로그인ขบวนรถม้าของแม่ทัพโจวที่มีทหารม้าอารักขาไปยังเมืองตงเสวียนั้นดูยิ่งใหญ่กว่าเป็นการไปเยี่ยมเยียนบ้านของภรรยาตามที่ใช้กล่าวอ้าง
ทหารทุกนายนั้นมีม้าเป็นพาหนะไม่ได้ลำบากเดินให้ต้องเปลืองแรง คราแรกที่เชิญตัวบิดาของนางมาก็เป็นเช่นนี้แต่นั่นยังพอคิดได้ว่าเขาพึ่งกลับจากสงครามก็แวะเวียนที่ตงเสวียทันที ไม่คิดว่าครานี้ก็จะนำกำลังพลคุมกันขี่ม้าทุกนายเช่นเดิม
“การให้ทหารเดินทางด้วยม้าเช่นนี้เพื่อที่จะให้ถึงโดยเร็วใช่หรือไม่” ภายในรถม้าที่นั่งอยู่ด้วยกันตามลำพังเป็นเวลาหลายชั่วยามนั้นสร้างความอึดอัดให้นางไม่ใช่น้อย จึงต้องหาเรื่องพูดคุยและถามในสิ่งที่ตนสงสัยในที่สุด
“เพื่อให้ทหารเก็บแรงเอาไว้ใช้ในยามจำเป็น ระหว่างทางอาจเกิดเหตุไม่คาดคิดได้ทุกเมื่อ หากเหนื่อยล้าจากการเดินเท้าแล้วเรี่ยวแรงจะลดลงกึ่งหนึ่ง” บุรุษผู้องอาจในชุดที่มิได้สวมชุดเกราะอย่างเป็นทางการตอบคำถามนางเสียงนุ่ม
“อีกนานหรือไม่กว่าจะถึงตงเสวีย” โจวลี่หรูเริ่มถามออกนอกเรื่องแล้วเปิดหน้าต่างชะโงกหน้าออกไปดูข้างทาง ตอนนี้ยังคงรายล้อมไปด้วยต้นไม้และผืนป่า
มองซูเยี่ยที่ควบม้าเบาๆ อยู่ข้างรถม้าอมยิ้มมองไปทางชงเอ๋อร์ที่นั่งเก้าอี้บังเหียนกับคนคุมรถม้าแล้วส่งสายตาไปให้แก่นาง แม้ไม่เห็นหน้าสาวใช้แต่ก็คิดว่าอีกฝ่ายก็คงส่งสายตาที่หวานหยดกลับไปเช่นกัน
“กลับมานั่งได้แล้วฮูหยิน” สรรพนามในการเรียกตนนั้นทำให้โจวฮูหยินหน้าร้อนผ่าวแล้วรีบปิดม่านหน้าต่างนั่งลงตามเดิม
“แล้วท่านจะตอบได้หรือไม่ว่าเมื่อใดจะถึงตงเสวีย” นางทวงคำถามกลบเกลื่อนความเขินอายของตน
“สองเค่อ”
“อีกครึ่งชั่วยาม เช่นนั้นก็ใกล้ถึงแล้วนะสิเจ้าคะ” โจวลี่หรูยิ้มกว้างเมื่อรู้ว่าอีกไม่นานก็จะถึงบ้านเกิดแล้ว
แม่ทัพหนุ่มมองภรรยาของตน นอกจากอยากรู้อยากเห็นไปเสียทุกเรื่องแล้ว บางครานางก็ลืมตัวว่าออกเรือนแล้วเผลอแสดงกิริยาดีใจเช่นเด็กน้อยออกมาอย่างลืมตัว
ในขณะนั้นรถม้าก็หยุดกะทันหัน ชงเอ๋อร์ที่ไม่ทันระวังตกจากรถม้าแล้วได้ซูเยี่ยรีบกระโดดไปรับตัวนางเอาไว้ในอ้อมแขน
ภายในรถม้าเองโจวลี่หรูก็ล้มจากที่นั่งแล้วโดนสามีในนามดึงไปนั่งที่ตักแล้วกอดเอาไว้แน่นเพื่อมิให้นางได้รับอันตราย
