تسجيل الدخولทหารที่รายล้อมไปทั่วจวนแม่ทัพทำให้โจวลี่หรูรู้สึกประหม่าทุกครั้งเวลาที่เดินผ่าน มิใช่ว่าเกรงกลัวท่าทางที่ดุดันของเหล่าทหารที่เดินผลัดเปลี่ยนเวรยามรักษาความปลอดภัย แต่เป็นเพราะได้รับการคำนับทุกครั้งที่เดินผ่านจึงรู้สึกไม่คุ้นชินนัก
“ข้าอยากพบท่านแม่ทัพ” โจวลี่หรูเดินไปที่ห้องโถงใหญ่แล้วบอกแก่ทหารที่ยืนอยู่ตรงหน้าประตู
“เรียนนายหญิง ท่านแม่ทัพอยู่ในห้องตำรากำลังหารือกับใต้เท้าเฉิน” ทหารรักษาการณ์หน้าห้องโถงกล่าวด้วยน้ำเสียงที่สุภาพและนอบน้อม
“ใต้เท้าเฉิน เฉินหลี่เจาเช่นนั้นหรือ” แซ่นี้นางจำได้ว่าเป็นผู้ถือสารอวยพรขององค์ไท่จื่อมาในงานแต่งงาน แต่เพราะมีผ้าคลุมปิดบังเอาไว้จึงมิได้เห็นใบหน้าว่าเป็นผู้ใด
“ขอรับใต้เท้าเฉินที่ปรึกษาส่วนพระองค์ขององค์รัชทายาท” ทหารผู้นั้นบอกตำแหน่งของเฉินหลี่เจาอย่างละเอียด
โจวลี่หรูพยักหน้ารับทราบแล้วชักชวนให้ชงเอ๋อร์ยกน้ำชาตามไปที่ห้องหนังสือ
เมื่อไปถึงก็มิใช่เรื่องง่ายที่จะเข้าไปเพราะมีต้าเซ่อและซูเยี่ยยืนเฝ้าที่หน้าห้องด้วยตนเอง พร้อมกับทหารผู้ติดตามของเฉินหลี่เจาที่ใบหน้าดุดันกว่าทหารในจวนแม่ทัพ
ซูเยี่ยยิ้มให้แก่ชงเอ๋อร์ที่อยู่ด้านหลังของโจวลี่หรู แล้วชงเอ๋อร์ก็มีท่าทีเอียงอายทำให้นายหญิงสกุลโจวคาดเดาได้ไม่ยากว่าบุรุษในใจของนางคือซูเยี่ยมือซ้ายของโจวจื่อรั่ว
“นายหญิงมาถึงที่นี่มีธุระอันใดกับท่านแม่ทัพหรือไม่” ต้าเซ่อถามด้วยความสุภาพแต่ตั้งใจให้เสียงดังเข้าไปให้โจวจื่อรั่วรู้ว่านางมาที่นี่
“ข้าทำขนมและชงชามาให้ท่านแม่ทัพ เขาอยู่หรือไม่”
“ท่านแม่ทัพอยู่ในห้องตำรา เช่นนั้นท่านฝากข้าไว้ดีหรือไม่” ต้าเซ่อกล่าวถาม ในตอนนั้นประตูห้องตำราก็เปิดออกแล้วเฉินหลี่เจาและโจวจื่อรั่วก็เดินออกมา
“ไม่ทราบว่าท่านพี่มีแขก ลี่หรูเสียมารยาทยิ่งนัก” โจวลี่หรูย่อกายแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวล
“เจ้ามาคารวะใต้เท้าเฉินสิฮูหยิน” โจวจื่อรั่วบอกแก่ภรรยา นางจึงเดินมาย่อกายคารวะแล้วยิ้มด้วยกิริยาที่อ่อนหวาน
“คารวะเท้าเฉิน ได้ยินท่านพี่พูดถึงท่านว่าเป็นที่ปรึกษาส่วนพระองค์ขององค์รัชทายาท วันนี้ได้พบท่านช่างเป็นวาสนาของลี่หรูยิ่งนัก” คำพูดที่ชื่นชมทำให้เฉินหลี่เจาหัวเราะอย่างพอใจ
“โจวฮูหยินอ่อนหวานงดงามยิ่งนัก ท่านได้ภรรยาที่ดีแล้วแม่ทัพโจว” เฉินหลี่เจากล่าวชมนางแล้วมองกิริยาอ่อนหวานช่างเอาใจนั้นอย่างชื่นชม
