาะซุนต้าเหยาพี่ชายคนโตที่เป็นเจ้าของโรงน้ำชาในเมืองจิ้งหนานที่เจอหน้ากันก็จะมักกลั่นแกล้งนางอยู่เสมอ
“เจ้ากลับเข้าห้องไปก่อนโยวโยว ข้าตามท่านแม่ทัพไปไม่กี่วัน หากหาข้อแก้ต่างได้แล้วก็จะกลับมา เชื่อข้าเถิด” ซุนต้านย้ำบอกบุตรีเสียงเบา
“ไม่ ข้าจะติดตามท่านพ่อไปด้วย” นางยืนยันเสียงแข็ง
โจวจื่อรั่วมองสถานการณ์ตรงหน้า แล้วตัดสินใจที่จะให้นางติดตามบิดาไปด้วย
“ให้นางตามไป ใต้เท้าซุนเชิญไปกับข้า” เขาอนุญาตให้นางติดตามไปและหันไปพูดกับซุนต้านด้วยน้ำเสียงที่เรียบนิ่ง
“ท่านอุกอาจเช่นนี้ จะยอมรับผลที่ตามมาแล้วใช่หรือไม่” ซุนเพ่ยหลินกล่าวถามด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความโกรธขึ้ง
“ท่านกำลังข่มขู่ข้าอยู่ รู้หรือไม่” เขาหันไปกล่าวกับนางแล้วจ้องด้วยแววตาที่เย็นชาจนอีกฝ่ายต้องลดท่าทีลงด้วยความยำเกรงในอำนาจของเขา
“หากหาหลักฐานไม่ได้ว่าสามีข้าผิดจริง เมื่อนั้นข้าจะเอาเรื่องท่านให้ถึงที่สุด”
“ข้ามั่นใจว่าจะไม่มีวันนั้น” โจวจื่อรั่วพูดด้วยความมั่นใจ ซุนลี่หรูมองเขาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเกลียดชัง
นางจะไม่ยอมให้บิดาถูกเขาให้ร้าย เพราะหากจะมีใครคิดกบฏจริงคนผู้นั้นย่อมเป็นซุนต้าเหยาที่เปิดโรงน้ำชายบังหน้าที่เมืองจิ้งหนานเสียมากกว่า
แม่ทัพโจวหันมามองนางอีกครั้ง ซุนลี่หรูยอมที่จะติดตามบิดาไปด้วยเช่นนี้เห็นทีว่าการอยู่ที่จวนแห่งนี้โดยไม่มีบิดาคงเป็นสิ่งที่ทำให้นางไม่เป็นสุขจนยอมที่จะไปลำบากเช่นนี้
“ข้าก็จะไปด้วย” ซุนเพ่ยหลินบอกด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง
มิใช่ว่านางจะเป็นห่วงสามีเพียงเหตุผลเดียว แต่มีเหตุผลอื่นที่อยากติดตามไปด้วย
**********************
ที่ศาลานั่งพักกลางสวนดอกไม้ ซุนลี่หลิงนั่งด้วยความประหม่าต่อหน้าของแม่ทัพโจวผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นน้องเขยของตน แววตาเย็นชาที่มองมายังนางทำให้รู้สึกยำเกรงจนมิกล้าเอ่ยปากอันใด“ข้าคิดว่าเจ้าจะมาผู้เดียวเสียอีก ไม่คิดว่าจะพาท่านแม่ทัพออกมาด้วย” ซุนลี่หรูพูดเสียงเบากับน้องสาวของตน“ข้าไม่อยากอุดอู้อยู่ในแต่ในห้อง จึงตามนางมาชื่นชมสวนบุปผาแห่งนี้ด้วย” แม่ทัพหนุ่มที่ได้ยินกล่าวตอบเสียงเรียบ ทั้งๆ ที่จริงแล้วถูกโจวลี่หรูขอร้องให้มาด้วยกันโจวลี่หรูจึงวางมือบนใบหน้าของเขาแล้วใช้นิ้วคลี่ยิ้มให้กับอีกฝ่ายท่ามกลางความตกใจของซุนลี่หลิงที่ไม่คิดว่าน้องสาวของตนจะกล้าทำเช่นนั้น รวมไปถึงตัวของแม่ทัพหนุ่มเองก็รู้สึกตกใจไม่แพ้กัน“ยิ้มบ้างเถิดเจ้าค่ะ ทำหน้าดุเช่นนี้พี่รองกลัวท่านไปหมดแล้ว” โจวฮูหยินกล่าวเสียงสดใสแล้วหันไปยิ้มกับพี่สาวของตนแล้วเริ่มพูดคุยเพื่อสืบความจากนางโดยที่ซุนลี่หลิงไม่รู้ตัวเลยว่าถูกน้องสาวหลอกถามเข้าให้แล้ว“เมื่อวานตอนที่ข้ามาถึง ท่านแม่ใหญ่กับพี่รองก็ลงมาจากรถม้าเช่นเดียวกัน กลับถึงเรือนตอนฟ้ามืดเช่นนั้นคงมิใช่ไปเที่ยวชมตลาดมา”“เจ้าช่างสังเกตยิ่งนัก ข้ากับท่านแม่พึ่งกลับจากจิ้งห
ในค่ำคืนที่อากาศหนาวเย็นและมีลมหนาวพัดอยู่ด้านนอก ภายในห้องนอนของโจวลี่หรู โจวจื่อรั่วมองดูฮูหยินของตนที่แสร้งหยิบจับนั่นนี่อย่างไม่เป็นสุขไม่ยอมมาร่วมเตียงกับตนเสียทีโจวลี่หรูกลับมาเยี่ยมบ้านในครานี้หากจะแยกห้องกับสามีก็เป็นเรื่องที่ไม่สมควรนัก เช่นนั้นแล้วนางจึงต้องอยู่ร่วมห้องและร่วมเตียงกับอีกฝ่ายอย่างเลี่ยงไม่ได้“เจ้าไม่ง่วงหรือลี่หรู ข้ารอเจ้านานแล้ว”“ข้าคิดว่าข้าจะนอนตรงนี้ได้ หากร่วมเตียงกับท่านแล้วอาจจะไปโดนบาดแผลของท่านได้”“เตียงกว้างเช่นนี้จะโดนได้อย่างไร มาเถิด” น้ำเสียงที่นุ่มนวลแต่แฝงด้วยความจริงจังทำให้นางยอมเดินไปหาเขาแต่โดยดี แล้วขยับไปนอนข้างๆ ด้วยหัวใจที่เต้นแรง“รังเกียจข้าเช่นนั้นหรือจึงขยับไปห่างเช่นนั้น”“ข้ากลัวจะโดนแผลของท่าน”โจวจื่อรั่วดึงนางมานอนทับที่ต้นแขนของตนแล้วดึงผ้าห่มมากระชับร่างของทั้งคู่เอาไว้“เหตุการณ์วันนี้ทำให้ข้ากลัวว่าจะเสียเจ้าไป” น้ำเสียงนุ่มทุ้มกระซิบข้างใบหูของนาง ความหมายของสิ่งที่กล่าวออกมาทำให้โจวลี่หรูหัวใจเต้นแรงอย่างบอกไม่ถูก แต่เมื่อนึกได้ถึงเหตุผลที่แต่งงานกันนางก็รีบกล่าวตัดพ้อออกมา“ท่านอย่าลืมว่าเราแต่งงานกันด้วยเหตุใด”“ข
เมื่อถึงจวนสกุลซุน ซุนต้านและซุนเพ่ยหลินได้ให้การต้อนรับแม่ทัพหนุ่มตามมารยาท โจวลี่หรูที่แม้จะดีใจที่ได้กลับมาแต่ด้วยความห่วงใยที่มีต่อแม่ทัพหนุ่มและรู้ว่าผู้ที่จะมาทำร้ายตนเป็นผู้ใดจึงมิได้มีสีหน้าที่เป็นสุขนัก“เกิดอะไรขึ้นเหตุใดแม่ทัพโจวจึงได้รับบาดเจ็บเช่นนี้” ซุนเพ่ยหลินถามด้วยความตกใจ แม้จะไม่อยากพูดดีด้วยแต่ถ้าแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่หากเป็นอันใดไปในเรือนสกุลซุนอาจจะมีเรื่องใหญ่ตามมา“ระหว่างทางพบกับโจรป่าเข้า จึงเกิดการต่อสู้กัน” โจวจื่อรั่วตอบเสียงเรียบแล้วมองยังซุนต้านด้วยสายตาที่แฝงไปด้วยความนัยบางอย่าง“ฮูหยินให้คนดูแลทหารของท่านแม่ทัพ ทั้งอาหาร ที่พักและยารักษา” ซุนต้านบอกแก่ภรรยาของตน“เจ้าค่ะท่านพี่” ซุนเพ่ยหลินรับปากสามี จึงหันไปสั่งพ่อบ้านซุน“ทำตามที่นายท่านสั่ง ดูแลทหารของแม่ทัพโจวอย่าได้ขาดตกบกพร่องประการใด” นางสั่งการต่อไม่ยอมออกจากห้องรับรองของโจวจื่อรั่วไปเพราะเกรงว่าจะมีการพูดเรื่องสำคัญลับหลังนางโจวลี่หรูมองดูหมอถอดเสื้อของเขาออกจนเผยให้เห็นแผงอกกำยำและบาดแผลที่หน้าท้อง แม้จะเล็กน้อยแต่ก็ยังมีโลหิตไหลไม่หยุดหลังจากที่ทำความสะอาดบาดแผลและใส่ยาแล้วก็พันผ้าสะอาดรอบเอว
ขบวนรถม้าของแม่ทัพโจวที่มีทหารม้าอารักขาไปยังเมืองตงเสวียนั้นดูยิ่งใหญ่กว่าเป็นการไปเยี่ยมเยียนบ้านของภรรยาตามที่ใช้กล่าวอ้างทหารทุกนายนั้นมีม้าเป็นพาหนะไม่ได้ลำบากเดินให้ต้องเปลืองแรง คราแรกที่เชิญตัวบิดาของนางมาก็เป็นเช่นนี้แต่นั่นยังพอคิดได้ว่าเขาพึ่งกลับจากสงครามก็แวะเวียนที่ตงเสวียทันที ไม่คิดว่าครานี้ก็จะนำกำลังพลคุมกันขี่ม้าทุกนายเช่นเดิม“การให้ทหารเดินทางด้วยม้าเช่นนี้เพื่อที่จะให้ถึงโดยเร็วใช่หรือไม่” ภายในรถม้าที่นั่งอยู่ด้วยกันตามลำพังเป็นเวลาหลายชั่วยามนั้นสร้างความอึดอัดให้นางไม่ใช่น้อย จึงต้องหาเรื่องพูดคุยและถามในสิ่งที่ตนสงสัยในที่สุด“เพื่อให้ทหารเก็บแรงเอาไว้ใช้ในยามจำเป็น ระหว่างทางอาจเกิดเหตุไม่คาดคิดได้ทุกเมื่อ หากเหนื่อยล้าจากการเดินเท้าแล้วเรี่ยวแรงจะลดลงกึ่งหนึ่ง” บุรุษผู้องอาจในชุดที่มิได้สวมชุดเกราะอย่างเป็นทางการตอบคำถามนางเสียงนุ่ม“อีกนานหรือไม่กว่าจะถึงตงเสวีย” โจวลี่หรูเริ่มถามออกนอกเรื่องแล้วเปิดหน้าต่างชะโงกหน้าออกไปดูข้างทาง ตอนนี้ยังคงรายล้อมไปด้วยต้นไม้และผืนป่ามองซูเยี่ยที่ควบม้าเบาๆ อยู่ข้างรถม้าอมยิ้มมองไปทางชงเอ๋อร์ที่นั่งเก้าอี้บังเหียนกับคน
