로그인บทที่ 1 ชายผู้ไร้หัวใจ
2 ปีต่อมา...
“หนูภัค หนูดา” เสียงเรียกหาลูกสาวทั้งสองคนดังจากปากอิ่มอย่างกังวล ไม่รู้ว่าทั้งสองหายออกจากบ้านไปได้อย่างไร พาขวัญนึกกลัวลูกสาวจะไปยุ่มย่ามกับเขาคนนั้น คนที่ไม่เคยโอบอุ้มพวกแกเลยสักครั้ง สองเท้าเล็กก้าวไปตามหา จนได้ยินเสียงใสดังอยู่ไม่ไกล ทว่ามันมาพร้อมกับความกังวลที่มากขึ้น
“ป๊ะป๋า/ป๊ะป๋า”
สองเสียงดังขึ้นสลับกันเรียก ดวงหน้าเล็กเงยขึ้นมองร่างสูงใหญ่แล้วพากันหัวเราะเอิ๊กอ๊าก สองมือป้อมๆ จับขากางเกงยีนตัวซีดไว้คล้ายอยากจะเล่นด้วย ไม่ได้สนใจสายตาเย็นชาแม้แต่น้อยตามประสาเด็กที่ยังไม่ประสา ต่างจากคนเป็นแม่ที่หัวอกหวาดหวั่น
พาขวัญรีบก้าวไวๆ ไปหาแล้วคว้าลูกสาวทั้งสองออกห่างจากเขาคนนั้น
“ป๊ะป๋า” เมื่อยัยหนูน้อยโดนจับแยกห่างจากคนที่ต้องการก็ร้องโวยวาย มีพาณิภัคเป็นแกนนำส่งเสียงดัง ตามด้วยผู้เป็นน้องอย่างพาณิธิดา
“ไม่ร้องนะคะคนเก่งของแม่ ไม่เอาค่ะ” สองมือโอบกอดลูกสาวฝาแฝด สายตาชำเลืองมองคนยืนนิ่ง
ฝ่ายชายหนุ่มที่ถูกเรียกหาทำแค่วางหน้านิ่ง มีจังหวะหนึ่งที่ปรายตามองสามแม่ลูก
“ขวัญขอโทษค่ะคุณโมกข์”
พาขวัญบอกด้วยสีหน้าเจื่อนๆ หลังคำขอโทษโมกข์ก็เดินห่างไปราวกับเธอและลูกเป็นแค่อากาศสำหรับเขา
หญิงสาวรีบพายัยฝาแฝดตัวน้อยเข้าไปในบ้าน ยิ่งทั้งสองโตมากเท่าไรยิ่งดื้อและซนมากเท่านั้น จนบางครั้งก็แสนจะเหนื่อย
สายตาคู่สวยเหลือบมองนาฬิกาบนผนังบ้าน จวนจะถึงเวลาที่ต้องออกไปทำงานแล้วจึงเดินไปหยิบขวดนมและตุ๊กตาหมีตัวโปรดสภาพมอมแมมยัดใส่กระเป๋า
ภายในเรือนหลังเล็กมีข้าวของเพียงแค่เท่าที่จำเป็นเท่านั้น ด้วยจำนวนเงินเดือนที่ไม่มากนัก ทำให้ต้องอยู่อย่างประหยัด การมีลูกสองคนพร้อมกันไม่ง่ายเลย ของที่จำเป็นต้องใช้ก็ต้องหาซื้อถึงสอง เวลาคนหนึ่งไม่สบาย แน่นอนว่าคนที่เหลือก็จะพลอยป่วยตามไปด้วย จนบางครั้งถึงกับหัวหมุน
เมื่อเตรียมทุกอย่างเสร็จ พาขวัญก็หยิบกระเป๋าเป้มาพาดบ่า สองมือช้อนร่างน้อยขึ้นแล้วพาเดินออกจากบ้านเหมือนทุกวันตรงไปยังที่ทำงาน
เธอคิดว่าตอนนี้โมกข์คงไปถึงที่ออฟฟิศเล็กๆ แล้ว ที่นั่นมีพนักงานแค่สองคนเท่านั้นคือตนและเขา เดินมาสักสิบนาทีก็ถึงที่หมาย
พาขวัญโน้มตัวลงปล่อยลูกสาวให้เดินเตาะแตะเข้าไปด้านใน
“ไม่เอาค่ะหนูภัค ไม่เสียงดัง เดี๋ยวป๊ะป๋าดุเอานะ”
พาขวัญที่กำลังนั่งหลังตรงเคาะนิ้วมือลงบนแป้นพิมพ์หันมาร้องบอกแก่ลูกสาวคนโต แกมักเป็นหัวโจกในการทำทุกสิ่ง ส่วนคนเป็นน้องก็ต้องคล้อยตามทำเลียนแบบพี่สาวทุกหน พลางขยับตัวเข้าไปอุ้มลูกเมื่อแกทำปากเบะเหมือนจะร้องไห้ ต่างจากพาณิธิดาวันนี้ดูเงียบไป ไม่ซนเหมือนเคย
ภายในออฟฟิศเล็กๆ แห่งนี้ พาขวัญทำแทบจะทุกหน้าที่ ทั้งบัญชี พนักงานต้อนรับยามมีคนติดต่อมาขอซื้อเมล็ดกาแฟ หรือแม่บ้านคอยทำความสะอาด โดยมีห้องขนาดกว้างพอตัวอยู่ภายใน เป็นห้องทำงานของชายหนุ่ม
ปกติแล้วเขามักจะเข้าไปทำงานที่ไร่ ไม่ค่อยเข้ามาสักเท่าไร ทำให้ที่นี่ดูเหมือนจะกลายไปเป็นลานสวนสนุกของยัยหนูน้อยฝาแฝด เพราะมีของเล่นจำนวนหนึ่งกองไว้บนพื้น รวมถึงเบาะแสนนุ่มที่เอาไว้ให้พาณิภัคและพาณิธิดาได้ทิ้งตัวลงนอนยามเล่นจนเหนื่อย
“ป๊ะป๋า...”
พาณิภัคส่งเสียงร้องเรียกแล้วยื่นมือไปคล้ายร้องขอให้ชายที่มาหยุดยืนอยู่หน้าประตูหันมาสนใจชั่วนาทีที่โมกข์หยุดยืนอยู่ ไม่ยอมขยับเท้า จนพาขวัญต้องหันมองแล้วรีบพาลูกสาวหลบไปอีกทาง รู้ดีว่าสายตานั้นเต็มไปด้วยความเฉยชา ออกจะรำคาญด้วยซ้ำไป
ฝ่ายโมกข์เดินหน้านิ่งเรียบเข้าไปด้านใน ใจจริงเขาไม่อยากจะมาที่นี่เพราะไม่อยากเผชิญหน้ากับภรรยาซึ่งไม่ได้เต็มใจจะได้มา แต่มีเอกสารหลายอย่างต้องเซ็นจึงเลี่ยงไม่ได้ แล้วกระแทกลมหายใจแรงๆ ยามก้าวเท้าไปเหยียบอะไรบางอย่างทำให้เกิดเสียงดังกร๊อบ
หลังเสียงนั้นต้องถอยหลังออกไปสามก้าว พบว่าตนเหยียบของเล่นชิ้นเล็กเข้าเสียแล้ว คนไม่เป็นที่ต้องการหันมองตาโตแล้วรีบวางลูกลงพร้อมกุลีกุจอมาเก็บของสิ่งนั้น เพราะเป็นของเล่นชิ้นเดียวที่เขาหยิบยื่นมาให้
พาขวัญส่ายศีรษะ ไม่น่าลืมเก็บใส่ตะกร้า เป็นชิ้นโปรดของพาณิธิดาเสียด้วย ก่อนช้อนสายตามองคนที่ยังนิ่งเงียบไม่ขยับ
นัยน์ตาคมกริบมีแต่ความเย็นยะเยือก