“ใต้เท้าเฉินชื่นชมเกินไปแล้ว เป็นข้าต่างหากที่ได้สามีที่ดีและองอาจเยี่ยงท่านแม่ทัพ” คำพูดของนางทำให้โจวจื่อรั่วอดหน้าแดงไม่ได้ เฉินหลี่เจาก็หัวเราะชอบใจไม่หยุด
“ข้าไม่รบกวนแล้ว” เฉินหลี่เจาพูดอย่างอารมณ์ดีแล้วเดินจากไปพร้อมทหารผู้ติดตาม โดยมีเจ้าบ้านทั้งสองคารวะส่งแขกคนสำคัญด้วยความสุภาพ
เมื่อเฉินหลี่เจาเดินจากไปแล้วโจวจื่อรั่วก็มองท่าทางที่อ่อนหวานเกินจริงของภรรยาแล้วเดินกลับเข้าไปในห้องหนังสือ โจวลี่หรูจึงรีบเดินตามเข้าไปพร้อมกับขนมและน้ำชาที่ตนนำมา
“ข้าทำขนมนี้ด้วยตนเอง เลยนำมาให้ท่านลองชิมพร้อมกับชาของตงเสวีย” น้ำเสียงที่สดใสทำให้แม่ทัพหนุ่มมองใบหน้างดงามนั้นแล้วโบกมือให้ชงเอ๋อร์ออกไปรอด้านนอก
ชงเอ๋อร์ออกไปแล้วยืนรอข้างๆ กับซูเยี่ยพร้อมกับส่งสายตาให้กันเป็นระยะ
เมื่ออยู่กันตามลำพังแล้วโจวจื่อรั่วก็จิบชาและขนมที่ภรรยาในนามนำมาให้ ใช้สายตาคมกริบคู่นั้นมองดูจริตที่แปลกตาของวันนี้ “เจ้าคิดจะทำสิ่งใด บอกมาตามตรง”
เขาคิดว่านางคงจะทำตามคำแนะนำในจดหมาย หว่านเสน่ห์ให้ตนรักและหลงใหลเพื่อนำไปสู่การช่วยเหลือบิดาของนางในภายภาคหน้า
“ข้าอยากรู้ว่าท่านแม่ทัพกับท่านพ่อของข้ามีอันใดปิดบังข้าอยู่หรือไม่” สิ้นคำถามนั้นโจวจื่อรั่วชะงักไปเล็กน้อยแล้วจิบชาที่นางรินให้ มองใบหน้าฉงนนั้นด้วยความประหลาดใจ
“เหตุใดเจ้าจึงถามเช่นนั้น” น้ำเสียงถูกปรับให้ดูเคร่งขรึมขึ้นให้รู้ว่าตนไม่อยากตอบคำถามนั้นหากนางมีเหตุผลไม่เพียงพอ
“เพราะข้าคิดว่าการแต่งงานครั้งนี้มีบางอย่างแอบแฝง”
“ถูกต้อง ข้าแต่งงานกับเจ้าเพื่อใช้เจ้าเป็นข้อต่อรองให้บิดาของเจ้ายอมสารภาพความผิดออกมา ดูสิว่าเขาจะทนได้สักกี่น้ำ”
“ไม่ใช่ ข้ารู้ว่าท่านพ่อจะไม่มีวันทอดทิ้งข้าเพียงเพราะเรื่องแค่นี้ และยิ่งส่งข้าให้แต่งงานกับคนอย่างท่านด้วยแล้วยิ่งไม่ใช่วิสัยของท่านพ่อ” โจวลี่หรูไม่ยอมรับคำตอบจากสามีโดยง่าย
“ขนาดบิดาเจ้ามีส่วนเกี่ยวข้องกับกบฏต่อแผ่นดินเจ้ายังไม่เชื่อ นับประสาอะไรกับที่เขาทอดทิ้งเจ้าให้อยู่ที่นี่กับข้า” โจวจื่อรั่วไม่คิดว่านางจะนึกกังขาเรื่องแต่งงานในตอนนี้และกล้ามาถามตนตรงๆ อย่างไม่เกรงกลัว
เรื่องที่นางฉลาดและอยากรู้อยากเห็นจนอาจทำให้เสียการใหญ่นั้นเป็นไปอย่างที่ซุนต้านกล่าวไว้ไม่ผิด
