LOGINในกลุ่มสตรี มีสตรีที่ตั้งครรภ์มาชมความครึกครื้นอยู่ด้วย หนึ่งในนั้นคือหญิงสาวผิวขาวอมชมพูในชุดสีเหลืองอ่อนปักลายบุปผาอย่างง่ายๆ
นางส่งยิ้มให้เซียงหรงแล้วเอ่ยออกมาอย่างสุภาพ "ข้าได้ยินว่าเจ้ารูปโฉมงดงาม ร่างเล็กบอบบาง ทว่าใจเด็ด รักมั่นจริงใจต่อสามียิ่งนัก ข้าเลยอยากมาเยี่ยม และพาน้องๆ มาด้วย เจ้าอย่าได้ถือสา สามีของเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง อาการดีขึ้นแล้วหรือไม่”
‘รูปโฉมงดงาม ร่างเล็กบอบบาง ทว่าใจเด็ด รักมั่นจริงใจต่อสามียิ่งนัก' งั้นหรือ… คงเพราะนางลากแพไม้พา ‘สามี’ ร่างใหญ่มาจนถึงหมู่บ้านนี้ด้วยตนเองจนสองมือพุพองได้แผลฟกช้ำไปทั้งตัวกระมัง…
เซียงหรงยิ้มตอบอย่างนอบน้อม "ข้ากลับเกรงว่าจะรบกวนพวกท่านมากกว่า…ส่วนสามีข้า ยามนี้ดีขึ้นมากแล้วเจ้าค่ะ"
สตรีที่ตั้งครรภ์มีอยู่สามคน พวกนางต่างพากันหัวเราะเสียงใส
"รบกวนอะไรเล่า พวกเราแค่อยากรู้จักเจ้า เห็นว่าเจ้าน่ารัก พวกเราเลยอยากคุยด้วย"
หนึ่งในนั้นมองไปที่หลี่จือหลินที่ยังนอนอยู่แล้วเอ่ยขึ้นอย่างอารมณ์ดี
"สามีของเจ้าคงต้องใช้เวลาพักฟื้นอีกนาน พวกเจ้าห้าคนอยู่ที่นี่สักพักก็ไม่เลว หมู่บ้านในหุบเขาเล็กๆ นี่เงียบสงบเกินไป ไม่มีใครผ่านไปมามากนัก พวกเราทุกคนล้วนคุยกันแต่เรื่องเดิมๆ ทำอะไรต่อมิอะไรแบบเดิม ขาดสีสันยิ่งนัก”
สตรีตั้งครรภ์ในชุดสีครามพยักหน้าหงึกหงักยืนยัน “เพิ่งจะมีตอนที่พวกเจ้าเข้ามาที่นี่นั่นแหละ พวกเราถึงได้มีเรื่องใหม่ให้พูดคุยเพิ่มขึ้น!”
สตรีตั้งครรภ์ในชุดสีเหลืองอ่อนหัวเราะเบาๆ “ดังนั้นเวลามีคนมาใหม่อย่างพวกเจ้า พวกเราชาวบ้านก็เลยค่อนข้างตื่นเต้นกัน...เจ้าเองก็อย่าถือสาคนบ้านนอกอย่างพวกข้าเลยนะ"
เสียงหรงส่ายหน้าปฏิเสธทันที “จะถือสาได้อย่างไรล่ะเจ้าคะ หากไม่มีพวกท่าน ไม่รู้เลยว่ายามนี้พวกข้าจะเป็นอย่างไร” นางยิ้มกว้างมากขึ้น “หากไม่รังเกียจ ข้าขอเรียกพวกท่านว่าพี่สาวได้หรือไม่เจ้าคะ”
หญิงตั้งครรภ์ในชุดสีครามตอบรับทันที “โอ้ ได้สิ มีน้องสาวหน้าตางดงามเช่นเจ้า ถือเป็นวาสนาดีๆ ของพวกข้า”
“มีพี่สาวอ่อนหวานใจดีอย่างพวกท่าน ก็เป็นวาสนาดีๆ ของข้าเช่น เดียวกันเจ้าค่ะ” ในใจเซียงหรงรู้สึกอบอุ่นขึ้นมา นึกขอบคุณในความโชคดีที่คนในหมู่บ้านต่างเป็นคนดีเช่นนี้
หญิงสาวที่เปิดประเด็นเรื่องสีสันของหมู่บ้านตั้งครรภ์แก่แล้ว นางกุมหน้าท้องตัวเองเบาๆ พลางยิ้มอ่อนโยนเมื่อเห็นแววตาของเซียงหรงมองมาอย่างสนใจ "เจ้าอยากลองจับดูหรือไม่ เด็กในท้องข้ากำลังดิ้นอยู่ทีเดียว"
เซียงหรงมองหน้าผู้เสนอด้วยความประหลาดใจปนดีใจ “ได้หรือเจ้าคะ” นางไม่เคยจับท้องของคนท้องมาก่อนเลย น่าตื่นเต้นยิ่งนัก!