“ฉันเก็บไว้เป็นความทรงจำที่ดีไง พอแล้วละกับการอยู่กับอดีต ทุกวันนี้ฉันมีแค่เธอกับลูกเท่านั้น” เรื่องทั้งหมดจบลงแล้วตั้งแต่พาขวัญเป็นอิสระ ความใกล้ชิดที่ผ่านมาทำให้เขาเรียนรู้หัวใจได้มากขึ้น จึงเลือกที่จะอยู่กับปัจจุบัน กว่าจะคิดได้ก็เกือบที่จะสายไปเสียแล้ว อึดใจต่อมาก็ได้หันไปดึงมือนุ่มมากุมไว้ “แล้วฉันก็อยากจะขอโทษด้วยนะที่ฉันไม่เคยเชื่อเธอเลย ตอนนี้คนของคุณย่าสารภาพแล้วว่า เธอไม่ได้เต็มใจ เธอเปลี่ยนใจไม่ยอมทำตามแผนแล้ว แต่โดนคุณย่าซ้อนแผน” เมื่อคนเป็นย่าถูกจับ คนสนิทของเจ้าตัวก็มาสารภาพกับเขา เพราะกลัวจะถูกลูกหลงไปด้วยและอยากจะให้ยื่นมือเข้าไปช่วย แต่อีกฝ่ายก็ไม่ได้พ้นกฎหมาย เพราะช่วยธัญญาเรศทำผิดไว้หลายอย่าง พาขวัญรู้สึกคล้ายได้ปลดล็อกสิ่งที่ติดค้างอยู่ในใจและไม่ได้รู้สึกโกรธอะไร รวมถึงไม่อยากคิดถึงอดีตอีกแล้ว แล้วมองคนที่ยื่นมือมาลูบหน้าท้อง “พรุ่งนี้ฉันต้องกลับแล้วนะ” เขาอยากจะอยู่กับพาขวัญต่อ แต่ก็ไม่สามารถทิ้งที่ไร่ได้นาน แต่สัญญาว่าจะมาหาอีกแน่ จะมาจนกว่าพาขวัญจะใจอ่อน พาขวัญขบเม้มปากแน่น เพราะหัวใจบอกชัดว่า ไม่อยาก
“คุณโมกข์ทำหรือคะ” หญิงสาวร้องถาม บุญตาพยักหน้ารับ มือเล็กหยิบช้อนขึ้นมาตักกับข้าวหลายอย่างใส่ปาก บอกไม่ถูกว่ากำลังรู้สึกอย่างไร ดีใจผสมกับความไม่คาดหมาย ส่วนชายหนุ่มก็ทำหน้าที่พ่อโดยการพาลูกไปเดินเลือกซื้อของในตัวจังหวัด แล้วต่อด้วยการไปห้างสรรพสินค้า แต่แล้วก็มีหนึ่งสิ่งที่เรียกความสนใจแก่เด็กๆ ได้ดี ไม่พ้นมุมของเล่น โมกข์จึงพาลูกไปเดินดู ไม่ได้สนใจกับเด็กผู้ชายวัยซนด้านหลัง ทว่าไม่นานสายตาคมกริบก็ต้องหันมองหลังจากพาณิธิดานั้นล้มลงหน้าคะมำ “แง...ป๊ะป๋า” เด็กหญิงร้องไห้ด้วยความเจ็บและตกใจที่จู่ๆ ก็โดนผลักเข้าเต็มแรง ทำให้โมกข์หันไปมองตัวต้นเหตุแล้วต้องส่ายศีรษะเมื่อพบว่าเป็นเด็กด้วยกันนี่เอง จึงต้องมองหาผู้ปกครองของเด็กคนดังกล่าวแล้วพาไปหาเพื่อตักเตือน ทว่าเรื่องนี้กลับลุกลามกว่าที่ควรจะเป็น ในด้านเจ้าของร่างระหงจู่ๆ ก็มีอาการใจหวิวๆ ขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ ขณะกำลังนั่งรอสามคนพ่อลูกอยู่บนแคร่ไม้หน้าบ้าน คงจะไม่มีอะไรหรอก อาจจะคิดมากไปเอง โมกข์กับลูกแค่ออกไปซื้อของกัน จะมีอะไรร้ายแรงเกิดขึ้นได้อย่างไร แต่ไม่นานเท้าก็ต้องก้าวขยับยามได้
