LOGIN
บทนำ
ไร่ที่หอมกรุ่นด้วยกลิ่นของเมล็ดกาแฟกำลังถูกขยับขยายพื้นที่ให้กว้างกว่าเดิม ภายใต้การดูแลของโมกข์ ชายวัยสามสิบห้าปี เจ้าของนัยน์ตาดำขลับแสนมีเสน่ห์ แต่แฝงไปด้วยความเย็นชา
ภายในไร่มีบ้านหลังใหญ่ที่โมกข์เป็นเจ้าของ ห่างไปเล็กน้อยมีเรือนหลังเล็กที่ถูกสร้างขึ้นเมื่อไม่กี่เดือนก่อน ผู้อาศัยไม่พ้นพาขวัญ เจ้าของร่างอุ้ยอ้ายที่กำลังนั่งอยู่บนโซฟา
ดวงหน้าอิ่มอวบนิ่วเล็กน้อย มือข้างหนึ่งลูบหน้าท้องถี่ขึ้นเหมือนจะเป็นสัญญาณเตือนของบางอย่าง พาขวัญค่อยๆ ยันตัวลุกด้วยสีหน้าติดกังวล ยามนี้ใกล้จะสามทุ่มแล้วคงลำบากไม่น้อยหากต้องเดินทางออกจากไร่ รวมถึงลำบากใจหากต้องเอ่ยปากไหว้วานเขาคนนั้น
แต่ทางเลือกของเธอมีแค่เขาจึงจำใจเดินออกจากเรือนหลังเล็กมุ่งตรงไปยังบ้านไม้หลังใหญ่
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
“คุณโมกข์คะ”
พาขวัญส่งเสียงเรียก แน่นอนเธอรู้ว่าจะไม่มีเสียงตอบกลับจึงถือวิสาสะหมุนลูกบิดเข้าไปด้านใน
“คุณโมกข์คะขวัญปวดท้อง ช่วยพาขวัญไปโรงพยาบาลหน่อยได้ไหมคะ”
เธอเอ่ยบอกไปด้วยประโยคสำคัญ น้ำเสียงสั่นเพราะรู้สึกปวดท้องเป็นระยะ จนต้องกำกระโปรงตัวยาวไว้มั่น
สิ่งที่ตอบกลับมาเป็นความเงียบ ชายร่างโตที่นั่งอยู่บนโซฟา ในมือกำลังถือหนังสืออยู่นั้นแทบไม่ได้ให้ความสนใจ เขาทำแค่มองมาด้วยสายตาว่างเปล่า
พาขวัญจึงขบเม้มปาก เธอรู้ว่าเพราะอะไร เพราะสิ่งที่เธอทำไว้กับเขา
เธอทำให้คนรักของเขาต้องจากไปตลอดกาล
พาขวัญที่รู้แล้วว่าคงไร้ประโยชน์ที่จะเอ่ยปากกับคนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสามี ตัดสินใจพลิกตัวเดินออกจากบ้านไม้กลับเข้าเรือนหลังเล็ก มองหาสมาร์ตโฟนของตัวเองเพื่อจะโทรขอความช่วยเหลือจากคนที่เธอให้ความเคารพ แต่ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะกลับมาจากบ้านของญาติหรือยัง
เพียงว่าโทรไปเท่าไรก็ไม่ติด พาขวัญมีอาการกระสับกระส่าย เกิดความกังวล แต่ไม่ทันให้ได้คิดอะไรเสียงเครื่องยนต์ก็ดังใกล้เข้ามา
“หนูขวัญครับ”
เสียงเรียกนี้ทำให้พาขวัญยิ้มออกพร้อมรีบก้าวเท้าออกไปหาที่ด้านหน้าบ้าน
“ขึ้นรถเถอะครับ คุณโมกข์โทรให้ลุงมารับ”
“ขอบคุณค่ะลุงไม้” พาขวัญฝืนยิ้ม ก่อนหันมองไปยังเรือนหลังใหญ่ อย่างน้อยเขาก็ยังพอมีเมตตาต่อเธอที่เขาเกลียดเต็มหัวใจ
หากมีทางเลือกเธอจะไม่ทำให้เรื่องน่าเศร้าเกิดขึ้นแน่ ตอนนี้ทำได้เพียงรอวันพ้นจากความเกลียดชัง เมื่อใดที่สัญญาสิ้นสุดเธอจะจากไปในทันที
ส่วนชายวัยห้าสิบหกปีรีบเข้ามาประคองร่างอุ้ยอ้ายขึ้นรถ แล้วทะยานออกจากไร่ ‘จอมใจ’ เพื่อนำตัวของว่าที่คุณแม่ส่งถึงมือหมอให้ไวที่สุด....