“เหตุใดจะไม่ได้เล่า” สตรีผู้นั้นหัวเราะคิกคัก “มีคนงามอย่างเจ้ามาประทับมืออวยพร หากเป็นชายก็คงได้ภรรยางาม หากเป็นหญิงก็คงหน้าตางดงามอย่างเจ้าเป็นแน่ ดียิ่ง”
“โอ้! หากเป็นเช่นนั้นจริงเจ้าก็มาจับท้องพวกเราด้วยเร็ว” สตรีมีครรภ์ในชุดสีครามหัวเราะอย่างสดใส สตรีชุดสีเหลืองอ่อนเองก็ยิ้มจนตาหยีเช่นกัน
เซียงหรงลังเลเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้า หญิงท้องโตจึงจับมือนางให้วางลงบนหน้าท้องที่กลมโตของตน
ความรู้สึกแรกที่ฝ่ามือนางสัมผัสได้คือความอบอุ่น อ่อนโยน ทั้งสัมผัสได้ถึงการเต้นเป็นจังหวะของหัวใจ
เพียงไม่นาน นางก็รู้สึกถึงแรงดิ้นเบาๆ จากภายใน
"เขาดิ้นจริงๆ!" เซียงหรงร้องออกมาด้วยความตื่นเต้น ใบหน้าของนางเปล่งประกายราวกับเด็กน้อยที่ค้นพบสิ่งมหัศจรรย์
"เด็กในท้องข้ากำลังดีใจที่เจ้าเอ็นดูเขา" หญิงท้องโตกล่าวพลางหัวเราะเบาๆ อีกสองคนที่เหลือจึงชวนกันให้เซียงหรงลองสัมผัสหน้าท้องของพวกนางด้วย
เซียงหรงจับหน้าท้องของสตรีทั้งสองทีละคน นางรู้สึกทั้งอัศจรรย์และอบอุ่นในหัวใจยิ่งนัก
ครั้งหนึ่งข้าก็เคยอยู่ในที่เช่นนี้...
ความตื้นตันทำให้น้ำตาของนางรื้นขึ้นเล็กน้อย
ท่านแม่เองก็คงตื่นเต้นที่กำลังจะมีข้า เช่นเดียวกับสตรีเหล่านี้กระมัง…
นางพลันนึกถึงความฝันในคืนนั้น…
ท่านแม่ยังคงเรียกนางว่าเด็กดีเหมือนเมื่อครั้งยังเยาว์ ก่อนจะบอกให้นางพยายามอดทน…
ที่แท้แล้วเป็นเพียงความฝันที่เกิดจากความคิดถึง หรือท่านแม่ที่อยู่บนสวรรค์เกิดเห็นใจ จึงได้มาหาในยามยากเพื่อปลอบโยนกันแน่นะ…?