“คุ้มกันท่านแม่ทัพและนายหญิง” เสียงดังฟังชัดของซูเยี่ยดังขึ้นมาทำให้โจวจื่อรั่วถือดาบที่วางอยู่ข้างกายแล้วออกไปทันที
ซูเยี่ยให้ชงเอ๋อร์เข้าไปนั่งในรถม้ากับโจวลี่หรู จากนั้นทั้งสองก็มองดูกลุ่มโจรที่ปิดบังใบหน้าพร้อมอาวุธครบมือเข้ามาโจมตีกองกำลังทหารอย่างอุกอาจ แต่ฝีมือที่เก่งกาจและเชี่ยวชาญของอีกฝ่ายทำให้ทั้งสองต้องรีบลงไปร่วมต่อสู้ด้วย
“คุ้มกันนายหญิง” โจวจื่อรั่วบอกแก่ซูเยี่ยให้เฝ้าที่รถม้าแล้วตัวเองก็ออกไปจัดการกับชายที่ดูเหมือนจะเป็นหัวหน้าของกลุ่มคนที่ลอบทำร้าย
ทั้งสองฝ่ายประมือกันอย่างไม่มีใครยอมใคร แต่เมื่อฝ่ายคนร้ายกำลังจะเพลี่ยงพล้ำก็ฉวยโอกาสพุ่งตรงไปที่รถม้าเพื่อที่จะกำจัดเป้าหมายรองของตน
ซูเยี่ยที่ถูกผู้ร้ายสองคนรุมไม่สามารถปกป้องคนบนรถม้าได้
“ชงเอ๋อร์รีบพานายหญิงหนีไป” เขาร้องลั่นเมื่อศัตรูกำลังมุ่งตรงมา โจวจื่อรั่วเองก็ถูกสมุนของโจรผู้นั้นขวางเอาไว้กำลังจะฝ่ามาแต่ไม่น่าจะถึงโดยง่าย
ชงเอ๋อร์รีบพาคุณหนูของตนลงจากรถม้าวิ่งไปข้างทาง ชายชุดดำที่เป็นหัวหน้าโจรวิ่งตามมาอย่างรวดเร็ว โจวจื่อรั่วเห็นดังนั้นก็รีบจัดการคนที่ขวางตนแล้วรีบตามไป
ซูเยี่ยเกือบจะเพลี่ยงพล้ำแต่โจวจื่อรั่วที่วิ่งผ่านมาตวัดดาบจัดการไปได้หนึ่งในสองก่อนจะวิ่งตรงไปยังทางที่โจวลี่หรูกำลังวิ่งหนีไปด้วยความโกรธสุดขีดเมื่อรู้ว่านางคือเป้าหมาย
ชงเอ๋อร์ล้มแล้วหันไปดูโจรที่วิ่งไล่ตามมา
“หนีไปไม่ต้องห่วงข้า” นางร้องบอกแล้วแกะมือของนายหญิงออกจากตน
โจวลี่หรูจึงตัดสินใจวิ่งต่อไป โจรที่ตามมาไม่ได้สนใจชงเอ๋อร์แล้ววิ่งตามเป้าหมายของตนไปโดยมีแม่ทัพโจวตามมาอย่างกระชั้นชิดแล้วพุ่งเข้าใส่อีกฝ่าย
ทั้งสองต่อสู้กันอีกครั้งก่อนจะถึงตัวโจวลี่หรู ซูเยี่ยรีบมาช่วยดึงชงเอ๋อร์ที่ล้มลงให้ลุกขึ้นแล้วมองดูโจวจื่อรั่วที่มีสีหน้าจริงจังกำลังฟาดฟันจนอีกฝ่ายกำลังจะเพลี่ยงพล้ำเพราะคู่ต่อสู้เป็นถึงแม่ทัพใหญ่ที่ชำนาญในการออกรบ
โจวลี่หรูหลบอยู่หลังต้นไม้ จากนั้นก็รู้สึกได้ว่าด้านหลังของตนยังมีโจรอีกคนอยู่จึงกรีดร้องลั่นแล้วหลบคมดาบที่ฟาดฟันลงมาวิ่งเข้าไปในป่าอย่างไม่คิดชีวิต