“ทำไมถึงให้หมอนั่นเข้ามาในห้อง” เขาถามอีกคำถามและต้องการคำตอบพอๆ กับคำถามแรก นุดียังไม่ยอมเปิดปากเอ่ยบอก และสงสัยว่าทำไมคนตัวโตถึงรู้ แต่ไม่อยากถามอะไรให้มากความ เลือกจะออกปากไล่ชายหนุ่มโดยไม่สนใจว่าเขาจะรู้สึกเช่นไร เธออยากให้เขาเจ็บบ้าง จะได้รู้ว่ามันเป็นอย่างไร หมอกไม่ได้สนถ้อยคำของนุดี เขาเลือกเดินไปทิ้งตัวลงบนเตียงอย่างสบายอารมณ์ “คุณหมอก นุดีบอกให้ออกจากห้องไปไงคะ” ร่างโตไม่ฟังและไม่ขยับสักนิด ในเมื่อเลือกเสี่ยงมาที่นี่แล้ว มีหรือจะถอยหลังกลับไปง่ายๆ การลงทุนนี้มีผลกระทบใช่ย่อย ฉะนั้นกำไรต้องพอตัว ด้านนุดีเริ่มปั้นหน้ายักษ์ “เอ๊ะ! นุดีบอกให้ออกไปไงล่ะคะ เราไม่ได้เป็นอะไรกันแล้วนะ” เธอแผดเสียง เป็นครั้งแรกที่เธอเสียงดังใส่หมอก จนเจ้าตัวต้องชะงักไป เริ่มไม่เข้าใจตนเอง ว่าทำไมอารมณ์ถึงแปรปรวน บางครั้งอ่อนแอ แต่ไม่นานกลับทำตัวเข้มแข็งเสียอย่างนั้น ช่างไม่มีเหตุผลเสียจริงๆ “งั้นเป็นใหม่ไหมล่ะ” เขายังคงวางหน้านิ่ง แต่สายตามีแววจริงจัง พูดจบก็กระเด้งตัวขึ้นมาดึงร่างนุดีเข้าไปกอด ทำให้หญิงสาวต้องเลิกคิ้วขึ้น วันนี้เธอรู้สึกว่าห
“เราไปมีเรื่องอะไรกับคุณธัญญาเรศหรือเปล่า” อดสงสัยไม่ได้ เพราะแววตาของนุดีมันฟ้องว่ามีความบาดหมางบรรจุอยู่ คนโดนถามชะงัก พริบตาต่อมาก็ส่ายหน้า จะให้บอกอย่างนั้นหรือ เธอทำไม่ได้หรอก เพราะรู้ว่าวาคิมจะไม่นิ่งดูดาย เขาต้องยื่นมือเข้ามาช่วยแน่นอน ถึงแม้จะค่อนข้างมั่นใจว่ากำลังพลของคนตรงหน้ามีมาก แต่เล่ห์กลคงไม่สู้ธัญญาเรศ และเธอไม่อยากดึงเขาเข้ามาให้เดือดร้อน “ถ้ามีอะไรบอกพี่ได้นะ” ชายหนุ่มไม่อยากคาดคั้น แต่หากนุดีมีภัย ตนจะเป็นคนแรกที่ยื่นมือเข้าไปปกป้อง “ขอบคุณนะคะพี่คิม” นุดีระบายยิ้มขอบคุณจากใจจริง “งั้นพี่กลับแล้วนะ ถ้าไม่ไหวรีบโทร.หาพี่นะ” แค่เห็นสายตาสวยก็รู้แล้วว่าสมควรถอยทัพกลับ หลังวาคิมจากไปแล้ว นุดีก็ทิ้งร่างลงนอนบนเตียงราวคนหมดแรง ถ้อยคำจากปากของธัญญาเรศยังกึกก้องไม่จางหาย อีกหนึ่งเหตุผลให้ช้ำใจหนัก คือแววตาของหมอกที่ฟ้องว่าไม่มีแม้เยื่อใยให้เธออีกต่อไป ‘หึ’ นุดีหัวเราะในลำคอออกมากับความหวังลมๆ แล้งๆ ของตนเอง รู้อยู่เต็มอกว่าชายหนุ่มรักคนเป็นย่ามากกว่าสิ่งใด แล้วเขาจะทรยศมามีความรู้สึกดีๆ ให้เ