“แน่นอน ใครจะดีใจที่เจ้าบ่าวเมามายเสียหมดสภาพทั้งที่เป็นวันเข้าหอวันแรกเล่า” องค์ชายสามยืนยันหนักแน่น สองมือประคองเจ้าบ่าวมุ่งหน้าไปทางห้องพักแขก หางตาก็คอยเหลือบมองเฉินเหม่ยลี่เป็นระยะเมื่อเห็นชายกระโปรงสีอ่อนของเฉินเหม่ยลี่ รู้ว่านางยังคงลอบเดินตามมาห่างๆ และคิดว่าเขามองไม่เห็น องค์ชายสามหลี่เจี๋ยก็ได้แต่นึกขันในอกโง่เง่ายิ่งนัก!สตรีผู้นี้โง่เง่าถึงเพียงนี้ได้อย่างไรนะ...นางไม่คิดหรืออย่างไรว่าหูตาของตำหนักจวิ้นหวังมีมากมายเพียงใด เป็นเพียงลูกอนุที่ตระกูลมารดากำลังตกต่ำย่ำแย่ผู้หนึ่งของจวนกั๋วกง กลับต้องการเข้าหาจ๋างจื่อของตำหนักจวิ้นหวังในวันสมรส ใช่รนหาที่ตายหรือไม่?แต่ช่างเถิด... หลี่เจี๋ยลอบยิ้มกับตนเองในเมื่อนางกับเขาต่างก็มี ‘เป้าหมายเดียวกัน’ อำนวยความสะดวกให้นางสักหน่อยจะเป็นไร…องค์ชายสามค่อยๆ พาหลี่จือหลินเข้าไปนั่งพักบนตั่งในห้องพักแขก อันที่จริงเขาก็อยากจะส่งให้ถึงเตียงอยู่หรอก แต่จ๋างจื่อผู้นี้ไม่รู้ว่ากินอะไรเข้าไป รูปร่างก็ไม่ได้อวบอ้วน แต่กลับตัวหนักนัก!“พี่จือหลินนอนพักรอน้ำแกงสร่างเมาอยู่ที่นี่สักเดี๋ยวก็แล้วกัน”เห็นเจ้าบ่าวหมาดๆ พยักหน้าอย่างว่าง่าย องค์ชาย
องค์ชายสามรีบปราดเข้ามาประคองเจ้าบ่าวหมาดๆ เอาไว้ น้ำเสียงอบอุ่นอ่อนโยนยิ่ง“ให้ข้าได้ประคองพี่จือหลินไปส่งเถอะ” หลี่เจี๋ยประคองร่างสูงโปร่งของหลี่จือหลินเอาไว้แล้วเดินออกจากห้องโถงไปตามทางเดิน ก่อนจะออกจากห้องก็หันหน้าไปหาบ่าวคนสนิทของตนแวบหนึ่ง ครั้นเห็นว่าเขาพยักหน้าแล้วหายไปในฝูงชนก็ประคองหลี่จือหลิน ออกเดินไปอย่างช้าๆ ไปตามทางเดินที่ทอดอยู่ในสวนอันเงียบสงบ ทางเดินในสวนยามนี้ล้วนตกแต่งด้วยเสาโคมไฟที่แขวนโคมแดงเอาไว้ ดูงดงามเป็นสิริมงคลเป็นอย่างยิ่ง “พี่จือหลินจากไปสนามรบไม่ได้กลับมาเมืองหลวงบ้างเลย ข้าเองอยากสนิทสนมกับพี่จือหลินมานานแล้ว” องค์ชายสาม หลี่เจี๋ย เอ่ยปากอย่างเชื่องช้า พลางหัวเราะในลำคอ “วันนี้ถือว่าสบโอกาส ขอข้าทำหน้าที่น้องชายอารักขาพี่จือหลินไปที่ห้องหอ ระหว่างทางเราจะได้คุยกันให้มากหน่อย” แม้ว่าใบหน้าจะแย้มยิ้ม ทว่าในใจหลี่เจี๋ยกลับคั่งแค้นเหลือจะกล่าวเดิมเขาเองควรจะได้ตบแต่งกับโฉมงามยอดเมธีในปีนี้...เฉินเซียงหรงช่างงดงามและเปี่ยมด้วยความสามารถชวนให้ผู้อื่นชื่นชมยิ่งนัก ทว่านางกลับมีเจ้าของอยู่ก่อนแล้ว เสด็จแม่ของเขา
