เข้าสู่ระบบที่ศาลานั่งพักกลางสวนดอกไม้ ซุนลี่หลิงนั่งด้วยความประหม่าต่อหน้าของแม่ทัพโจวผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นน้องเขยของตน แววตาเย็นชาที่มองมายังนางทำให้รู้สึกยำเกรงจนมิกล้าเอ่ยปากอันใด
“ข้าคิดว่าเจ้าจะมาผู้เดียวเสียอีก ไม่คิดว่าจะพาท่านแม่ทัพออกมาด้วย” ซุนลี่หรูพูดเสียงเบากับน้องสาวของตน
“ข้าไม่อยากอุดอู้อยู่ในแต่ในห้อง จึงตามนางมาชื่นชมสวนบุปผาแห่งนี้ด้วย” แม่ทัพหนุ่มที่ได้ยินกล่าวตอบเสียงเรียบ ทั้งๆ ที่จริงแล้วถูกโจวลี่หรูขอร้องให้มาด้วยกัน
โจวลี่หรูจึงวางมือบนใบหน้าของเขาแล้วใช้นิ้วคลี่ยิ้มให้กับอีกฝ่ายท่ามกลางความตกใจของซุนลี่หลิงที่ไม่คิดว่าน้องสาวของตนจะกล้าทำเช่นนั้น รวมไปถึงตัวของแม่ทัพหนุ่มเองก็รู้สึกตกใจไม่แพ้กัน
“ยิ้มบ้างเถิดเจ้าค่ะ ทำหน้าดุเช่นนี้พี่รองกลัวท่านไปหมดแล้ว” โจวฮูหยินกล่าวเสียงสดใสแล้วหันไปยิ้มกับพี่สาวของตนแล้วเริ่มพูดคุยเพื่อสืบความจากนางโดยที่ซุนลี่หลิงไม่รู้ตัวเลยว่าถูกน้องสาวหลอกถามเข้าให้แล้ว
“เมื่อวานตอนที่ข้ามาถึง ท่านแม่ใหญ่กับพี่รองก็ลงมาจากรถม้าเช่นเดียวกัน กลับถึงเรือนตอนฟ้ามืดเช่นนั้นคงมิใช่ไปเที่ยวชมตลาดมา”
“เจ้าช่างสังเกตยิ่งนัก ข้ากับท่านแม่พึ่งกลับจากจิ้งหนาน ท่านแม่พาข้าไปเที่ยวชมโรงน้ำชาของพี่ใหญ่ ที่นั่นใหญ่โตโอ่อ่ามาก คนที่มาก็มีแต่คหบดีที่ร่ำรวยและพวกขุนนางทั้งนั้น เจ้าน่าจะไปเห็นด้วยกับตาตัวเองสักครา” ซุนลี่หรูกล่าวด้วยความตื่นเต้น
โจวจื่อรั่วตั้งใจฟังสิ่งที่นางพูดอย่างสนใจ แล้วปล่อยให้เป็นหน้าที่ของภรรยาในการชวนพี่สาวนางพูดคุยต่อ การพูดคุยของสตรีนั้นจะทำให้อีกฝ่ายไม่ทันระวังตัวแล้วเล่าเรื่องราวออกมา
“ข้าไม่เคยไปที่จิ้งหนานเลยสักครั้ง ฟังท่านเล่าแล้วก็อยากเห็นโรงน้ำชาของที่นั่น” โจวฮูหยินน้อยทำท่าทางตื่นเต้น
“แต่ที่นั่นเสียอย่างเดียวที่มองไปทางใดก็มีแต่สตรีเป็นส่วนมาก ทั้งร้านค้าต่างๆ ก็มีแต่แม่ค้า”
“เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้นเล่า” โจวลี่หรูถามอย่างสนใจ