“หน็อย ทำมาเป็นอวดเก่ง” ธัญญาเรศแทบดิ้นเร่าในท่าทางถือดีนั้น นึกตำหนิอีกฝ่ายที่ไม่รู้จักเจียมตัวเสียเลยว่าอาศัยอยู่ใต้ฝ่าเท้าของตน แค่ลงน้ำหนักหนึ่งครั้งก็จมธรณี ใบหน้าของชายที่ขึ้นชื่อว่าเคยเป็นเจ้าของฝ่ามือนุ่มนิ่มนั้นไม่แม้แต่จะแสดงอาการหึงหวงใด แค่หันหน้าไปมองเท่านั้น ก่อนจะกลับมาสนใจหญิงสาวข้างกาย ต่างจากคนเป็นย่าที่เดินฉับๆ เข้าไปทักทาย “สวัสดีจ้ะนุดี” “สวัสดีค่ะ” นุดีหยิบยื่นรอยยิ้มตอบกลับ ทำเหมือนไม่รู้สึกรู้สาอะไร แต่ไม่พนมมือขึ้นไหว้ “แฟนหรือจ๊ะ” ธัญญาเรศเริ่มปล่อยพิษ มองวาคิมอย่างพิจารณา พอจะรู้จักผู้ชายคนนี้อยู่บ้างว่า เป็นเจ้าของธุรกิจส่งออกและค้าไม้ แถมยังมีฟาร์มโคนมขนาดใหญ่ น่าสนใจไม่น้อย ถ้าหากมีหลานสาวสักคนคงจะแนะนำให้รู้จัก คนต้องตอบหันไปมองหน้าหมอกที่ยืนอยู่ไกลๆ “หนูจะไม่เข้าไปทักทายหมอกหรือจ๊ะ คนเคยรู้จักกัน” ประโยคท้ายถูกเน้นหนัก “นั่นหนูนิด แฟนของหมอก อีกไม่นานฉันคงต้องร่อนการ์ดงานแต่งหลานชายไปให้หนู” ธัญญาเรศจงใจพูด คนฟังราวถูกสาป อาการปวดแปลบแล่นปรี่เข้าหาในท
บทที่ 13 เริ่มต้นใหม่ “ป๊ะป๋าขา” เสียงหวานใสในลูกอ้อนของพาณิภัคทำให้คนที่กำลังเดินลงมาจากห้องนอนชะงักเท้าแล้วเลิกคิ้วขึ้นมอง วันนี้น้ำเสียงของลูกสาวคนโตฟังดูพิเศษ จนต้องหันไปมองมารดาของแกที่อยู่ในห้องครัว พาขวัญเสหน้าหลบสายตา ปล่อยให้พาณิภัคทำในสิ่งที่สมควรด้วยตนเอง โมกข์ย่อกายลงนั่งยองๆ ขณะพาณิภัคเดินเข้ามากอด “หนูภัคอยากจะได้อะไรคะ” “นะ...หนูภัคยะขอโพดป๊ะป๋า” พาณิภัคพยายามพูด แม้จะฟังดูไม่ค่อยเป็นประโยค ดวงตากลมโตจ้องแป๋วไปยังบิดา พร้อมยื่นบางสิ่งไปให้ คนได้รับของขวัญชิ้นเก่าที่ถูกตกแต่งใหม่อึ้งไปเลย พลางหันมองพาขวัญเล็กน้อย ก่อนดึงร่างเล็กเข้ามาสวมกอด พร้อมกดจูบขมับเบาๆ แบบนี้จะให้เขาโกรธลงได้อย่างไร จากนั้นก็ยิ้มออกมา ส่วนพาขวัญคิดว่าการย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านหลังนี้ก็มีส่วนดี ทำให้ได้เห็นบางมุมของโมกข์ อาการแข็งกระด้างของเขาก็ลดฮวบลงไปมาก คงเพราะความน่ารักของลูก บวกความใกล้ชิดทำให้กำแพงน้ำแข็งละลายตัว ไม่นานเท่าไร พาณิภัคก็ดีดตัวออกจากวงแขนของบิดา เนื่องด้วยมองเห็นบางสิ่งในมือของน้องสาว