เซียงหรงถูกพาไปนั่งบนเตียงที่ปูผ้าคลุมสีแดงปักลายยวนยาง ตอนนั้นเองที่จวิ้นหวังเฟยเดินเข้ามาด้วยรอยยิ้มเต็มใบหน้า พร้อมบุตรชายที่ยามนี้ทุกคนในตำหนักได้เห็นแล้วว่าจ๋างจื่อของพวกตนช่างยิ้มได้งดงามนัก จวิ้นหวังเฟยรับจานเกี๊ยวมาจากแม่สื่อ ก่อนคีบป้อนสะใภ้หมาดๆ ของตนเองผ่านผ้าคลุมหน้า เซียงหรงได้แต่อ้าปากรับ ก่อนจะเคี้ยวแล้วเบิกตาโพลง …คายออกได้หรือไม่ มันยังดิบอยู่เลย... จวิ้นหวังเฟยหัวเราะเบาๆ ก่อนถาม “ดิบหรือไม่” เซียงหรงไม่กล้าเบ้ปาก ได้แต่พยักหน้าเบาๆ “ดิบเจ้าค่ะ” “ดีแล้ว ดิบก็ดีแล้ว” สตรีที่แต่งงานแล้วทุกคนในที่นั้นหัวเราะเสียงใส ก่อนที่พระชายาจะวางเกี๊ยวกลับไปให้กับแม่สื่อ “เอาล่ะ พักผ่อนเถิด จือหลิน เจ้ายังคงต้องไปรับแขกอยู่นะ” “ขอรับท่านแม่” เขาพยักหน้า รอจนกระทั่งมารดาและคนอื่นๆ เดินออกไป หลี่จือหลินจึงหันกลับมาหาเจ้าสาวของตนเองอีกครั้ง พลางยกน้ำชาให้นางอย่างเอาใจ “ค่อยๆ ดื่ม อาหารเหล่านี้เจ้ากินได้ทั้งหมดเลย ไม่ต้องรอข้ากลับมาหรอก หากง่วงก็นอนก่อนเสีย” “…เกี๊ยวเมื่อครู่ไม่เห็นอร่อยสักน
เฉินเหม่ยลี่กับเฉินชิวเยว่ ผู้หนึ่งเตรียมตัวก่อเรื่อง ผู้หนึ่งหวังชมเรื่องสนุก ต่างฝ่ายต่างแย้มยิ้มให้กันขณะนั่งร่วมเกี้ยวเล็กๆ ตามเกี้ยวเจ้าสาวแปดคนหาม ดูรักใคร่กลมเกลียวเป็นอย่างมาก จนเฉินเหม่ยเซียงและเฉินหมิงเยว่อดตะขิดตะขวงใจแทนไม่ได้ขบวนแห่เจ้าสาวครั้งนี้ยาวเหยียด มีผู้คนมาโห่ร้องยินดีมากมาย ส่วนหนึ่งเพราะต้องการเห็นขบวนสินเดิมเจ้าสาวที่กล่าวกันว่ายาวหลายลี้ อีกส่วนหนึ่งก็เพราะพ่อบ้านของตำหนักจวิ้นหวังช่างมือหนัก โปรยเหรียญมงคลให้กับผู้ที่อำนวยพรคู่บ่าวสาวไม่หยุดหย่อนเพียงพริบตาเดียว ทั่วทั้งถนนก็เต็มไปด้วยคำอวยพรยินดี มาถึงตรงนี้ เหล่าบุตรสาวสกุลเฉินในเกี้ยวต่างสีหน้าบิดเบี้ยวด้วยความหงุดหงิด ดวงตาฉายแววริษยาอย่างไม่อาจปิดบัง แม้เฉินชิวเยว่เองจะไม่ได้รู้สึกว่าตนเองด้อยไปกว่าเฉินเซียงหรงที่ใด ซ้ำคู่ครองในอนาคตของนาง ก็ยังเป็นถึงผู้สูงศักดิ์ที่จ๋างจื่อตำหนักจวิ้นหวังอย่างหลี่จือหลินเทียบไม่ติด แต่นางกลับอดสงสัยไม่ได้เลยว่าองค์ชายสามจะทุ่มเทให้กับนาง ดังเช่นที่จวิ้นหวังจ๋างจื่อทำให้น้องสามสารเลวสมควรตายหรือไม่ ไม่ต้องพูดถึงเฉินเหม่ยลี่ ที่ยามนี้ผ้าเช็ดหน้า