ตกดึกพาณิภัคและพาณิธิดายังไม่ยอมห่างจากบิดา ทำให้พาขวัญต้องนำผ้าห่มมาปูให้พวกแกได้นอนด้วยกันสมใจที่ด้านหน้า มีเสียงหัวเราะเอิ๊กอ๊ากดังขึ้นอยู่ตลอด ดูมีความสุขอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ บ้านไม่จำเป็นต้องหลังใหญ่ เงินทองไม่ต้องมีเป็นถุงเป็นถัง แค่มีความสุขกองโตเท่านี้ก็สร้างรอยยิ้มให้ได้มากมาย และคงหาจากที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว “ที่ไร่เป็นยังไงบ้างคะ” หญิงสาวยังคิดถึงทุกคนเสมอ “ก็เหมือนเดิม ลุงไม้กับป้าพิมพ์บ่นว่าคิดถึง ครั้งหน้าว่าจะพามาหาด้วย” โดยเฉพาะคนเก่าคนแก่ของไร่บ่นให้ฟังทุกวันว่าอยากจะอุ้มเด็กๆ เหมือนก่อน “ขวัญเองก็คิดถึงลุงไม้กับป้าพิมพ์เหมือนกันค่ะ” หญิงสาวยังพึงระลึกอยู่เสมอถึงความเมตตาของผู้ใหญ่ทั้งสอง คราแรกที่เธอเข้าไปอยู่ในไร่จอมใจนั้นแสนจะอ้างว้าง แต่พอทั้งสองเข้ามาพูดคุยด้วยก็ทำให้เธอคลายจากความกลัวไปได้เยอะ จนค่อยๆ สนิทมากขึ้น ไม่นานก็มีหนึ่งคำถามดังขึ้น “แล้วไม่คิดถึงฉันบ้างเหรอ” คนฟังไม่ตอบ เบือนหน้าหนีไปอีกทาง ขณะที่โมกข์ระบายยิ้มอมเศร้า “ช่างเถอะ” หลังจากนั้นพาขวัญและโมกข์ก็ไม่มีการสนทนา
“พี่นี่มัน...” “แล้วนี่รู้หรือยังว่าผู้หญิงหรือผู้ชาย” โมกข์ไม่ตอบแถมยังเปลี่ยนเรื่อง ทำให้หมอกต้องส่ายศีรษะ “ผู้ชายค่ะพี่โมกข์” นุดีตอบแล้วหันไปมองหน้าสามี เพราะถูกใจหมอกเป็นที่สุด ชายหนุ่มอยากจะมีลูกผู้ชายเป็นคนแรก แต่ถ้าเป็นลูกสาวก็ไม่ว่ากัน “เสียดายนะครับ ไม่ได้แบบยัยหนูภัค หนูดา” หมอกยังอดเสียดายไม่หาย อยากจะได้ควบสองแบบพี่ชายบ้าง แต่อย่างไรก็ยังรักลูกไม่เปลี่ยนแปลง “งั้นท้องหน้าก็มีแบบฉันให้ได้สิ” คนเป็นพี่คล้ายท้าน้อง ทำให้หมอกยักคิ้ว คอยดูสิ เขาจะต้องมีลูกฝาแฝดแบบพี่ชายให้ได้ คราวนี้ละคงสนุกน่าดู น่าจะทั้งแสบและซนไม่ต่างจากพาณิภัคและพาณิธิดา “แล้วนี่คิดจะทำอะไรครับ” อดถามไม่ได้กับอาการนิ่งๆ “เรียนรู้หัวใจของตัวเอง” โมกข์ตอบ “ระวังเถอะครับ สุนัขจะคาบไปรับประทาน” ถึงกับเตือนด้วยความหวังดี ชักช้าไปจะไม่ทันการณ์ พาขวัญเองก็ไม่ใช่ผู้หญิงขี้ริ้วขี้เหร่ เธอมีเสน่ห์ แถมยังเป็นคนดี หนุ่มๆ คงอยากได้มาเป็นแม่ของลูก “ไม่ต้องกลัวหรอก ฉันส่งเจ้าเปี๊ยกไปเป็นทัพหน้าแล้ว” คนฟังทั้งสองทำหน้าไม่เข้าใจ โมกข
ลุงไม้และภรรยาถึงกับออกอาการดีใจกับข่าวที่เจ้านายนำมาบอก สายตานั้นขยายกว้างขึ้น แต่ก็ต้องเศร้าในประโยคถัดมาอยู่ดี “ทำไมถึงไม่พาหนูขวัญกับเด็กๆ กลับมาล่ะคะ” พิมพ์ผกาทำสีหน้าเศร้า คิดถึงพาขวัญและฝาแฝด เธอช่วยเลี้ยงดูมาตั้งแต่ยังแบเบาะ จากไปเช่นนี้ย่อมทำให้เกิดความโหยหาเป็นธรรมดา อีกอย่างอยากให้คนเป็นนายได้มีความสุข เชื่อว่าสายตาของตนไม่ผิดเพี้ยน คนหน้านิ่งกำลังมีความรักบรรจุอยู่ภายใน “ผมไม่อยากบังคับครับ พาขวัญเองก็ตกอยู่ภายใต้กรงขังมานาน เธอสมควรใช้ชีวิตตามต้องการ อีกอย่างเธอคงอยากจะอยู่กับแม่ของเธอด้วยครับ” เป็นเหตุผลง่ายๆ ซึ่งโมกข์ไม่เคยอธิบายให้เจ้าตัวรับรู้ เอาแต่ทำตัวทื่อๆ “แล้วทำไมไม่ลองพาคุณแม่ของหนูขวัญมาอยู่ที่นี่ด้วยกันล่ะครับ” ลุงไม้เสนออีกหนึ่งหนทาง “เรื่องนั้นผมทำแน่ครับ แต่อยู่ที่ว่าบทเรียนหัวใจของผมกับพาขวัญครั้งนี้จะต้องใช้ระยะเวลาอีกยาวนานไหม ผมไม่อยากไปเร่งอะไร ค่อยเป็นค่อยไปจะดีกว่าครับ” บทเรียนชีวิตของตนและภรรยาผ่านอะไรมามาก ทุกข์มากกว่าสุข กว่าจะปลดปล่อยตัวเองให้เป็นอิสระได้ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ จึงอยากให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์
“หึ กล้าพูดนะพาขวัญ แล้วทีเธอล่ะยังจะไม่บอกฉันเรื่องลูกเลย” ประโยคที่สวนกลับมาทำให้เธอสะอึกแล้วนิ่งไป “แม่ว่าใจเย็นกันดีกว่านะ แล้วเราเข้าไปคุยกันในบ้าน ขวัญเองเรากำลังท้องกำลังไส้จะมาโมโหแบบนี้ได้ยังไง ไม่คิดถึงลูกหรือไง ส่วนคุณโมกข์ใจเย็นหน่อยนะคะ อย่าทำให้หลานๆ ต้องตกใจเลย” คนอาบน้ำร้อนมาก่อนพอจะดูออก แท้จริงแล้วคนทั้งคู่ไม่ได้ถึงขั้นจะเกลียดกัน