“ก็เหล่าบุรุษที่ยังหนุ่มแน่นต่างถูกเกณฑ์ไปฝึกซ้อมรบ เมืองจิ้งหนานเป็นหัวเมืองชั้นในที่ข้าศึกยากจะเข้าถึงแต่กลับซ้อมรบราวกับจะมีศึก เจ้าเมืองจิ้งหนานเองก็เอาจริงเอาจังกับการฝึกซ้อม จริงสิ เขายังมาที่โรงน้ำชาของพี่ใหญ่บ่อยๆ” ซุนลี่หลิงเล่าอย่างออกรส
โจวจื่อรั่วสบตากับภรรยา ที่นางคะยั้นคะยอเขาตามมาเพื่อที่จะให้รับฟังสิ่งเหล่านี้ ‘บุตรีของสกุลซุนช่างมีนิสัยอยากรู้อยากเห็นไม่ต่างกัน คนพี่พูดมากไปหน่อย ส่วนคนน้องนั้นก็ฉลาดถามไม่เบา’
“เสียดายยิ่งนักยิ่งพี่รองพูดข้าก็ยิ่งยากไปเห็น และอยากเจอพี่ใหญ่”
“เมื่อเช้าข้าแอบเห็นพี่ใหญ่กลับมาที่จวน พอมาถึงท่านแม่ก็รีบพาตัวบุตรชายคนโปรดไปพูดคุยด้วย ทั้งๆ ที่พึ่งจากมาเมื่อวานนี้แท้ๆ ไม่รู้ว่าเขาตามกลับมาที่จวนด้วยเหตุใด” ซุนลี่หลิงกล่าวด้วยความสงสัย
“แล้วตอนที่ท่านพ่อไปกับท่านแม่ทัพ พี่ใหญ่ทราบข่าวหรือไม่” นางถามด้วยความสงสัย
“อืม ท่านแม่ให้ข้าเขียนจดหมายเรียกตัวเขากลับมาแล้วฝากจดหมายให้แก่เขา พออ่านจบก็รีบไปเข้าเฝ้าอ๋องเสิ่นข้าคิดว่าจะไปขอความช่วยเหลือท่านพ่อที่ถูกแม่ทัพโจวใช้ป้ายทองพาตัวไปเสียอีก” พูดจบซุนลี่หลิงก็หันไปสบตากับโจวจื่อรั่ว ก่อนจะก้มหน้าลงเมื่อกล่าวล่วงเกินถึงอีกฝ่ายโดยมิได้ตั้งใจ
เมื่อได้ฟังสิ่งที่อยากรู้แล้ว โจวลี่หรูก็ไล่ให้สามีกลับไปพักผ่อนเพื่อพูดคุยกับพี่สาวตามประสาพี่น้องที่ไม่ได้เจอกันแรมเดือนเพื่อมิให้อีกฝ่ายสงสัยว่าเหตุใดจึงถามแต่เรื่องเมืองจิ้งหนาน
“ท่านพี่กลับไปพักผ่อนเถิด ข้าจะอยู่พูดคุยกับพี่รองต่อ”
“แล้วเจ้าไม่ตามกลับไปกับข้าหรอกหรือ”
“อีกไม่นานเจ้าค่ะ” นางกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน ใบหน้าแดงเรื่อเมื่อเห็นสายตาที่เว้าวอนของแม่ทัพที่เย็นชากับผู้อื่นแต่ว่าช่างมีขยันสบตาเชิญชวนตนเสียเหลือเกิน
เมื่อโจวจื่อรั่วลุกเดินออกไปแล้วซุนลี่หลิงก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก แล้วกระซิบถามน้องสาวด้วยความสงสัย “ข้าได้ยินท่านแม่บอกว่าเจ้าแต่งงานเป็นเพียงแค่ฮูหยินเชลยของแม่ทัพโจว เหตุใดจึงดูรักใคร่ราวกับเป็นสามีภรรยากันจริงๆ เช่นนั้น”
