Masukหญิงสาวก้มศีรษะเพื่อขอโทษแล้วหลีกทางให้เขาได้เดินเข้าไปในห้องทำงาน ส่วนตัวเธอรีบหยิบเอกสารตามเข้าไป
การเผชิญหน้าระหว่างคนทั้งสองไม่ต่างจากคนแปลกหน้ามาเจอกัน พาขวัญก้มหน้างุดขณะมือยื่นเอกสารไปให้ ด้านโมกข์กวาดสายตาอ่านเอกสารตรงหน้าอยู่สักพักก็ตวัดปลายปากกาเซ็นแล้วเลื่อนกลับไปให้คนที่ยืนรออยู่
พาขวัญที่รู้ดีว่าเธอควรรีบออกจากห้องรีบหมุนตัวไปทางประตู ทว่าก็อดจะหันไปมองคนเย็นชาไม่ได้ ปากพึมพำประโยคที่เธอเอ่ยอยู่ในใจบ่อยครั้ง
“ขวัญขอโทษจริงๆ ค่ะคุณโมกข์ คุณนุริน…อโหสิกรรมให้ขวัญด้วยนะคะ”
เธออดจะคิดถึงเรื่องราวที่นำพาให้หัวใจย่อยยับไม่ได้ มันเป็นรอยอดีตที่กดทับทุกๆ คนเอาไว้ นัยน์ตาไหวระริก และความเกลียดชังที่โมกข์มีให้เธอถือว่า สมควรแล้ว จากนั้นเดินไวๆ กลับไปทิ้งตัวลงนั่งประจำหน้าจอสี่เหลี่ยมเข็มนาฬิกาเดินวนหมุนมาถึงเลขสิบเอ็ด ใกล้จะเที่ยงวันขาดแค่หกนาทีเท่านั้น หญิงสาวหันมองลูกสาวที่พากันหลับสนิท คงต้องปลุกพวกแกขึ้นมากินข้าวเลยขยับตัวเดินเข้าไปใกล้
ทันทีที่แตะตัวของลูกสาวคนเล็ก ใบหน้าต้องติดกังวล เพราะตัวของพาณิธิดาค่อนข้างร้อนคล้ายแกกำลังไม่สบาย
“หนูดา หนูดาตื่นสิลูก”
ชั่วครู่ใหญ่กว่าพาณิธิดาจะปรือตาขึ้น นัยน์ตาโรยราต่างจากทุกวัน
“เดี๋ยวแม่พาไปหาหมอนะ”
พาขวัญตัดสินใจช้อนลูกสาวคนเล็กขึ้นแล้วปลุกพาณิภัค จากนั้นจูงมือพากันเข้าไปในห้องทำงานของชายหนุ่ม
“คุณโมกข์คะ ขวัญอยากจะขอลางานสักครึ่งวันค่ะ”
คนโดนเรียกขานเงยหน้าขึ้น มองไปยังสามแม่ลูกซึ่งยืนอยู่ไม่ไกลจากหน้าประตูห้อง สายตากวาดมองไปยังร่างน้อยที่วันนี้แลดูแปลกไป “ลูกไม่สบาย?”