ภายในห้องพักขนาดรองลงมาจากห้องนอนที่โจวลี่หรูพักอยู่ กลายเป็นห้องนอนชั่วคราวของแม่ทัพใหญ่ที่เสียสละห้องของตนให้แก่ฮูหยินในนามโจวจื่อรั่วที่กำลังหลับตาปิดสนิทรู้สึกได้ถึงความเคลื่อนไหวภายในห้องแต่ยังไม่ได้ลืมตาขึ้นมาในตอนนั้นเสียงเหมือนกำลังค้นหาอะไรบางอย่างถูกขัดจังหวะด้วยเสียงของทหารที่มาผลัดเปลี่ยนเวรยามทำให้บุรุษลึกลับรีบออกจากห้องไปก่อนจะมีใครมาพบเข้าแม่ทัพหนุ่มลืมตาแล้วลุกขึ้นมาตรวจสอบตู้ไม้ที่อยู่ภายในห้อง ซองจดหมายสนเท่ห์ที่ถูกส่งมาแจ้งข่าวเรื่องการส่งอาวุธไปที่เมืองจิ้งหนานหายไปตามที่ตนได้คาดการณ์เอาไว้แล้วสับเปลี่ยนไปก่อนหน้านี้แล้ว“พวกเจ้าต้องการสืบหาบุคคลที่ส่งจดหมายนี้ให้แก่ข้าสินะ” เขาพึมพำอย่างใช้ความคิด เพราะไส้ศึกของอ๋องเสิ่นอยู่ที่จวนนี้และคงรู้ว่าตนเก็บจดหมายสนเท่ห์ไว้จึงต้องการนำไปเพื่อแกะรอยหาคนทรยศจากจดหมายฉบับนั้น“เห็นทีว่าคงถึงเวลาพาฮูหยินกลับไปเยี่ยมท่านพ่อตาแล้วสินะ” น้ำเสียงที่เย็นเฉียบนั้นพึมพำออกมาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความมั่นใจในแผนการของตน**********************เสียงกู่เจิงที่ลอยมาถึงห้องตำราทำให้โจวจื่อรั่วรู้ว่าผู้ที่กำลังบรรเลงนั้นเต็มไปด้วยความ
ทหารที่รายล้อมไปทั่วจวนแม่ทัพทำให้โจวลี่หรูรู้สึกประหม่าทุกครั้งเวลาที่เดินผ่าน มิใช่ว่าเกรงกลัวท่าทางที่ดุดันของเหล่าทหารที่เดินผลัดเปลี่ยนเวรยามรักษาความปลอดภัย แต่เป็นเพราะได้รับการคำนับทุกครั้งที่เดินผ่านจึงรู้สึกไม่คุ้นชินนัก“ข้าอยากพบท่านแม่ทัพ” โจวลี่หรูเดินไปที่ห้องโถงใหญ่แล้วบอกแก่ทหารที่ยืนอยู่ตรงหน้าประตู“เรียนนายหญิง ท่านแม่ทัพอยู่ในห้องตำรากำลังหารือกับใต้เท้าเฉิน” ทหารรักษาการณ์หน้าห้องโถงกล่าวด้วยน้ำเสียงที่สุภาพและนอบน้อม“ใต้เท้าเฉิน เฉินหลี่เจาเช่นนั้นหรือ” แซ่นี้นางจำได้ว่าเป็นผู้ถือสารอวยพรขององค์ไท่จื่อมาในงานแต่งงาน แต่เพราะมีผ้าคลุมปิดบังเอาไว้จึงมิได้เห็นใบหน้าว่าเป็นผู้ใด“ขอรับใต้เท้าเฉินที่ปรึกษาส่วนพระองค์ขององค์รัชทายาท” ทหารผู้นั้นบอกตำแหน่งของเฉินหลี่เจาอย่างละเอียดโจวลี่หรูพยักหน้ารับทราบแล้วชักชวนให้ชงเอ๋อร์ยกน้ำชาตามไปที่ห้องหนังสือเมื่อไปถึงก็มิใช่เรื่องง่ายที่จะเข้าไปเพราะมีต้าเซ่อและซูเยี่ยยืนเฝ้าที่หน้าห้องด้วยตนเอง พร้อมกับทหารผู้ติดตามของเฉินหลี่เจาที่ใบหน้าดุดันกว่าทหารในจวนแม่ทัพซูเยี่ยยิ้มให้แก่ชงเอ๋อร์ที่อยู่ด้านหลังของโจวลี่หรู แล้วชง