แม่ทัพหนุ่มหันไปทางเสียงร้องอย่างไม่ระวังทำให้เกิดบาดแผลแล้วใช้ดาบแทงสวนไปจนหัวหน้าโจรร้ายแน่นิ่งแล้วรีบตามฮูหยินของตนไป
โจวลี่หรูสะดุดรากไม้ล้มลง หันไปมองดูบุรุษที่คาดปิดใบหน้าไว้เพียงครึ่งด้วยท่าทางหวาดกลัว ดวงตาที่ดุดันและคิ้วรูปดาบที่คุ้นตาทำให้นางรู้ว่าคนตรงหน้านี้เป็นผู้ใด
แต่ก่อนที่เขาจะลงมือโจวจื่อรั่วก็มาช่วยได้ทันเวลาทำให้บุรุษผู้นั้นได้รับบาดเจ็บที่ต้นแขนซ้าย ก่อนจะรีบหนีไปด้วยรู้ว่าตนนั้นสู้แม่ทัพหนุ่มไม่ได้
โจวลี่หรูตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว และยิ่งรู้ว่าผู้ใดต้องการจะสังหารตนก็ยิ่งทั้งเสียใจและผิดหวัง แม่ทัพหนุ่มรีบเข้าไปประคองนางลุกขึ้นด้วยความห่วงใย
หญิงสาวสบตาที่สั่นไหวกับเขาแล้วโผกอดบุรุษตรงหน้าแล้วร้องไห้ออกมาด้วยความตกใจกลัว
“เรารีบเดินทางกันเถอะ ไม่เช่นนั้นกว่าจะถึงตงเสวียก็จะค่ำมืดเสียก่อน” แม่ทัพโจวบอกแก่นาง โจวลี่หรูผละออกแล้วพบว่าที่เสื้อของตนมีเลือดติดอยู่จึงมองไปยังลำตัวของสามีแล้วพบว่าอีกฝ่ายได้รับบาดเจ็บที่ท้อง
“ท่านได้รับบาดแผล”
“แค่ปลายดาบเท่านั้นไม่ได้ลึกมาก เรารีบไปเถอะ” แม่ทัพหนุ่มประคองนางเดินกลับไปยังรถม้า ซูเยี่ยและทหารที่ได้รับบาดเจ็บกำลังนำร่างของโจรผู้ร้ายที่เสียชีวิตมาวางเรียงไว้
“ฝีมือในการต่อสู้เป็นทหารไม่ผิดแน่” ซูเยี่ยรายงาน
“คนของเราเป็นอย่างไรบ้าง” โจวจื่อรั่วถามด้วยความห่วงใยแล้วมองไปยังทหารของตน
“ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยพร้อมเดินทางต่อขอรับ”
“ให้ทหารที่บาดเจ็บเดินทางไปกับข้าเพื่อรักษาตัวที่ตงเสวีย ส่วนเจ้านำกำลังทหารที่เหลือควบม้าเร็วกลับไปที่เสวียนซาน ข้ามีเรื่องให้เจ้าช่วยจัดการให้ข้า” น้ำเสียงที่แข็งกร้าวนั้นทำให้ทุกคนรู้สึกยำเกรงและรับรู้ได้ถึงความโกรธของแม่ทัพหนุ่มในการลอบทำร้ายในครั้งนี้
“ไปขอความช่วยเหลือจากเสนาบดีลู่เข้าจับกุมต้าเซ่อแล้วไปขังเอาไว้รอข้ากลับไปตัดสินโทษ”
“ต้าเซ่อ ข้าฟังไม่ผิดใช่หรือไม่” ซูเยี่ยถามด้วยความตกใจ