“ใช่ค่ะ หนูดาน่าจะกำลังไม่สบาย” พาขวัญเอ่ยตอบ ถึงแม้ชายหนุ่มจะเย็นชามากเท่าใด แต่อย่างน้อยคำว่า ‘ลูก’ จะหลุดออกจากปากหยักลึกทุกหนยามรับรู้ได้ว่า ทั้งสองไม่สบาย
“รีบไปบอกให้ลุงไม้พาไปหาหมอ”
“ขอบคุณค่ะ”
หญิงสาวระบายยิ้มขอบคุณ สิ่งที่ได้คืนมาคือใบหน้าเรียบเฉย แต่เธอก็ชินกับมันแล้ว สองเท้าเดินไวๆ ออกไปโทรตามคนเก่าคนแก่ของไร่ ชั่วประเดี๋ยวเดียวรถกระบะสีน้ำเงินก็แล่นฉิวเข้ามาจอดหน้าออฟฟิศเพื่อนำคุณหนูน้อยแสนรักของทุกคนนำส่งถึงมือหมอให้ไวที่สุด
บทที่ 2 หัวใจด้านชา
เสียงกรุ๊งกริ๊งดังขึ้นยามมือนุ่มล้วงกุญแจออกจากกระเป๋ากางเกง มือข้างหนึ่งยังอุ้มพาณิธิดาไว้ ส่วนลูกสาวคนโตยืนปรือตาอยู่ข้างกาย แกเจียนจะทรงตัวไว้ไม่อยู่เพราะความง่วง คนเป็นแม่จึงรีบไขกุญแจพาลูกสาวทั้งสองเข้าไปนอน
พาขวัญผ่อนลมหายใจอย่างโล่งอก ลูกสาวคนเล็กไม่ได้เป็นอะไรร้ายแรงให้น่ากังวล แค่มีไข้นิดหน่อย ส่วนพาณิภัคนอนหลับปุ๋ยอยู่บนเตียง เวลามีคนใดคนหนึ่งเกิดป่วย พาขวัญจะพาคนที่อ่อนแอมานอนกับตน เพราะไม่อยากให้คนที่เหลือพลอยป่วยไปด้วย
ชั่วครู่หนึ่งพาขวัญก็มองผ่านหน้าต่างไปยังบ้านหลังใหญ่ เพราะลำบากใจที่ต้องเข้าไปวุ่นวาย แต่มีความจำเป็นต้องไปบอกอะไรบางอย่างกับเขาคนนั้น
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
มือเล็กยกขึ้นเคาะประตู
ไม่นานนักประตูก็ถูกเปิดกว้าง ทว่าคนที่ยืนอยู่ตรงหน้ากลับเป็นคนที่ทำให้พาขวัญขบเม้มปากด้วยความละอาย ไม่ว่ากี่ครั้งกี่หนที่ได้พบเจอ หัวใจก็ราวถูกตอกย้ำในความผิดที่ก่อไว้
“คะ...คุณนุ...”
เสียงใสเลือนหายเข้าไปในลำคอ ดวงหน้าสำแดงความเศร้าออกมาอย่างเต็มเปี่ยม
“คุณขวัญ”
ใครคนนั้นยกยิ้มกว้าง แต่ไม่ได้เป็นมิตรนัก ทว่าก็ไม่ได้มีสายตาชิงชังดังที่ควร จากนั้นทั้งสองยืนมองหน้ากัน หลากความรู้สึกผุดขึ้นในทันใดแค้น ชิงชัง เสียใจ...และให้อภัย
“มีอะไร”
“ฉันเก็บไว้เป็นความทรงจำที่ดีไง พอแล้วละกับการอยู่กับอดีต ทุกวันนี้ฉันมีแค่เธอกับลูกเท่านั้น” เรื่องทั้งหมดจบลงแล้วตั้งแต่พาขวัญเป็นอิสระ ความใกล้ชิดที่ผ่านมาทำให้เขาเรียนรู้หัวใจได้มากขึ้น จึงเลือกที่จะอยู่กับปัจจุบัน กว่าจะคิดได้ก็เกือบที่จะสายไปเสียแล้ว อึดใจต่อมาก็ได้หันไปดึงมือนุ่มมากุมไว้ “แล้วฉันก็อยากจะขอโทษด้วยนะที่ฉันไม่เคยเชื่อเธอเลย ตอนนี้คนของคุณย่าสารภาพแล้วว่า เธอไม่ได้เต็มใจ เธอเปลี่ยนใจไม่ยอมทำตามแผนแล้ว แต่โดนคุณย่าซ้อนแผน” เมื่อคนเป็นย่าถูกจับ คนสนิทของเจ้าตัวก็มาสารภาพกับเขา เพราะกลัวจะถูกลูกหลงไปด้วยและอยากจะให้ยื่นมือเข้าไปช่วย แต่อีกฝ่ายก็ไม่ได้พ้นกฎหมาย