เซียงหรงเม้มปากแน่น แต่นางถอยหลังไม่ได้แล้ว มีแต่ต้องเดินหน้าเท่านั้นแม้ว่าเทียนจินในยามนี้จะมิได้เคร่งครัดในเรื่องการยกอนุขึ้นเป็นภรรยาเอกเช่นรัชสมัยอื่นๆ แต่ว่านางก็หวังไม่ให้บิดาดำเนินไปในทางผิดมากกว่านี้...อนุหานไม่ใช่คนที่จะสามารถเป็นหน้าเป็นตาให้กับจวนกั๋วกงได้จริงๆเซียงหรงตามองจมูก จมูกมองใจ [1]นางได้ยินเสียงบิดาพูดอวยพร ทว่ากลับฟังไม่รู้ความแล้วสักคำนางไร้มารดา จึงมีเพียงแต่ป้ายวิญญาณเท่านั้นที่นางเคารพกราบไหว้แม้ว่าอนุหานจะนั่งอยู่ด้านข้างเฉินกั๋วกง สวมชุดสีเดียวกับอาทิตย์อัสดงที่เกือบคล้ายสีแดงสด ทว่าอนุผู้หนึ่งก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะได้รับการคารวะจากคุณหนูสายตรงเช่นนางกว่าที่เซียงหรงจะรู้ตัวอีกที ก็ถูกพี่ชายใหญ่แบกขึ้นหลัง พาเดินออกจากจวนกั๋วกงทีละก้าวๆ ด้วยฝีเท้ามั่นคงชั่วอึดใจนั้น ร่างบอบบางซบลงบนแผ่นหลังกว้างของพี่ชาย นางจับเสื้อเขาเอาไว้แน่น น้ำตาร้อนๆ ไหลออกมาทีละหยดตกต้องบ่าของคุณชายใหญ่แห่งจวนเฉินกั๋วกง“จำไว้ หรงเอ๋อร์ เจ้ากลับมาที่นี่ได้เสมอ” พี่ชายนาง เฉินจิ้งอี้ พูดเสียงทุ้มต่ำ “อย่าได้กลัว อย่าได้กังวล ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น จวนเฉินกั๋วกงและพี่ใหญ่จะยืนเคียงข้า
อนุหาน หานชิงเยว่ รีบฉวยโอกาสขณะเฉินกั๋วกงกำลังรับคำแสดงความยินดีจากอดีตเสนาบดีสวีผู้มีศักดิ์เป็นปู่ของสวีหวงโฮ่ว ซึ่งกำลังจะเกี่ยวดองเป็นทองแผ่นเดียวกัน และท่านปู่กับท่านลุงของนาง มุ่งหน้าไปบอกกล่าวหว่านล้อมขออนุญาตให้ ‘บุตรสาว’ อีกสี่คนสามารถติดตามขบวนแห่เกี้ยวเจ้าสาวไปส่งตัวพี่หญิงน้องหญิงของตนออกเรือนได้ ขณะที่ด้านนอกเริ่มมีเสียงเอะอะ เสียงหัวเราะเฮฮาประสมกันเมื่อพี่ชายน้องชายของเจ้าสาวทดสอบว่าที่ท่านเขยของตนเองด้วยปัญหาเชาว์เซียงหรงได้ยินเสียงทุ้มนุ่มของหลี่จือหลินตอบคำถามแต่ละข้อจนครบ ร่ายบทกวีที่แต่งขึ้นสดๆ ร้อนๆ ต่อหน้าผู้ทดสอบและแขกเหรื่อที่มาร่วมงานคนอื่นๆเสียงของผู้คนมากมายเริ่มย้ายไปที่ห้องโถงบรรพบุรุษเมื่อหลี่จือหลิน ต้องคำนับบรรพบุรุษในจวนกั๋วกงเพื่อบอกกล่าวว่าเขาได้มารับเจ้าสาวสกุลเฉินแล้ว แล้วจึงกลับมารอเจ้าสาวของตนที่หน้าห้องโถงพิธี รอให้นางออกไปกราบไหว้บิดามารดาอีกครั้งแล้วจึงออกขบวนเซียงหรงรู้สึกเหมือนตนเองเป็นตุ๊กตาที่ได้แต่เคลื่อนไหวไปตามการจับจูงของผู้คน เริ่มจากฟูเหรินมงคล จากนั้นก็เป็นมือใหญ่ของหลี่จือหลินที่รอรับอยู่อย่างมั่นคง ก่อนที่เขาจะพานางไปกราบไหว้บิ