ริมฝีปากที่เม้มสนิทของคนตรงหน้าทำให้โจวจื่อรั่วรู้แล้วว่านางเริ่มไม่พอใจตนและยิ่งพูดคำเจ็บแสบให้นางเลิกสนใจเรื่องเหตุผลที่แท้จริงของการแต่งงาน
“เจ้าคิดถึงเหตุผลที่ข้าแต่งงานกับเจ้าให้ดี หากมิใช่ว่าอยากบีบให้ใต้เท้าซุนรับสารภาพและบอกชื่อผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องมา แม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่เช่นข้าจะแต่งงานกับหญิงสาวที่ดื้อรั้นเช่นเจ้าไปเพื่อเหตุใด ที่บิดาของเจ้ายอมให้แต่งงานกับข้าก็คงคิดว่าจะให้เจ้าช่วยส่งข่าวเรื่องที่ข้าทำให้ไปให้หรือไม่ก็ให้เจ้ามายั่วยวนข้าให้หลงใหลจนเสียการใหญ่ก็เท่านั้น” โจวจื่อรั่วกล่าวเหตุผลที่เชื่อมโยงกับข้อความในจดหมายที่นางได้รับ
โจวลี่หรูนึกได้ว่าบิดาต้องการเช่นนั้นจริงเป็นตามที่เขาพูด ดวงตากลมโตก็เริ่มแดงและน้ำตาก็รื้นขึ้นมาด้วยความเสียใจ ทำให้แม่ทัพผู้เย็นชาใจคอไม่ดีเพราะไม่เคยเห็นสตรีร้องไห้ต่อหน้าของตนจึงรีบหาทางพูดปลอบใจนางทางอ้อม
“แต่เอาเถอะ ไหนๆ เจ้าก็เป็นคนของสกุลโจวแล้ว แม้จะเป็นเพียงการแต่งงานบังหน้าก็ตาม ข้าจะสืบหาหลักฐานให้เร็วที่สุดจะได้รู้กันไปให้ชัดแจ้งว่าบิดาของเจ้ามีส่วนเกี่ยวข้องจริงหรือไม่ จนกว่าจะถึงตอนนั้นเจ้าก็อยู่ที่นี่ให้สบายใจอย่าสร้างความวุ่นวายให้ข้าก็แล้วกัน”
“ท่านหมายความว่า ท่านเองก็ไม่แน่ใจว่าท่านพ่อมีความผิดเช่นนั้นหรือไม่”
“ข้ายังตอบเจ้าไม่ได้ เอาเป็นว่าคนอย่างข้าโจวจื่อรั่วไม่เคยใส่ความผู้ใดหากไม่มีหลักฐานมัดตัวจนดิ้นไม่หลุด ข้าถือความยุติธรรมและความซื่อสัตย์เป็นหลัก ดังนั้นเจ้าวางใจเรื่องนี้” โจวจื่อรั่วกล่าวเสียงอ่อนลง
“ข้าจะเชื่อใจท่าน และข้าก็เชื่อว่าท่านพ่อไม่มีวันทรยศต่อแผ่นดิน” โจวลี่หรูพูดอย่างมั่นใจ แล้วมองความหวังสุดท้ายของบิดา เชื่อว่าโจวจื่อรั่วจะจัดการเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมาแน่
แต่ก็มิใช่ว่านางจะละทิ้งในสิ่งที่ตนกำลังสงสัย เพียงแค่ไม่สามารถหาเหตุผลอื่นมาแย้งเข้าได้ในตอนนี้เท่านั้น
**********************
ที่ศาลานั่งพักกลางสวนดอกไม้ ซุนลี่หลิงนั่งด้วยความประหม่าต่อหน้าของแม่ทัพโจวผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นน้องเขยของตน แววตาเย็นชาที่มองมายังนางทำให้รู้สึกยำเกรงจนมิกล้าเอ่ยปากอันใด“ข้าคิดว่าเจ้าจะมาผู้เดียวเสียอีก