“ตอนแรกข้าก็คิดเช่นนั้น แต่ที่นั่นไม่มีผู้ใดปฏิบัติต่อข้าเฉกเช่นเชลยเลยสักนิด โดยเฉพาะท่านแม่ทัพแม้จะเย็นชาและดุดันแต่เมื่ออยู่กับข้าเขาช่างสุภาพและนุ่มนวล” โจวลี่หรูพูดแล้วอมยิ้มด้วยความประทับใจ
โจวจื่อรั่วที่ยังเดินไปได้ไม่ไกลได้ยินเช่นนั้นก็ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ก่อนจะเปลี่ยนสีหน้าเป็นเคร่งขรึมเมื่อนึกได้ว่าซุนต้าเหยาเองก็อยู่ที่จวนแห่งนี้ด้วยแล้วรีบเดินกลับไปที่ห้องพักของตนเพื่อวางแผนรับมือกับอีกฝ่ายอย่างไม่รอช้า
ซุนลี่หลิงเมื่อเห็นว่าน้องสาวของตนอมยิ้มอย่างคนที่กำลังตกอยู่ในความรักก็เป็นห่วงว่านางอาจจะถูกหลอกเอาได้
“เจ้ายังไร้เดียงสานักโยวโยว มิใช่ว่าเขาจะหลอกให้เจ้าวางใจแล้วช่วยเขาเปิดโปงท่านพ่อเช่นนั้นหรือ มีหรือว่าแต่งงานโดยมิได้รักใคร่เพียงเพื่อใช้เป็นข้อต่อรองแต่กลับให้เกียรติเจ้าเช่นนั้นหากไม่มีอันใดแอบแฝง”
เมื่อถึงตอนนี้โจวลี่หรูไม่อยากพูดให้เสียรูปการ นางรู้แก่ใจดีว่าโจวจื่อรั่วนั้นสามารถวางใจได้กว่าทุกคนที่อยู่รอบตัว ซุนลี่หลิงเองแม้จะดีกับตนและเป็นพี่สาวคนละแม่ แต่นางก็เป็นสายเลือดเดียวกับซุนต้าเหยา หากจะอธิบายอันใดไปก็คงจะไร้ผลและคงเข้าข้างสายเลือดเดียวกันมากกว่า
“เช่นนั้นข้าต้องระวังตัวให้มาก ขอบคุณพี่รองที่ชี้แนะ” โจวลี่หรูกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ซาบซึ้ง
“ดีแล้ว” ซุนลี่หรูพูดแล้วชวนน้องสาวไปเดินชมสวนดอกไม้ด้วยกัน
ซุนต้านที่ยืนมองอยู่ไกลๆ แม้ไม่ได้ยินการสนทนาแต่ก็วางใจเมื่อสองพี่น้องนั้นรักใคร่และสนิทสนมกันดีต่างจากบุตรชายอีกคนที่เอาแต่กลั่นแกล้งและรังแกบุตรีคนเล็กอยู่บ่อยครั้ง
“ท่านพี่มองสิ่งใดอยู่ ดูท่าทางมีความสุขยิ่งนัก” เสียงของซุนฮูหยินดังขึ้นจากด้านหลัง ก่อนจะเดินมายืนเคียงกับสามีของตน
“โยวโยวกับหลิงเอ๋อร์นางสองคนเข้ากันได้ดีมาตั้งแต่เด็ก จนตอนนี้โยวโยวออกเรือนไปแล้วยังก็แต่หลิงเอ๋อร์ ข้าเลยคิดว่าหากนางออกเรือนไปที่นี่คงจะเงียบเหงามาก” ซุนต้านพูดเอาใจภรรยาโดยให้เหตุผลว่าตนนั้นกำลังให้ความสนใจซุนลี่หลิงมากกว่าบุตรีคนเล็ก
ซุนเพ่ยหลินยิ้มกว้าง มองไปยังสตรีสองนางที่อยู่เบื้องหน้า