เพราะช่วยธัญญาเรศทำผิดไว้หลายอย่าง พาขวัญรู้สึกคล้ายได้ปลดล็อกสิ่งที่ติดค้างอยู่ในใจและไม่ได้รู้สึกโกรธอะไร รวมถึงไม่อยากคิดถึงอดีตอีกแล้ว แล้วมองคนที่ยื่นมือมาลูบหน้าท้อง “พรุ่งนี้ฉันต้องกลับแล้วนะ” เขาอยากจะอยู่กับพาขวัญต่อ แต่ก็ไม่สามารถทิ้งที่ไร่ได้นาน แต่สัญญาว่าจะมาหาอีกแน่ จะมาจนกว่าพาขวัญจะใจอ่อน พาขวัญขบเม้มปากแน่น เพราะหัวใจบอกชัดว่า ไม่อยาก
“คุณโมกข์ทำหรือคะ” หญิงสาวร้องถาม บุญตาพยักหน้ารับ มือเล็กหยิบช้อนขึ้นมาตักกับข้าวหลายอย่างใส่ปาก บอกไม่ถูกว่ากำลังรู้สึกอย่างไร ดีใจผสมกับความไม่คาดหมาย ส่วนชายหนุ่มก็ทำหน้าที่พ่อโดยการพาลูกไปเดินเลือกซื้อของในตัวจังหวัด แล้วต่อด้วยการไปห้างสรรพสินค้า แต่แล้วก็มีหนึ่งสิ่งที่เรียกความสนใจแก่เด็กๆ ได้ดี ไม่พ้นมุมของเล่น โมกข์จึงพาลูกไปเดินดู ไม่ได้สนใจกับเด็กผู้ชายวัยซนด้านหลัง ทว่าไม่นานสายตาคมกริบก็ต้องหันมองหลังจากพาณิธิดานั้นล้มลงหน้าคะมำ “แง...ป๊ะป๋า” เด็กหญิงร้องไห้ด้วยความเจ็บและตกใจที่จู่ๆ ก็โดนผลักเข้าเต็มแรง ทำให้โมกข์หันไปมองตัวต้นเหตุแล้วต้องส่ายศีรษะเมื่อพบว่าเป็นเด็กด้วยกันนี่เอง จึงต้องมองหาผู้ปกครองของเด็กคนดังกล่าวแล้วพาไปหาเพื่อตักเตือน ทว่าเรื่องนี้กลับลุกลามกว่าที่ควรจะเป็น ในด้านเจ้าของร่างระหงจู่ๆ ก็มีอาการใจหวิวๆ ขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ ขณะกำลังนั่งรอสามคนพ่อลูกอยู่บนแคร่ไม้หน้าบ้าน คงจะไม่มีอะไรหรอก อาจจะคิดมากไปเอง โมกข์กับลูกแค่ออกไปซื้อของกัน จะมีอะไรร้ายแรงเกิดขึ้นได้อย่างไร แต่ไม่นานเท้าก็ต้องก้าวขยับยามได้
ตกดึกพาณิภัคและพาณิธิดายังไม่ยอมห่างจากบิดา ทำให้พาขวัญต้องนำผ้าห่มมาปูให้พวกแกได้นอนด้วยกันสมใจที่ด้านหน้า มีเสียงหัวเราะเอิ๊กอ๊ากดังขึ้นอยู่ตลอด ดูมีความสุขอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ บ้านไม่จำเป็นต้องหลังใหญ่ เงินทองไม่ต้องมีเป็นถุงเป็นถัง แค่มีความสุขกองโตเท่านี้ก็สร้างรอยยิ้มให้ได้มากมาย และคงหาจากที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว “ที่ไร่เป็นยังไงบ้างคะ” หญิงสาวยังคิดถึงทุกคนเสมอ “ก็เหมือนเดิม ลุงไม้กับป้าพิมพ์บ่นว่าคิดถึง ครั้งหน้าว่าจะพามาหาด้วย” โดยเฉพาะคนเก่าคนแก่ของไร่บ่นให้ฟังทุกวันว่าอยากจะอุ้มเด็กๆ เหมือนก่อน “ขวัญเองก็คิดถึงลุงไม้กับป้าพิมพ์เหมือนกันค่ะ” หญิงสาวยังพึงระลึกอยู่เสมอถึงความเมตตาของผู้ใหญ่ทั้งสอง คราแรกที่เธอเข้าไปอยู่ในไร่จอมใจนั้นแสนจะอ้างว้าง แต่พอทั้งสองเข้ามาพูดคุยด้วยก็ทำให้เธอคลายจากความกลัวไปได้เยอะ จนค่อยๆ สนิทมากขึ้น ไม่นานก็มีหนึ่งคำถามดังขึ้น “แล้วไม่คิดถึงฉันบ้างเหรอ” คนฟังไม่ตอบ เบือนหน้าหนีไปอีกทาง ขณะที่โมกข์ระบายยิ้มอมเศร้า “ช่างเถอะ” หลังจากนั้นพาขวัญและโมกข์ก็ไม่มีการสนทนา