ไม่คิดว่าจะพาท่านแม่ทัพออกมาด้วย” ซุนลี่หรูพูดเสียงเบากับน้องสาวของตน“ข้าไม่อยากอุดอู้อยู่ในแต่ในห้อง จึงตามนางมาชื่นชมสวนบุปผาแห่งนี้ด้วย” แม่ทัพหนุ่มที่ได้ยินกล่าวตอบเสียงเรียบ ทั้งๆ ที่จริงแล้วถูกโจวลี่หรูขอร้องให้มาด้วยกันโจวลี่หรูจึงวางมือบนใบหน้าของเขาแล้วใช้นิ้วคลี่ยิ้มให้กับอีกฝ่ายท่ามกลางความตกใจของซุนลี่หลิงที่ไม่คิดว่าน้องสาวของตนจะกล้าทำเช่นนั้น รวมไปถึงตัวของแม่ทัพหนุ่มเองก็รู้สึกตกใจไม่แพ้กัน“ยิ้มบ้างเถิดเจ้าค่ะ ทำหน้าดุเช่นนี้พี่รองกลัวท่านไปหมดแล้ว” โจวฮูหยินกล่าวเสียงสดใสแล้วหันไปยิ้มกับพี่สาวของตนแล้วเริ่มพูดคุยเพื่อสืบความจากนางโดยที่ซุนลี่หลิงไม่รู้ตัวเลยว่าถูกน้องสาวหลอกถามเข้าให้แล้ว“เมื่อวานตอนที่ข้ามาถึง ท่านแม่ใหญ่กับพี่รองก็ลงมาจากรถม้าเช่นเดียวกัน กลับถึงเรือนตอนฟ้ามืดเช่นนั้นคงมิใช่ไปเที่ยวชมตลาดมา”“เจ้าช่างสังเกตยิ่งนัก ข้ากับท่านแม่พึ่งกลับจากจิ้งห
ในค่ำคืนที่อากาศหนาวเย็นและมีลมหนาวพัดอยู่ด้านนอก ภายในห้องนอนของโจวลี่หรู โจวจื่อรั่วมองดูฮูหยินของตนที่แสร้งหยิบจับนั่นนี่อย่างไม่เป็นสุขไม่ยอมมาร่วมเตียงกับตนเสียทีโจวลี่หรูกลับมาเยี่ยมบ้านในครานี้หากจะแยกห้องกับสามีก็เป็นเรื่องที่ไม่สมควรนัก เช่นนั้นแล้วนางจึงต้องอยู่ร่วมห้องและร่วมเตียงกับอีกฝ่ายอย่างเลี่ยงไม่ได้“เจ้าไม่ง่วงหรือลี่หรู ข้ารอเจ้านานแล้ว”“ข้าคิดว่าข้าจะนอนตรงนี้ได้ หากร่วมเตียงกับท่านแล้วอาจจะไปโดนบาดแผลของท่านได้”“เตียงกว้างเช่นนี้จะโดนได้อย่างไร มาเถิด” น้ำเสียงที่นุ่มนวลแต่แฝงด้วยความจริงจังทำให้นางยอมเดินไปหาเขาแต่โดยดี แล้วขยับไปนอนข้างๆ ด้วยหัวใจที่เต้นแรง“รังเกียจข้าเช่นนั้นหรือจึงขยับไปห่างเช่นนั้น”“ข้ากลัวจะโดนแผลของท่าน”โจวจื่อรั่วดึงนางมานอนทับที่ต้นแขนของตนแล้วดึงผ้าห่มมากระชับร่างของทั้งคู่เอาไว้“เหตุการณ์วันนี้ทำให้ข้ากลัวว่าจะเสียเจ้าไป” น้ำเสียงนุ่มทุ้มกระซิบข้างใบหูของนาง ความหมายของสิ่งที่กล่าวออกมาทำให้โจวลี่หรูหัวใจเต้นแรงอย่างบอกไม่ถูก แต่เมื่อนึกได้ถึงเหตุผลที่แต่งงานกันนางก็รีบกล่าวตัดพ้อออกมา“ท่านอย่าลืมว่าเราแต่งงานกันด้วยเหตุใด”“ข