“ต้าเซ่อเป็นคนของอ๋องเสิ่นที่แฝงตัวมาอยู่กับข้า ช่างน่าเสียดายคนที่มีฝีมืออย่างเขายิ่งนัก แต่ถ้าเป็นกบฏก็มิอาจละเว้นโทษได้” โจวจื่อรั่วคิดเคียดแค้นในใจ หากครั้งนี้เป้าหมายมิใช่โจวลี่หรูก็จะไม่เกิดโทสะมากถึงเพียงนี้
“รับคำสั่ง” ซูเยี่ยรับคำสั่งแล้วหันไปทางชงเอ๋อร์ นางพยักหน้าให้เขาเล็กน้อยเพื่อให้กำลังใจแล้วมองดูทหารมือซ้ายของแม่ทัพนำทหารบางส่วนกลับไปด้วยสายตาที่อาลัยอาวรณ์
โจวจื่อรั่วขึ้นไปนั่งบนรถม้าแล้วสั่งให้รีบเดินทางต่อ
“บาดแผลของท่านเป็นอย่างไรบ้าง” โจวฮูหยินกล่าวถามด้วยความห่วงใย
“แค่เจ้าปลอดภัยข้าจะเป็นเช่นไรก็ไม่สำคัญ” ประโยคที่แฝงไปด้วยความนัยนั้นทำเอาหัวใจของนางเต้นรัว
“ท่าน..”
“ข้าคิดว่าหากจบเรื่องกบฏบ้านเมืองลงได้แล้ว เรามีเรื่องที่ต้องพูดคุยกันเสียใหม่” โจวจื่อรั่วพูดแล้วจ้องมองด้วยแววตาที่อ่อนโยนจนนางรู้สึกมวนท้องไปหมด
หลังจากผ่านเรื่องเฉียดตาย ทำให้รู้ว่าชีวิตนั้นไม่แน่นอน การได้อยู่ใกล้ชิดกับหญิงงามแสนดื้อรั้นตรงหน้าจึงเป็นสิ่งที่ตนปรารถนาให้คงอยู่เช่นนี้ตลอดไป
**********************
ข่าวเรื่องซุนต้าเหยาถูกจับในข้อหาลอบสังหารโจวจื่อรั่วและเจ้าเมืองจิ้งหนานถูกจับกุมในข้อหารีดไถประชาชนไปถึงหูอ๋องเสิ่น แม้จะไม่ใช่ข้อหากบฏโดยตรงเพราะไม่มีหลักฐานชี้ชัด แต่ย่อมรู้ดีว่าเป็นอุบายของแม่ทัพตงฉินผู้นั้นให้คนที่ร่วมลงนามก่อกบฏเกิดความอกสั่นขวัญแขวน“อีกสองวันแม่ทัพโจวกำลังนำตัวทั้งสองผ่านเมืองจงหูวเพื่อกลับไปยังเสวียนซาน ถ้าเป็นไปตามที่คาดเดาคงจะแวะที่ตงเสวียเพื่อจับกุมซุนฮูหยินอีกคน” ที่ปรึกษารายงานข่าวแก่ผู้ครองแคว้นฉี“ต้าเหยาฝากรายชื่อขุนนางที่ลงนามก่อกบฏไว้กับนาง หากเป็นเช่นนั้นเราต้องชิงมาก่อน” อ๋องเสิ่นกล่าวด้วยความกังวล“คุณชายซุนนั้นน่าจะไม่ยอมเอ่ยปากโดยง่ายแต่กับใต้เท้าหวังเจ้าเมืองจิ้งหนานนั้นเราจะทำเช่นไรกับเขาดีควรปล่อยให้ไปถึงเสวียนซานหรือไม่” ที่ปรึกษาถามด้วยน้ำเสียงที่เจ้าเล่ห์ ยุยงให้กำจัดเจ้าเมืองจิ้งหนานไปเฉียนซื่อที่ยืนฟังอยู่ด้วยก็ตั้งใจฟังอย่างเป็นกังวล เกรงว่าอ๋องเสิ่นจะคิดกำจัดลูกชายของตน“หากจะกำจัดก็ต้องกำจัดให้หมด แม้แต่เพ่ยหลินและต้าเหยาก็ไม่ต้องละเว้น” อ๋องเสิ่นทำสีหน้าที่จริงจัง สิ้นประโยคนั้นทำเอาองครักษ์ข้างกายอย่างเฉียนซื่อแทบยืนไม่อยู่“งานน