รัตติกาลยังไม่ทันพ้นผ่านไป ก็มีบางสิ่งปลุกให้ชายหนุ่มและหญิงสาวต้องรีบลุกขึ้นมา “แง้ แม่…แม่” เสียงหวีดร้องด้วยความตกใจของหนึ่งในสองฝาแฝดแผดจ้าด้วยความกลัว ยามตื่นขึ้นมาแล้วไม่พบมารดา โดยเจ้าของความคิดถึงนั้นยังนอนหลับใหลไม่รู้เรื่อง ต่างจากร่างกำยำที่เริ่มขยับตัว เสียงนั้นเริ่มดังก้องเข้ามาในโสตประสาท “ลูก” โมกข์มีอาการตกใจเมื่อได้ยินเสียงร้องไห้ของลูกสาวกลางดึก ไม่แน่ใจว่าเป็นของพาณิภัคหรือพาณิธิดา “แม่ขัน แม่” สองเท้าของคนเป็นพ่อรีบก้าวลงจากเตียง ทว่าในจังหวะนั้นกลับชะงักไปหลายวินาที เนื่องจากสายตามองไปปะทะร่างขาวลออ พาให้หัวคิ้วขมวดมุ่นทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นในหลายชั่วโมงที่ผ่านมา ไม่นานความทรงจำอันเร่าร้อนก็วิ่งปรี่เข้ามากระทบใจในบัดดล ชายหนุ่มไม่ได้ตกใจมากนัก เหมือนรู้อยู่บ้างแล้วว่าคนที่ตนเองกกกอดนั้นคือพาขวัญไม่ใช่นุริน จากนั้นเขาก็เดินไปหยิบกางเกงขึ้นมาสวมแล้วตรงไปยังห้องที่อยู่ติดกัน ด้านคนเป็นแม่เองก็เริ่มขยับตัวบ้างแล้ว ก่อนที่ปฏิกิริยาไวต่อเสียงร้องของลูกๆ จะทำให้พาขวัญกระเด้งตัวขึ้น “
ชายหนุ่มกลับเลือกระบายยิ้มอ่อนๆ ภาพตรงหน้าไม่มีเค้าของภรรยาสำรอง เขาสร้างจินตนาการขึ้นมาด้วยฤทธิ์ของน้ำเมา ก่อนจะทำบางอย่างให้คลายความคิดถึง โมกข์จุมพิตหนักๆ ลงบนเรียวปากอิ่ม คลุกเคล้าด้วยแรงปรารถนา ทำเอาคนใต้ร่างเบิกตาโตกว่าเดิม เนื้อตัวชาหนึบ เนื่องด้วยอ่อนประสบการณ์ต่อรสจูบ “อื้อ...อูณ โฮก อ่อย” เสียงอู้อี้ฟังไม่ได้ศัพท์ไม่ส่งผลใดๆ เลย คนเมามายยังรุกคืบด้วยการจูบเร่าร้อน ผสมรสชาติของความหวานละมุนเข้าไปด้วย พาขวัญตั้งตัวไม่ทัน และรับรู้ได้ถึงรสขมที่ติดอยู่ปลายลิ้น ในสมองและห้วงความรู้สึกนึกคิดของโมกข์มีความคิดถึงบรรจุอยู่จนล้นปรี่จนเกิดภาพลวงเบื้องหน้า ชายหนุ่มรีบฉกฉวยปรนเปรอความคำนึงหา เพราะยามขาด ยามจากไป คนที่ยังอยู่นั้นเจ็บปางตาย ต้องตื่นขึ้นมาวนเวียนอยู่ในวังวนความเศร้า ถึงแม้จะผ่านมาเกือบสามปีแล้วก็ตาม เพลิงสวาทลุกกระพือโหมหนัก เข้าโรมรันรุกรักจนเตียงแทบร้อนเป็นไฟ ขณะเจ้าของร่างบางพยายามทุบอกกว้างหลายหน อยากให้เขาหยุด เธอจะขาดอากาศหายใจอยู่แล้วจากการจูบอย่างดูดดื่ม “คุณโมกข์ นี่ขวัญนะ ไม่ใช่คุณนุริน มองดูดีๆ สิค