เมื่อถึงจวนสกุลซุน ซุนต้านและซุนเพ่ยหลินได้ให้การต้อนรับแม่ทัพหนุ่มตามมารยาท โจวลี่หรูที่แม้จะดีใจที่ได้กลับมาแต่ด้วยความห่วงใยที่มีต่อแม่ทัพหนุ่มและรู้ว่าผู้ที่จะมาทำร้ายตนเป็นผู้ใดจึงมิได้มีสีหน้าที่เป็นสุขนัก“เกิดอะไรขึ้นเหตุใดแม่ทัพโจวจึงได้รับบาดเจ็บเช่นนี้” ซุนเพ่ยหลินถามด้วยความตกใจ แม้จะไม่อยากพูดดีด้วยแต่ถ้าแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่หากเป็นอันใดไปในเรือนสกุลซุนอาจจะมีเรื่องใหญ่ตามมา“ระหว่างทางพบกับโจรป่าเข้า จึงเกิดการต่อสู้กัน” โจวจื่อรั่วตอบเสียงเรียบแล้วมองยังซุนต้านด้วยสายตาที่แฝงไปด้วยความนัยบางอย่าง“ฮูหยินให้คนดูแลทหารของท่านแม่ทัพ ทั้งอาหาร ที่พักและยารักษา” ซุนต้านบอกแก่ภรรยาของตน“เจ้าค่ะท่านพี่” ซุนเพ่ยหลินรับปากสามี จึงหันไปสั่งพ่อบ้านซุน“ทำตามที่นายท่านสั่ง ดูแลทหารของแม่ทัพโจวอย่าได้ขาดตกบกพร่องประการใด” นางสั่งการต่อไม่ยอมออกจากห้องรับรองของโจวจื่อรั่วไปเพราะเกรงว่าจะมีการพูดเรื่องสำคัญลับหลังนางโจวลี่หรูมองดูหมอถอดเสื้อของเขาออกจนเผยให้เห็นแผงอกกำยำและบาดแผลที่หน้าท้อง แม้จะเล็กน้อยแต่ก็ยังมีโลหิตไหลไม่หยุดหลังจากที่ทำความสะอาดบาดแผลและใส่ยาแล้วก็พันผ้าสะอาดรอบเอว
ขบวนรถม้าของแม่ทัพโจวที่มีทหารม้าอารักขาไปยังเมืองตงเสวียนั้นดูยิ่งใหญ่กว่าเป็นการไปเยี่ยมเยียนบ้านของภรรยาตามที่ใช้กล่าวอ้างทหารทุกนายนั้นมีม้าเป็นพาหนะไม่ได้ลำบากเดินให้ต้องเปลืองแรง คราแรกที่เชิญตัวบิดาของนางมาก็เป็นเช่นนี้แต่นั่นยังพอคิดได้ว่าเขาพึ่งกลับจากสงครามก็แวะเวียนที่ตงเสวียทันที ไม่คิดว่าครานี้ก็จะนำกำลังพลคุมกันขี่ม้าทุกนายเช่นเดิม“การให้ทหารเดินทางด้วยม้าเช่นนี้เพื่อที่จะให้ถึงโดยเร็วใช่หรือไม่” ภายในรถม้าที่นั่งอยู่ด้วยกันตามลำพังเป็นเวลาหลายชั่วยามนั้นสร้างความอึดอัดให้นางไม่ใช่น้อย จึงต้องหาเรื่องพูดคุยและถามในสิ่งที่ตนสงสัยในที่สุด“เพื่อให้ทหารเก็บแรงเอาไว้ใช้ในยามจำเป็น ระหว่างทางอาจเกิดเหตุไม่คาดคิดได้ทุกเมื่อ หากเหนื่อยล้าจากการเดินเท้าแล้วเรี่ยวแรงจะลดลงกึ่งหนึ่ง” บุรุษผู้องอาจในชุดที่มิได้สวมชุดเกราะอย่างเป็นทางการตอบคำถามนางเสียงนุ่ม“อีกนานหรือไม่กว่าจะถึงตงเสวีย” โจวลี่หรูเริ่มถามออกนอกเรื่องแล้วเปิดหน้าต่างชะโงกหน้าออกไปดูข้างทาง ตอนนี้ยังคงรายล้อมไปด้วยต้นไม้และผืนป่ามองซูเยี่ยที่ควบม้าเบาๆ อยู่ข้างรถม้าอมยิ้มมองไปทางชงเอ๋อร์ที่นั่งเก้าอี้บังเหียนกับคน