ขบวนรถม้าหยุดพักที่โรงเตี๊ยมก่อนถึงเมืองจิ้งหนานตามแผนการของโจวจื่อรั่วที่อยากให้ซุนต้าเหยาล่วงหน้าไปถึงก่อนตน หน้าห้องพักของแม่ทัพหนุ่มมีทหารยามคอยผลัดเปลี่ยนเวรยามอย่างแน่นหนาเพื่อมิให้เกิดอันตรายแก่ผู้ที่พักผ่อนอยู่ด้านในโจวลี่หรูนอนกอดสามีด้วยจิตใจที่ไม่สงบสุข รู้สึกเหมือนว่ากำลังจะมีเรื่องที่เลวร้ายเกิดขึ้น“ยังไม่นอนอีกหรือลี่หรู” โจวจื่อรั่วถามเสียงนุ่มเมื่อเห็นว่าฮูหยินของตนทอดถอนหายใจอย่างเป็นกังวล“ข้ารู้สึกไม่สบายใจ เรากลับเสวียนซานกันดีหรือไม่”“พรุ่งนี้เมื่อถึงจิ้งหนานแล้วทุกอย่างก็จะค่อยๆ คลี่คลาย อย่าได้กังวลไป” คำพูดปลอบใจนั้นไม่ได้ทำให้นางสงบลงเมื่อเทียบกับอ้อมกอดที่อบอุ่นที่กระชับให้นางเข้าไปหาโจวลี่หรูหลับตาลงอย่างวางใจ จากนั้นแม่ทัพหนุ่มก็รอจนกระทั่งนางหลับสนิทแล้วค่อยๆ ลุกเดินไปยังด้านนอกเพื่อเตรียมแผนการกับซูเยี่ยโดยมิให้รบกวนการนอนของภรรยาที่เดินทางเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวัน“เรื่องของต้าเซ่อเป็นอย่างไรบ้าง”“เรียนท่านแม่ทัพ ต้าเซ่อไม่ทันระวังตัวจึงถูกจับกุมได้โดยง่าย ตอนนี้ถูกคุมขังที่จวนใต้เท้าลู่เพื่อรอให้ท่านไปตัดสินโทษ ในตัวเขาพบจดหมายสนเท่ห์ที่หายไปอยู่กับใต้
สัมผัสที่นุ่มนวลและอ่อนหวานจากแม่ทัพผู้องอาจสร้างเสียงครางอย่างสุขสมให้แก่โจวลี่หรูครั้งแล้วครั้งเล่า มือบอบบางจิกที่ผ้าห่มแล้วมองร่างกำยำที่เคลื่อนไหวอยู่บนเรือนร่างของตนด้วยแววตาที่ฉ่ำหวานเสียงหายใจหอบถี่ของโจวจื่อรั่วและสะโพกหนาที่โยกเข้ามาอย่างดุดันช่างเต็มไปด้วยเสน่ห์ที่น่าหลงใหลสะโพกเล็กๆ ของนางแอ่นเข้าหาอย่างเว้าวอน ชื่นชอบสัมผัสของนุ่มนวลแต่แฝงไปด้วยความดุดันและพลังที่เขาโถมเข้ามาก็สร้างความสุขสมเป็นอย่างมาก“ฮูหยินนิ่วหน้าเช่นนั้นจะให้ข้าเบาแรงหรือไม่” เสียงกระซิบถามที่แหบพร่าแต่ว่าสะโพกสอบยังคงโถมเข้ามาอย่างไม่ปรานี“ไม่ต้องเบาแรงเจ้าค่ะท่านพี่ ข้ารับไหว