“ข้าคิดว่าท่านพี่จะสนใจแต่โยวโยวเสียอีก”
“ฮูหยิน ที่ข้าเอ็นดูนางก็เพราะนางกำพร้ามารดาตั้งแต่เกิด ต้องขอบใจเจ้าที่ช่วยอบรมสั่งสอนนางจนเติบโตมาได้ขนาดนี้ กับต้าเหยาและหลิงเอ๋อร์มีเจ้าคอยดูแลอย่างใกล้ชิดข้าจึงวางใจมิใช่ว่าไม่ได้สนใจลูกๆ ของเรา” คำพูดที่หวานหูและมือที่โอบไหล่ของนางทำให้ซุนเพ่ยหลินซึ้งใจแล้วซบหน้าลงที่อ้อมอกของสามี
“หากลูกๆ เราออกเรือนไปแล้ว ข้าก็จะอยู่ปรนนิบัติท่านไปจนถึงยามแก่เฒ่า เพียงท่านไม่ทอดทิ้งข้าข้าก็จะไม่ทอดทิ้งท่านไปไหน” นางกล่าวเสียงหวานแล้วยิ้มอย่างสุขใจ
ซุนต้านอบไหล่นางตระกองกอดเอาไว้ภายในใจชิงชังในสิ่งที่นางทำ และยิ่งสิ่งที่ล่วงรู้มาในภายหลังว่านางคือคนที่วางแผนกำจัดหญิงคนรักก็ยิ่งชิงชังจนอยากบีบคอให้สิ้นลม
แม้จะให้โจวลี่หรูออกเรือนไปอยู่ในความคุ้มครองของแม่ทัพโจวจื่อรั่วได้แล้ว หากแต่เรื่องปราบปรามกบฏยังไม่สามารถสาวไปถึงอ๋องเสิ่นได้ จึงต้องจำใจอยู่กับนางในฐานะสามีภรรยาเช่นนี้ต่อไปอย่างฝืนทน
**********************
ข่าวเรื่องซุนต้าเหยาถูกจับในข้อหาลอบสังหารโจวจื่อรั่วและเจ้าเมืองจิ้งหนานถูกจับกุมในข้อหารีดไถประชาชนไปถึงหูอ๋องเสิ่น แม้จะไม่ใช่ข้อหากบฏโดยตรงเพราะไม่มีหลักฐานชี้ชัด แต่ย่อมรู้ดีว่าเป็นอุบายของแม่ทัพตงฉินผู้นั้นให้คนที่ร่วมลงนามก่อกบฏเกิดความอกสั่นขวัญแขวน“อีกสองวันแม่ทัพโจวกำลังนำตัวทั้งสองผ่านเมืองจงหูวเพื่อกลับไปยังเสวียนซาน ถ้าเป็นไปตามที่คาดเดาคงจะแวะที่ตงเสวียเพื่อจับกุมซุนฮูหยินอีกคน” ที่ปรึกษารายงานข่าวแก่ผู้ครองแคว้นฉี“ต้าเหยาฝากรายชื่อขุนนางที่ลงนามก่อกบฏไว้กับนาง หากเป็นเช่นนั้นเราต้องชิงมาก่อน” อ๋องเสิ่นกล่าวด้วยความกังวล“คุณชายซุนนั้นน่าจะไม่ยอมเอ่ยปากโดยง่ายแต่กับใต้เท้าหวังเจ้าเมืองจิ้งหนานนั้นเราจะทำเช่นไรกับเขาดีควรปล่อยให้ไปถึงเสวียนซานหรือไม่” ที่ปรึกษาถามด้วยน้ำเสียงที่เจ้าเล่ห์ ยุยงให้กำจัดเจ้าเมืองจิ้งหนานไปเฉียนซื่อที่ยืนฟังอยู่ด้วยก็ตั้งใจฟังอย่างเป็นกังวล เกรงว่าอ๋องเสิ่นจะคิดกำจัดลูกชายของตน“หากจะกำจัดก็ต้องกำจัดให้หมด แม้แต่เพ่ยหลินและต้าเหยาก็ไม่ต้องละเว้น” อ๋องเสิ่นทำสีหน้าที่จริงจัง สิ้นประโยคนั้นทำเอาองครักษ์ข้างกายอย่างเฉียนซื่อแทบยืนไม่อยู่“งานน