แต่ต้องปรับความเข้าใจกัน หนนี้คนที่ถอนหายใจระบายความเครียดเป็นชายหนุ่มเอง เขาพยักหน้าแล้วปล่อยลูกลง ก่อนจะหันมองแม่ของลูก แล้วยิ้ม เผลอแป๊บเดียวเขากำลังจะกลายไปเป็นคุณพ่อลูกสามแล้ว “เราเข้าไปคุยกันข้างในดีกว่านะคะคุณโมกข์” ชายหนุ่มพยักหน้าแล้วเดินเข้าไปด้านใน เด็กๆ ก็วิ่งตามคอยเกาะแข้งเกาะขาด้วยความคิดถึง เสียงเจื้อยแจ้วดังขึ้นซักถามบิดาถึงหลายวันที่ผ่านมา ภาพเหล่านั้นสะเทือนหัวใจคนยืนมองทั้งสองคน โดยเฉพาะคนที่หอบเด็กๆ หนีมา “เห็นความสุขของลูกไหมขวัญ” บุญตาตั้งคำถาม “แต่แม่ไม่ได้ยัดเยียดให้ขวัญต้องเลือกในสิ่งที่ฝืนใจนะลูก แม่แค่อยากให้คุยกัน และไม่ปิดบัง คุณโมกข์เองก็มีสิ
“ทำไมถึงให้หมอนั่นเข้ามาในห้อง” เขาถามอีกคำถามและต้องการคำตอบพอๆ กับคำถามแรก นุดียังไม่ยอมเปิดปากเอ่ยบอก และสงสัยว่าทำไมคนตัวโตถึงรู้ แต่ไม่อยากถามอะไรให้มากความ เลือกจะออกปากไล่ชายหนุ่มโดยไม่สนใจว่าเขาจะรู้สึกเช่นไร เธออยากให้เขาเจ็บบ้าง จะได้รู้ว่ามันเป็นอย่างไร หมอกไม่ได้สนถ้
“เราไปมีเรื่องอะไรกับคุณธัญญาเรศหรือเปล่า” อดสงสัยไม่ได้ เพราะแววตาของนุดีมันฟ้องว่ามีความบาดหมางบรรจุอยู่ คนโดนถามชะงัก พริบตาต่อมาก็ส่ายหน้า จะให้บอกอย่างนั้นหรือ เธอทำไม่ได้หรอก เพราะรู้ว่าวาคิมจะไม่นิ่งดูดาย เขาต้องยื่นมือเข้ามาช่วยแน่นอน ถึงแม้จะค่อนข้างมั่นใจว่ากำลังพลของคนตรงหน้ามี
“หน็อย ทำมาเป็นอวดเก่ง” ธัญญาเรศแทบดิ้นเร่าในท่าทางถือดีนั้น นึกตำหนิอีกฝ่ายที่ไม่รู้จักเจียมตัวเสียเลยว่าอาศัยอยู่ใต้ฝ่าเท้าของตน แค่ลงน้ำหนักหนึ่งครั้งก็จมธรณี ใบหน้าของชายที่ขึ้นชื่อว่าเคยเป็นเจ้าของฝ่ามือนุ่มนิ่มนั้นไม่แม้แต่จะแสดงอาการหึงหวงใด แค่หันหน้าไปมองเท่านั้น ก่อนจะกลับมาสนใจ
บทที่ 13 เริ่มต้นใหม่ “ป๊ะป๋าขา” เสียงหวานใสในลูกอ้อนของพาณิภัคทำให้คนที่กำลังเดินลงมาจากห้องนอนชะงักเท้าแล้วเลิกคิ้วขึ้นมอง วันนี้น้ำเสียงของลูกสาวคนโตฟังดูพิเศษ จนต้องหันไปมองมารดาของแกที่อยู่ในห้องครัว พาขวัญเสหน้าหลบสายตา ปล่อยให้พาณิภัคทำในสิ่งที่สมควรด้วยตนเอง โม