ภายในห้องพักขนาดรองลงมาจากห้องนอนที่โจวลี่หรูพักอยู่ กลายเป็นห้องนอนชั่วคราวของแม่ทัพใหญ่ที่เสียสละห้องของตนให้แก่ฮูหยินในนามโจวจื่อรั่วที่กำลังหลับตาปิดสนิทรู้สึกได้ถึงความเคลื่อนไหวภายในห้องแต่ยังไม่ได้ลืมตาขึ้นมาในตอนนั้นเสียงเหมือนกำลังค้นหาอะไรบางอย่างถูกขัดจังหวะด้วยเสียงของทหารที่มาผลัดเปลี่ยนเวรยามทำให้บุรุษลึกลับรีบออกจากห้องไปก่อนจะมีใครมาพบเข้าแม่ทัพหนุ่มลืมตาแล้วลุกขึ้นมาตรวจสอบตู้ไม้ที่อยู่ภายในห้อง ซองจดหมายสนเท่ห์ที่ถูกส่งมาแจ้งข่าวเรื่องการส่งอาวุธไปที่เมืองจิ้งหนานหายไปตามที่ตนได้คาดการณ์เอาไว้แล้วสับเปลี่ยนไปก่อนหน้านี้แล้ว“พวกเจ้าต้องการสืบหาบุคคลที่ส่งจดหมายนี้ให้แก่ข้าสินะ” เขาพึมพำอย่างใช้ความคิด เพราะไส้ศึกของอ๋องเสิ่นอยู่ที่จวนนี้และคงรู้ว่าตนเก็บจดหมายสนเท่ห์ไว้จึงต้องการนำไปเพื่อแกะรอยหาคนทรยศจากจดหมายฉบับนั้น“เห็นทีว่าคงถึงเวลาพาฮูหยินกลับไปเยี่ยมท่านพ่อตาแล้วสินะ” น้ำเสียงที่เย็นเฉียบนั้นพึมพำออกมาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความมั่นใจในแผนการของตน**********************เสียงกู่เจิงที่ลอยมาถึงห้องตำราทำให้โจวจื่อรั่วรู้ว่าผู้ที่กำลังบรรเลงนั้นเต็มไปด้วยความ
ทหารที่รายล้อมไปทั่วจวนแม่ทัพทำให้โจวลี่หรูรู้สึกประหม่าทุกครั้งเวลาที่เดินผ่าน มิใช่ว่าเกรงกลัวท่าทางที่ดุดันของเหล่าทหารที่เดินผลัดเปลี่ยนเวรยามรักษาความปลอดภัย แต่เป็นเพราะได้รับการคำนับทุกครั้งที่เดินผ่านจึงรู้สึกไม่คุ้นชินนัก“ข้าอยากพบท่านแม่ทัพ” โจวลี่หรูเดินไปที่ห้องโถงใหญ่แล้วบอกแก่ทหารที่ยืนอยู่ตรงหน้าประตู“เรียนนายหญิง ท่านแม่ทัพอยู่ในห้องตำรากำลังหารือกับใต้เท้าเฉิน” ทหารรักษาการณ์หน้าห้องโถงกล่าวด้วยน้ำเสียงที่สุภาพและนอบน้อม“ใต้เท้าเฉิน เฉินหลี่เจาเช่นนั้นหรือ” แซ่นี้นางจำได้ว่าเป็นผู้ถือสารอวยพรขององค์ไท่จื่อมาในงานแต่งงาน แต่เพราะมีผ้าคลุมปิดบังเอาไว้จึงมิได้เห็นใบหน้าว่าเป็นผู้ใด“ขอรับใต้เท้าเฉินที่ปรึกษาส่วนพระองค์ขององค์รัชทายาท” ทหารผู้นั้นบอกตำแหน่งของเฉินหลี่เจาอย่างละเอียดโจวลี่หรูพยักหน้ารับทราบแล้วชักชวนให้ชงเอ๋อร์ยกน้ำชาตามไปที่ห้องหนังสือเมื่อไปถึงก็มิใช่เรื่องง่ายที่จะเข้าไปเพราะมีต้าเซ่อและซูเยี่ยยืนเฝ้าที่หน้าห้องด้วยตนเอง พร้อมกับทหารผู้ติดตามของเฉินหลี่เจาที่ใบหน้าดุดันกว่าทหารในจวนแม่ทัพซูเยี่ยยิ้มให้แก่ชงเอ๋อร์ที่อยู่ด้านหลังของโจวลี่หรู แล้วชง