หากท่านจะทำแรงกว่านี้อีกหน่อยก็ยังได้” เสียงสั่นกระเส่าและดวงตาที่ฉ่ำปรือของนางบ่งบอกว่าเกิดความกำหนัดและปรารถนาให้อีกฝ่ายกระทำได้อย่างเต็มที่เสียงเนื้อกระทบกันดังเป็นจังหวะขณะที่แม่ทัพหนุ่มโถมแรงสะโพกลงไปอย่างดุดัน เสียงครางกระเส่าของทั้งคู่รดรินกันผสานเสียงท่อนเนื้อที่เสียดสีกับกลีบบุปผางามตาสร้างความหฤหรรษ์ในการร่วมสวาทจนทั้งสองทนต่อความสุขสมนี้ไม่ไหวฝ่ายคนร่างใหญ่โถมแรงกระแทกจนภรรยาตัวสั่นคลอน สองมือหนากุมเต้างามที่ก
ที่ศาลานั่งพักกลางสวนดอกไม้ ซุนลี่หลิงนั่งด้วยความประหม่าต่อหน้าของแม่ทัพโจวผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นน้องเขยของตน แววตาเย็นชาที่มองมายังนางทำให้รู้สึกยำเกรงจนมิกล้าเอ่ยปากอันใด“ข้าคิดว่าเจ้าจะมาผู้เดียวเสียอีก ไม่คิดว่าจะพาท่านแม่ทัพออกมาด้วย” ซุนลี่หรูพูดเสียงเบากับน้องสาวของตน“ข้าไม่อยากอุดอู้อยู่ในแต่ในห้อง จึงตามนางมาชื่นชมสวนบุปผาแห่งนี้ด้วย” แม่ทัพหนุ่มที่ได้ยินกล่าวตอบเสียงเรียบ ทั้งๆ ที่จริงแล้วถูกโจวลี่หรูขอร้องให้มาด้วยกันโจวลี่หรูจึงวางมือบนใบหน้าของเขาแล้วใช้นิ้วคลี่ยิ้มให้กับอีกฝ่ายท่ามกลางความตกใจของซุนลี่หลิงที่ไม่คิดว่าน้องสาวของตนจะกล้าทำเช่นนั้น รวมไปถึงตัวของแม่ทัพหนุ่มเองก็รู้สึกตกใจไม่แพ้กัน“ยิ้มบ้างเถิดเจ้าค่ะ ทำหน้าดุเช่นนี้พี่รองกลัวท่านไปหมดแล้ว” โจวฮูหยินกล่าวเสียงสดใสแล้วหันไปยิ้มกับพี่สาวของตนแล้วเริ่มพูดคุยเพื่อสืบความจากนางโดยที่ซุนลี่หลิงไม่รู้ตัวเลยว่าถูกน้องสาวหลอกถามเข้าให้แล้ว“เมื่อวานตอนที่ข้ามาถึง ท่านแม่ใหญ่กับพี่รองก็ลงมาจากรถม้าเช่นเดียวกัน กลับถึงเรือนตอนฟ้ามืดเช่นนั้นคงมิใช่ไปเที่ยวชมตลาดมา”“เจ้าช่างสังเกตยิ่งนัก ข้ากับท่านแม่พึ่งกลับจากจิ้งห
ในค่ำคืนที่อากาศหนาวเย็นและมีลมหนาวพัดอยู่ด้านนอก ภายในห้องนอนของโจวลี่หรู โจวจื่อรั่วมองดูฮูหยินของตนที่แสร้งหยิบจับนั่นนี่อย่างไม่เป็นสุขไม่ยอมมาร่วมเตียงกับตนเสียทีโจวลี่หรูกลับมาเยี่ยมบ้านในครานี้หากจะแยกห้องกับสามีก็เป็นเรื่องที่ไม่สมควรนัก