ขบวนรถม้าหยุดพักที่โรงเตี๊ยมก่อนถึงเมืองจิ้งหนานตามแผนการของโจวจื่อรั่วที่อยากให้ซุนต้าเหยาล่วงหน้าไปถึงก่อนตน หน้าห้องพักของแม่ทัพหนุ่มมีทหารยามคอยผลัดเปลี่ยนเวรยามอย่างแน่นหนาเพื่อมิให้เกิดอันตรายแก่ผู้ที่พักผ่อนอยู่ด้านในโจวลี่หรูนอนกอดสามีด้วยจิตใจที่ไม่สงบสุข รู้สึกเหมือนว่ากำลังจะมีเรื่องที่เลวร้ายเกิดขึ้น“ยังไม่นอนอีกหรือลี่หรู” โจวจื่อรั่วถามเสียงนุ่มเมื่อเห็นว่าฮูหยินของตนทอดถอนหายใจอย่างเป็นกังวล“ข้ารู้สึกไม่สบายใจ เรากลับเสวียนซานกันดีหรือไม่”“พรุ่งนี้เมื่อถึงจิ้งหนานแล้วทุกอย่างก็จะค่อยๆ คลี่คลาย อย่าได้กังวลไป” คำพูดปลอบใจนั้นไม่ได้ทำให้นางสงบลงเมื่อเทียบกับอ้อมกอดที่อบอุ่นที่กระชับให้นางเข้าไปหาโจวลี่หรูหลับตาลงอย่างวางใจ จากนั้นแม่ทัพหนุ่มก็รอจนกระทั่งนางหลับสนิทแล้วค่อยๆ ลุกเดินไปยังด้านนอกเพื่อเตรียมแผนการกับซูเยี่ยโดยมิให้รบกวนการนอนของภรรยาที่เดินทางเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวัน“เรื่องของต้าเซ่อเป็นอย่างไรบ้าง”“เรียนท่านแม่ทัพ ต้าเซ่อไม่ทันระวังตัวจึงถูกจับกุมได้โดยง่าย ตอนนี้ถูกคุมขังที่จวนใต้เท้าลู่เพื่อรอให้ท่านไปตัดสินโทษ ในตัวเขาพบจดหมายสนเท่ห์ที่หายไปอยู่กับใต้
สัมผัสที่นุ่มนวลและอ่อนหวานจากแม่ทัพผู้องอาจสร้างเสียงครางอย่างสุขสมให้แก่โจวลี่หรูครั้งแล้วครั้งเล่า มือบอบบางจิกที่ผ้าห่มแล้วมองร่างกำยำที่เคลื่อนไหวอยู่บนเรือนร่างของตนด้วยแววตาที่ฉ่ำหวานเสียงหายใจหอบถี่ของโจวจื่อรั่วและสะโพกหนาที่โยกเข้ามาอย่างดุดันช่างเต็มไปด้วยเสน่ห์ที่น่าหลงใหลสะโพกเล็กๆ ของนางแอ่นเข้าหาอย่างเว้าวอน ชื่นชอบสัมผัสของนุ่มนวลแต่แฝงไปด้วยความดุดันและพลังที่เขาโถมเข้ามาก็สร้างความสุขสมเป็นอย่างมาก“ฮูหยินนิ่วหน้าเช่นนั้นจะให้ข้าเบาแรงหรือไม่” เสียงกระซิบถามที่แหบพร่าแต่ว่าสะโพกสอบยังคงโถมเข้ามาอย่างไม่ปรานี“ไม่ต้องเบาแรงเจ้าค่ะท่านพี่ ข้ารับไหว