“พี่นี่มัน...” “แล้วนี่รู้หรือยังว่าผู้หญิงหรือผู้ชาย” โมกข์ไม่ตอบแถมยังเปลี่ยนเรื่อง ทำให้หมอกต้องส่ายศีรษะ “ผู้ชายค่ะพี่โมกข์” นุดีตอบแล้วหันไปมองหน้าสามี เพราะถูกใจหมอกเป็นที่สุด ชายหนุ่มอยากจะมีลูกผู้ชายเป็นคนแรก แต่ถ้าเป็นลูกสาวก็ไม่ว่ากัน “เสียดายนะครับ ไม่ได้แบบยัยหนูภัค หนูดา” หมอกยังอดเสียดายไม่หาย อยากจะได้ควบสองแบบพี่ชายบ้าง แต่อย่างไรก็ยังรักลูกไม่เปลี่ยนแปลง “งั้นท้องหน้าก็มีแบบฉันให้ได้สิ” คนเป็นพี่คล้ายท้าน้อง ทำให้หมอกยักคิ้ว คอยดูสิ เขาจะต้องมีลูกฝาแฝดแบบพี่ชายให้ได้ คราวนี้ละคงสนุกน่าดู น่าจะทั้งแสบและซนไม่ต่างจากพาณิภัคและพาณิธิดา “แล้วนี่คิดจะทำอะไรครับ” อดถามไม่ได้กับอาการนิ่งๆ “เรียนรู้หัวใจของตัวเอง” โมกข์ตอบ “ระวังเถอะครับ สุนัขจะคาบไปรับประทาน” ถึงกับเตือนด้วยความหวังดี ชักช้าไปจะไม่ทันการณ์ พาขวัญเองก็ไม่ใช่ผู้หญิงขี้ริ้วขี้เหร่ เธอมีเสน่ห์ แถมยังเป็นคนดี หนุ่มๆ คงอยากได้มาเป็นแม่ของลูก “ไม่ต้องกลัวหรอก ฉันส่งเจ้าเปี๊ยกไปเป็นทัพหน้าแล้ว” คนฟังทั้งสองทำหน้าไม่เข้าใจ โมกข
ลุงไม้และภรรยาถึงกับออกอาการดีใจกับข่าวที่เจ้านายนำมาบอก สายตานั้นขยายกว้างขึ้น แต่ก็ต้องเศร้าในประโยคถัดมาอยู่ดี “ทำไมถึงไม่พาหนูขวัญกับเด็กๆ กลับมาล่ะคะ” พิมพ์ผกาทำสีหน้าเศร้า คิดถึงพาขวัญและฝาแฝด เธอช่วยเลี้ยงดูมาตั้งแต่ยังแบเบาะ จากไปเช่นนี้ย่อมทำให้เกิดความโหยหาเป็นธรรมดา อีกอย่างอยากให้คนเป็นนายได้มีความสุข เชื่อว่าสายตาของตนไม่ผิดเพี้ยน คนหน้านิ่งกำลังมีความรักบรรจุอยู่ภายใน “ผมไม่อยากบังคับครับ พาขวัญเองก็ตกอยู่ภายใต้กรงขังมานาน เธอสมควรใช้ชีวิตตามต้องการ อีกอย่างเธอคงอยากจะอยู่กับแม่ของเธอด้วยครับ” เป็นเหตุผลง่ายๆ ซึ่งโมกข์ไม่เคยอธิบายให้เจ้าตัวรับรู้ เอาแต่ทำตัวทื่อๆ “แล้วทำไมไม่ลองพาคุณแม่ของหนูขวัญมาอยู่ที่นี่ด้วยกันล่ะครับ” ลุงไม้เสนออีกหนึ่งหนทาง “เรื่องนั้นผมทำแน่ครับ แต่อยู่ที่ว่าบทเรียนหัวใจของผมกับพาขวัญครั้งนี้จะต้องใช้ระยะเวลาอีกยาวนานไหม ผมไม่อยากไปเร่งอะไร ค่อยเป็นค่อยไปจะดีกว่าครับ” บทเรียนชีวิตของตนและภรรยาผ่านอะไรมามาก ทุกข์มากกว่าสุข กว่าจะปลดปล่อยตัวเองให้เป็นอิสระได้ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ จึงอยากให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์