เช่นนั้นแล้วนางจึงต้องอยู่ร่วมห้องและร่วมเตียงกับอีกฝ่ายอย่างเลี่ยงไม่ได้“เจ้าไม่ง่วงหรือลี่หรู ข้ารอเจ้านานแล้ว”“ข้าคิดว่าข้าจะนอนตรงนี้ได้ หากร่วมเตียงกับท่านแล้วอาจจะไปโดนบาดแผลของท่านได้”“เตียงกว้างเช่นนี้จะโดนได้อย่างไร มาเถิด” น้ำเสียงที่นุ่มนวลแต่แฝงด้วยความจริงจังทำให้นางยอมเดินไปหาเขาแต่โดยดี แล้วขยับไปนอนข้างๆ ด้วยหัวใจที่เต้นแรง“รังเกียจข้าเช่นนั้นหรือจึงขยับไปห่างเช่นนั้น”“ข้ากลัวจะโดนแผลของท่าน”โจวจื่อรั่วดึงนางมานอนทับที่ต้นแขนของตนแล้วดึงผ้าห่มมากระชับร่างของทั้งคู่เอาไว้“เหตุการณ์วันนี้ทำให้ข้ากลัวว่าจะเสียเจ้าไป” น้ำเสียงนุ่มทุ้มกระซิบข้างใบหูของนาง ความหมายของสิ่งที่กล่าวออกมาทำให้โจวลี่หรูหัวใจเต้นแรงอย่างบอกไม่ถูก แต่เมื่อนึกได้ถึงเหตุผลที่แต่งงานกันนางก็รีบกล่าวตัดพ้อออกมา“ท่านอย่าลืมว่าเราแต่งงานกันด้วยเหตุใด”“ข
เมื่อถึงจวนสกุลซุน ซุนต้านและซุนเพ่ยหลินได้ให้การต้อนรับแม่ทัพหนุ่มตามมารยาท โจวลี่หรูที่แม้จะดีใจที่ได้กลับมาแต่ด้วยความห่วงใยที่มีต่อแม่ทัพหนุ่มและรู้ว่าผู้ที่จะมาทำร้ายตนเป็นผู้ใดจึงมิได้มีสีหน้าที่เป็นสุขนัก“เกิดอะไรขึ้นเหตุใดแม่ทัพโจวจึงได้รับบาดเจ็บเช่นนี้” ซุนเพ่ยหลินถามด้วยความตกใจ แม้จะไม่อยากพูดดีด้วยแต่ถ้าแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่หากเป็นอันใดไปในเรือนสกุลซุนอาจจะมีเรื่องใหญ่ตามมา“ระหว่างทางพบกับโจรป่าเข้า จึงเกิดการต่อสู้กัน” โจวจื่อรั่วตอบเสียงเรียบแล้วมองยังซุนต้านด้วยสายตาที่แฝงไปด้วยความนัยบางอย่าง“ฮูหยินให้คนดูแลทหารของท่านแม่ทัพ ทั้งอาหาร ที่พักและยารักษา” ซุนต้านบอกแก่ภรรยาของตน“เจ้าค่ะท่านพี่” ซุนเพ่ยหลินรับปากสามี จึงหันไปสั่งพ่อบ้านซุน“ทำตามที่นายท่านสั่ง ดูแลทหารของแม่ทัพโจวอย่าได้ขาดตกบกพร่องประการใด” นางสั่งการต่อไม่ยอมออกจากห้องรับรองของโจวจื่อรั่วไปเพราะเกรงว่าจะมีการพูดเรื่องสำคัญลับหลังนางโจวลี่หรูมองดูหมอถอดเสื้อของเขาออกจนเผยให้เห็นแผงอกกำยำและบาดแผลที่หน้าท้อง แม้จะเล็กน้อยแต่ก็ยังมีโลหิตไหลไม่หยุดหลังจากที่ทำความสะอาดบาดแผลและใส่ยาแล้วก็พันผ้าสะอาดรอบเอว