หากท่านจะทำแรงกว่านี้อีกหน่อยก็ยังได้” เสียงสั่นกระเส่าและดวงตาที่ฉ่ำปรือของนางบ่งบอกว่าเกิดความกำหนัดและปรารถนาให้อีกฝ่ายกระทำได้อย่างเต็มที่เสียงเนื้อกระทบกันดังเป็นจังหวะขณะที่แม่ทัพหนุ่มโถมแรงสะโพกลงไปอย่างดุดัน เสียงครางกระเส่าของทั้งคู่รดรินกันผสานเสียงท่อนเนื้อที่เสียดสีกับกลีบบุปผางามตาสร้างความหฤหรรษ์ในการร่วมสวาทจนทั้งสองทนต่อความสุขสมนี้ไม่ไหวฝ่ายคนร่างใหญ่โถมแรงกระแทกจนภรรยาตัวสั่นคลอน สองมือหนากุมเต้างามที่ก
ที่ศาลานั่งพักกลางสวนดอกไม้ ซุนลี่หลิงนั่งด้วยความประหม่าต่อหน้าของแม่ทัพโจวผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นน้องเขยของตน แววตาเย็นชาที่มองมายังนางทำให้รู้สึกยำเกรงจนมิกล้าเอ่ยปากอันใด“ข้าคิดว่าเจ้าจะมาผู้เดียวเสียอีก ไม่คิดว่าจะพาท่านแม่ทัพออกมาด้วย” ซุนลี่หรูพูดเสียงเบากับน้องสาวของตน“ข้าไม่อยากอุดอู้อยู่ในแต่ในห้อง จึงตามนางมาชื่นชมสวนบุปผาแห่งนี้ด้วย” แม่ทัพหนุ่มที่ได้ยินกล่าวตอบเสียงเรียบ ทั้งๆ ที่จริงแล้วถูกโจวลี่หรูขอร้องให้มาด้วยกันโจวลี่หรูจึงวางมือบนใบหน้าของเขาแล้วใช้นิ้วคลี่ยิ้มให้กับอีกฝ่ายท่ามกลางความตกใจของซุนลี่หลิงที่ไม่คิดว่าน้องสาวของตนจะกล้าทำเช่นนั้น รวมไปถึงตัวของแม่ทัพหนุ่มเองก็รู้สึกตกใจไม่แพ้กัน“ยิ้มบ้างเถิดเจ้าค่ะ ทำหน้าดุเช่นนี้พี่รองกลัวท่านไปหมดแล้ว” โจวฮูหยินกล่าวเสียงสดใสแล้วหันไปยิ้มกับพี่สาวของตนแล้วเริ่มพูดคุยเพื่อสืบความจากนางโดยที่ซุนลี่หลิงไม่รู้ตัวเลยว่าถูกน้องสาวหลอกถามเข้าให้แล้ว“เมื่อวานตอนที่ข้ามาถึง ท่านแม่ใหญ่กับพี่รองก็ลงมาจากรถม้าเช่นเดียวกัน กลับถึงเรือนตอนฟ้ามืดเช่นนั้นคงมิใช่ไปเที่ยวชมตลาดมา”“เจ้าช่างสังเกตยิ่งนัก ข้ากับท่านแม่พึ่งกลับจากจิ้งห
ในค่ำคืนที่อากาศหนาวเย็นและมีลมหนาวพัดอยู่ด้านนอก ภายในห้องนอนของโจวลี่หรู โจวจื่อรั่วมองดูฮูหยินของตนที่แสร้งหยิบจับนั่นนี่อย่างไม่เป็นสุขไม่ยอมมาร่วมเตียงกับตนเสียทีโจวลี่หรูกลับมาเยี่ยมบ้านในครานี้หากจะแยกห้องกับสามีก็เป็นเรื่องที่ไม่สมควรนัก