“หึ กล้าพูดนะพาขวัญ แล้วทีเธอล่ะยังจะไม่บอกฉันเรื่องลูกเลย” ประโยคที่สวนกลับมาทำให้เธอสะอึกแล้วนิ่งไป “แม่ว่าใจเย็นกันดีกว่านะ แล้วเราเข้าไปคุยกันในบ้าน ขวัญเองเรากำลังท้องกำลังไส้จะมาโมโหแบบนี้ได้ยังไง ไม่คิดถึงลูกหรือไง ส่วนคุณโมกข์ใจเย็นหน่อยนะคะ อย่าทำให้หลานๆ ต้องตกใจเลย” คนอาบน้ำร้อนมาก่อนพอจะดูออก แท้จริงแล้วคนทั้งคู่ไม่ได้ถึงขั้นจะเกลียดกัน แต่ต้องปรับความเข้าใจกัน หนนี้คนที่ถอนหายใจระบายความเครียดเป็นชายหนุ่มเอง เขาพยักหน้าแล้วปล่อยลูกลง ก่อนจะหันมองแม่ของลูก แล้วยิ้ม เผลอแป๊บเดียวเขากำลังจะกลายไปเป็นคุณพ่อลูกสามแล้ว “เราเข้าไปคุยกันข้างในดีกว่านะคะคุณโมกข์” ชายหนุ่มพยักหน้าแล้วเดินเข้าไปด้านใน เด็กๆ ก็วิ่งตามคอยเกาะแข้งเกาะขาด้วยความคิดถึง เสียงเจื้อยแจ้วดังขึ้นซักถามบิดาถึงหลายวันที่ผ่านมา ภาพเหล่านั้นสะเทือนหัวใจคนยืนมองทั้งสองคน โดยเฉพาะคนที่หอบเด็กๆ หนีมา “เห็นความสุขของลูกไหมขวัญ” บุญตาตั้งคำถาม “แต่แม่ไม่ได้ยัดเยียดให้ขวัญต้องเลือกในสิ่งที่ฝืนใจนะลูก แม่แค่อยากให้คุยกัน และไม่ปิดบัง คุณโมกข์เองก็มีสิ
รัตติกาลยังไม่ทันพ้นผ่านไป ก็มีบางสิ่งปลุกให้ชายหนุ่มและหญิงสาวต้องรีบลุกขึ้นมา “แง้ แม่…แม่” เสียงหวีดร้องด้วยความตกใจของหนึ่งในสองฝาแฝดแผดจ้าด้วยความกลัว ยามตื่นขึ้นมาแล้วไม่พบมารดา โดยเจ้าของความคิดถึงนั้นยังนอนหลับใหลไม่รู้เรื่อง ต่างจากร่างกำยำที่เริ่มขยับตัว เสียงนั้นเริ่ม
ชายหนุ่มกลับเลือกระบายยิ้มอ่อนๆ ภาพตรงหน้าไม่มีเค้าของภรรยาสำรอง เขาสร้างจินตนาการขึ้นมาด้วยฤทธิ์ของน้ำเมา ก่อนจะทำบางอย่างให้คลายความคิดถึง โมกข์จุมพิตหนักๆ ลงบนเรียวปากอิ่ม คลุกเคล้าด้วยแรงปรารถนา ทำเอาคนใต้ร่างเบิกตาโตกว่าเดิม เนื้อตัวชาหนึบ เนื่องด้วยอ่อนประสบการณ์ต่อรสจูบ “
ด้านคนที่กระชากรถออกจากบ้าน เวลานี้มุ่งหน้าไปดับร้อนด้วยสิ่งที่จะทำให้ใจนั้นร้อนกว่า มันคือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ชายหนุ่มไม่แตะต้องมานาน ตั้งแต่ลูกสาวฝาแฝดลืมตาดูโลก กระนั้นวันนี้กลับต้องหวนมาพึ่งมันเพื่อระงับอารมณ์โกรธที่ปะทุขึ้น โมกข์อยากจะตะโกนเพื่อระบายความเดือดที่คุโชนอยู่ในอก ทว่าก
หญิงสาวลูบศีรษะเล็กเบาๆ ก่อนจะปาดน้ำตาออกจากใบหน้าแล้วตั้งสติ “แม่ขอโทษนะคะที่ทำให้หนูภัคเจ็บ แต่หนูภัคทำผิดรู้ตัวไหม หนูภัคไม่สมควรฉีกของเล่นแบบนี้ ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม” คนเป็นแม่ต้องซุกซ่อนความรู้สึกสะเทือนใจไว้ เธอจะปล่อยให้ลูกเสียนิสัยไม่ได้ ในเมื่อแกทำผิดก็ต้องรู้และรับผิดชอบ แม้ว่า