เช่นนั้นแล้วนางจึงต้องอยู่ร่วมห้องและร่วมเตียงกับอีกฝ่ายอย่างเลี่ยงไม่ได้“เจ้าไม่ง่วงหรือลี่หรู ข้ารอเจ้านานแล้ว”“ข้าคิดว่าข้าจะนอนตรงนี้ได้ หากร่วมเตียงกับท่านแล้วอาจจะไปโดนบาดแผลของท่านได้”“เตียงกว้างเช่นนี้จะโดนได้อย่างไร มาเถิด” น้ำเสียงที่นุ่มนวลแต่แฝงด้วยความจริงจังทำให้นางยอมเดินไปหาเขาแต่โดยดี แล้วขยับไปนอนข้างๆ ด้วยหัวใจที่เต้นแรง“รังเกียจข้าเช่นนั้นหรือจึงขยับไปห่างเช่นนั้น”“ข้ากลัวจะโดนแผลของท่าน”โจวจื่อรั่วดึงนางมานอนทับที่ต้นแขนของตนแล้วดึงผ้าห่มมากระชับร่างของทั้งคู่เอาไว้“เหตุการณ์วันนี้ทำให้ข้ากลัวว่าจะเสียเจ้าไป” น้ำเสียงนุ่มทุ้มกระซิบข้างใบหูของนาง ความหมายของสิ่งที่กล่าวออกมาทำให้โจวลี่หรูหัวใจเต้นแรงอย่างบอกไม่ถูก แต่เมื่อนึกได้ถึงเหตุผลที่แต่งงานกันนางก็รีบกล่าวตัดพ้อออกมา“ท่านอย่าลืมว่าเราแต่งงานกันด้วยเหตุใด”“ข
เมื่อถึงจวนสกุลซุน ซุนต้านและซุนเพ่ยหลินได้ให้การต้อนรับแม่ทัพหนุ่มตามมารยาท โจวลี่หรูที่แม้จะดีใจที่ได้กลับมาแต่ด้วยความห่วงใยที่มีต่อแม่ทัพหนุ่มและรู้ว่าผู้ที่จะมาทำร้ายตนเป็นผู้ใดจึงมิได้มีสีหน้าที่เป็นสุขนัก“เกิดอะไรขึ้นเหตุใดแม่ทัพโจวจึงได้รับบาดเจ็บเช่นนี้” ซุนเพ่ยหลินถามด้วยความตกใจ แม้จะไม่อยากพูดดีด้วยแต่ถ้าแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่หากเป็นอันใดไปในเรือนสกุลซุนอาจจะมีเรื่องใหญ่ตามมา“ระหว่างทางพบกับโจรป่าเข้า จึงเกิดการต่อสู้กัน” โจวจื่อรั่วตอบเสียงเรียบแล้วมองยังซุนต้านด้วยสายตาที่แฝงไปด้วยความนัยบางอย่าง“ฮูหยินให้คนดูแลทหารของท่านแม่ทัพ ทั้งอาหาร ที่พักและยารักษา” ซุนต้านบอกแก่ภรรยาของตน“เจ้าค่ะท่านพี่” ซุนเพ่ยหลินรับปากสามี จึงหันไปสั่งพ่อบ้านซุน“ทำตามที่นายท่านสั่ง ดูแลทหารของแม่ทัพโจวอย่าได้ขาดตกบกพร่องประการใด” นางสั่งการต่อไม่ยอมออกจากห้องรับรองของโจวจื่อรั่วไปเพราะเกรงว่าจะมีการพูดเรื่องสำคัญลับหลังนางโจวลี่หรูมองดูหมอถอดเสื้อของเขาออกจนเผยให้เห็นแผงอกกำยำและบาดแผลที่หน้าท้อง แม้จะเล็กน้อยแต่ก็ยังมีโลหิตไหลไม่หยุดหลังจากที่ทำความสะอาดบาดแผลและใส่ยาแล้วก็พันผ้าสะอาดรอบเอว







